
คำโปรย
คำสั่งจากฟ้าหรือโชคชะตาที่พาทั้งคู่ไปตามหา ดวงใจเพื่อหลอมรวมเป็หัวใจดวงเดียว
------------------
‘Respirer Paris, cela conserves l’ame.’ โน้ตใบน้อยลอยละลิ่วหล่นลงมาต่อหน้าหญิงสาวขณะที่เธอกำลังเปิดแมกกาซีนท่องเที่ยวทิเบต...ดินแดนหลังคาโลกพริสซี่ เดห์วา (Prezila Dheva) สาวเชื้อสายอินเดียนแดง-อังกฤษผิวสองสี...เหลืองปนน้ำตาลใบหน้าโดดเด่นที่ตรงดวงตากลมโตเห็นแก้วตาสีน้ำตาลเข้มเกือบดำเธอเก็บโน้ตใบที่ร่วงมาที่จากไหนซึ่งไม่เห็นต้นทาง แทนที่จะขยำมันทิ้งแต่เธอกลับหย่อนมันลงในซอกเล็กสำหรับเก็บของจุกจิกที่ตรงซิปด้านหน้าของเป้แบ็คแพ็คขนาดกลางที่สะพายอยู่ด้านหลัง ที่บริเวณ Escape Lounge ซึ่งมีมุมอ่านหนังสือเล็กๆ ให้ผู้โดยสารได้ใช้เวลาขณะนั่งรอภายในสนามบินแสตนเสต็ด(London Stansted Airport) เธอมานั่งดูหนังสือเพื่อฆ่าเวลารอผู้ร่วมเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่หมู่บ้านพลัม(Plum Village) แถบแวร์เดอโลด์ชานกรุงปารีส (Verdelot)สถานที่แห่งนี้มีชื่อเป็ภาษาฝรั่งเศสว่า ‘Monastère de la Source Guérissante’ หรือ ‘Healing Spring Monastery’
“Well ดีเลย...อยากให้เธอช่วยหน่อย”พริสซี่มองหน้า ‘ฌอน’ (Sean) เพื่อนหนุ่มร่วมทีมงานกำลังนั่งรอตรงที่นั่งในเลาจน์รอขึ้นเครื่อง หน้าที่ของชายหนุ่มในทริปนี้คือประสานงานที่หมู่บ้านพลัม
“วลีนี้มันคือ...???”เธอหยิบโน้ตที่หย่อนไว้ตรงซอกเล็กๆ ตรงกระเป๋าหน้าของแบ็คแพ็คออกมาให้ชายหนุ่มช่วยแปลให้เขาน่าจะรู้ความหมายของมันเป็อย่างดี
“In English…Breathing in Parispreserves soul วลีนี้อยู่ในเื่ Les Misérables ‘ผู้ทุกข์ยาก’ ของ Victor Hugo ...วิกตอร์ อูโก”ฌอนตอบกลับอย่างไม่ลังเลเขาจบวรรณคดีฝรั่งเศสและเป็คนเดียวของทีมงานที่สื่อสารภาษานี้ได้
“Wow…รู้ครบหมด...ลงตัวซะ...”เสียงชมของหญิงสาวทำให้ชายหนุ่มอมยิ้ม จะว่าชื่นชมก็ไม่เชิงน่าจะแซวมากกว่า
“Sure…แน่ล่ะ otherwisesomeone blames me….ไม่งั้นใครบางคนคงตำหนิ...แหงๆ”ชายหนุ่มสำทับกลับ
“แล้วไปเอามาจากไหน...”ชายหนุ่มทำหน้าสงสัยหญิงสาวขึ้นมา
“ใบนี้มันร่วงมาจากไหนไม่รู้เลย...”หญิงสาวจ้องแววตาของชายหนุ่มชอบกล ราวกับว่ามันหล่นมาจาก์เบื้องบน
“Oh…เอ้า...เหรอ”ชายหนุ่มพูดยังไม่ทันจบ พอดีคณะปฏิบัติธรรม meditation practice group ทั้งหมด 5 คู่ รวม 10 คนได้เดินเข้ามาที่เลาจน์รอ boarding ขึ้นเครื่อง...จึงได้ทักทายคนทั้งสอง
