ตอนที่5 ผงปรุงรส์
“หือมีผู้แข็งแกร่งขอบเขตแกนเทพเชียวหรือ?”
“นั่นเ้าหนุ่มคนนั้นจะประลองกับผู้าุโของสำนัก”
“วันนี้พวกเราโชคดีที่ได้เห็นการต่อสู้ของแกนเทพ”
“น่าสนใจจริง”
“เ้าว่าใครจะเป็ฝ่ายชนะ?”
“ข้าเลือกเ้าหนุ่มนั่น”
“ข้าเลือกผู้าุโนั่น”
“งั้นเรามาพนันกันดีไหม?”
“ตกลงพนันก็พนัน”
“ปีนี้คัดเลือกศิษย์ใหม่คึกคักเสียจริง”
เสียงอื้ออึงของผู้คนในลานประลองดังลั่นและมีนักพนันหลายคนที่เตรียมวางเดิมพันถึงผลการต่อสู้
หลิวเย่และผู้าุโเผิงบินเหินตัวลอยตามผู้าุโซูไปอย่างใกล้ชิด
เวลานี้หลิวเย่และผู้าุโเผิงยืนเผชิญหน้ากันคนละฝั่งของลานประลองหลัก
โดยมีผู้าุโซูยืนเฝ้าสังเกตการณ์อยู่ด้านล่าง
“นำอาวุธของเ้าออกมา”ผู้าุโเผิงเชิญหลิวเย่อย่างท้าทายพร้อมกับนำดาบเล่มใหญ่ออกมาจากแหวนมิติ
หลิวเย่หยิบง้าวจักรพรรดิออกมาจากมิติพื้นที่เช่นกัน
ผู้าุโเผิงหรี่ตามองง้าวของหลิวเย่ด้วยความตื่นตระหนกครู่หนึ่ง
เนื่องจากง้าวของหลิวเย่เป็อาวุธขอบเขตแกนเทพที่หลิวเย่ได้ปรับแต่งด้วยน้ำอมฤตสีชมพูเพื่อเสริมความแข็งแกร่งของ
ง้าวและง้าวได้ส่งกลิ่นอายอันทรงพลังจนทำให้ผู้าุโเผิงใ
ผู้าุโเผิงคิดในใจอย่างกังวลว่า
“อาวุธของเ้าหนุ่มไม่ธรรมดาง้าวนั่นเป็อาวุธสมบัติขอบเขตแกนเทพที่แตกต่างจากง้าวแกนเทพทั่วไป”
“เชิญท่านผู้าุโก่อน”หลิวเย่ผายมือเชิญให้ผู้อาวูโสเผิงลงมือก่อนอย่างสุภาพ
“ตกลง”ผู้าุโเผิงพยักหน้าอย่างพอใจ
จากนั้นเขาถือดาบตวัดเข้าใส่หลิวเย่อย่างรวดเร็วและรุนแรง
ด้านหลิวเย่ที่รอรับการโจมตีจากผู้าุโเผิงเขาถือง้าวเตรียมพร้อม
เมื่อดาบพุ่งเข้ามาด้านข้างหลิวเย่ใช้ง้าวต้านรับพร้อมกับส่งพลังสายฟ้าจากฝ่ามือเข้าสู่ง้าวโดยตรง
พลันเกิดประกายสายฟ้าจากฝ่ามือไหลเข้าสู่ด้ามง้าวและตัวง้าวในชั่วพริบตา
“เปรี๊ยะเปรี๊ยะ” ประกายสายฟ้าสว่างวาบขึ้นทั่วตัวง้าว
“ปั๊ง เปรี๊ยะเคร๊ง แคร๊ก”
เมื่อง้าวและดาบปะทะกันพลันเกิดเสียงดังสนั่นอื้ออึงและดาบของผู้าุโเผิงเกิดรอยร้าวขึ้นทันใด
“โอ๊ะ!”ผู้าุโเผิงร้องอุทานอย่างตื่นใที่พบว่าอาวุธของตนเองเกิดรอยแตกร้าวขึ้น
