บทที่ ๑ (2)
การเดินทางสู่พระราชวังเร้นกายช่างยากลำบากเหนือความคาดหมายเป็อันมากกลุ่มนักโบราณคดีเกือบห้าสิบชีวิตทั้งลูกหาบและทหารผู้นำทางต่างเดินทางอย่างทุลักทุเลแค่การเดินป่าก็ยากพอดูแล้ว ด้วยอากาศที่หนาวจัด ความชื้น แมลงต่างๆรวมถึงสัตว์มีพิษน้อยใหญ่มิหนำซ้ำยังมีแหล่งก๊าซธรรมชาติที่แผ่ไอพิษออกมาเป็อันตรายต่อสุขภาพทำให้การเดินทางครั้งนี้เต็มไปด้วยอุปสรรคขวากหนาม
พระราชวังแห่งนี้ที่ถูกเรียกขานว่าพระราชวังเร้นกายก็เพราะเวลาล่วงผ่านนับพันปีป่าแห่งนี้จะถูกปกคลุมด้วยเมฆหมอกหนาทึบจนแทบมองมือตัวเองไม่เห็นเต็มไปด้วยสัตว์ร้ายนานาชนิดทว่าเมื่อสามปีก่อนม่านหมอกเหล่านี้ก็เลือนหายไปราวกับไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนเหล่าสัตว์ดุร้ายต่างหนีเตลิดเข้าไปในป่าลึกด้านในที่ยังคงมีหมอกปกคลุมจึงสามารถเห็นยอดพระราชวังไกลลิบอยู่บนูเาสูงชัน
“เหนื่อยไหมลูก” ชินหันไปถามบุตรสาวที่เดินตามหลังมาอย่างอดทนเขาปาดเหงื่อที่ไหลย้อยลงมาบนหน้าผากทั้งที่อากาศเวลานี้หนาวจัดอากาศบางเบาและอับชื้นยิ่งเดินยิ่งเหมือนเท้าหนักขึ้นหลายกิโล
หลังจากศึกษาเส้นทางไปพระราชวังเร้นกายแล้วชินและภรรยาลงความเห็นห้ามบุตรสาวติดตามไปด้วยหากเป็เื่อื่นชัญญาจะว่านอนสอนง่ายเชื่อฟังบุพการีทุกครั้ง ไม่เคยทำให้หนักใจแต่ต้องไม่ใช่เื่นี้ ชัญญาดื้อแพ่งจะตามมาด้วย เด็กน้อยไม่ร้องไห้ฟูมฟายตีอกชกตัวเพื่อทำให้เขายินยอม
ชัญญาเพียงแค่ไม่ยิ้มไม่พูดดวงหน้าเล็กๆ เปี่ยมด้วยความหมองเศร้าเหมือนชีวิตได้มาถึงคราวสิ้นสุด ไม่กินไม่นอนกระทั่งอีกหนึ่งอาทิตย์จะถึงวันเดินทางชินจึงเอ่ยปากอนุญาตอย่างไม่เต็มใจสักเท่าไร เขารู้ว่าบุตรสาวเป็เด็กฉลาดด้วยอายุยังน้อยเธอไม่ควรฉลาดทางอารมณ์ได้เช่นนี้
แม่หนูน้อยรู้ว่าไม้แข็งใช้ไม่ได้กับบุพการีไม้นวมอันแยบคายของเธอต่างหากที่ทำให้เขาและภรรยาใจแทบขาดเพราะสงสารลูกเขาเห็นความตั้งใจของบุตรสาวจึงไม่อาจปฏิเสธนักโบราณคดีตัวน้อยได้ในวัยเพียงสิบขวบ เธอตัวเล็กกว่าเด็กทั่วไปค่อนข้างมากแต่หัวใจของเด็กน้อยกลับแข็งแกร่งราวกับผู้ใหญ่คนหนึ่งก็ไม่ปาน