เมื่อ chartered flight เครื่องแบบเหมาลำบินลงที่สนามบินชาร์ล เดอ โกล (Charles De Gaulle)ทางฝ่ายประสานงานศูนย์ปฏิบัติธรรมของหมู่บ้านพลัมได้ส่งคนขับรถโค้ชมารอรับก่อนแล้วการเดินทางออกจากปารีสไปถึงหมู่บ้านแห่งนี้ที่แวร์เดอโลด์ใช้เวลาราวชั่งโมงเศษซึ่งถือว่าไม่ไกลมากแค่ชานเมือง แต่ถ้าเดินทางโดยรถไฟทั้งแบบบนดินและใต้ดินต้องขึ้นที่Gare de L’Est ซึ่งเป็สถานีสายตะวันออก
่ summer retreat หมู่บ้านปฏิบัติธรรมแห่งนี้ถูกจองไว้จนเต็มล่วงหน้าถึงสองปีกว่าที่คณะปฏิบัติธรรมกลุ่มนี้จะสามารถมาเข้าร่วมคอร์สได้ โปรแกรมสำหรับสอง สัปดาห์ของคณะนี้มีวิธีปฏิบัติแบบซ้ำๆเื่การเจริญสติของการอยู่ร่วมกันอย่างสมานฉันท์ที่เรียกว่า ‘Sangha’ สังฆะ คือให้ตื่นรู้อยู่ทุกขณะโดยประสานกลมกลืนกับธรรมชาติรอบๆ ตัวเราไม่ว่าจะยืนเดินนั่งนอน เริ่มั้แ่ตื่นนอน การสวดมนต์ภาวนา การฟังธรรมบรรยายการเดินสมาธิ การรับประทานอาหารแต่ละมื้อ การสนทนาธรรมกลุ่มย่อยการพักผ่อนหรือออกกำลังกาย จนถึงการเข้านอนบริบทของการตื่นรู้อยู่ทุก่ขณะจะทำให้จิตเกิดฌาน หากวันใดจิตเกิดแก่กล้าจนสามารถเข้าถึงญาณหยั่งรู้เมื่อนั้นเราจะเข้าถึงจิติญญาที่บริสุทธิ์สูงสุดได้ในที่สุด
“เราจะเจอท่าน Thich Nhat Hanh ติช นัท ฮันห์ ไหม ฌอน” เสียงของสาวน้อยเหมือนอยากรู้นัก เธอเคยได้ยินแต่ชื่อเสียงของนักบวชชาวเวียดนามท่านนี้ที่มาตั้งศูนย์ปฏิบัติธรรมนิกายเซนที่ประเทศนี้เท่านั้นไม่เคยเจอตัวจริงเลย
“คงไม่นะ พริสซี่ ท่านน่าจะไป visit ที่ศูนย์นิวยอร์คอยู่่นี้เราถามแล้ว” ชายหนุ่มยังไม่เคยเจอหลวงพ่อชาวเวียดนามนี้เลยเช่นกัน
“A pity…เสียดายจังใจเราอยากเจอท่านสักครั้ง” พริสซี่ทำหน้าเศร้า ...อยากสอบถามอะไรบางอย่าง...‘altruistic love’ ที่เธอ้าความหมายจากท่าน
------------------
บ้านพักจะเป็ห้องรวมแต่แยกเป็หอพักของชายและหญิงค่าบริการคิดเป็รายสัปดาห์ซึ่งทั้งหมดอยู่ในค่าใช้จ่ายที่รวมเบ็ดเสร็จสำหรับคณะซึ่งเป็กลุ่มครอบครัวนี้ พริสซี่ซึ่งทำหน้าที่ขายคอร์สให้กับคณะนี้รู้สึกโล่งใจเพราะเป็กลุ่มพรีเมี่ยมจึงมีกำลังซื้อสูงฌอนได้เข้ามาทำหน้าที่เป็ผู้ประสานงานเื่ภาษาและกิจกรรมต่างๆ หากมีปัญหาเื่การสื่อสารที่อาจไม่ลงตัวเขาจะเข้าช่วยเหลือin charge ให้กับพริสซี่ทันทีทั้งสองคนจึงจำเป็ต้องเข้าร่วมคอร์สปฏิบัติธรรมครั้งนี้ด้วยเช่นกัน โชคดีที่การมาปฏิบัติธรรมครั้งนี้มีเฉพาะกลุ่มปฏิบัติธรรมของพริสซี่และฌอนเท่านั้นทำให้ง่ายต่อการบริหารจัดการ
วันสุดท้ายของโปรแกรมมีการอำลาส่งท้ายด้วยการสนทนาธรรมกลุ่มย่อยสรุปถึงวิถีการดำรงชีวิตที่ได้จากการเข้าคอร์สครั้งนี้