หลิวเย่เก็บง้าวเข้ามิติพื้นที่เมื่อมองเห็นอาวุธของผู้าุโเผิงได้รับความเสียหาย
เขาไม่้าเอาเปรียบผู้าุโเผิงแต่อย่างใด
เมื่อผู้าุโเผิงเหลือบเห็นหลิวเย่เก็บอาวุธเขาจึงเก็บดาบเข้าแหวนมิติเช่นกัน
จากนั้นทั้งสองคนพุ่งตัวเข้าต่อสู้โรมรันกันด้วยทักษะการต่อสู้ของศิลปะตนเอง
หลิวเย่กำหมัดแน่นสองข้างและชกต่อยเข้าที่ลำตัวและใบหน้าของผู้าุโเผิงโดยตรง
ด้านผู้าุโเผิงใช้หมัดพุ่งเข้าปะทะกับหลิวเย่เช่นกัน
แต่ทว่าพลังและความต้านทานของทั้งคู่แตกต่างกันเป็อย่างมาก
หลิวเย่ที่มีสมบัติติดกายและทำงานตลอดเวลานั่นคือ โล่ต้านพลังเทพ
เมื่อหมัดชนปะทะกันหลิวเย่ไม่รู้สึกสะทกสะท้านแต่อย่างใด“ปั๊ง บู้มมม” “ปั๊ง ปั๊ง”
ผู้าุโเผิงสั่นสะท้านไปทั้งตัวและอวัยวะภายในได้รับาเ็เมื่อหมัดของเขาพุ่งชนหมัดของหลิวเย่
“ปั๊ง วื๊ด ตุ๊บ”ปรากฏว่าผู้าุโเผิงไม่สามารถฝืนต้านรับการชกหมัดของหลิวเย่ในครั้งที่สองได้
ทำให้ร่างของเขาลอยกระเด็นลงไปนอนหงายบนพื้นจนเกือบตกขอบลานประลองหลัก
หลิวเย่เห็นดังนั้นเขาหยุดการต่อสู้และเดินไปทำความเคารพผู้าุโเผิงก่อนที่จะปราดเข้าไปช่วยประคอง
“ขอบคุณผู้าุโที่ยั้งมือไว้”
“ไม่เป็ไร” ผู้าุโเผิงโบกมือปฏิเสธคำกล่าวของหลิวเย่และลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็ว
หลิวเย่พยักหน้าอย่างชื่นชมกับความอดทนของผู้าุโเผิงที่ถึงแม้จะได้รับาเ็แต่ไม่ยอมแสดงออกมาโดยตรง
จากนั้นทั้งคู่เหินตัวบินกลับคืนพลับพลา
และผู้าุโซูได้โบกมือยกเลิกคำสั่งค่ายกลทันที
ปรากฏว่าเสียงพูดคุยของฝูงชนดังสนั่นมากกว่าเดิมเมื่อพวกเขามองเห็นผลการต่อสู้ที่เหนือความคาดหมาย
ทำให้หลายคนที่มีการวางเดิมพันส่งเสียงะโอย่างไม่พอใจที่ตนพ่ายแพ้
ต่างจากคนที่ชนะเดิมพันซึ่งส่งเสียงโห่ร้องอย่างยินดี
“ฮ่ะฮ่าฮ่าข้าบอกแล้วว่าเ้าหนุ่มนั้นจะต้องชนะ”
“ไม่น่าเชื่อว่าผู้าุโไม่สามารถต่อสู้กับเ้าหนุ่มนั่นได้”
“น่าเหลือเชื่อเกินไป”
“เ้าหนุ่มนั่นแข็งแกร่งเสียจริง”
“อ๊าย! เขาช่างหล่อเหลาจริงๆ”
“เขาเป็บุตรชายตระกูลใดกัน?”
“ตระกูลเขาสร้างทายาทที่แข็งแกร่งแบบนี้ได้อย่างไรกัน?”
“ในที่สุดเ้าหนุ่มนั่นก็ชนะจริงๆ”
“เป็ไปได้อย่างไร?”
