เพียง 2 ชั่วยามทุกคนก็ได้อาบน้ำล้างเนื้อล้างตัว พร้อมจัดตั้งที่พักแรมเสร็จก่อนตะวันลับฟ้าเพียงเล็กน้อย การวางเวรยามเฝ้าระวังในคืนนี้ใช้คนมากกว่าทุกครั้งถึง 8 คน ผลัดเปลี่ยนรอบละ 2 ชั่วยามจนถึงเช้า ซึ่งมีหลิวอี้ ชื่อหวันเฉิง เอี้ยคัง ซูหลินเจี๋ยและคนอื่นอีก 4 คน อาสาอยู่เวรยามรอบสุดท้ายก่อนสว่าง เมื่อจัดสรรทุกอย่างลงตัวแล้ว คนที่เหลือก็พักผ่อนทันที
“น้องอี้ถึงรอบพวกเราแล้ว” เอี้ยคังปลุกหลิวอี้ด้วยเสียงที่เบาราวกระซิบจากนอกที่พัก หากแต่หลิวอี้ที่เตรียมตัวพร้อมอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นประสาทััของเขาจึงสามารถรับรู้ได้ทันทีเมื่อมีคนมาปลุก
“ขอบคุณท่านมาก”
หลิวอี้กล่าวกับหัวหน้ากองคาราวาน เวลานี้คนอื่นในกะต่างตื่นกันแล้ว ดูเหมือนว่าเอี้ยคังจะเลือกมาปลุกเขาที่เป็เ้านายในลำดับท้าย แต่เมื่อหลิวอี้กำลังจะลุกนั่ง เขาก็เหมือนถูกรั้งไว้ไม่ให้ลุกขึ้นมาได้ เมื่อหลิวอี้พิจารณาบนร่างของเขา ก็พบว่าเวลานี้มีขาและแขนของอีกคนที่ยังไม่ตื่นได้พาดกอดเขาอยู่ ซึ่งไม่ใช่ใครอื่นนอกจากชื่อหวังเฉิน ด้วยหน้าที่แล้วเขาจำต้องปลุกชายหนุ่มผู้นี้ให้ตื่นขึ้นมา ถึงจะไม่ได้ช่วยอะไรคนในกองคาราวานมากนัก เพราะอย่างไรเสียชื่อหวันเฉิงผู้นี้มีระดับลมปราณเพียงพิภพขั้น 1 เท่านั้น ดูเหมือนว่าแนวทางการบ่มเพาะปราณจะไม่ใช่วิถีของชายผู้นี้ หากไม่ใช่ว่าถูกบังคับให้ต้องเรียนรู้มีหรือที่เขาจะมีพลังปราณได้เช่นทุกวันนี้ได้ นั่นคือคำพูดของชื่อหวันเฉิงที่บอกกล่าวกับคนในกองคาราวาน ด้วยศักดิ์ฐานะชาติตระกูลแล้ว ชายผู้นี้สามารถอยู่อย่างสุขสบาย มีบริวารมากหน้าคอยดูแล ไหนเลยเขาจำต้องเพียรพยายามกันเล่า วิถีชีวิตของเขาและชื่อหวันเฉิงช่างแตกต่างกันนัก ยามเมื่อนึกนึกสิ่งที่บิดาของเขาทำสัญญามั่นหมายกับอาจารย์อา โดยตั้งใจเลือกเพศของลูกเป็หญิง ก็คงเพราะ้าใช้บุตรของตนตกแต่งเข้าสู่ตระกูลที่สูงศักดิ์ เพื่อจะได้ไม่ยากลำบาก นี่คือความคิดที่หลิวอี้วิเคราะห์ขึ้นมา หลังจากที่ได้รับฟัง
หลิวอี้นั้นไม่ได้รังเกียจการที่ต้องถูกเพศเดียวกันสวมกอด ยิ่งเป็ชื่อหวันเฉิงผู้นี้หลิวอี้มีความรู้สึกต่อเขาเสมือนพี่น้อง ถึงจะเพิ่งรู้จักกันแต่ความรู้สึกของเขาเหมือนรู้จักกันมานานแสนนาน มันทำให้เขานึกถึงพี่ใหญ่หลี่เทียนชื่อผู้นั้นอย่างมาก เมื่อหลิวอี้เขย่าตัวชื่อหวันเฉิงพร้อมกระซิบเรียกเบา ๆ เพราะไม่อยากรบกวนคนอื่น หากแต่อีกฝ่ายกับไม่ยอมตื่นโดยง่าย หนำซ้ำยังกล่าวเสียงออกมาเป็ประโยคคำพูดเช่นคนละเมอฝันอยู่