“การอยู่ร่วมกันอย่างมีสติเป็วิถีแก่นธรรมที่ท่านติช นัท ฮันห์ ได้อบรมให้ทุกคนเห็นคุณค่าของเวลาทุก่ขณะ”เสียงธรรมบรรยายของนักบวชชาวเวียดนามดังก้องอยู่ราวกับฝังไมโครชิพลงไปที่ดวงจิตของพริสซี่
------------------
คณะร่วมอบรมกลุ่มนี้แยกย้ายจากชายหนุ่มและหญิงสาวที่บริหารจัดการให้แค่่ปฏิบัติธรรมจากนั้นทั้งหมดจะอยู่ท่องเที่ยวต่อเองเพราะมีญาติอยู่ที่ปารีส ทำให้ทั้งคู่มีอิสระได้อยู่ท่องเที่ยวต่อถึง4 วันก่อนเดินทางกลับฌอนขอแยกไปก่อนเพราะแฟนสาวของเขามารับไปอยู่ที่บ้านของเธอแถวชานเมือง L’Hayes-les-Rosesพริสซี่ได้ขอให้ญาติที่พักอยู่แถวแวงแซนน์ (Vincennes) มารับเธอที่สถานีเมโทร ‘โอเปรา’ (Opéra) ในปารีส ระหว่างทางที่อยู่ในรถไฟจากแวร์เดอโลด์ไปถึงสถานีโอเปรานั้นเธอได้ม่อยหลับไปมารู้สึกตัวอีกครั้ง...ก็เลยสถานีที่ได้นัดหมายไปแล้ว
------------------
“โทษทีนะ...เบ-อา-ทรีส Beatrice เราเผลอหลับไปa second เดี๋ยวขึ้นขบวนย้อนกลับไป...รอ 10 นาทีนะ” พริสซี่โทรหาญาติสาวกลัวว่าเธอจะรอตรงจุด touristinformation นานเกินไป
“OK...เราเพิ่งมาถึงหน่ะ...”เสียงใสของญาติสาวทำให้เธอใจชื้นขึ้นมา พริสซี่ไม่ได้เจอ เบ-อา-ทรีส เกือบ 10ปีมาแล้วั้แ่พ่อเธอแต่งงานใหม่กับแม่หม้ายปารีเซียนและอพยพพาลูกสาวคนเดียวที่สูญเสียแม่ไปั้แ่อายุเพียง9 ขวบมาอยู่ที่ปารีส พ่อของพริสซี่เป็พี่ชายแท้ๆ ของพ่อเธอเบ-อา-ทรีส จึงเป็ญาติผู้น้องนั่นเอง
“เอาแบ็คแพ็คมาแค่นี้เองเหรอ...”เบ-อา-ทรีส มองอย่าง...งงๆ กับเธอที่ทำตัวง่ายๆ ความที่ไม่เจอกันนานมากพริสซี่กลายเป็สาวใหญ่อายุมากกว่าเธอเกือบ 5 ปีสาวน้อยจึงคิดว่าญาติผู้พี่น่าจะเป็สาวพราวเสน่ห์แต่งตัวเลิศหรูสมกับทำงานในบริษัทรับจัดงานEvent ต่างๆ
“ไหน...ขอดูเสื้อผ้าของพริสซี่หน่อยสิแค่กระเป๋าเป้ใบแค่นี้ขนอะไรมาพอรึ” สาวน้อยปารีเซียนนางนี้พูดขึ้นอย่างสงสัยก่อนเปิดเป้
“No…ไม่พอหรอกจะมาซื้อแล้วใส่กลับด้วยสัก 2 ชุด” พริสซี่หัวเราะเบาๆ มอง เบ-อา-ทรีสที่ใสซื่อถามออกมาตรงๆ
“Wow…แม่เราขายเครื่องสำอางแถวในเมือง...สั่งได้เลย”เบ-อา-ทริส ทำให้พริสซี่แปลกใจมาก เดิมเธอรู้เพียงว่าแม่เลี้ยงของ เบ-อา-ทริส ทำงานที่บริษัทแอร์ไลน์แห่งหนึ่งซึ่งมันเนิ่นนานมาแล้วตอนนี้เธออาจเปลี่ยนอาชีพแล้วก็เป็ได้
“Hey…พริสซี่ bizarreแปลกพิลึก...มีแต่เสื้อผ้าผู้ชาย” เบ-อา-ทริส ะโส่งเสียงดังขณะที่พริสซี่อยู่ในห้องน้ำ
