เธอจำเบอร์ของเฒ่าจันทราได้และกำลังจะโทรหา โจวจื่อชิงและครอบครัวของเขาก็เข้ามาพอดี ลู่เมิ่งเก็บโทรศัพท์ลงอย่างไม่เต็มใจ
ทั้งสองครอบครัวพูดคุยทักทายกันอย่างสุภาพและเกรงอกเกรงใจไปคนละรอบแล้วเริ่มสั่งอาหาร หัวข้อสนทนาส่วนใหญ่เป็ผู้ใหญ่ที่พูดคุย เป็การพูดอย่างอ้อมค้อมแต่ก็จับใจความได้ว่ากำลังโอ้อวดลูกชายกันอยู่ไม่มีใครยอมใคร
ครอบครัวโจวอวดโจวจื่อชิงเพื่อให้ครอบครัวลู่ชอบเขา ให้เห็นว่าเป็ชายหนุ่มที่เพียบพร้อมเหมาะสมและลูกเขยในฝันของครอบครัวฐานะร่ำรวย แต่น่าเสียดายที่คุณพ่อลู่กับคุณแม่ลู่ไม่ถูกใจ จึงแกล้งซื่อไม่ยอมรับปากอีกฝ่าย สร้างความขุ่นเคืองให้กับคุณนายโจวอย่างมาก
สำหรับคุณนายโจวแล้วลูกชายเธอดีเยี่ยมขนาดนี้ทำไมถึงไม่ยอมตกลงหมั้นหมาย ถ้าไม่ใช่ว่าลูกชายเธอไปชอบลูกสาวบ้านนั้นจนอายุขนาดนี้แล้วยังไม่แต่งงาน เธอจะมาเสียเวลาพูดคุยตั้งนานไปทำไม
แต่คุณโจวนั้นทำใจไว้แล้วว่าจะถูกปฏิเสธจึงไม่ได้มีอาการอะไรนัก พูดคุยกับพ่อลู่ได้ตามปกติ
ทัศนคติของคุณโจวและคุณนายโจวต่างกัน แม้ว่าจะผิดใจกันด้วยเื่เล็กน้อยนี้แต่ความร่วมมือในอนาคตก็คงไม่เปลี่ยนแปลง
โจวจื่อชิงก็ไม่ได้ปล่อยให้คุณนายโจวพูดไปคนเดียว เขายังพยายามจะพูดคุยกับลู่เมิ่งด้วย แต่เธอไม่ชอบเขา การพูดคุยจึงไม่ราบรื่น
อาหารมื้อนี้กินอย่างไม่ค่อยเป็สุขเหมือนที่คิดเอาไว้ ลู่เมิ่งดื่มน้ำเข้าไปมากจึงต้องลุกไปเข้าห้องน้ำ ใช้โอกาสนี้หนีการสนทนาของพวกผู้ใหญ่และโจวจื่อชิงไปด้วย
“เอ๋? ลูกสาวที่แท้จริงตระกูลเฉียน” ลู่เมิ่งพบคนที่ไม่คาดคิดในห้องน้ำ
เฉียนเสี่ยวหยูที่กำลังล้างมืออย่างเหม่อลอยหันไปมองทางลู่เมิ่งที่เพิ่งเขาห้องน้ำ ดวงตาเบิกกว้างอย่างใถอยออกจากอ่างล้างมือ เอ่ยขึ้นเสียงกระตุกกระตัก
“คุณ... คุณคือ...”
“ฉันลู่เมิ่งค่ะ” ลู่เมิ่งมองอีกฝ่ายอย่างอ่อนโยน หญิงสาวจึงผ่อนคลายลง
“ฉันเฉียน... เสี่ยวหยูค่ะ”
“ยินดีที่ได้รู้จักอย่างเป็ทางการนะคะ ไม่ต้องกลัว ฉันไม่ได้จะทำอะไรคุณ แค่แปลกใจที่พบกันเท่านั้น ไม่พบกันั้แ่งานเลี้ยง เป็ยังไงบ้างคะ สบายดีไหม?”
