ฝนตกั้แ่ห้าโมงเย็น
ตอนแรกมันเป็เพียงเส้นบาง ๆ บนกระจกสำนักงาน เส้นใสที่ไหลลงมาช้า ๆ ระหว่างที่คนในแผนกทยอยปิดคอมพิวเตอร์ เก็บแก้วกาแฟ ลากเก้าอี้เข้าที่ แล้วบอกลากันด้วยประโยคสั้น ๆ เหมือนทุกวัน
"กลับก่อนนะ"
"พรุ่งนี้เจอกัน"
"อย่าลืมส่งไฟล์ด้วย"
ประโยคสุดท้ายเป็ประโยคที่นทีได้ยินบ่อยที่สุดในชีวิต่หลัง
เขาพยักหน้าโดยไม่หันไปมองใคร นิ้วมือยังวางอยู่บนแป้นพิมพ์ ตรงหน้าคือหน้าจอที่มีตารางงานเปิดค้างไว้หลายช่อง มีช่องหนึ่งถูกไฮไลต์สีแดง มีข้อความว่า "ด่วนมาก" ต่อท้ายด้วยเครื่องหมายใสองตัว
โทรศัพท์ของเขาสั่น
บนหน้าจอมีชื่อแม่
นทีมองมันอยู่สองวินาที
สองวินาทีไม่ยาวพอให้ใครเรียกว่าเป็การตัดสินใจ แต่ยาวพอให้คนหนึ่งรู้ว่าตัวเองกำลังเลือกอะไร เขากดปุ่มปิดเสียง วางโทรศัพท์คว่ำหน้าลงข้างแป้นพิมพ์ แล้วลากเมาส์กลับไปที่ไฟล์งาน
ข้อความจากเพื่อนเก่าคนหนึ่งเด้งขึ้นตามมา
คืนนี้ว่างไหม ร้านเดิมปิดสิ้นเดือนนี้แล้วนะ
นทีอ่านจบ
เขาไม่ได้ตอบ
ไม่ใช่เพราะไม่อยากตอบ แต่เพราะถ้าตอบว่า "ไม่ว่าง" เขาจะต้องยอมรับว่าไม่ว่างเพราะงาน ถ้าตอบว่า "ไว้วันหลัง" เขาจะต้องยอมรับว่าพูดคำนี้มาหลายปีจนมันแทบไม่มีความหมาย
เขาปัดแจ้งเตือนทิ้ง
ช่องสีแดงบนหน้าจอยังรออยู่
นทีอายุสามสิบสองปี
ไม่เด็กพอจะบอกว่าตัวเองเพิ่งเริ่มทำงาน และไม่แก่พอจะยอมรับว่าบางส่วนในชีวิตเริ่มแข็งตัวเหมือนปูนที่แห้งไปแล้ว เขาเป็พนักงานออฟฟิศธรรมดาในอาคารธรรมดา ทำงานกับไฟล์ธรรมดา ประชุมธรรมดา กินข้าวกล่องธรรมดา และกลับห้องพักธรรมดาในเวลาไม่ค่อยธรรมดา
คืนนี้ก็เช่นกัน
เมื่อเขาปิดคอมพิวเตอร์ ไฟในชั้นทำงานดับไปแล้วเกือบหมด เหลือเพียงไฟทางเดินสีขาวเย็นกับเสียงเครื่องปรับอากาศที่เหมือนยังทำงานแทนคนทั้งออฟฟิศ นทีหยิบกระเป๋าสะพาย ล็อกลิ้นชัก แล้วเดินไปที่ลิฟต์
โทรศัพท์สั่นอีกครั้ง
แม่ส่งข้อความมา
กินข้าวหรือยัง
เขาพิมพ์ว่า กินแล้ว
เขายังไม่ได้กิน
ในกระจกเงาข้างประตูลิฟต์ เขาเห็นผู้ชายคนหนึ่งที่ดูเหมือนตัวเอง แต่ซีดกว่า เหนื่อยกว่า และเงียบกว่าที่จำได้
ลิฟต์ลงช้า
ระหว่างตัวเลขค่อย ๆ ลดจากสิบหก สิบห้า สิบสี่ เขาหยิบโทรศัพท์ขึ้นมาเปิดแผนที่
มันเป็นิสัยที่ไม่จำเป็
