บทที่ 4 เต่าตัวโต
เข้าสู่วันที่ห้า เรือสำเภาลำใหญ่แล่นบนมหาสมุทรจวนเทียบฝั่ง หลินเซียวกลิ้งไปมาหลายตลบบนพรมขนสัตว์สีน้ำตาลหม่น ขาหนึ่งข้างพาดตั่งพักเท้า มือเล็กป้อมยกขึ้นก่ายหน้าผาก แล้วถอนหายใจยาว ๆ ตามออกมาอย่างเบื่อหน่าย ดวงตากลมโตมองไปยังคานสูงที่ทำจากไม้ แล้วพูดว่า
“หลินเซียวไม่อยากนั่งเรือตลอดชีวิต”
ทันใดนั้นมีเสียงกระแอมไอแทรกเข้ามา
“คัดตำราถึงไหนแล้ว?”
หลายทิวาผ่านพ้น หลินเซียวเฝ้าติดตามจื่อิราวเป็ติ่งเนื้อส่วนที่สามสิบเก้า ด้านจื่อิไม่ใคร่คัดค้าน ในเมื่อนางอยากติดตามนัก ก็ปล่อยให้นางทำ!
ประเดี๋ยวกลับถึงเมืองหลวงก็ไม่มีเวลาอยู่เป็เพื่อนนางแล้ว จื่อิมองหลินเซียวด้วยแววตาสุดเวทนาแทบทุกครั้ง ด้วยกลัวว่าหลินเซียวจะเหงาและรู้สึกโดดเดี่ยวอ้างว้าง อย่างนั้นถือโอกาสนี้เป็บิดาตัวปลอมให้เด็กหญิงโดยไม่กระบิดกระบวน
หลินเซียวรีบลุกพรวดฉับพลัน ปีนขึ้นไปนั่งตรงข้ามจื่อิ มือน้อยหยิบพู่กันหยกจุ่มหมึกชุ่ม ย้ายมาปัดป่ายบนกระดาษขาว เขียนอักษรยึกยือเหมือนงูลอยน้ำส่งให้จื่อิตรวจสอบ
“นี่ชื่อของเ้า?”
จื่อิวางตำราพาดไว้บนหน้าขา คลี่กระดาษดู อ่านจับใจความได้ยากยิ่งนัก สะกดไปขมวดคิ้วไป ท้ายที่สุดก็ถอดรหัสได้
“หลิน - เซียว”
“ท่านแม่สอนไว้” หลินเซียวพยักหน้าหงึก ๆ
สิ่งนี้ทำให้จื่อิประหลาดใจยิ่ง เด็กวัยสามขวบเช่นนางเขียนอักษรได้แล้ว หากไม่รู้จักพื้นหลังชีวิตนาง คงคิดว่าเป็ลูกหลานขุนนางตระกูลใหญ่ ไหนเลยที่ลูกสาวของชาวบ้านธรรมดา ๆ ครอบครัวหนึ่งจะได้ร่ำเรียน
นางบอกว่ามารดาเป็คนสอน? เช่นนั้นมารดาของหลินเซียวก็ไม่ธรรดาเช่นกัน?
“เขียนชื่อมารดาของเ้า”
หลินเซียวยิ้มตาหยีน่าชัง ตั้งใจคัดอักษรสามตัว 安榮義 ปากเล็กพึมพำเป็ท่วงทำนอง อารมณ์ดีนัก ครู่หนึ่งหลินเซียวยื่นกระดาษให้จื่อิอีกครั้ง
มารดาของหลินเซียว นามว่าอันหรงอี้ ทว่าเมื่อกางกระดาษสองแผ่นเทียบกัน ดวงตาจื่อิหรี่แคบเกิดความสงสัย หว่างคิ้วขมวดขรึมเรื่อย ๆ ขณะนี้อ่านอักษรสองตัวทวนซ้ำไปมา [หลิน-เซียว]
หลินเซียว? ซ่งจื่อิ?
ชื่อของนางฟังดูคลับคล้ายคลับคลา ความหมายก็ใกล้เคียงกับชื่อของตนนัก
จู่ ๆ หลินเซียวเท้าแขนศอกบนโต๊ะ อุ้งมืออวบอ้วนเกยใต้คาง ดวงตาดั่งหงสามองไปยังฝั่งตรงข้าม จากนั้นกล่าวอย่างสุภาพว่า
“ท่านแม่สอนหลินเซียวเขียนเท่านี้ ส่วนอักษรที่ท่านให้คัด ไม่เขียนแล้วได้หรือไม่ ยากเกินไป”
เด็กสาวหลุบตาต่ำขอความเห็นใจ จากนั้นลุกขึ้นไปลากม้วนกระดาษมากองหน้าจื่อิ
ครั้นแลตามอง ชายหนุ่มผู้เข้มงวดเคร่งขรึมหลุดยิ้มออกมาโดยไม่รู้ตัว ไม่ทราบว่านานแค่ไหนแล้ว ที่ใบหน้าอันหล่อเหลาดวงนี้ไม่เคยมีรอยยิ้มประดับอยู่เลย
“ข้าให้คัดอักษร ไฉนวาดเต่าตัวโตเล่า?”