“ก็... ก็สบายดีค่ะ” เฉียนเสี่ยวหยูพูดโดยไม่สบตา
“แต่ฉันเห็นว่าคุณไม่ได้สบายอย่างที่พูดเลย อยู่ในบ้านคงจะอึดอัดใจมากสินะคะ”
“ไม่หรอกค่ะ! จะเป็ไปได้ยังไง...”
“ไม่ต้องปิดบังก็ได้ สำหรับฉันแล้วเื่ของครอบครัวเฉียนก็ไม่ได้เป็ความลับหรอกค่ะ”
“เอ๊ะ?”
“ก็ฉันเป็คนที่พูดเื่ของคุณกับเด็กสาวเฉียนอีกคนในงานเลี้ยงวันเกิดครั้งนั้นไงคะ ทำให้เรามีเื่ผิดใจกับตระกูลเฉียน เพื่อป้องกันไม่ให้มีการแก้แค้นกันลับหลังก็เลยต้องมีข้อมูลของอีกฝ่ายไว้บ้าง ก็ปกติค่ะ”
เฉียนเสี่ยวหยู “...”
ไม่ค่ะ ไม่ปกติสักนิด
แต่ลองคิดดูแล้วนี่อาจจะเป็เื่ปกติของชนชั้นสูงก็เป็ได้ เธอที่เป็แค่เด็กบ้านนอกเมื่อเข้ามาอยู่ในสังคมนี้ก็รู้สึกปรับตัวและทัศนคติตามไม่ทัน
ลู่เมิ่งสังเกตเฉียนเสี่ยวหยูอย่างรอบคอบ ไม่มีทัศนคติที่เป็บวกหรือลบต่อเธอเมื่อพูดถึงเกี่ยวกับเื่ผิดใจกับครอบครัวเฉียน ดูแล้วในหัวใจของเด็กคนนี้ครอบครัวเฉียนไม่ได้มีความสำคัญมากนัก
ผ่านมาเกือบสองเดือนที่อยู่ในตระกูลเฉียนเธอยังคงไม่ให้ความสำคัญกับครอบครัว นี่แสดงให้เห็นว่าคนในครอบครัวปฏิบัติกับเธอได้ห่างเหินแค่ไหน
ในฐานะที่เป็ลูกสาวที่ครอบครัวรักราวกับไข่มุกล้ำค่าในอุ้มมือ ลู่เมิ่งไม่เข้าใจความรู้สึกของเด็กที่ถูกทอดทิ้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเธอจะไม่สงสารเห็นใจและอยากช่วยเหลือ
ถึงจะช่วยให้พ่อแม่หันมารักไม่ได้แต่เธอช่วยให้เด็กคนนี้เข้มแข็งได้
“คุณหนูเฉียน”
“ค่ะ... คะ?” เฉียนเสี่ยวหยูสะดุ้งอีกครั้ง
“มีเพื่อนหรือยังคะ?”
“เอ่อ... ไม่... ไม่มีค่ะ”
“ฉันก็เหมือนกันค่ะ ถ้าไม่รังเกียจมาเป็เพื่อนกันไหมคะ”
“เป็เพื่อน... เหรอคะ? กับคนอย่างฉัน?”