เขาเดินทางกลับห้องพักเส้นทางเดิมมาเกือบห้าปี ต่อให้หลับตาก็น่าจะรู้ว่าต้องเลี้ยวซ้ายตรงไหน ข้ามถนนตรงไหน และรอรถเมล์สายไหน แต่ทุกคืน นทียังเปิดแผนที่เหมือน้าให้จุดสีน้ำเงินเล็ก ๆ บนหน้าจอยืนยันว่าเขายังอยู่ตรงที่ควรอยู่
ข้างนอกอาคาร ฝนยังตก
ไม่หนักพอให้ใครเรียกว่าพายุ แต่ตกนานพอให้เมืองทั้งเมืองดูเหมือนถูกล้างสีออก เหลือเพียงเทา ดำ และแสงไฟจากร้านที่สะท้อนบนพื้นเปียก
นทีกางร่ม
เสียงฝนกระทบผ้าใบดังเบา ๆ เหนือหัว เสียงรถบนถนนลากยาวเหมือนคลื่นที่ไม่มีทะเล เขาเดินก้มหน้า หลบแอ่งน้ำ หลบคนที่รีบกลับบ้านเหมือนกัน และหยุดใต้ป้ายรถเมล์ที่ควรจะอยู่ตรงมุมถนน
แต่ป้ายรถเมล์ไม่อยู่
นทีเงยหน้าขึ้น
ตรงนั้นมีเสาไฟ มีถังขยะสีเขียว มีร้านขายน้ำเต้าหู้ที่ปิดไฟแล้ว แต่ป้ายรถเมล์ที่เคยอยู่ตรงนั้นทุกวันหายไป ราวกับมีใครถอนมันออกไปอย่างเงียบ ๆ ระหว่างที่เขาก้มดูโทรศัพท์
เขาขมวดคิ้ว เปิดแผนที่อีกครั้ง
จุดสีน้ำเงินหมุนเป็วงเล็ก ๆ แล้วหยุด
ข้อความบนหน้าจอขึ้นว่า
ไม่พบตำแหน่งนี้
"อะไรของมัน"
เขาพูดกับโทรศัพท์มากกว่าพูดกับตัวเอง
นทีเดินต่อไปอีกนิด คิดว่าตัวเองอาจจำมุมถนนผิด เพราะฝนทำให้ทุกอย่างดูคล้ายกันไปหมด แต่ยิ่งเดิน เมืองก็ยิ่งแปลกออกไป ร้านสะดวกซื้อที่เคยเปิดยี่สิบสี่ชั่วโมงกลับปิดประตูเหล็กลงมา ป้ายไฟร้านขายยาเปลี่ยนเป็สีเหลืองเก่า ทั้งที่เมื่อวานยังเป็สีเขียวสว่าง
ถนนเส้นเดิมมีซอยเล็ก ๆ เพิ่มขึ้นมา
มันอยู่ใต้สะพานลอยที่นทีเดินผ่านทุกวัน ซอยแคบมากจนถ้าไม่ตั้งใจมองคงคิดว่าเป็ช่องระหว่างอาคาร แต่คืนนี้ในซอยนั้นมีแสงไฟอุ่น ๆ รั่วออกมาเหมือนมีร้านเล็ก ๆ เปิดอยู่ด้านใน
เหนือทางเข้า มีป้ายไม้เก่าแขวนอยู่
ตัวอักษรบนป้ายเขียนว่า
รอยต่อ
ลูกศรเล็ก ๆ ชี้เข้าไปในตรอก
นทีมองป้ายนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
เขาไม่เคยเห็นมันมาก่อน
แล้วไฟดวงหนึ่งในตรอกก็ติดขึ้น
ไม่ใช่ติดแบบไฟฟ้ากระพริบ แต่ค่อย ๆ สว่างขึ้นเหมือนมีใครหรี่ตะเกียงจากด้านใน มันสว่างพอให้เห็นพื้นหินเปียก และพอดีกับจังหวะที่นทีขยับเท้าเข้าใกล้
เขาหยุด
ไฟก็หยุดสว่างเพิ่ม
นทีถอยหลังครึ่งก้าว
แสงในตรอกไม่ดับ แต่มันดูเหมือนรอ