จื่อิอยากจะจับนางตีก้นสักสองสามครั้ง เสียเสบียงทหารสามส่วนเพื่อดูแลเด็กคนหนึ่ง กลางวันเกียจคร้าน นอนเกาพุงเหมือนหมู ยามเย็นวิ่งเล่นหัวทิ่มหัวตำซุกซนไม่ต่างจากลูกสุนัข บัดนี้ตำราสักตัวก็คัดไม่ได้แล้ว เลี้ยงเสียข้าวสุก
หลินเซียวทำท่าเหมือนโกรธ จมูกของนางบานพะเยิบคล้ายมีควันไหลออกมา หลินเซียวชี้ไปที่ภาพวาดอีกครั้ง ตะเบ็งเสียงดังฟังชัด
“หลินเซียววาดท่านพ่อ! ไม่ใช่เต่าเ้าค่ะ”
ไป๋เจี้ยนเดินเข้ามาขัดจังหวะ หัวเราะก๊าก
“เหมือนนายท่านมาก โดยเฉพาะจุดนั้น เดาว่าน่าจะเป็กระบี่ ไม่ใช่หางเต่านะขอรับ”
ไป๋เจี้ยนตาถึง สามารถอ่านจินตนาการของหลินเซียวออกด้วย ทว่าใบหน้าขำขันของไป๋เจี้ยนสลดลง เมื่อััได้ถึงหางตาที่แสนเย็นเยียบ จิตสังหารเข้มข้นพุ่งเป้ามาที่ไป๋เจี้ยนแต่เพียงผู้เดียว
หลินเซียววิ่งมานั่งตักจื่อิอย่างสนิทสนม ใช้แก้มนุ่มนิ่มคลอเคลียแขนของจื่อิแล้วกล่าวว่า
“ได้หรือไม่ ได้หรือไม่ ๆๆๆ”
จื่อิหันกลับมาหาหลินเซียว ยกมืออีกข้างลูบหัวนางเบา ๆ แล้วพูดว่า
“ก็ได้ ตามใจเ้าทั้งหมด”
เด็กหญิงะโโลดเต้น วิ่งไปรอบ ๆ โต๊ะน้ำชาด้วยรอยยิ้มสดใสร่าเริง
โครก ~ ~
ท้องอ้วนกลมเสมือนหลุมดำคอยดูดทุกอย่างเข้าไป โดยเฉพาะซาลาเปาไส้หมู
หิวอีกแล้ว…
หลินเซียวกุมมือไว้ที่หน้าท้อง หลินเซียวเป็เด็กรู้ความ นางรู้ตัวดีว่าหลายวันนี้ อยู่บนเรือลำใหญ่ นอกจากกินกับนอนก็ไม่มีอะไรให้ทำอีก ดังนั้นจึงกินอาหารของพี่ชายทหารหมดไปตั้งมากมาย แบบนี้ท่านพ่อคนใหม่จะขาดทุนหรือไม่
ขาดทุนหรือ? -...-
ซ่งจื่อิครุ่นคิดในใจ ด้วยตำแหน่งหน้าที่การงานในเมืองหลวง เป็ถึงราชเลขาธิการผู้ยิ่งใหญ่ ทุกเดือนธารรางวัลส่งถึงจวนไม่เคยขาด ต่อให้นอนกินทั้งชาติ เงินทองที่หามาได้ใช้อย่างไรก็ไม่หมด อย่างนั้นนับว่าขาดทุนได้หรือ?