“ใช่ค่ะ” ลู่เมิ่งพยักหน้ายิ้มอย่างอ่อนโยนมากขึ้นไปอีก เอ็นดูเด็กสาวที่ดีใจแต่ก็ยังคงแสดงออกถึงความหวาดกลัว “เรามาแลกเปลี่ยนเบอร์กับวีแชตกัน เมื่อว่างก็จะชวนออกไปเที่ยวด้วยกัน หรือถ้ามีปัญหาเื่เรียนก็ปรึกษาได้ จริงสิ คุณได้เรียนต่อมหาวิทยาลัยหรือเปล่าคะ”
“ค่ะ ฉันสอบเข้าที่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้” เฉียนเสี่ยวหยูพูดอย่างขัดเขิน หยิบโทรศัพท์ขึ้นมาแลกเบอร์โทรและวีแชตกับลู่เมิ่ง
“จริงเหรอคะ คุณเก่งมาก ยินดีด้วยที่สอบเข้ามหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้นะคะ ฉันเองก็สอบเข้าที่มหาวิทยาลัยอันดับหนึ่งได้เหมือนกัน จากนี้ก็เป็เพื่อนร่วมมหาวิทยาลัยแล้วนะคะ”
“ค่ะ!”
เพราะท่าทางการพูดของลู่เมิ่งอ่อนโยนสม่ำเสมอและเต็มไปด้วยบรรยากาศที่สงบทำให้ความหวาดกลัวที่มีตอนแรกของเฉียนเสี่ยวหยูลดลงไปมาก สามารถพูดตอบโต้ได้อย่างเป็ธรรมชาติขึ้นเรื่อยๆ เื่ที่เธอผิดใจกับตระกูลเฉียนเพราะลูกสาวตัวปลอมก็ไม่ได้เก็บมาคิดแม้แต่น้อย
เธอก็ไม่ชอบเฉียนเยว่เอ๋อร์เหมือนกัน
ลู่เมิ่งพูดคุยกับเฉียนเสี่ยวหยูอีกสองสามประโยคแล้วก็แยกย้ายกัน ค่อยไปคุยกันต่อในวีแชตก็ได้ แต่ครอบครัวรอพวกเธออยู่ที่ห้องอาหารนานแล้ว
ลู่เมิ่งไม่ได้อยากรีบกลับไปห้องอาหาร หลังจากเฉียนเสี่ยวหยูไปแล้วเธอก็เข้าห้องน้ำ ล้างมือและเช็ดอย่างพิถีพิถัน ออกมาจากห้องน้ำแล้วก็เดินอ้อยอิ่งไปที่ห้องอาหาร...
“ขอโทษนะครับ คุณหนูท่านนี้”
“คะ?” ลู่เมิ่งที่ถูกเรียกให้หยุดก็หันไปมอง เป็ชายหนุ่มในชุดสูท ใบหน้าดูคุ้นเคยแปลกๆ แต่นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
“เป็คุณหนูจริงๆ ด้วย!” อีกฝ่ายพูดอย่างดีใจเมื่อเห็นหน้าเธอ
“เราเคยเจอกันมาก่อนเหรอคะ?”
“...เอ๊ะ!?”
“???” ลู่เมิ่งสงสัยกับท่าทางใมากของชายในชุดสูท เลยพยายามนึกว่าเธอเคยเห็นใบหน้านี้ที่ไหน แต่ก่อนที่เธอจะนึกได้ชายหนุ่มก็พูดขึ้นมาเสียก่อน
“ผมเองครับ ที่คุณหนูเคยช่วยตอนรถเสียกลางถนนไงครับ”
“อ้อ~ คุณนั่นเอง ขอโทษด้วยค่ะเจอกันครั้งเดียวเลยจำไม่ได้”
“เอ่อ... ครับ” ชายหนุ่มในชุดสูทเหงื่อตก ไม่ได้เจอกันครั้งเดียวเสียหน่อย ในวันนั้นพวกเขาเจอกันสองครั้งต่างหาก
ดูท่าเธอจะลืมไปแล้วจริงๆ
“ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับฉันเหรอคะ?”