เขาบอกตัวเองว่ามันคงเป็เซนเซอร์ตรวจจับการเคลื่อนไหว หรือร้านใหม่ หรือทางลัดที่เพิ่งเปิด เมืองหลวงมีเื่ประหลาดพอให้คนเหนื่อย ๆ ไม่ต้องเสียเวลาสงสัยทุกเื่
เขาหันกลับไปมองถนนใหญ่
ฝนตกหนาขึ้น รถเมล์ไม่มา แผนที่ยังไม่พบตำแหน่ง รองเท้าของเขาเริ่มชื้นจนถุงเท้าเย็น และข้อความจากแม่ยังค้างอยู่ในใจเหมือนประโยคที่ตอบผิดไปแล้วแก้ไม่ได้
นทีถอนหายใจ
"ทางลัดก็ทางลัด"
เขาก้าวเข้าไปในตรอก
เสียงฝนเบาลงทันที
ไม่ใช่เบาลงเพราะมีหลังคา เพราะตรอกนั้นไม่มีหลังคา มีเพียงอาคารเก่าสองฝั่งและสายไฟพาดไปมาเหนือหัว แต่เสียงฝนจากถนนใหญ่เหมือนถูกปิดไว้ข้างหลัง เหลือเพียงเสียงหยดน้ำตกจากชายคา เสียงพื้นรองเท้ากระทบน้ำ และเสียงหัวใจของเขาที่เริ่มดังขึ้นอย่างไม่มีเหตุผล
ตรอกยาวกว่าที่ควรจะเป็
นทีเดินไปเรื่อย ๆ ร่มในมือเริ่มไม่จำเป็ เพราะฝนในตรอกตกเบาจนแทบเป็ละออง โคมไฟติดขึ้นทีละดวงเมื่อเขาเดินผ่าน แล้วหรี่ลงเมื่อเขาผ่านไป ไม่ดับสนิท แต่ไม่สว่างให้ใครที่ยังไม่มาถึง
เขาเหลียวกลับไปครั้งหนึ่ง
ทางเข้าตรอกยังอยู่ แต่ดูไกลเกินกว่าที่เขาเพิ่งเดินผ่านมา
แสงไฟข้างหน้าชัดขึ้น
มันไม่ใช่แสงไฟนีออน ไม่ใช่แสงจากร้านสะดวกซื้อหรือป้ายโฆษณา แต่เป็แสงสีอำพันนุ่ม ๆ เหมือนแสงจากโคมไฟเก่าในบ้านใครสักคน กลิ่นฝนผสมกับกลิ่นกระดาษ กลิ่นไม้เปียก และกลิ่นบางอย่างที่เขานึกชื่อไม่ออก แต่ทำให้คิดถึงห้องสมุดในโรงเรียนประถม
ตรอกเปิดออก
แล้วนทีก็หยุดเดิน
ข้างหน้าเขาไม่ใช่ทางลัด
มันเป็เมือง
ถนนหินเปียกฝนทอดยาวออกไปใต้แสงโคม ร้านค้าเรียงตัวสองข้างทางเหมือนย่านเก่าที่ถูกเก็บรักษาไว้จากเวลาคนละยุค มีร้านล้างรูปที่หน้าต่างเต็มไปด้วยภาพถ่ายไม่มีคน มีร้านซ่อมนาฬิกาที่นาฬิกาทุกเรือนบนผนังหยุดอยู่คนละเวลา มีร้านขายตั๋วที่ไม่มีป้ายบอกปลายทาง และมีอาคารเล็ก ๆ อยู่กลางลาน ด้านหน้าอาคารนั้นแขวนป้ายทองเหลืองเขียนว่า
ต้อนรับผู้มาเยือน
ตอนที่นทีอ่านคำว่า "ผู้มาเยือน" กระดิ่งเล็ก ๆ จากร้านใดร้านหนึ่งดังขึ้นหนึ่งครั้ง
เหมือนเมืองได้ยินว่าเขาอ่านออกแล้ว
นทีถอยหลังหนึ่งก้าว
โทรศัพท์ในมือดับไปเอง
เขากดปุ่มเปิด หน้าจอสว่างขึ้น แผนที่ยังค้างอยู่ที่ข้อความเดิม