ทางด้านเ้าสำนักเหมันต์ที่ได้เห็นผลการต่อสู้ของหลิวเย่และผู้าุโเผิง
เขาพยักหน้าอย่างพึงพอใจที่เห็นว่าการตัดสินใจของตนเองนั้นทำถูกต้องเหมาะสมแล้วที่จะให้หลิวเย่เป็ผู้าุโคนหนึ่ง
ของสำนักเหมันต์
ซึ่งทำให้สำนักของเขามีความแข็งแกร่งเหนืออาณาจักรอีกสามแห่งอย่างชัดเจน
ผู้าุโคนอื่นต่างแสดงความพึงพอใจเช่นกัน
เมื่อผู้าุโเผิงนั่งประจำที่แล้วผู้าุโเพ่ยฮวาเป็ผู้าุโที่รับผิดชอบด้านการปรุงยาได้นำยารักษาอาการาเ็
ออกมาจากแหวนมิติให้กับผู้าุโเผิงทันที
“ท่านลุงทานยารักษาอาการาเ็ก่อนเถิด”
“ขอบใจฮวาเอ๋อร์”
ผู้าุโเผิงกล่าวขอบคุณนางและหยิบยาเม็ดออกจากขวดกระเบื้องเข้าปากแล้วนั่งฟื้นฟูร่างกายครู่หนึ่ง
หลิวเย่สังเกตเห็นว่าผู้าุโทุกคนล้วนแต่มีแหวนมิติไว้ใช้เก็บของ
เขาสนใจที่จะสร้างแหวนมิติสักหลายวงเพื่อทดสอบทักษะด้านการสร้างสมบัติและอาวุธเฉพาะ
เนื่องจากที่โลกใบเดิมนั้นไม่มีวัสดุที่สามารถสร้างมันขึ้นมาได้
เมื่อผู้าุโเผิงอาการดีขึ้นแล้ว
ผู้าุโซูได้ส่งสัญญาณแจ้งให้ผู้าุโทุกคนกลับไปนั่งประจำที่เพื่อเริ่มการคัดเลือกศิษย์สายนอกของสำนักต่อไป
“เวลานี้ผู้าุโเผิงอาการดีขึ้นแล้วพวกเรากลับไปทำหน้าที่กันต่อดีกว่า”
“ตกลง”ผู้าุโพยักหน้าเข้าใจและพากันเหินตัวบินไปนั่งประจำเก้าอี้เหมือนเดิม
ส่วนหลิวเย่นั้นนั่งอยู่ด้านล่างใกล้กับเ้าสำนักเหมันต์
จ้าวตงได้ซักถามข้อมูลหลิวเย่เพิ่มเติมอย่างสงสัยว่า“เ้าได้รับเศษเสี้ยวจิติญญาท่านจักรพรรดิเมื่อใด?”
“ห้าปีกว่าขอรับ”หลิวเย่ตอบตามตรงเมื่อไม่พบเจตนาร้ายใดๆจากจ้าวตง
“แค่ห้าหกปีเท่านั้นแล้วเหตุใดเ้าถึงสามารถบรรลุขอบเขตแกนเทพได้อย่างรวดเร็วนักเล่า?”