“แม่นางเ้าชื่อแซ่อะไร… อ้า กลิ่นกายเ้าหอมยิ่งนัก ข้าขอดูดปทุมถันเ้าได้หรอไม่…” ไวเท่าความคิด สันมือหลิวอี้ฟาดใส่กระบาลชื่อหวันเฉินทันที
“อ่ะ ทำไมหัวข้าเจ็บเช่นนี้ละพี่อี้” ชื่อหวันเฉิงตื่นทันทีอย่างมึนงง ถึงแม้ขาและแขนก็ยังพาดกอดอยู่บนตัวหลิวอี้ก็ตาม
“ตื่นได้แล้ว ถึงกะเฝ้าระวังของเราแล้ว” เมื่อหลิวอี้พูดจบชื่อหวันเฉิงก็รีบลุกทันที จากนั้นหลิวอี้จึงลุกขึ้นตาม พอออกจากที่พักก็ทักทายคนอื่น ๆ ในเวรอย่างคนกันเอง
“จากรายงานของเวรยามทั้ง 2 กะ ไม่พบสิ่งผิดปกติใด ๆ รอบที่พัก” เอี้ยคังบอกทันทีที่หลิวอี้จัดการธุระส่วนตัวเรียบร้อยแล้ว
“ถ้าไม่เกิดอะไรขึ้นก็คงดี ถึงอย่างไรพวกเราก็อย่าประมาท ยิ่งเป็่เฝ้าระวังในรอบของพวกเราแล้วนั้นยิ่งอันตราย” หลิงอี้กล่าวกับทุกคน
“ทำไมถึงยิ่งอันตรายหรือพี่อี้” ชื่อหวันเฉิงถามด้วยความสงสัย
“ชิชิ เ้าเด็กนี่ ทำไมเื่แค่นี้ถึงกลับไม่รู้ได้” หลิวอี้หันไปบ่น
“ข้าไม่รู้ถือว่าไม่ผิด ข้ายอมให้ท่านเรียกว่าเด็กนั้นข้ารับได้ แต่ท่านกับข้าเกิดห่างกันเพียง 3 เดือนไม่ใช่หรือ ยังไงท่านก็ช่วยอย่าเรียกข้าเด็กอีกเลย มันฟังคล้ายข้ายังไม่เติบโต”
“จะเลิกเรียกก็เมื่อยามที่เ้าเลิกอ้อนข้านั่นละ คนเราเมื่อหลับนอนแล้ว่ยามก่อนฟ้าสาง จะเป็่ที่คนเราหลับสนิทที่สุด หากพวกโจรตลอดทั้งคืนไม่เข้ามาบุกปล้น ก็ต้องเดาไว้ก่อนว่าพวกมันจะมาในยามที่พวกเราเฝ้าระวัง หากไม่มีอะไรก็นับว่าดี”
เมื่อหลิวอี้อธิบายเสร็จ คนอื่น ๆ ก็เดินยามรอบที่พักตามหน้าที่ มีแค่หลิวอี้กับชื่อหวันเฉิง ยังนั่งอยู่ใกล้กองไฟกลางที่พักแรม จัดเตรียมวัตถุดิบให้พร้อมสำหรับมื้อเช้าของทุกคน โดยปกติแล้วหน้าที่เหล่านี้จะเป็ของคนอื่นที่อยู่เวรกะ่นี้ การพักแรมในครั้งก่อน ๆ หลิวอี้ที่ปกติไม่ได้มีสวนร่วมในการเฝ้าระวัง ดังนั้นในครั้งนี้เขาจึงต้องมาจัดการเื่พวกนี้แทน ไม่นาน 1 ชั่วยามก็ผ่านพ้นไป การนั่งเฉย ๆ เช่นนี้เป็เื่น่าเบื่อหน่ายยิ่ง หากจะพูดคุยก็จะกลายเป็การรบกวนคนอื่นที่กำลังพักผ่อน เพียงไม่นานชื่อหวันเฉิงก็นั่งสัปหงกอยู่ข้างกองไฟ หลิวอี้ที่เห็นชื่อหวันเฉิงเสมือนน้องชาย ก็นึกสงสารจึงรวบตัวอีกฝ่ายมาอิงไหล่ประคอง
“ท่านนี่ใจดีจริง ๆ”
“ไม่ต้องพูดมาก เดี๋ยวข้าเปลี่ยนใจ” หากแต่ภาพชวนเข้าใจผิดของสองหนุ่มนี้คงอยู่ได้ไม่นาน หลิวอี้ก็ลุกยืนตื่นตัว จนชื่อหวันเฉิงใเสียหลัก
“เกิดอะไรขึ้น!”