“OMG ตายล่ะต้องมีใครเอาของฉันไปแน่ๆ เลย แล้วใบนี้มันดันเหมือนเป้ฉันด้วย” พริสซี่มีสีหน้าร้อนรนเพราะในเป้มีของสำคัญคือpassport ของเธอเก็บอยู่ซอกซิปด้านใน ยุ่งแน่ๆ ถ้าเธอต้องอยู่ที่ปารีสเกินกำหนดการมาทำงานที่นี่
“พรุ่งนี้ต้องแจ้งความและไปทำพาสปอร์ตใหม่”เสียง เบ-อา-ทริส แนะนำให้ญาติสาวใจเย็นๆ
------------------
สถานทูตอังกฤษตั้งอยู่ที่เขต 8 ถนน Ruedu Faubourgh Saint-Honoré ไม่ไกลจากสถานีโอเปราเท่าไหร่ เบ-อา-ทรีสช่วยพริสซี่หาข้อมูลการออกเอกสารใหม่และโชคดีที่วันรุ่งขึ้นเธอไม่มีชั่วโมงเรียนที่วิทยาลัยพริสซี่ถูกปลุกแต่เช้าเพื่อจะได้เตรียมเดินทางไปแจ้งความที่สถานีตำรวจแถวบ้านเธอก่อนแล้วจึงเดินทางไปยังสถานทูต หลังจากนั้น เบ-อา-ทรีสจะพาเธอไปเที่ยวชมสถานที่ท่องเที่ยวแถบนั้น
“เราจะขึ้น bus ไปแจ้งความก่อนนะแล้วขึ้น Metro จากสถานีแวงแซนน์ไปลงที่สถานีคองคอร์ดแล้วเดินไปที่ถนนนั้น”เบ-อา-ทรีสโผล่มาที่หน้าห้องและบอกพริสซี่ให้รีบไปกินมื้อเช้าที่เธอเตรียมไว้แล้วจึงเริ่มออกเดินทางตามที่วางแผนไว้
เมื่อทั้งคู่มาถึงสถานทูตจึงรู้ว่ามีใครบางคนนำเป้Paragon 38 สีดำของเธอมาคืนแล้ว พริสซี่ดีใจมากแทบอยากโผเข้ากอดคนที่เอามาคืนให้เธออย่างสุดซึ้งน่าเสียดายเธอไม่ได้มีโอกาสตอบแทนคนที่นำกระเป๋าแบ็คแพ็คใบนี้มาคืนให้เลย
“Excuse me ขอโทษนะเราจะติดต่อคนที่นำมาคืนได้ไหม” เสียงเบ-อา-ทรีสดังขึ้นปลุกญาติสาวเธอตื่นจากภวังค์แห่งความปลาบปลื้ม
“มีซองจดหมายนี้ฝากไว้ให้ Ms. Dheva มิสเดวาห์ ด้วย” เ้าหน้าที่ตรงเคาน์เตอร์ติดต่อได้ยื่นซองจดหมายสีขาวให้ เบ-อา-ทรีส เธอจึงส่งต่อให้กับพริสซี่เพื่อเปิดอ่านดู
“คงจะให้เรานำเป้ไปคืนแน่ๆเพราะมันอยู่กับเรานี่นา” พริสซี่มองหน้า เบ-อา-ทรีส
“Exactly…แน่ล่ะเสื้อผ้าของเขาอยู่ในนั้นน่ะ” เบ-อา-ทรีสพยักหน้าให้ญาติสาวที่ตอนนี้เบิกบานใจที่ไม่ต้องยุ่งยากกับชีวิตอีกต่อไป และการอยู่เที่ยวในปารีสของเธอดูท่าว่าจะsmooth ราบรื่นเลยทีเดียว
“เปิดอ่านดูสิ...”ญาติสาวของพริสซี่พูดขณะมองหน้าเธอแต่พริสซี่ได้ซุกมันลงไปแล้วที่ช่องซิปด้านหน้าของเป้
“ไว้ค่อยกลับไปอ่าน...เรามีแผนจะไปเที่ยวกันนิ”พริสซี่ี้เีหยิบมันขึ้นมาเปิดต่อหน้า เบ-อา-ทริส
ทั้งสองมาถึงหอไอเฟล...พริสซี่ร่ำๆอยากมานานแล้วแต่ไม่สบโอกาสได้สักครั้ง เธอมีข้ออ้างให้กับโอกาสดีๆที่ได้หลุดลอยไปด้วยเวลาและเงื่อนไขต่างๆ นานาแต่ครั้งนี้คงเป็เพราะโชคอำนวยจึงทำให้เธอมาตามหารอยฝันของเธอได้สักที
“่ฤดู spring ใบไม้ผลิที่นี่ต้นไม้สีเขียวทำให้ไอเฟลมีชีวิตชีวาเชียวล่ะ”ญาติผู้น้องของเธอกำลังชื่นชมทัศนียภาพรอบๆ ของหอเหล็กสูงตระหง่านแห่งนี้