จ้าวตงอุทานอย่างตื่นใที่พบว่าหลิวเย่สามารถก้าวขึ้นสู่ขอบเขตแกนเทพด้วยระยะเวลาอันสั้น
“เอ่อ ข้าก็ไม่รู้เหมือนกันขอรับ”หลิวเย่ไม่รู้จะตอบอย่างไรดี เขาจึงเลือกที่จะปฏิเสธทางอ้อมแทน
“ที่ดาวเคราะห์สีน้ำเงินของเ้ามีพลังฉีเข้มข้นมากกว่าที่นี่อย่างนั้นหรือ?” จ้าวตงถามอย่างแปลกใจ
“เอ่อ ใช่ขอรับ”หลิวเย่โกหกทันทีเพราะเขาไม่สามารถหาเหตุผลปกติมาอธิบายได้
“เช่นนั้นเ้าบอกได้หรือไม่ว่าดาวเคราะห์บ้านเกิดของเ้านั้นอยู่ที่ใด?”จ้าวตงยังไม่ยอมแพ้และถามประเด็นสำคัญเกี่ยว
กับพิกัดของดาวบ้านเกิดหลิวเย่เพราะเขา้าไปพิสูจน์ถึงพลังฉีที่เข้มข้นมากกว่าที่นี่
“ข้าไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ใดเหมือนกันขอรับเพราะข้ามาที่นี่ได้ยังไงก็ยังแปลกใจเหมือนกัน”
หลิวเย่ไม่กล้าพูดเื่ประตูเวลาและเทเลพอร์ตดังนั้นเขาจึงเลือกที่จะโกหกต่อไป
“เฮ้อ แย่จริง”จ้าวตงถอนหายใจและส่ายหน้าด้วยความเสียดาย
เขาไม่พบร่องรอยการโกหกจากหลิวเย่ซึ่งทำให้เขาหมดหนทางพิสูจน์ถึงโลกอื่นที่เหนือกว่าโลกเทียนถังได้
เนื่องจากจ้าวตงเคยอ่านตำราเล่มหนึ่งแล้วพบว่ามีบันทึกการเดินทางของท่านจักรพรรดิะหลิวเย่
ซึ่งได้บันทึกข้อความสั้นๆไว้ว่า
“เมื่อครั้งหนึ่งได้มีโอกาสเดินทางผ่านห้วงเวลาอันพิศวงและพบกับโลกที่ซึ่งมีพลังฉีเข้มข้นเหมาะที่จะฝึกฝนยิ่ง
นัก”ข้อความต่อจากประโยคนั้นปรากฏว่าหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทำให้จ้าวตงรู้สึกสับสนงุนงงว่าบันทึกนั้นเป็จริงหรือไม่?
เมื่อเขาพบกับหลิวเย่ที่อ้างว่าเป็ศิษย์ของจักรพรรดิะหลิวเย่จึงเป็โอกาสที่จะได้สอบถามความจริง
แต่ทว่าข้อมูลที่ได้รับจากหลิวเย่แทบไม่มีประโยชน์อันใด
จ้าวตงจึงโบกมือให้หลิวเย่ไปช่วยดูความเรียบร้อยทั่วไปของโรงครัว
เพราะต้องประชุมร่วมกับผู้าุโทั้งห้าคนก่อนมอบหมายงานหน้าที่รับผิดชอบเฉพาะให้กับหลิวเย่ได้
“เ้าไปดูความเรียบร้อยโรงครัวของสำนักก่อนเถิด”
“ขอรับ”หลิวเย่ตอบรับอย่างจำยอม
ก่อนไปหลิวเย่สังเกตพบว่าการประลองแต่ละลานมีการต่อสู้อันน่าตื่นตาตื่นใจ
ผู้เข้าร่วมคัดเลือกต่างเข้าต่อสู้โรมรันกันอย่างจริงจังแต่ไม่มีอาวุธเข้าร่วมต่อสู้แต่อย่างใด
เขาคิดในใจอย่างมุ่งมั่นว่า“เราต้องหาทางไปดูแลหอตำราให้ได้”
..........
