ในวันต่อมา ผมกับอาญ่าตื่นขึ้นมาั้แ่เช้าและได้รับอาหารเหลว ๆ ไร้รสชาติตามเคย ก่อนที่จะกลับเข้าสู่การทำงาน ตอนนี้อย่างเดียวที่ชินเชยแล้ว ก็การที่พวกเราไม่ได้ใส่เสื้อผ้า เป็อะไรที่ชินไว้แล้วไม่ดีสุด ๆ แต่มันชินไปแล้ว มันลืมเสื้อผ้าไปแล้ว แต่ช่างมันละกัน
ระหว่างที่พวกเราขุดด้วยกัน พวกเราไม่ได้คุยกันเลย เพราะว่ามันเจ็บและเหนื่อย ทำงานไปเรื่อย ๆ จนชา เข้ารู ขุด ขนออกมา เข็นไปที่รวมแร่ ทำ แบบนี้วนไปเหมือนเดิม แต่เหนื่อยขึ้นเรื่อย ๆ เหนื่อยจนกระทั่งหายใจหอบหืด แต่ว่าพวกเราไม่กล้าที่จะสลบล้มลงกับพื้น เพราะพวกนั้นจะยิงเราทิ้งั้แ่มาที่นี่ ผมได้ยินเสียงะุวันละประมาณ 2 ถึง 3 นัด นั่นคือคนที่ถูกยิงตาย
“ไม่ไหวแล้ว ลีโอ… ลีโอ?” เธอทำท่าทีว่าจะสลบ ผมก็เลยทำงานเป็สองเท่าเพื่อให้เธอรอดตาย มันเจ็บและปวดร้าวมาก แต่ทำเพื่อเธอ มือของ ผมกำที่ขุดเท่าทีี่กำได้ เหวี่ยงเท่าที่เหวี่ยงได้อย่างเต็มที่ แต่มันไม่ไหวแล้วเหมือนกัน จนกระทั่งผมขนออกมา ปกติพวกเราจะออกมาพร้อมกัน ครั้งนี้ ผมออกมาคนเดียว แต่ลากถุงใส่ถ่านที่เยอะขึ้นมาหน่อย
“นางล่ะ?” ผู้คุมด้านหน้าถาม นายคนนี้นั่งดูพวกเราในที่ล่มอย่างสบายใจทั้งวัน
“ขุดอยู่ด้านใน ฉันเป็คนขนออกมาให้”
“อย่าบอกนะว่านายทำอะไรเธอเข้าให้ ร้ายนะเนี่ย”
“ไม่หรอก… เธอแค่เหนื่อยเฉย ๆ ” ผมแถไปจนรอด พอเดินกลับเข้าไป เธอก็ยืนกลับขึ้นมาขุดต่อ
“ไหวเหรอ?” ผมถามอย่างเป็ห่วง กังวลว่าเธอจะทำงานจนตาย
“ไหวสิ ไม่ไหวก็ตายไง ไหวสิ” เมื่อได้ยินแบบนั้นผมก็พูดอะไรไม่ได้ เพราะมันคือสถานการณ์จริง ๆ ดังนั้นจึงปล่อยเธอทำงานต่อ รอบต่อไปพวกเราก็ออกมาพร้อมกันเหมือนเดิม
และสุดท้ายก็หมดวันจนได้… เสียงกระดิ่งได้ดังขึ้นจากผู้คุมของเรา พวกเราสองคนล้มลงเข้าหากันอย่างเหนื่อยล้า นั่งหายใจหอบอยู่นาน อาญ่าเอาไหล่ของเธอมาแนบติดกับไหล่ของผม แบบมิตรภาพ ไม่ได้มากกว่านั้น คือที่ผมคิด
“เป็ไงบ้าง” เธอถามผม ยักใหญ่ของเธอใส่ผม
“เหมือนเดิม เหนื่อย…” ผมตอบไปแบบหอบ ๆ เหนื่อย ๆ มองหน้ากับเธอแบบงง ๆ เธอก็มองตาผมกลับ ครั้งนี้จ้องกันได้นาน สงสัยจะสนิทกันมากขึ้นนิดหน่อย
“เหมือนกัน อยากออกไปจังเลย นายอยากออกไปรึเปล่า?” เธอถามด้วยเสียงอ่อนหวานของเธอ จริง ๆ เสียงของเธอไม่ได้อ่อนหวานขนาดนั้นหรอก มันเหมือนเสียงของผู้หญิงเนิร์ด ๆ ที่ขี้โม้ แต่พูดในโทนที่อ่อนโยน มันก็เลยอ่อนหวานผ่านหูของผม