ช่างเถอะ ก็แค่คำพูดเด็กเล็ก จะไปใส่ใจอะไรมากนัก
จื่อิมองหลินเซียวแล้วพยักหน้า พูดกับเ้าเนื้ออย่างใจเย็นว่า
“ไปเถอะ ไปดูว่าห้องครัวมีอะไรกินได้บ้าง”
ใบหน้าเป็กังวลของเด็กน้อยเริ่มสดชื่นขึ้น หลินเซียวกลับมายิ้มตาหยี ในใจซาบซึ้งยิ่งนัก หลินเซียวเป็เด็กดีเชื่อฟังคำสอน ท่านแม่เคยพูดว่า “บุญคุณแม้เพียงน้ำหยด ก็ควรตอบแทนให้ได้ดั่งสายธารธารา”
หลินเซียวเดินมาหยุดตรงหน้า แววตาของนางแน่วแน่อย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน คาดไม่ถึงว่านางจะเอ่ยถ้อยวจีเ่าั้ออกมา
“หลินเซียวจะตอบแทนท่าน”
จื่อิมองหลินเซียวอย่างอึ้ง ๆ
ด้านไป๋เจี้ยนหัวเราะขำขัน พลางกล่าวว่า “หลินเซียวน้อยของพวกเรา แค่ไม่ทำให้นายท่านปวดหัวก็พอแล้ว”
“หลินเซียวพูดจริงนะ เมื่อข้าวหมดแล้ว หลินเซียวจะปลูกผักหาปลาเลี้ยงท่านพ่อเอง”
ไป๋เจี้ยน -...-
นางพูดด้วยความตั้งใจ ไป๋เจี้ยนไม่กล้าหัวเราะต่อความพยายามของหลินเซียว ประเดี๋ยวเด็กน้อยจะเสียความมั่นใจ
“ไปเถอะ อย่าได้ฟังคำพูดของไป๋เจี้ยน” จื่อิหันไปพยักหน้าพร้อมปัดมือไล่ให้เด็กน้อยไสหัวไป
พอหลินเซียวลับตาไป จื่อิกลับเข้าสู่โหมดเคร่งขรึมอีกครั้ง ใบหน้าเป็การเป็งาน ใช้พู่กันจุ่มหมึกสีแดง กากบาททับชื่อขุนนางชั่วในกระดาษ นั่นหมายถึงศพต่อไปที่จื่อิ้าสังหาร
จู่ ๆ จื่อิพูดบางสิ่งขึ้นมาโดยไร้ซึ่งสัญญาณเตือน สำหรับไป๋เจี้ยนที่คอยรับใช้อยู่ข้างกายนับว่าชินแล้ว นายท่านก็มีนิสัยเคร่งขรึมและยากจะคาดเดาเช่นนี้ ขอเพียงพูดสามคำนี้ชีวิตจะอยู่รอดปลอดภัย
[ขอรับ ขอรับ และขอรับ]
“อันหรงอี้ ชื่อมารดาของนาง ไปสืบมาให้ทั่วว่ามีคนชื่อนี้กี่คน ส่วนบิดาของนางยังไม่ทราบแน่ชัด เมื่อวานได้ยินหลินเซียวพูดงึมงำ มารดาของนางเคยบอกว่า บิดาของหลินเซียวอาศัยอยู่ในเมืองหลวง”
จื่อิเล่าสิ่งนี้พลางหลับตาพยายามจินตนาการรูปร่างของเ้าบิดาสารเลว!
“อย่างนั้นก็หาไม่ยากแล้ว”
ไป๋เจี้ยนพูดสวนขึ้นมาทันที นับั้แ่ปฐมกษัตริย์สิ้นพระชนม์ เหลือไว้เพียงยุวกษัตริย์วัยเยาว์ นิสัยโง่เขลาเหมือนลูกแหง่ ฮองเฮาจ้องชักใยบงการอยู่เื้ั ด้วยเหตุนี้ราชสำนักที่น่านับถือ จึงเปรียบเสมือนคณะละครลิง คดโกงฉ้อราษฎร์บังหลวงสวมหน้ากาก
วังวนอันเน่าเฟะยุติลง ก็เมื่อตอนที่ซ่งจื่อิกลับจากชายแดน หลายปีมาแล้วที่ทูลขอไปประจำการนอกเมืองทางตอนเหนือ สู้รบเคียงบ่าเคียงไหล่สหายกองทัพ ซ่งจื่อิเป็ดั่งแสงสว่างและขวัญกำลังใจของเหล่าชายฉกรรจ์
ไม่กี่ปีให้หลังนำทัพคว้าอัปราชัยถวายจักรพรรดิ แต่แล้วสวนสนุกที่ชื่อว่าวังหลวงก็สิ้นสุดลง เมื่อซ่งจื่อิกลับมาเพื่อขึ้นมาควบสองตำแหน่งทางราชการ จากแม่ทัพใหญ่แห่งเหลียงตู สู่ท่านราชเลขาธิการผู้สำเร็จราชการแทนฮ่องเต้น้อย มิยินยอมให้ฮองเฮากลืนอำนาจทางราชสำนัก
ด้วยเหตุนี้เหล่าขุนนางทุกลำดับชั้น จึงเสมือนอยู่ใต้ปีกอำนาจของซ่งจื่อิ ดังนั้นการจะสืบหาบิดาตัวจริงของหลินเซียวจึงไม่ใช่เื่ไกลเกินเอื้อม
-----
*ท่านพ่อ โดนเด็กอ้วนตกแล้ว*