ไม่พบตำแหน่งนี้
"ขอโทษนะครับ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นจากอาคารต้อนรับ
นทีสะดุ้ง
หลังเคาน์เตอร์ไม้ มีชายคนหนึ่งยืนอยู่ เขาสวมเสื้อโค้ตสีเข้มเรียบ ๆ ไม่เหมือนพนักงานรักษาความปลอดภัย ไม่เหมือนพนักงานโรงแรม และไม่เหมือนใครที่ควรอยู่ในตรอกหลังฝนตกตอนเกือบสี่ทุ่ม
ชายคนนั้นวางมือลงบนสมุดเล่มใหญ่ที่เปิดอยู่บนเคาน์เตอร์
"คุณน่าจะมาทางนี้"
น้ำเสียงของเขาสุภาพ สงบ และไม่แสดงความประหลาดใจเลยแม้แต่น้อย เหมือนการที่พนักงานออฟฟิศเปียกฝนคนหนึ่งเดินเข้ามาในเมืองที่ไม่มีอยู่บนแผนที่เป็เื่ที่เกิดขึ้นได้ทุกคืน
นทีมองซ้ายขวา
"ที่นี่ที่ไหน"
ชายหลังเคาน์เตอร์ยิ้มจาง ๆ
"นครรอยต่อครับ"
"นครอะไรนะ"
"นครรอยต่อ"
นทีหัวเราะออกมาเบา ๆ ไม่ใช่เพราะขำ แต่เพราะสมองยังหาที่วางให้สถานการณ์นี้ไม่ได้
"นี่เป็... ตลาดอะไรหรือเปล่า ผมหลงทาง ผมแค่จะกลับบ้าน"
"ครับ"
คำตอบนั้นสั้นเกินไปจนเขาหงุดหงิด
"ครับนี่หมายความว่ายังไง"
"หมายความว่าคุณหลงทาง และคุณกำลังจะกลับบ้าน"
ชายคนนั้นก้มมองสมุดทะเบียนตรงหน้า ปลายนิ้วแตะริมกระดาษอย่างเบามาก
"หลายคนมาถึงที่นี่ในระหว่างสองอย่างนั้น"
นทีขมวดคิ้ว
"คุณเป็ใคร"
"ภาคินครับ เ้าหน้าที่ต้อนรับ"
"ต้อนรับอะไร"
"ผู้มาเยือน"
คำว่า "ผู้มาเยือน" ทำให้นทีรู้สึกแปลก มันสุภาพเกินไปสำหรับคนหลงทาง และจริงจังเกินไปสำหรับเื่เข้าใจผิด เขาก้าวเข้าใกล้เคาน์เตอร์อีกนิด เห็นสมุดทะเบียนเล่มใหญ่มาก ปกสีเข้ม ขอบกระดาษเหลืองเก่า แต่หน้าที่เปิดอยู่กลับขาวเหมือนเพิ่งถูกวางลงเมื่อเช้า
บนหน้ากระดาษมีเส้นบรรทัดเรียงกันอย่างเป็ระเบียบ
บรรทัดหนึ่งมีหมึกสีดำซึมขึ้นมาเองช้า ๆ
นทีผงะ
"เมื่อกี้... คุณเห็นไหม"
ภาคินมองหน้ากระดาษ
ครู่หนึ่ง สีหน้าสงบของเขาเปลี่ยนไปเพียงเล็กน้อย เล็กจนถ้าไม่ใช่เพราะนทีกำลังจ้องอยู่คงไม่เห็น เหมือนคนที่พบรอยพับในจดหมายเก่าที่จำได้ว่าไม่เคยพับ
ภาคินวางฝ่ามือลงบนหน้ากระดาษ
ไม่ได้ปิดสมุดทันที
เขารอหนึ่งลมหายใจ
แล้วจึงปิดมันอย่างนุ่มนวล
"บางครั้งทะเบียนมาถึงก่อนชื่อครับ"
"ผมไม่เข้าใจ"
"ไม่เป็ไรครับ คนส่วนใหญ่ก็เริ่มจากตรงนั้น"
นทีอยากเดินหนี