“อยากสิ…” ก็ตอบไปตามความจริง ใครจะอยากอยู่ต่อ
“แสดงว่าซักวันก็ต้องหนีออกไป มารับฉันไปด้วยนะลีโอ” ยิ้มให้ผมอีกแล้ว ยิ้มแบบเพื่อน มิตรภาพ ไม่มากกว่านั้น อย่างน้อยนั่นคือสิ่งที่ผมคิด
“มาช่วยกันหนีสิ ลองคิดนะว่า… พวกเราแอบย่องไปในห้องเก็บของผู้คุมตอนกลางคืน หยิบปืนพกกับะุมา เอาเกราะพวกเขามาใส่ แล้วซ้อนตัวในรูขุดของเรา จากนั้นพอผู้คุมเข้ามา เราก็ฆ่าเขาทิ้งอย่างเงียบ ๆ แล้วเอาเสื้อเขามาใส่ จากนั้นฉันก็ปลอมตัวเป็ผู้คุม แล้วพาเธอเดินออกไป โดยอ้างว่ากำลังพานักขุดไปยังที่ขุดใหม่ แล้วพวกเราก็เดินออกไปเลย”
“ถ้ามันง่ายเหมือนพูดก็คงจะดีนะ” เธอยิ้มอีกครั้ง เหมือนว่าจะตลกอะไรซักอย่าง ผมพูดอะไรน่าขำตรงไหน ผมพูดจริง ๆ ถ้าไม่ทำแบบนั้นแล้วจะทำยังไงอีก หรือผมอาจจะเสียสติไปแล้ว ไม่แน่ใจหรอก ไปขุดต่อเถอะ
ผมลุกขึ้นหยิบที่ขุดและเดินตรงเข้าไปที่เหมือง ก่อนที่เธอจะดึงแขนผมไว้อย่างกระทันหัน ก่อนจะงงว่าเกิดอะไรขึ้น ผมคิดว่าทำไมเธอถึงใกล้ตัวผมขนาดนี้ เธอแตะตัวผมค่อนข้างเยอะ นั่นถือว่าใกล้มากเลย เจอกันแค่ไม่กี่วันแท้ ๆ ว่าแต่ทำไมเธอถึงดึงผมนะ?
“ลีโอ ไปไหน…”
“ห้ะ อ่อ…” ผมน่าจะเสียสติไปแล้วจริง ๆ เพราะว่าตอนนี้มันเป็เวลาพัก และมันตอนกลางคืนแล้วด้วย ผมวางที่ขุดลงและกลับไปนั่งข้าง ๆ เธออย่างน่าอึดอัด
“เมื่อกี้… เอิมมม”
“ไม่เป็ไร ฉันก็เบลอเหมือนกัน… นี่ เล่าอะไรให้ฉันฟังหน่อยสิ เอาชีวิตรอดแบบทหารนี่มันยากรึเปล่าเหรอ…”
“ขอตั้งสติก่อนนะ” เธอดันมาถามอะไรซับซ้อนเวลาแบบนี้
ในขณะที่ตัวผอม ๆ ของผมมานั่งอยู่ตรงข้าง ๆ ผู้หญิงคนหนึ่ง ผมมองขึ้นไปและนึกถึงวันเก่า ๆ เพราะเธอถามว่า เอาชีวิตรอดแบบทหารมันเป็แบบไหน
“ที่จริง… ก่อนหน้าที่จะเกิดาขึ้น ฉันอยากเป็ทหารให้กับเทนญ่านะ เทนญ่าเป็อาณาจักรที่สร้างวัฒนธรรมเอกลักษณ์ด้วยา ขนาดตอนนี้เทนเนียน(ชาวเทนญ่า)ก็ยังทำาอยู่… เทียด ทวด ปู่ ตา พ่อ ลุงและฉัน ทั้งหมดผ่านาแบบใดแบบหนึ่งมาของเทียดคือ
าโลกครั้งที่สอง ของทวดเป็าที่อาชเนีย ของปู่กับตาคือาที่เชชยา ของพ่อและลุงฉันผ่านาเทนเนียนกับยูเชน พวกเขา
ทั้งหมดตายไปแล้ว พ่อกับลุงตายในา ส่วนฉันาโลกครั้งที่สาม”