“มันมาแล้ว” หลิวอี้กล่าวพร้อมจับกระบี่ข้างตัวชักออกจากฟัก ไม่นานเกิน 10 ลมหายใจ เอี้ยคังกับคนอื่น ๆ ก็วิ่งกลับมารวมตัวยังที่พักแรม
“น้องอี้ มากกว่า 30 คน” เอี้ยคังรายงานทันที แน่นอนว่าสำหรับผู้บ่มเพาะระดับภูผาขึ้นไป ย่อมสามารถััถึงปราณรอบข้างได้ แต่รัศมีตรวจจับของแต่ละคนก็ขึ้นอยู่กับระดับพลัง สำหรับเอี้ยคังที่เวลานี้อยู่ระดับภูผาขั้น 10 เขาสามารถกางรัศมีตรวจจับได้กว้างถึง 30 จั่ง ถึงเวลานี้รอบที่พักจะมืดสนิท มีเพียงแสงจากกองไฟของพวกเขา เอี้ยคังก็สามารถตรวจจับพลังปราณของพวกมันได้ ถึงจะไม่สามารถตรวจสอบระดับบ่มเพาะได้แน่ชัดก็ตาม
“ไหวไหม” หลิวอี้ถาม
“ส่วนมากบางเบา มีเพียง 2 - 3 คนที่หนาแน่น หากเปรียบเทียบกับคนในกอง พวกนั้นคงอยู่ระดับต่ำกว่า น่าจะไหว” เมื่อเอี้ยคังกล่าวจบ คนในกองคาราวานคนอื่น ๆ ก็ถูกปลุกให้ตื่น โดยทุกคนต่างถูกฝึกมาอย่างดี ไม่มีใครบ่นออกปากหรือส่งเสียงดัง ไม่นานทุกคนก็ตื่นตัวเตรียมพร้อมรับมือ
“ดูเหมือนพวกมันจะดูเชิงเราอยู่ จึงยังไม่เข้ามาโจมตี” เอี้ยคังพูดขึ้นมา เพราะพวกมันนั้นอยู่ในที่มืดส่วนพวกเขานั้นอยู่ในที่สว่าง การที่คนในกองตื่นกันมาหมด ถึงพวกมันจะอยู่ไกลจากที่พัก ก็ยังพอสังเกตเห็นถึงจำนวนคนคุ้มกัน ถึงพวกเขามีจำนวนน้อยกว่าพวกโจร พวกมันเองก็ต้องดูก่อนว่าคุ้มที่จะเสี่ยงหรือไม่เช่นกัน
“ดูเหมือนพวกมันกำลังพยายามกระจายตัวโอบพวกเรานะ” ซูหลินเจี๋ยพูดขึ้นมา คนอื่นเองก็รับรู้ได้ จริงแล้วหลิวอี้นั้นก็สามารถรับรู้ถึงพวกโจรได้ั้แ่พวกมันยังไม่เข้ามาในรัศมี 100 จั่งด้วยซ้ำ มันจึงเป็เหตุให้เขาลุกยืนตื่นตัว ก่อนที่เอี้ยคังและคนอื่น ๆ จะกลับเข้ามา หากแต่กลับไม่มีผู้ใดสังเกตเื่นี้ นอกจากชื่อหวันเฉิงที่กังขาในตัวหลิวอี้
“นี่พี่อี้ ท่านมีขลุ่ยหยกอยู่เลาใช่หรือไม่” อยู่ ๆ ชื่อหวันเฉิงก็ถามขึ้นมา ทำให้กองคาราวานที่ตึงเครียดอยู่เป็อันมึนงงกับคำถามของคุณชายผู้นี้ยิ่งนัก
“น้องหวันเฉินนี่เ้าจะเอาขลุ่ยมาเป่าให้พวกมันฟังหรือ” เอี้ยคังถึงจะตึงเครียด แต่ก็อดพูดหยอกล้อชายหนุ่มไม่ได้
“แน่นอนข้าจะเป่าให้พวกมันได้สดับรับฟังเพลงอันไพเราะของข้า” ชื่อหวันเฉิงพูดขึ้นมาอย่างภาคภูมิ