“ไว้มา่เช้าวันอื่นเถอะ...จะได้ขึ้นไปบนยอดเห็นภาพbird eyes’ view ของเมืองปารีส วันนี้คนเยอะรอคิวนานเกิน เราจะไปถนนฌองเซลิเซ่ Champs-Élysées ไม่ใช่รึ” พริสซี่ตัดบทไม่อยากขึ้นข้างบน เธอจะหาเวลามาเองถ้ายังพอมีเวลาเบ-อา-ทริสสัญญาว่าจะพาไปถนนชื่อเลิศหรูนั้น และเธออยากได้เสื้อผ้าสวยๆ สักสองชุดก่อนกลับลอนดอน
------------------
การนัดหมายของชายที่นำเป้ของเธอมาคืนทำให้พริสซี่รู้สึกอยากตอบแทนอย่างบอกไม่ถูกเธอยินดีที่จะเลี้ยงข้าวมื้อกลางวันของวันรุ่งขึ้นด้วยซ้ำ
“เราว่าพริสซี่ไปคนเดียวเถอะ...พรุ่งนี้เรามีเรียน2 วิชาคงไปเป็เพื่อนไม่ได้” คำพูดของญาติสาวผู้น้องทำให้พริสซี่สองจิตสองใจใจหนึ่งอยากตอบแทนความดีแต่อีกใจหนึ่งยังนึกหวั่นๆ ไม่รู้จะยังไง
“อย่ากังวลเลยถ้าเขาไม่ใช่คนดี จะไม่เอาเป้ไป drop ฝากไว้ที่สถานทูตหรอกน่ะ!!!...” เบ-อา-ทริส แนะเพิ่มว่าให้ถ่ายรูปเขาไว้ด้วยเผื่อมีอะไรไม่ชอบมาพากลยังพอมีหลักฐานไว้แจ้งตำรวจ
“OK…my dear Beatrice…เอาล่ะที่รัก พรุ่งนี้คงมีเื่สนุกๆ กลับมาเล่า” พริสซี่นึกสนุกเหมือนกัน บ่ายวันนี้ญาติของเธอได้พาไปเลือกเสื้อผ้าและแวะไปร้านเครื่องสำอางแถวใกล้ถนนชื่อหรูที่แม่เลี้ยงเธอเปิดร้านเครื่องสำอางพริสซี่เลยได้อุดหนุนสินค้าในร้านของ Sylvie ซิลวีแม่เลี้ยงคนงามชาวปารีเซียนนับเป็โชคดีของเบ-อา-ทรีสที่นางดีกับญาติสาวของเธออย่างเหลือเชื่อ จนพริสซี่อดไม่ได้ที่จะชื่นชมเธออยู่ในใจว่าผิดกับที่คาดเดาไว้มาก
-------------------
ร้านอาหารในโรงแรมโนโวเทลยามบ่ายแก่ๆ เลยมื้อเที่ยง late lunch time ไปนานเกือบชั่วโมงกว่าแต่ชายหนุ่มอยากเชิญหญิงสาวมาทานมื้อเที่ยงและของว่างเขามีใจอยากสนทนากับพริสซี่เมื่อสบตาเธอครั้งแรกหลังจากเธอเดินก้าวเข้าประตูโรงแรมตรงมายังชายหนุ่มที่นั่งรออยู่ก่อนแล้วที่ล็อบบี้ซึ่งเยื้องไปทางซ้ายมือของประตูหน้าโรงแรมเขาก้มหัวเล็กน้อยก่อนจับมือเธอแล้ว Say ‘hello Ms.Dheva’ เดวาห์เขาคงเห็นชื่อเธอในเล่มพาสปอร์ตนั่นแล้ว
“ผมไม่ใช่คน French ...แต่มาทำงานอยู่ที่บอร์โด...่holidays เลยมาปารีส ผมขึ้น Metro จากแวงแซนน์มาลงโอเปราเมื่อสองวันก่อนคงนั่งข้างคุณเลยหยิบเป้ผิดไป so sorry”สำเนียงแปร่งของชายหนุ่มทำให้พริสซี่สงสัยว่าเขาต้องมาจากประเทศใดประเทศหนึ่งในแถบยุโรปนี้
“ผม Hans Schneider ฮันส์ชไนเดอร์ บ้านผมอยู่ที่ซูริค”ชายหนุ่มเลิกคิ้วเมื่อเห็นหญิงสาวสบตาเขาด้วยความแปลกใจ และอยากถามว่าทำไม