แต่เขาไม่รู้ว่าจะเดินไปทางไหน
ทางที่เขาเข้ามาอยู่ด้านหลัง แต่เมื่อมองกลับไป ตรอกที่ควรเชื่อมกับใต้สะพานลอยกลับกลายเป็ถนนอีกเส้นหนึ่ง มีแสงไฟร้านเล็ก ๆ สะท้อนบนพื้นน้ำขัง ไม่มีเสียงรถ ไม่มีป้ายรถเมล์ ไม่มีเมืองที่เขารู้จัก
"ฟังนะครับ" นทีพยายามพูดให้เสียงมั่นคง "ผมไม่รู้ว่าที่นี่คือที่ไหน หรือคุณจัดงานอะไร แต่ผมต้องกลับบ้าน พรุ่งนี้ผมมีประชุมเช้า"
ภาคินพยักหน้าเหมือนเข้าใจความสำคัญของประชุมเช้าอย่างแท้จริง
"ถ้าอย่างนั้น ผมพาคุณไปดูทางออกได้ครับ"
"ทางออก?"
"ครับ แต่ระหว่างทาง อาจมีบางสิ่งที่คุณควรรู้ก่อน"
นทีไม่ตอบ
เขาไม่ชอบคำว่า "ควร" จากคนแปลกหน้า โดยเฉพาะคนแปลกหน้าที่ยืนอยู่หลังสมุดซึ่งมีหมึกเขียนเองได้ แต่ในเมืองที่แผนที่หาไม่เจอ การเดินตามคนที่ดูเหมือนรู้ทางก็ดูเป็ทางเลือกที่มีเหตุผลที่สุด
ภาคินเดินออกจากหลังเคาน์เตอร์
เขาไม่ได้ถือร่ม ทั้งที่ฝนยังตกเป็ละอองบาง ๆ แต่เสื้อโค้ตของเขาไม่เปียก นทีสังเกตเห็นเื่นั้นแล้วตัดสินใจไม่ถาม เพราะคืนนี้มีสิ่งที่ไม่ควรถามมากเกินไปแล้ว
ทั้งสองเดินผ่านถนนกลางเมือง
ร้านแรกที่ผ่านคือร้านล้างรูป
ในตู้โชว์หน้าร้านมีภาพถ่ายขาวดำหลายใบ บางใบเป็โต๊ะอาหารว่างเปล่า บางใบเป็สนามเด็กเล่นกลางแดด บางใบเป็หน้าต่างห้องที่มีผ้าม่านปลิว แต่ทุกภาพไม่มีคน แม้เงาบนพื้นในภาพจะบอกชัดว่าควรมีใครสักคนยืนอยู่ตรงนั้น
เมื่อนทีหยุดมองภาพโต๊ะอาหารว่างเปล่า ไฟในร้านล้างรูปสว่างขึ้นเล็กน้อย
เขานึกถึงโต๊ะกินข้าวในห้องตัวเอง
โต๊ะที่ไม่เคยใช้กินข้าว
ถัดไปคือร้านซ่อมนาฬิกา
นาฬิกาแขวนเต็มผนังจนเหมือนฝูงตากลม ๆ ที่จับจ้องคนเดินผ่าน บางเรือนไม่มีเข็ม บางเรือนมีเข็มมากเกินไป บางเรือนเดินถอยหลังอย่างช้า ๆ
ร้านขายตั๋วอยู่ถัดจากนั้น
บนเคาน์เตอร์หน้าร้านมีตั๋วหลายใบวางเรียงกัน แต่แทนที่จะเขียนชื่อสถานีหรือปลายทาง กลับเขียนข้อความอย่าง "วันสุดท้ายที่กล้าพูด", "โอกาสที่ไม่เคยใช้", "สามนาทีที่ควรอยู่ต่อ"
นทีหยุดอ่านโดยไม่รู้ตัว
ตรงคำว่า "สามนาทีที่ควรอยู่ต่อ" มีหยดน้ำหยดหนึ่งตกลงบนกระดาษ ทั้งที่ตั๋วอยู่ใต้กันสาด
หมึกไม่เลอะ
มันเพียงเข้มขึ้น
"นี่มันอะไรกัน"
"สินค้า" ภาคินตอบ
"สินค้า?"