“หาาา” ราวกับนัดกันมา คนทั้งกองคาราวานต่างออกเสียงมาพร้อมเพรียงกัน
“เ้าจะเอาขลุ่ยของข้าไปทำไม ข้าให้เ้าไม่ได้หรอกนะ สิ่งนี้คือของแทนใจของว่าที่ฮูหยินข้า” หลิวอี้บอกตามตรง ถึงเขาจะเอ็นดูชื่อหวันเฉิง แต่ของรักของหวงยังไงก็คือของรักของหวงอยู่ดี
“โธ่ พี่อี้ ข้ารู้อยู่แล้วว่ามันคือของรักของท่านเป็ของแทนใจว่าที่อาซ้อข้า ข้าแค่จะหยิบยืมใช้ ท่านลืมไปหรือเปล่าว่าข้าเองก็เป็ศิษย์สืบทอดสำนักอักษรปราชญ์บรูพาเช่นท่าน ถึงข้าจะอ่อนด้วยการบ่มเพาะ แต่ข้านั้นกับแตกฉานในวิชาต่าง ๆ ที่ท่านแม่ข้าถ่ายทอดมาให้ข้า ซึ่งวิชาที่ข้าเป็เอกคือวิชาดนตรี” เมื่อชื่อหวันเฉิงพูดจบ หลิวอี้ก็รู้ได้ทันทีว่าชื่อหวันเฉิงพูดเื่อะไร และเขา้าขลุ่ยไปทำไม ถึงจะหวงแต่เขาจำต้องส่งมันให้กับชื่อหวันเฉิง
“ขอบคุณพี่ชายที่ยอมรับในตัวข้า โอ้ นี่ไม่เท่ากับข้าได้จูบปากท่านผ่านขลุ่ยเลานี่หรือ? โอ้ไม่สิ ๆ นี่ข้าได้จูบกับอาซ้อเลยหรือนี่ ช่างน่าดีใจยิ่งนัก ท่านว่… อ่ะ” ชื่อหวันเฉิงยังไม่ทันพูดจบประโยคดี แก้มทั้งสองของเขาก็ถูกหลิวอี้รั้งดึงสุดแรง
“หากเ้ายังปากไวเช่นนี้ สักวันข้าจะหาอะไรมายัดอุดปากเ้า”
“พี่อี้ลามกยิ่งนัก” ชื่อหวันเฉิงหมายเย้าอีกฝ่าย
“เ้า! เฮ้อ… เ้ารีบเป่ามันได้แล้ว ทุกคนใช้ลมปราณเคลื่อนไปที่หูเพื่อปิดการรับรู้เสียงหรือลดทอนพวกมันลงเดี๋ยวนี้”
หลิวอี้กล่าวจริงจัง ถึงทุกคนจะยังไม่เข้าใจ แต่เมื่อนายน้อยของเขาพูดเช่นนี้มีหรือจะไม่ทำตาม เมื่อทุกคนทำตามที่หลิวอี้พูดแล้ว ขลุ่ยหยกเลาเล็กก็จรดบนริมฝีปากแดง ๆ ของชื่อหวันเฉิง ลมปราณระดับพิภพขั้น 1 ของผู้ฝึกฝนตนที่อ่อนแอที่สุดในกลุ่ม เวลานี้มันกำลังถูกใช้เป็พลังในการเป่าขลุ่ย ขลุ่ยสั้นนั้นมีเอกลักษณ์ด้านเสียงที่สูง หากแต่ยามถูกเป่าเป็ทำนอง มันกลับมีความไพเราะอย่างมาก ถึงทุกคนจะเชื่อฟังสิ่งที่หลิวอี้บอก แต่หลายคนรวมถึงหลิวอี้ด้วยนั้น ก็เลือกที่จะลดการได้ยินลงแทนการปิดกั้นเสียงทั้งหมด ท่วงทำนองหวานซึ้งราวกับชื่อหวันเฉิง้าบอกถึงใครสักคน ถูกบรรเลงออกมาจากขลุ่ยหยก มันช้าเนิบชวนฝันหวานอย่างมาก แต่เพียงไม่ถึง 10 ลมหายใจ เอี้ยคังและคนอื่น ๆ ก็แสดงสีหน้าตื่นตะลึง เพราะเวลานี้พวกโจรทั้ง 