“คาดเดาไว้ไม่ผิด เพราะ strong accent ของคุณมันฟ้อง”พริสซี่ยิ้มน้อยๆ และพยักหน้าก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดอย่างขำๆ
“คุณรู้ภาษาเยอรมันหรือ???!!!”ฮันส์มองแก้มที่แดงระเรื่อและปากอมชมพูของเธอที่ขยับพูดตอบ
“No…no ไม่เลยฉันไม่เคยเรียนภาษาอื่น คุณเรียกฉัน...พริสซี่นะคะ” พริสซี่แนะนำตัวเพียงสั้นๆ
ชายหนุ่มสั่งอาหารเมนูง่ายๆให้กับหญิงสาว เขาทานมื้อเที่ยงเล็กน้อยจะเน้นมื้อเย็น “Taboulé เป็เมนูสุขภาพเหมาะกับหน้าร้อน”ชายหนุ่มมองหน้าเธอเหมือนเข้าใจอะไรบางอย่าง
“Wow…รู้ใจจริงฉันเป็มังสวิรัติ ลืมบอกไปก่อนที่จะสั่งให้น่ะ” พริสซี่ดีใจอยู่ลึกๆว่าทำไมชายที่นั่งอยู่ต่อหน้าเธอเหมือนมีจิตัั
“ผมเคยมาปฏิบัติธรรมที่ Village de Pruniers หมู่บ้านพลัม Plum Village ห่างจากบอร์โดไปทางตะวันตกเฉียงใต้ประมาณ30 นาที ผมนั่งรถไฟไปนะครับ” ชายหนุ่มลากเสียงยาวลงท้าย
“Umm…อือ...interestingน่าสนใจ ฉันมาที่นี่ก็ไปปฏิบัติธรรมที่หมู่บ้านพลัมที่แวร์เดอโลด์”คำพูดของพริสซี่สะดุดใจชายหนุ่มเหมือนว่าเขาและเธอมีอะไรที่เหมือนๆ กัน
“ฉันพาคณะปฏิบัติธรรมมาน่ะเลยต้องเข้าคอร์สไปด้วย”เธอเฉลยแต่ถึงกระนั้นก็ยิ่งทำให้เขาเริ่มอยากสอบถามอะไรอีกมากมาย
-------------------
่ตกเย็นก่อนค่ำยังพอมีเวลาก่อนมื้อเย็นที่ชายหนุ่มขอให้หญิงสาวdinner กับเขาบนเรือล่องแม่น้ำแซนพริสซี่เริ่มรู้สึกกังวลเพราะเธอไม่อยากกลับบ้านดึก เมื่อโทรไปบอกเบ-อา-ทริสยิ่งทำให้ญาติสาวยุยงให้เธอกินมื้อเย็นเหมือนรับเดทกับชายหนุ่มไปเลย เมื่อชายหนุ่มได้ยินเสียงสนทนาของพริสซี่กับสายปลายทางเขาจึงพอคาดเดาได้ว่าเธอกังวลเื่การเดินทางกลับบ้านค่อนข้างไกลจากตัวเมืองปารีส
“ผมจะไปส่งคุณที่นั่นเอง”เสียงของเขาทำให้เธอเขินหน่อยๆ ว่า adult โตขนาดนี้แล้วยังทำตัวเป็คุณหนูmodest girl เรียบร้อยขนาดนั้น
ที่มุม้าของหอไอเฟล...ฮันส์ขอให้พริสซี่ถ่ายรูปคู่กับเขาเพื่อเป็ที่ระลึกทัศนียภาพข้างบนที่มองเห็นตัวเมืองปารีส...มองภาพผ่านลงไปเห็นสายน้ำของลำแม่น้ำแซนที่สวยงามยาวคดเคี้ยวภาพเรือที่ล่องไปตามลำน้ำดั่งภาพวาดจากเบื้องบนมองไปสุดขอบฟ้าไกลแสนไกลที่เธอเคยเห็นสมัยยังเด็ก
“ผมเห็นภาพนี้จากในฝันมองจากข้างบนลงไปเห็นสายน้ำผ่านกลางเมือง แล้วยังเห็นภาพสาวสวย pretty girl คนหนึ่งปรากฏขึ้นราวภาพวาด”ฮันส์เล่าถึงความฝันที่ผ่านมานานนับสิบปีซึ่งฝังอยู่ในจิตใจเขาอยากมาตามหารอยฝันนั้น