"บางคนมาที่นี่เพื่อตามหาสิ่งที่ซื้อจากที่อื่นไม่ได้"
นทีหันไปมองเขา
"เช่น?"
"เวลา ความทรงจำ โชค คำลา ความฝัน บางครั้งก็ชื่อของตัวเอง"
นทีเงียบไป
คำตอบนั้นควรทำให้เขาหัวเราะ ควรทำให้เขาถามว่ากล้องซ่อนอยู่ตรงไหน หรือใครจ้างนักแสดงมาแกล้งคนเหนื่อย ๆ หลังเลิกงาน แต่ถนนเปียกฝนตรงหน้า กลิ่นกระดาษในอากาศ และแสงไฟจากร้านเหล่านี้ทำให้เขาไม่กล้าหัวเราะ
"แล้วต้องจ่ายด้วยอะไร"
ภาคินมองเขา
"แล้วแต่สิ่งที่ขอครับ"
"เงิน?"
"บางร้านรับเงิน แต่เงินมักซื้อได้แค่ของที่เงินควรซื้อได้"
"แล้วอย่างอื่นล่ะ"
"ทุกสิ่งมีราคา"
ภาคินพูดประโยคนั้นโดยไม่ทำให้มันฟังดูน่ากลัว เขาพูดเหมือนบอกว่าฝนตก หรือเหมือนบอกว่าถนนเปียกต้องเดินระวัง
"และไม่มีสิ่งใดได้มาฟรี"
นทีรู้สึกหนาวขึ้นมา ทั้งที่อากาศในเมืองไม่ได้เย็นนัก
"ผมไม่ได้อยากซื้ออะไร"
"ผมยังไม่ได้บอกว่าคุณอยากซื้อครับ"
"งั้นพาผมกลับบ้าน"
ภาคินหยุดเดิน
ทั้งคู่ยืนอยู่กลางลานเล็ก ๆ ที่มีทางแยกหลายทาง แสงจากร้านค้าทำให้พื้นถนนดูเหมือนเต็มไปด้วยทางเลือกที่ถูกวางไว้เงียบ ๆ ทางหนึ่งทอดไปยังตรอกมืดที่ดูคล้ายทางกลับถนนใหญ่ อีกทางหนึ่งสว่างกว่า มีเสียงกระดิ่งเบา ๆ ดังมาจากปลายทาง
นทีกำสายกระเป๋าแน่น
"ผมพรุ่งนี้มีงาน"
"ครับ"
"ผมค้างงานไว้"
"ครับ"
"ผมต้องกลับไปนอน อย่างน้อยก็สักสี่ชั่วโมง"
"ครับ"
ความสุภาพของภาคินทำให้นทีหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิม
"คุณพูดเป็แต่คำว่าครับหรือไง"
ภาคินไม่ได้โกรธ
"ผมกำลังฟังอยู่"
คำตอบนั้นทำให้นทีพูดไม่ออกไปครู่หนึ่ง
เขาไม่แน่ใจว่าครั้งสุดท้ายมีใครฟังเขาจริง ๆ เมื่อไร ในที่ทำงาน ทุกคนฟังเพื่อรอคิวพูดต่อ ในห้องประชุม ทุกคนฟังเพื่อจับผิด ในโทรศัพท์ แม่ฟังเพื่อถามว่าเขากินข้าวหรือยัง และเขาตอบว่า "กินแล้ว" แม้หลายครั้งจะยังไม่ได้กิน
ภาคินมองไปยังทางที่ดูเหมือนทางกลับ
"คุณบอกว่าต้องกลับบ้าน"
"ใช่"
"ผมถามได้ไหมครับ"
"ถามอะไร"
ภาคินหันกลับมามองเขา
ก่อนจะพูด เขาหยุดไปหนึ่งจังหวะ
จังหวะนั้นสั้นมาก แต่ไม่เหมือนการลังเลว่าจะถามหรือไม่ มันเหมือนคนที่เคยถูกถามประโยคเดียวกันมาก่อน และยังไม่แน่ใจว่าตนตอบถูกหรือเปล่า
"คุณแน่ใจหรือครับ..."