“ถ้าบอกว่าไม่เหนื่อย พ่อก็คงรู้ว่าโกหกแต่หนูรั้นจะมาเอง หนูต้องไปถึงพระราชวังเร้นกายบนยอดูเานั้นให้ได้ค่ะ” เสียงเล็กไม่สดใสเหมือนเมื่อสองวันก่อนอีกทั้งกระท่อนกระแท่นเหนื่อยหอบแต่ประกายตายังคมกล้าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นชัดเจน
ชินอดสงสารบุตรสาวไม่ได้จริงๆ “ขี่หลังพ่อดีกว่าจะได้ไม่เหนื่อยมาก”
“หนูไม่อยากเป็ภาระให้พ่อนี่คะ”
บิดาเป็นักโบราณคดีถึงแม้จะอายุแค่สามสิบแปด แต่ก็ไม่ได้ออกกำลังกายเฉกเช่นนายทหารผู้นำทางหรือทำงานใช้แรงงานเหมือนลูกหาบ ขืนแบกเธออีกคนมีหรือจะไปถึงยอดเขานั่นได้
“ขี่หลังผมก็ได้ครับคุณหนูเก่งมากที่เดินด้วยตัวเองตลอดสองวันมานี้ เป็เด็กจะพึ่งพาผู้ใหญ่บ้างก็ไม่เสียหายถูกไหมครับ”นายทหารผู้หนึ่งที่เดินตามหลังสองพ่อลูกเอ่ยปากอาสา
ชัญญาเงยดวงหน้าจิ้มลิ้มพริ้มเพราขึ้นมองนายทหารหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่ดวงตากลมโตไร้เดียงสาพบกับดวงตาคมกริบดำใหญ่สุดลึกล้ำสะกดเธอไว้ชั่วขณะเหมือนห้วงเวลารอบกายกำลังหยุดนิ่ง คิ้วดาบสีดำสนิทดูองอาจกล้าหาญจมูกโด่งตรงเป็สันเด่นชัด ริมฝีปากเต็มได้รูปบ่งบอกความหยิ่งทะนงใบหน้าคมสันหล่อเหลา เรือนผมซ่อนอยู่ใต้หมวกสีเขียวลายพรางรูปลักษณ์โดดเด่นเหนือธรรมดาทำหัวใจเด็กน้อยเต้นแรงได้แต่ยืนนิ่งจ้องตานายทหารเหมือนถูกสะกด
บางสิ่งที่แผ่มาจากเรือนกายสูงสง่าบ่งบอกว่าเขาแตกต่างจากผู้อื่นเพิ่งเข้าใจคำว่าเทพบุตรหน้าหยกก็ตอนได้เห็นหน้านายทหารคนนี้นี่แหละเด็กน้อยทอดถอนใจ อดนึกเสียดายที่เธอยังเป็แค่เด็กแล้วลอบแลบลิ้นกับความคิดแก่แดดของตน
ชัญญาหันไปสบตาบิดาเพื่อขอความคิดเห็นอย่างไรเธอก็ยังเป็เด็กมีบางเวลาที่ตัดสินใจไม่ถูกเช่นกัน
ชินพยักหน้าให้บุตรสาวพลางก้มศีรษะขอบคุณนายทหารผู้อารี
“รบกวนแล้ว” เด็กหญิงเอ่ยอย่างเกรงใจ
ชัญญายืนกรานจะขี่หลังนายทหารหนุ่มครั้งละชั่วโมงแล้วเดินเท้าหนึ่งชั่วโมงแต่กลับถูกปฏิเสธด้วยเหตุผลที่น่าขันยิ่งนัก น้ำหนักของเธอเวลานี้ยังน้อยกว่าเป้ทหารที่เขาเคยแบกตอนฝึกด้วยซ้ำการให้เธอขี่หลังจึงเป็เื่เล็กมากสำหรับเขาแต่นายทหารหนุ่มยอมให้เธอลงเดินบ้างเพื่อยืดเส้นยืดสาย
ตลอดการเดินทางเธอจึงสนิทสนมกับนายทหารสุดหล่อไปโดยปริยายเขาเป็คนเคร่งขรึม แต่กับเธอเขาช่างใส่ใจดูแล มักเล่าเื่ที่เธออยากรู้ให้ฟังหรือไม่ก็เล่าประสบการณ์ในค่ายทหาร สร้างเสียงหัวเราะใสแจ๋วให้แก่ขบวนสำรวจ