“เอ้า...จริงรึ ฉันฝันว่าฉันนั่งอยู่ที่สนามเบื้องหน้ามองภาพจากเลนส์ตาเห็นไอเฟลปรากฏขึ้น”พริสซี่เล่าถึงความฝันสมัยที่เธอยังเรียนอยู่มัธยม เล่าให้เพื่อนๆ ฟังทุกคนบอกว่าเธอละเมอถึงภาพนี้เพราะมันอยู่ในหนังสือเรียน
ทั้งคู่นั่งทานข้าวในเรือสำราญBateaux Parisiens ลำน้ำที่เรือล่องไปเรื่อยๆ ทำให้ค่ำคืนนี้ซึ่งเป็คืนพระจันทร์เต็มดวงส่องสว่างสวยงามแสนโรแมนติกชายหนุ่มขอพริสซี่เต้นรำบนฟลอร์ซึ่งภายในเรือมีวงออร์เคสตร้าบรรเลงสด
“ผมมาตามรอยฝันเจอแล้วล่ะ”ฮันส์พูดขณะโอบเอวของพริสซี่โยกตัวไปตามจังหวะของดนตรีวอลซ์พริสซี่ไม่ค่อยถนัดกับการเต้นบอลรูมนัก แต่เธอพอจะโลดแล่นไปตามเสต็ปที่ชายหนุ่มนำไป
“มันคืออะไรหรือ ฮันส์”พริสซี่สงสัยหยุดเต้นไปหนึ่งจังหวะ ทำให้ชายหนุ่มก้าวพลาดสะดุดชนตรงแก้มเธอพอดีทำให้ใบหน้าเธอร้อนผ่าวทันที
“Apologies….ขอโทษจริงๆผมไม่ได้ตั้งใจ” ชายหนุ่มส่งสายตาวิงวอน เขาทำให้เธอใและหน้าแดงอยู่ขณะนี้
“All right… ไม่เป็ไรนะเราพอแค่นี้เถอะ”พริสซี่เริ่มอึดอัดและอยากกลับไปที่โต๊ะอาหารเพื่อนั่งจิบไวน์ต่อนิดหน่อย เธอสังเกตว่าโปรแกรมการล่องเรือและทานมื้อเย็นน่าจะจวนหมดเวลาแล้ว
ระหว่างทางที่นั่งรถไฟฟ้ากลับบ้านชายหนุ่มมองหน้าพริสซี่และถามคำถามที่เธอแปลกใจเป็ที่สุด
“คุณได้กระดาษนั้นมาจากไหน”คำถามนี้ของชายหนุ่มสะดุดใจเธอมาก
“Oh…my Lord โอพระเ้า...ฮันส์...คุณหมายถึงโน้ตนั่นรึ”เสียงเธอดูใ
“ใช่...มันเป็กระดาษโน้ตของบริษัทไวน์ที่บอร์โด”ชายหนุ่มยิ้มๆ เขาสร้างความประหลาดใจอีก
“My own handwriting มันเป็ลายมือ...ผม” เสียงเรียบๆ แต่เน้นคำยิ่งทำให้เขามองเธออย่างไม่เข้าใจ
“คุณเชื่อเื่ altruistic love ไหมล่ะ” พริสซี่เอ่ยคำนี้ขึ้นทำให้ฮันส์แน่ใจว่าเขามาถึงจุดที่พบคน...ที่ใช่แล้ว
“ผมมีคำตอบนะสำหรับเื่นี้ไว้พรุ่งนี้ผมมารับคุณที่สถานีแวงแซนน์ เราไปหอคอยมงต์ปาร์นาส (Montparnasse Tower) กัน” ฮันส์พูดก่อนลาหญิงสาวที่สถานีสุดท้ายแวงแซนน์เวลาใกล้เที่ยงคืนแล้วเขาจำเป็ต้องโดยสารรถไฟกลับไปยังโรงแรมที่สถานี Champde Mars – Tour Eiffel ซึ่งใกล้ ‘โนโวเทล’ที่เขาพักอยู่
-------------------
บนดาดฟ้าชั้นที่ 59 ของมงต์ปาร์นาสซึ่งเป็ตึกที่สูงที่สุดของฝรั่งเศสสามารถมองเห็นวิวเมืองปารีสได้ไกลถึง 40 กิโลเมตรนับเป็จุดชมวิวที่สวยที่สุดของเมือง
“ถัดจากไอเฟล เห็น Musée de Louvre พิพิธภัณฑ์ลูฟนั่นไหม” ชายหนุ่มชี้ภาพเบื้องหน้าให้หญิงสาวมองตาม
“ใช่สวยมากเลยนะ...ฮันส์แล้วโบสถ์ขาวนั่นชื่ออะไร” พริสซี่ถามถึงชื่อโบสถ์แห่งยอดเขา Montmartre
“Sacré-Coeur หัวใจอันศักดิ์สิทธิ์อยู่กลางวิหารด้านใน”ฮันส์เล่าย่อๆ แต่เขาจะพาเธอไปชมวันพรุ่งนี้ด้วยกัน