หลิวเย่เหินตัวบินตรงไปยังโรงครัวที่อยู่ด้านทิศตะวันตกของอาณาเขตสำนักเหมันต์
เมื่อมาถึงโรงครัวอันโอ่อ่าและมีพ่อครัวแม่ครัวราวร้อยคนกำลังปรุงอาหารส่วนหนึ่งหั่นผักและหั่นเนื้อส่วนหนึ่ง
“เฮ้เ้าหนุ่มนั่น เ้ามาใหม่รึ มาช่วยงานทางนี้เร็วๆ”
ชายวัยกลางคนรูปร่างอ้วนตุ้ยนุ้ยกวักมือเรียกหลิวเย่เมื่อมองเห็นเขาเดินสำรวจโรงครัว
เขาจึงคิดไปว่าหลิวเย่เป็คนงานใหม่ที่ทางผู้าุโเผิงส่งมาช่วยงาน
“ข้าหรือ?”หลิวเย่สับสนและชี้นิ้วใส่หน้าตนเองเป็เชิงถามย้ำเพื่อความแน่ใจ
“ก็เ้านั่นแหละ”ชายอ้วนพยักหน้ายืนยันด้วยสีหน้าไม่พอใจที่มองเห็นท่าทีแข็งกร้าวของหลิวเย่
“ข้าได้รับคำสั่งจากท่านเ้าสำนักให้มาตรวจสอบความเรียบร้อยของที่นี่”
หลิวเย่บอกตามตรงพร้อมกับปล่อยออร่าทรงพลังขอบเขตแกนเทพออกมาโดยตรง
“โอ๊ะ!”ชายอ้วนตื่นตะลึงที่พบว่าชายหนุ่มตรงหน้าแข็งแกร่งและทรงพลังเทียบเท่ากับผู้าุโเผิง
เขารีบปรับเปลี่ยนท่าทีตนเองทันทีเพราะตระหนักได้ว่าหลิวเย่คงไม่ได้โกหกตนเองแน่นอน
และที่สำคัญคือหลิวเย่แข็งแกร่งอย่างชัดเจน
“แฮะแฮะเช่นนั้นท่านคงเป็ผู้าุโคนใหม่ใช่หรือไม่?”
ชายอ้วนโค้งตัวอย่างนอบน้อมและทักทายหลิวเย่อย่างเขินอาย
“อืม ใช่”หลิวเย่พยักหน้ารับอย่างมั่นใจ
“ข้ามีชื่อว่า โหวพั้งจื่อมีหน้าที่ดูแลโรงครัว เช่นนั้นท่านผู้าุโมีนามว่าอย่างไร?”ชายอ้วนถามชื่อหลิวเย่โดยตรง
“หลิวเย่”หลิวเย่บอกชื่ออย่างสบายใจ
“โอ้ท่านผู้าุโหลิวตอนนี้พวกเรากำลังปรุงอาหารสำหรับท่านเ้าสำนักและผู้าุโทุกท่านอยู่ขอรับอีกครู่หนึ่งก็จะ
เสร็จแล้วขอรับ” ชายอ้วนรายงานหลิวเย่อย่างนอบน้อม
“ทำงานของพวกเ้าต่อไปเถิด”หลิวเย่พยักหน้ารับรู้และโบกมือให้ชายอ้วนกลับไปทำหน้าที่ของตนเองต่อไป
“ขอรับ”พั้งจื่อยิ้มรับและหันหลังกลับไปตรวจสอบการทำงานของคนครัวต่อไป
หลิวเย่เดินไปดูการปรุงรสอาหารของคนครัวคนหนึ่งที่ยืนอยู่ใกล้ๆและได้กลิ่นไม่ชวนอยากอาหาร
“ท่านจะตรวจสอบรสชาติอาหารหรือไม่ขอรับ?”ชายหนุ่มที่กำลังปรุงรสอาหารหันหน้ามาถามหลิวเย่อย่างสุภาพ
“ใช่”หลิวเย่้าทดสอบรสชาติอาหารของที่นี่เพราะเคยมีประสบการณ์อาหารที่รสชาติไม่อร่อยของโรงเตี๊ยม
ชายหนุ่มนำทัพพีตักน้ำซุปจำนวนหนึ่งแล้วนำใส่ชามใบเล็กมายื่นให้หลิวเย่
เขายกชามจรดริมฝีปากและยกดื่มเล็กน้อยพบว่ามีรสชาติหวานปะแล่มๆเค็มมากซึ่งไม่อร่อยเลย
“อึ๊ก แค๊กๆ”หลิวเย่ทำหน้าเหยเกและไอจากอาการระคายคอ
เขาเหลือบมองเห็นเครื่องปรุงอาหารที่มีอยู่อย่างจำกัดจึงส่ายหน้าอย่างไม่พอใจ
จากนั้นหลิวเย่หยิบโถผงปรุงรส์ออกมาจากมิติพื้นที่และยื่นให้กับชายหนุ่มพร้อมบอกปริมาณใช้งาน
“เ้าลองใส่ผงปรุงรสนี่ลงไปในหม้อน้ำซุปสักหนึ่งในสิบของทัพพีดูสิ”
“ขอรับ”
ชายหนุ่มเทผงปรุงรส์ใส่ทัพพีตามปริมาณที่หลิวเย่แนะนำและนำไปใส่ในหม้อก่อนคนไปมา
ครู่หนึ่งเกิดกลิ่นหอมจนทำให้คนครัวอื่นๆหันหน้ามองหาต้นตอของกลิ่นชวนน้ำลายสอนั้น
“อื้อ หอมจริงๆกลิ่นมาจากทางไหนกัน?”