30 กว่าคนนั้นหยุดเคลื่อนไหวและััปราณของพวกมันบางเบาลงราวกับคนหลับนอน ใช่แล้วพวกมันทุกคนเวลานี้ถูกบทเพลงรักของชื่อหวันเฉิงสะกดให้หลับเข้าสู่นิทรา จนยากที่จะถูกปลุกให้ตื่นได้ในเวลาอันสั้น แค่พลังระดับพิภพขั้นที่ 1 เท่านี้ หลิวอี้ไม่อยากนึกเลยว่าหากชื่อหวันเฉิงมีระดับบ่มเพาะสูงกว่านี้ ระดับเมฆาเป็อย่างต่ำแล้วละก็ ต่อให้ผู้ที่มีระดับสูงถึงโลกา ก็คงต้องตกเป็เหยื่อของวิชาขลุ่ยนิทรานี่เป็แน่
“มันจบแล้วหวันเฉิง” หลิวอี้บอกล่าวเสียงบางเบาพอให้ชื่อหวันเฉิงได้ยิน เมื่อชายหนุ่มหยุดเป่าขลุ่ย ร่างกายของเขาก็ทิ้งตัวลงหมดแรงกับพื้น เขาหอบหายใจเหนื่อยราวกับคนเพิ่งไปวิ่งรอบป่ากลับมา
“พี่คังที่เหลือฝากด้วย” หลิวอี้พูดจบ เอี้ยคังและคนอื่น ๆ ได้ใช้วิชาตัวเบาหายไปในป่าที่มืดมิดทันที เหลือไว้เพียงหลิวอี้กับชื่อหวันเฉิงที่กำลังนั่งหอบอยู่ข้างกองไฟ
“เหนื่อยเ้าแล้ว” หลิวอี้นึกชื่นชมน้องชายผู้นี้ยิ่งนัก
“ไม่เป็ไรแค่นี้เอง แต่ข้าเหนื่อยแล้ว ข้าขอเข้าไปนอนต่อเลยได้หรือไม่”
ชื่อหวันเฉิงพูดไปหอบไป การอ้าปากแลบลิ้นของชื่อหวันเฉิงที่ทำอยู่ในเวลานี้ ทำให้เหลิวอี้นึกถึงสุนัขหอบแดดมาเสียได้ เขาจึงหลุดขำออกมา แต่ชื่อหวันเฉิงหาได้สนใจหลิวอี้ที่กำลังขำอยู่ เพราะเขาเหนื่อยเกินกว่าจะโต้เถียง จึงได้แต่หลับตาพักหอบหายใจ แต่แล้วเขาก็ต้องใ เมื่อพบว่ามีมือใครบางคนมาปิดปากที่เขาอ้าหอบอยู่ เมื่อลืมตาก็รู้ได้ว่าเป็มือหลิวอี้นั่งเอง ถึงจะใมึนงงแต่ในปากของเขาก็เผลอกลืนบางสิ่งบางอย่างลงไปแล้ว ถึงจะเหลือกลิ่นและรสหวานติดปากอยู่เล็กน้อย แต่มันก็ไม่สามารถบอกได้ว่าคืออะไร หากแต่หลังจากนั้นไม่ถึงเสี่ยวลมหายใจ ร่างกายของเขาคล้ายเรืองแสงบางเบาขึ้นมาแล้วหายไปแทบจะทันที พร้อมกับความรู้สึกอ้อนล้าก่อนหน้านั้นเหมือนไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน กลับกันร่างกายของเขาเวลานี้รู้สึกสดชื่นกระปรี้กระเปร่าอย่างมาก จนเขาต้องลุกยืนมายืดเส้นยืดสายทดสอบด้วยความสงสัย ว่าความรู้สึกนี้จริงเท็จเพียงใด ก่อนจะหันไปยิ้มให้หลิวอี้แล้วพูดขึ้นมาว่า
“ท่านนี่ใจดีจริง ๆ ด้วย”