“…” เธอเงียบและมองหน้าผมด้วยสายตาเห็นใจและสงสารที่ผมไม่ได้้า มือของเธอวางบนไหล่ของผมอย่างนุ่มนวล “ถ้าไม่สบายใจก็…”
ผมเล่าต่อ “มันไม่ใช่ว่าฉันชอบหรือว่ามันอยู่ในสายเื… ไม่สิ มันอาจจะอยู่ในสายเื แต่มีอีกเหตุผลที่ฉันอยากจะเป็ทหาร… ฉันคิดว่าตัวเองกำลังไล่ตามอะไรบางอย่าง อาจจะเป็คำตอบ หรืออาจจะเป็การทำที่ฉันเองพึงพอใจและให้เกียรติแก่พระเ้า และฉันได้เจอมันแค่ในการต่อสู้ ฉันสงสัยมาตลอดว่าทหารที่สู้ในา เป็พ่อที่ต้องฆ่าพ่ออีกคน เป็ลูกชายที่ต้องฆ่าลูกชายอีกคน เป็พี่น้องที่ต้องฆ่าพี่น้อง ฉันสงสัยว่าบุรุษสามารถสร้างการกระทำดี ๆ ในาได้หรือเปล่า ฉันมีความหวังในเื่นั้น เพราะาและความบาปคือธรรมชาติของมนุษย์ ถ้ามีความหวังอยู่จริง บุรุษจะให้เกียรติพระเ้าได้ด้วยในสถานการณ์แบบนั้นได้หรือเปล่า และฉันสมมุติว่ามันได้”
“แน่เหรอ…” เธอพูดแทรก แต่ผมก็ฟังเธอต่อ น้ำเสียงดูจริงจังกว่าคราวก่อน ๆ “าทำให้เห็นธาตุแท้ของมนุษย์นะ อย่างที่นายว่าบาปคือธาตุแท้ของมนุษย์ ไม่ต้องมีความเชื่ออะไรก็เห็นกันอยู่ชัด ๆ เมื่อเกิดา ผู้คนก็เกลียดชังกัน ประชากรกลายเป็คนเหยียดเชื้อชาติ ความคลั่งชาติและความเคลียดแค้นทำให้ความหวังริบหรี่”
“ถูกของเธอ และฉันเห็นแบบนั้นด้วยตาของฉันเอง สุดท้ายพอได้เป็ทหารแล้ว อย่างน้อยก็ทหารในาหลังโลกล่มสลาย สมมุติฐานของฉัน
ยังไม่ผิด แต่ก็ยังไม่ถูกด้วย ตัวฉันในาฆ่าคนอีกคนหนึ่งไปโดยไม่ได้นึกถึงอะไรมากมาย ฆ่าเพราะว่าต้องฆ่า ไม่งั้นฉันจะตายแทน ั้แ่รบมาสองปี ฉันยังไม่เคยไว้ชีวิตใครที่เป็ฝ่ายตรงข้ามเลย แต่ที่ว่าความหวังมันริบหรี่น่ะ ไม่จริงหรอก… ริบหรี่แค่ไหนก็เป็ความหวัง ฉันคงจะไล่ตามสิ่งที่ว่ามาต่อไป ถ้าเกิดออกไปจากที่นี่ได้น่ะนะ” ผมพูดจบและถอนหายใจมองไปที่ผาสูงที่ล้อมรอบพวกเราไว้
“ยังไม่ได้เล่าเื่ว่าเป็ยังไงเลย” เธอกระตุกไหล่ผมและบ่นให้ ทำไมเราต้องใกล้ชิดกันขนาดนี้ด้วยนะ
“เล่าไปแล้วไง…”
“นายเล่าไม่ตรงคำถามนะลีโอ ฉันอยากรู้ว่าอยู่ ๆ พวกเขาเก็บนายมาสู้ได้ยังไง แล้วนายรบยังไงบ้าง ไปที่ไหนมา”