คนครัวต่างเชิดหน้าขึ้นพร้อมกับจมูกที่ขยายออกสูดกลิ่นหอมและเดินมุ่งหน้าตามกลิ่นด้วยสีหน้าประหลาดใจ
โหวพั้งจื่อมีท่าทางไม่แตกต่างจากคนอื่นเขาพุ่งตัวมายังตำแหน่งของหม้อซุปที่หลิวเย่ยืนอยู่
“อาเหอเ้าใส่อะไรเข้าไปในน้ำซุปหรือ ทำไมมันหอมหวนชวนกินเช่นนี้”เขาถามชายหนุ่มตรงหน้าอย่างตื่นเต้น
อาเหอเกาหัวตอบอย่างเขินอายว่า“นั่นเป็เพราะท่านผู้าุโนำผงปรุงรสโถนี้มาให้ข้าเติมในหม้อซุปน่ะ”
อาเหอหยิบโถผงปรุงรส์ยื่นให้กับโหวพั้งจื่อโดยตรง
“นี่!มันคือผงปรุงรสที่เป็ดั่งรส์แน่นอน”
โหวพั้งจื่อมีท่าทางตื่นเต้นยินดียิ่งกว่าเดิมเมื่อได้ดมกลิ่นของผงปรุงรส
อาเหอเทน้ำซุปใส่ชามเล็กอีกใบและยื่นให้โหวพั้งจื่อได้ทดลองชิมรสชาติ
โดยที่ตัวอาเหอเองก็กลืนน้ำลายเพราะ้าทดสอบรสชาติอันหอมหวนนี้เช่นกัน
“อื้มอร่อยจริงๆ วิเศษมาก!” โหวพั้งจื่อตาโตตื่นเต้นและเอ่ยชมเสียงดังเมื่อได้ชิมน้ำซุปคำแรก
“ท่านผู้าุโหลิวท่านได้ผงปรุงรส์นี้มาจากที่ใดกัน?”
โหวพั้งจื่อถามหลิวเย่โดยตรงเมื่อมองเห็นหลิวเย่ยืนกอดอกอยู่อย่างสงบนิ่ง
“หากเ้ามีใบเว่ยแบบนี้เ้าก็สามารถทำผงปรุงรส์ได้อย่างง่าย”หลิวเย่ตอบกลับอย่างสบายใจ
และเขาส่งภาพใบเว่ยเข้าสู่จิติญญาของโหวพั้งจื่อโดยตรง
“เอ ภาพใบเว่ยรึคุ้นๆนะขอรับ” โหวพั้งจื่อขมวดคิ้วแน่นและครุ่นคิดว่าตนเคยพบใบเว่ยจากที่ใดมาก่อน
“เช่นนั้นเ้าจงใช้ผงปรุงรส์นี่นำไปปรุงอาหารก่อนเถิด”
หลิวเย่บอกโหวพั้งจื่อใช้ผงปรุงรสเพื่อเพิ่มรสชาติแสนอร่อยสำหรับเ้าสำนักเหมันต์และผู้าุโทุกคน
“ขอรับผู้าุโหลิว” โหวพั้งจื่อตอบรับอย่างยินดี
จากนั้นเขานำผงปรุงรสไปปรุงอาหารในรายการอื่นๆซึ่งทำให้โรงครัวเวลานี้มีกลิ่นหอมตลบอบอวลไปทั่ว