“เ้านายของเราอยากจะพบคุณน่ะครับ อยากขอบคุณเื่ที่ช่วยไว้ครั้งนั้น ไม่ทราบว่าคุณหนูสะดวกไปพบเ้านายของผมไหมครับ”
“ตอนนี้เลยเหรอคะ”
“ครับ เ้านายอยู่ที่ห้องอาหารทางนั้นครับ” ชายหนุ่มในชุดสูทผายมือไปทางห้องอาหารอีกทาง ซึ่งเป็ห้องระดับวีไอพี ลู่เมิ่งครุ่นคิดเล็กน้อยแล้วพยักหน้า
“ก็ได้ค่ะ แต่ฉันมีเวลาไม่มากนะคะ”
“ครับๆ เชิญคุณหนูครับ” ชายหนุ่มยิ้มอย่างยินดี เชิญหญิงสาวไปอย่างสุภาพนอบน้อม
ลู่เมิ่งหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาส่งวีแชทไปให้พี่ชาย เธอมีธุระนิดหน่อยจะกลับไปห้องอาหารช้า ถ้าครอบครัวโจวจะกลับไปก่อนก็เชิญได้เลย
ลู่เหวินส่งสติ๊กเกอร์มาให้และไม่ได้ถามว่าเธอมีธุระอะไร เขาเองก็ไม่อยากให้น้องรีบกลับมาเจอหน้าโจวจื่อชิงเหมือนกัน
ในห้องอาหารหรูระดับวีไอพีอย่างนี้ลู่เมิ่งเพิ่งเคยเข้ามาเป็ครั้งแรก แต่เธอไม่ได้กวาดสายตามองอย่างอยากรู้อยากเห็น แต่มองตรงไปยังชายหนุ่มที่นั่งอยู่คนเดียวบนโต๊ะอาหารตัวใหญ่และมีอาหารส่งกลิ่นหอมมากมายบนโต๊ะ
แต่ที่เธอสนใจไม่ใช่อาหาร เป็ตัวตนของชายหนุ่มที่นั่งอยู่ต่างหาก
รู้สึกได้ถึงรัศมีบุญที่ยิ่งใหญ่นั่นอีกแล้ว
เธอนึกออกแล้วบุคคลที่เธอลืมไปเป็ใคร ไม่คิดเลยว่าจะถูกเชิญมานั่งกับคนที่มีรัศมีบุญเจิดจ้าคนนี้
ส่วนใบหน้านั้นเมื่อได้มองอย่างชัดเจน เป็ชายหนุ่มที่หน้าตาหล่อมาก แต่ยังดูอ่อนเยาว์ไปบ้าง ใบหน้าขาวใส ริมฝีปากมีรอยยิ้มน่ารักอยู่ตลอด ดวงตาสีขาวดำชัดเจน ดูสดใสเปล่งประกาย ผมสีดำสั้นปล่อยลงมาตามสบายไม่ได้จัดแต่งให้ดูทางการนัก เสื้อผ้าที่สวมใส่เป็สีอ่อนทั้งตัว เมื่อรวมกับรัศมีบุญที่เอ่อล้นทำให้เขาดูราวกับเทวดาตกจากฟ้าเลยทีเดียว
หรือจะเป็เทพ์องค์ไหนลงมาจุติจริงๆ เนี่ย
ลู่เมิ่งกะพริบตาปริบๆ ก่อนจะยิ้มทักทายชายหนุ่มอย่างเป็ธรรมชาติ
“สวัสดีค่ะ”
“สวัสดีครับ เชิญนั่งครับคุณหนู” เสียงที่ตอบกลับมานั้นนุ่มนวลไพเราะ เธอรู้สึกว่าคันในหูเล็กน้อย
เสียงดีมาก ถ้าพูดกับคนที่ไม่มีภูมิต้านทานคงทำให้หลงจนโงหัวไม่ขึ้น
น่าเสียดายที่ลู่เมิ่งมีภูมิต้านทาน ไม่ว่าจะหน้าตาดี รูปร่างสมบูรณ์แบบหรือเสียงไพเราะจับใจ ก็ไม่ทำให้เธอเสียอาการได้
ลู่เมิ่งเดินไปนั่งอย่างสุภาพเรียบร้อย มารยาทงดงามไม่มีติดขัด ชายหนุ่มบนโต๊ะก็จับตามองอยู่ตลอด เมื่อเห็นว่าเธอไม่แสดงอาการอะไรเลยก็ขมวดคิ้วรู้สึกสูญเสีย
เขามั่นใจในรูปร่างหน้าตาของตัวเองเป็อย่างมาก ไม่เคยถูกปฏิบัติอย่างเรียบเฉยมาก่อนเลย ถึงจะมีจริงมันก็เป็แค่การเสแสร้งเพื่อเรียกร้องความสนใจเท่านั้น แต่นี่...