ใช้เวลาถึงสิบวันสิบคืนกว่าจะขึ้นไปถึงที่หมายทั้งคณะเหนื่อยกายสายตัวแทบขาดด้านจิตใจยังอ่อนไหวหวาดหวั่นกับอันตรายรอบด้านที่ได้ประสบระหว่างการเดินทางกันถ้วนหน้าในคณะมีเพียงหนูน้อยคนเดียวที่ยังร่าเริงสดใส ดวงตาสุกสกาวเปี่ยมด้วยความยินดี
เมื่อขึ้นมาถึงที่หมายนักโบราณคดีทั้งหมดต่างอ้าปากค้าง แทบไม่เชื่อสายตาตัวเอง
ชัญญามองสถาปัตยกรรมยิ่งใหญ่อลังการตรงหน้าด้วยแววตาตื่นตะลึงหากพระราชวังนี้สรรค์สร้างขึ้นเมื่อสองพันปีก่อนแล้วเหตุใดจึงมีความร่วมสมัยประหนึ่งเพิ่งผ่านร้อนผ่านหนาวมาเมื่อไม่กี่ฤดูกันเล่า
นอกจากความสง่างามน่าเกรงขามที่ถูกลิดรอนลงด้วยกาลเวลาต้นไม้รกเรื้อ ตะไคร่มอสเกาะตามผนังกำแพงรอบพระราชวังเหมือนถูกย้อมด้วยสีเขียวสดของพืชพรรณแห่งป่าด้านหลังคือูเาสูงชัน ด้านหน้าเป็ลำธารใหญ่หากเป็ฤดูฝนคงไม่สามารถเดินเท้าข้ามมาได้ เมื่อก้าวผ่านกำแพงเข้าไปก็พบกับพระราชวังส่วนหน้าก่อสร้างเป็ตึกสูงสองชั้นแบบจีนสมัยใหม่ปลูกสร้างด้วยอิฐและไม้รูปแบบค่อนข้างเรียบง่าย เมื่อเทียบกับพระราชวังอื่นๆที่ค้นพบก่อนหน้า
กระเื้ัคาสีเหลืองเคลือบเงาซึ่งบัดนี้ซีดจางเกือบกลายเป็สีขาวแสดงถึงฐานะอันสูงส่งของจ้าวผู้พระราชวังเร้นกายแห่งนี้เสาหินต้นใหญ่ถูกกัดเซาะจนผิวที่เคยมันเรียบแปรเป็ขรุขระไม่สม่ำเสมอพระราชวังเร้นกายหันไปทางทิศใต้เป็ไปตามกฎเก่าแก่ในการสร้างสถาปัตยกรรมของจีนที่นี่คือโบราณสถานมีอายุนับพันปี
ทว่าลวดลายของหน้าต่างและประตูกลับถูกแกะสลักด้วยลวดลายคุ้นตาดอกโบตั๋นลวดลายอ่อนช้อยงดงาม นั่นมันลายไทยชัดๆ ไม่อาจเป็อื่นได้เลยอีกทั้งชัญญาจำได้แม่นว่ามันเป็ลวดลายที่เธอชื่นชอบตอนเข้าไปสำรวจโบราณสถานแห่งหนึ่งซ้ำยังวาดลวดลายเหล่านี้นับร้อยพันครั้ง มันน่าจะเกินคำว่าชอบไปแล้วเรียกว่าเป็ความคลั่งไคล้ก็น่าจะใช่
ร่างเล็กจ้อยเย็นวาบไปทั้งตัวชัญญาละสายตาจากลายไทยพวกนั้นแหงนหน้าขึ้นมอง้าพบกับป้ายศิลาสีเทาเข้มสลักลึกลงยาสีทองอร่ามเหนือประตูทางเข้าบัดนี้กระดำกระด่างหลุดล่อน ตัวอักษรสี่ตัวเป็ภาษาจีนโบราณแต่เธอกลับอ่านได้ทั้งที่ยังไม่ได้พัฒนาทักษะทางด้านนี้เท่าไรนัก
วังพิทักษ์หย่งชิ่ง
เลี่ยงหลิน