“แค่เ้าไม่เอาเื่นี้ไปพูดข้าก็พอใจ แต่หากเ้าไม่ปากเสียกับข้านัก ข้าคงไม่ต้องเอาอะไรมาอุดปากเ้าเช่นนี้” หลิวอี้ตั้งใจแซวอีกฝ่าย
“อยู่กับท่านข้าไม่เบื่อจริง ๆ หากท่านใช้สิ่งนี้อุดปากข้าทุกวัน ข้าจะเงียบสนิทไม่เปิดปากเลยก็ยอม” เมื่อชื่อหวันเฉิงพูดจบ เอี้ยคังและคนอื่น ๆ ก็กลับมา บนดาบแต่ละเล่มของแต่ละคน ปรากฏคราบเืสีแดงเข้มเห็นได้ชัด ซึ่งไม่ต้องบอกก็รู้ว่าเวลานี้โจรเ่าั้คงถูกฆ่าทิ้งไปหมดแล้ว หลิวอี้ชำเลืองมองชื่อหวันเฉิงคราหนึ่ง เขาก็รีบเอาชายแขนเสื้อปิดตาให้อีกฝ่ายทันที
“มันคงรุนแรงไปสำหรับเ้าสินะ” หลิวอี้พูดกับชื่อหวันเฉิงที่เวลานี้หน้าซีดอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าไม่เป็ไรแล้วพี่อี้” ชื่อหวันเฉิงพยายามหายใจเข้าออกช้า ๆ 2 - 3 รอบก็กลับมาปกติ
“น้องหวันเฉิง ยุทธภพมันก็เป็เช่นนี้ละ ปลาใหญ่กินปลาเล็ก เราไม่ฆ่าเขา เขาก็ฆ่าเรา หากเราปล่อยพวกมันไป พวกมันก็จะไปก่อกรรมกับผู้อื่นอยู่ดี สู้เราเป็คนทำ ก็เหมือนช่วยเหลือผู้อื่นในอนาคต ที่อาจต้องตกเป็เหยื่อของพวกมัน” เอี้ยคังพูดขึ้นมาเพื่อ้าให้อีกฝ่ายเข้าใจ
“หากสว่างแล้วพวกท่านช่วยจัดการขุดหลุมฝังพวกเขาด้วย ถึงอย่างไรพวกเราก็เป็มนุษย์ด้วยกัน คงไม่ดีหากปล่อยทิ้งศพพวกเขาไปเป็อาหารสัตว์ป่า”
หลิวอี้บอกถึงความ้ากับหัวหน้ากองคารางวาน โชคดีว่าศพพวกโจรนั้นอยู่ไกลพอควรทำให้ภาพและกลิ่นเืมาไม่ถึงหรือได้กลิ่นชัดนัก แต่ถึงอย่างนั้นหลิวอี้ก็บอกให้ชื่อหวันเฉิงหลบเข้าไปในที่พักของพวกเขาอยู่ดี ภาพของชื่อหวันเฉิงในเวลานี้ มันทำให้เขานึกถึงตัวเองเมื่อครั้งตอนต่อสู้กับมือสังสารเมื่อ 4 ปีก่อน ในเวลานั้นเขาหวาดกลัวอย่างมาก แต่เพื่อช่วยเหลือพี่ใหญ่ของเขาในวันนั้น เขาต้องต่อสู้กับพวกมัน ถึงเหล่าชายชุดดำต้องตกตายด้วยสภาพโหดร้ายอย่างมาก จนเขาแทบอยากอาเจียนออกมา หากแต่ต้องฝืนทนประคองสติเพื่อช่วยเหลือหลี่เทียนชื่อจากการาเ็ จนตนเองเกิดสภาวะความเครียดขึ้นสูงเป็เหตุให้สลบไปทั้งวันทั้งคืน แถมยังฝันร้ายเกี่ยวกับเื่พวกนั้นที่ติดตาจากเหตุการณ์อีกหลายวัน แต่สำหรับหลิวอี้ในวันนี้เขาพร้อมรับรู้ความจริงทุกอย่างของโลกแล้ว แม้มันจะมีความโหดร้ายอยู่ด้วยก็ตาม
โปรดติดตามตอนต่อไป…