เฉยชาเกินไปไหม?
ชายหนุ่มผู้สูญเสียความมั่นใจกระแอมไอครั้งหนึ่งกลบเกลื่อนอาการ ก่อนจะแนะนำตัวด้วยน้ำเสียงสุภาพนุ่มนวลเช่นเคย
“ผมชื่อซ่งอวี้เยี่ยน ครั้งก่อนที่ช่วยเื่รถไว้ขอบคุณมากเลยนะครับ”
ซ่งอวี้เยี่ยน... ตระกูลซ่ง?
ลู่เมิ่งเลิกคิ้วอย่างน้อย เหมือนเธอจะเคยได้ยินชื่อนี้ ลูกชายคนที่ห้าของตระกูลซ่ง ตระกูลใหญ่หนึ่งในสี่ตระกูลของเมืองหลวง...
เอ๋ คนใหญ่คนโตนี่นา
ถึงจะเป็คนใหญ่คนโตแต่ก็ไม่ได้ทำให้ลู่เมิ่งเปลี่ยนกิริยาได้ ในิดหน่อยก็เอ่ยตอบอีกฝ่ายไปอย่างสุภาพเรียบร้อยเหมือนเดิม
“ฉันชื่อลู่เมิ่ง ยินดีที่ได้รู้จักค่ะคุณชายซ่ง ครั้งก่อนฉันไม่ได้ทำอะไรค่ะ แค่ตรวจตามสภาพไม่จำเป็ต้องขอบคุณ”
ลู่เมิ่งปฏิเสธความดีความชอบอีกครั้ง แต่ซ่งอวี้เยี่ยนส่ายหน้าไม่เห็นด้วย
“ถ้าไม่ได้คุณช่วยวันนั้นผมคงกลับไม่ถึงบ้านหรอกครับ”
“คุณชายซ่งสุภาพเกินไป แค่รถสตาร์ทไม่ติดเท่านั้นนี่คะ ภายหลังก็ไม่ได้มีปัญหาอะไรไม่ใช่เหรอ”
“ครับ รถปกติดีอย่างประหลาดใจ ทั้งที่ก่อนหน้านี้มีปัญหาเครื่องยนต์บ่อยครั้งทีเดียว”
“ก็ควรตรวจเช็คสภาพรถค่ะเพื่อความปลอดภัย”
“เปลี่ยนมาหลายคันแล้วครับแต่ก็เหมือนกัน แต่หลังจากได้เจอคุณก็ไม่เคยมีปัญหาเื่รถอีกเลยครับ”
“???” ลู่เมิ่งเลิกคิ้วอย่างประหลาดใจและไม่เข้าใจ
ซ่งอวี้เยี่ยนยิ้มอธิบายอย่างใจเย็น
“ก่อนหน้านี้ก็เคยมีคนทักว่ารถมีปัญหาเพราะมีสิ่งที่ไม่สะอาดเกาะติดผม แต่ไม่เคยเชื่อ จนกระทั่งวันที่ได้พบคุณ”
“เอ่อ... ฉันเชื่อในวิทยาศาสตร์ค่ะ”
“ครับ ผมก็เชื่อในวิทยาศาสตร์ แต่ตัวคุณน่าจะไม่เป็วิทยาศาสตร์เท่าไหร่”