“รักใดที่ไม่เห็นแก่ตัว...เป็รักที่ปราศจากเงื่อนไข”เสียงของฮันส์พูดขึ้นขณะที่แสงทองขอบฟ้าเบื้องหน้าเป็เงาผืนใหญ่ปรากฏก่อนพระอาทิตย์จะลับขอบฟ้าสีแดงของพระอาทิตย์กลมโตที่ค่อยๆ เลือนหายไปสีฟ้าครามเริ่มดำทะมึนจากผืนฟ้าที่ความมืดกำลังปกคลุมแผ่ไปทั่วเข้ามาแทนที่
“แล้วมันยังไงกันเหรอ...”พริสซี่ก็ยังไม่เข้าใจที่เขาพูดอยู่ดี
“ผมอยากให้ความรักกับคนที่ผมรักอย่างเป็สุขไม่ต้องสงสัยกันไปตลอดว่าเราจะไปมีใคร ต้องเชื่อใจซึ่งกันและกัน”ฮันส์พูดขึ้นและจ้องตาของเธออย่างไม่ลดละ
“จะเชื่อกันยังไงเพราะทุกวันนี้คนเราติดต่อกันง่ายขึ้น” พริสซี่ยังสงสัยว่าจะมีรักกันไปตลอดรอดฝั่งหรือ
“ได้สิ...พริสซี่ ถ้าเราเชื่อใจกันจิติญญาเราจะสัมพันธ์กันไปตลอดไม่ว่าเราจะอยู่ไกลกันแค่ไหน”ฮันส์เชื่อเื่จิตที่ผูกพันกับรักที่สูงส่ง
“คุณเก็บโน้ตผมไว้...มันมายังไงมันก็สื่อถึงกันอย่างนั้น” ฮันส์พูดขึ้นว่ามันคือบุพเพสันนิวาส love destined รักมันกำหนดของมันไว้แล้ว
“A glimpse of moon last nightmade me think of you….แสงจันทร์เมื่อคืนบนลำน้ำแซนทำให้ผมคิดถึงคุณทั้งคืน”เสียงชายหนุ่มนุ่มนวลรัญจวนใจเธอยิ่งนัก
“because I was born to loveyou…I wait for you until today ผมเกิดมาเพื่อรักใครบางคน...ผมรอคุณมาจนถึงทุกวันนี้นะพริสซี่” ฮันส์พูดขึ้นทำให้เธอแทบร้องไห้ น้ำตารื้นขึ้นบางๆ ที่ขอบตา
“โอย...so romantic!!! ซึ้งจริงเลย”พริสซี่ต้องเมินหน้าหนีไปอีกทางไม่อยากให้เขาเห็นว่าเธอมีน้ำตาคลอเบ้า
“อย่าเมินหน้าหนีเลย...พริสซี่ผมมาไกลเกินกว่าจะหันหลังกลับแล้ว” ฮันส์โอบเอวของพริสซี่อย่างซาบซึ้งเขายังนึกถึงคืนวานที่โอบเอวเธอโยกตามจังหวะเพลงวอลซ์เขาเพิ่งรู้ว่าตกหลุมรักเธอบนดินแดนที่ไกลบ้านแห่งนี้
“Love beyond frontier…รักไม่มีพรมแดนเลยนะ ฮันส์” พริสซี่นึกเหมือนกันว่าทำไมเธอถึงมาเจอรักถึงดินแดนที่เธออยากมาตามรอยฝันนานแล้ว
“Of course…ผมมาตามรอยฝันlove destiny เป็ลิขิตของ์ให้เราพบกัน”ฮันส์โอบเอวเธอขณะหมุนเธอไปพร้อมกับเขาให้หันไปทางไอเฟลที่มีแสงไฟส่องเป็ทางยาวจากหอเหล็กนั้น
“ไอเฟล...นำทางเรามาตามหารอยฝันกันที่นี่จริงไหม” เขายังย้ำถึงความมหัศจรรย์แห่งรักชักนำพา
“ฉันฝันถึงไอเฟลั้แ่ยังเรียนอยู่แล้วเก็บฝันนั้นเพื่อตามหาจนถึง...วันนี้”พริสซี่มองหน้าฮันส์อย่างสุดซึ้งที่เบื้องบนนำพา...หมายมั่นให้เขาทั้งสองได้มาพบกันณ ที่แห่งนี้ ไอเฟลจะเป็พยานให้คนทั้งสองได้จดจำถึงเื่ราวนี้...ไปชั่วกาลนาน