“อาญ่า… ถามเยอะจัง” ผมถอนหายใจอีกรอบ เพราะมองตาของเธอแล้วไม่รู้ว่าจะพูดอะไร “ก็ได้… ก็ยากลำบากนะ แต่ไม่ได้กังวลเื่นอกตัวมากเพราะต้องเอาตัวเองให้รอดตาย ก็หลังจากาใช่มั้ย… ฉันก็อายุ 18 พอดี ทุกคนที่ฉันรู้จักตายหมดแล้ว ที่จริงฉันเอาตัวรอดเองไม่ได้เลย จะบอกว่าเธอเก่งจริง ๆ นะอาญ่า ที่รอดได้เพราะว่าผมถูกช่วยไว้ด้วยผู้ชายคนหนึ่งที่ฉันเรียกเขาว่าจ่า เขาเจอฉันในซากบ้านพัง ๆ ทั้งหิวและกระหายกลัวด้วย เขาให้ข้าวให้น้ำกินแล้วจับฉันเข้ากลุ่ม ่แรก ๆ ก็ได้ฝึกแล้วก็ได้เรียนเื่ยุทธวิธีต่าง ๆ จนพร้อมสู้ตอนสองเดือนให้หลัง จากนั้นพวกเราก็เดินทางไปเรื่อย ๆ จนมาถึงที่นี่แหละ จากเทนญ่าสองปีก็มาถึงที่ฟอร์เนีย ผ่านสนามรบก็… 76 ครั้ง”
“76 ครั้ง!!? จะบ้าเหรอนั่น” เธอใมากเมื่อได้ยิน ถึงกับส่ายหัว
“ไม่เยอะนะถ้าเทียบกับที่พ่อฉันเจอในยูเชน แต่ก็นั่นแหละ สู้กับทั้งผู้บุกรุกทั้งคน ทั้งพวกเร่ร่อน พวกกองโจร แล้วก็กลุ่มทหารเล็ก ๆ คล้ายกลุุ่มของฉัน จนกระทั่งมาเจอพวกนี้ที่ฟอร์เนีย อะไรนะชื่อพวกเขา?” ผมพูดไปด้วยนึกถึงวันเก่า ๆ ที่วุ่นวายไปด้วย เวลาพูดแล้วมันแค่ผ่าน ๆ ไป แต่ว่าในสนามรบมันต่างกันคนละเื่เลย ทั้งเสียงปืน เสียงดาบ เสียงะเิ เสียงคนะโ นึกถึงซากบ้านพัง ๆ ไม่ก็แนวป่าที่มีะุยิงสวนออกมา
สุดท้ายแล้วมีทั้งเืและความตาย ทั้งมิตรและศัตรู
“ถ้าออกไปได้ก็จะยังทำแบบนั้นต่อเหรอ?” เธอมองหน้าผมด้วยหน้าเศร้า ๆ ของเธอ ถามด้วยความเวทนา
“ใช่” ผมตอบได้แค่นี้แหละ “ฉันไม่ได้มีเป้าหมายอะไรอย่างอื่น” พอผมพูดแบบนั้นเธอก็เอนหน้าของเธอมาให้ผมเห็น
“จริงดิ… แล้วพวกเราล่ะ จะทำยังไง?” ผมเงียบเพราะว่าผมไม่รู้ว่ามันหมายความว่ายังไง ไม่อยากจะคิดไปไกลด้วย
“อะไรรึ”
“ก็… เอิ่ม… สมมุติว่าเราสองคนเป็เพื่อนกันแล้ว”
“ยังไม่เป็รึ”
“ไม่ใช่ ๆ พูดผิด เราเป็เพื่อนกันแล้วใช่มั้ย” เพื่อนเฉย ๆ นะ โอเคร ผมโล่งใจซักที ผมก็เลยพยักหน้า “อือ”
“ทีนี้ถ้าเกิดว่านายจะออกไปจากที่นี่ แล้วพวกเราออกไปด้วยกัน จะทำยังไงกับฉัน ฉันต้องไปถือดาบถือปืนสู้เหมือนกับนายไหม” พอเธอพูดแบบนั้นแล้วผมก็เข้าใจคำถามซักที
“ไม่ต้องก็ได้”
“ถ้างั้นเราต้องแยกกันเหรอ” พอคิดแล้ว ผมกลัวขึ้นแปลก ๆ ในความคิดว่าจะต้องแยกจากกับผู้หญิงคนนี้ เธอทำให้ผมคิดหนักอีกแล้ว
“ไม่ต้องแยกก็ได้ ไปด้วยกัน… เธออยู่หลัง หลังแบบ… ไม่ได้อยู่ในสนามรบ อะไรแบบนั้น” อาจจะไม่ค่อยสมจริง แต่ว่าก็ตอบเธอได้ เป็คำตอบที่เธอยิ้มให้ด้วย
ไม่นานหลังจากนั้นพวกเราก็คิดว่ามันดึกแล้ว ก็เลยต้องนอน ตรงนั้นแหละ ห่างกันไม่มากนัก