นทีนิ่ง
"ว่าบ้านที่กำลังจะกลับไป ยังเป็บ้านหลังเดิม"
ฝนเบาลงจนแทบไม่ได้ยิน
ไม่ใช่หยุด
เพียงเบาลง เหมือนเมืองกำลังเงี่ยหูฟังคำตอบพร้อมกัน
นทีอยากตอบทันทีว่าแน่ใจ บ้านก็คือห้องเช่าชั้นเจ็ดในอาคารสีเทา มีประตูเหล็ก มีโต๊ะทำงาน มีเตียง มีปลั๊กไฟข้างหัวเตียงที่หลวมจนต้องขยับก่อนเสียบชาร์จ มีตู้เย็นเล็กที่มีน้ำเปล่าสองขวดกับข้าวกล่องค้างคืน
แต่นั่นคือที่อยู่
ไม่ใช่คำตอบของคำว่าบ้าน
ภาพห้องของเขาผุดขึ้นมา
โต๊ะกินข้าวที่ไม่เคยใช้กินข้าว เพราะเต็มไปด้วยเอกสาร ใบเสร็จ กล่องพัสดุที่ยังไม่แกะ เก้าอี้อีกตัวที่ไม่มีใครนั่งมานานจนเขาเอาเสื้อผ้าไปพาดไว้แทน หน้าต่างที่มองออกไปเห็นตึกอีกตึกหนึ่ง และเตียงที่เขาทิ้งตัวลงไปทุกคืนเหมือนคนหมดแบตเตอรี่
เขานึกถึงโทรศัพท์ที่สั่นในออฟฟิศ
ชื่อแม่บนหน้าจอ
ข้อความจากเพื่อนเก่า
คำว่า กินแล้ว ที่เขาส่งออกไปทั้งที่ยังไม่ได้กิน
เขานึกถึงครั้งสุดท้ายที่เคยอยากกลับห้องจริง ๆ
นึกไม่ออก
เขานึกถึงคำว่า "กลับบ้าน" ที่พูดกับตัวเองทุกเย็น
มันอาจไม่ได้แปลว่าเขากำลังกลับไปยังที่ที่อยากอยู่
มันอาจแปลเพียงว่าเขาไม่รู้จะไปที่ไหนนอกจากที่นั่น
"คุณไม่มีสิทธิ์ถามแบบนั้น"
เสียงของนทีเบากว่าที่ตั้งใจ
ภาคินก้มศีรษะเล็กน้อย
"ขอโทษครับ"
คำขอโทษนั้นไม่ได้ทำให้คำถามหายไป
มันเพียงวางคำถามไว้ข้าง ๆ เขาอย่างสุภาพ เหมือนวางร่มไว้ให้คนที่ยังไม่ยอมรับว่าตัวเองเปียกฝน
นทีหันหน้าหนี
ตรงปลายทางสว่าง มีร้านเล็ก ๆ หลังหนึ่ง ประตูไม้สีเข้ม ป้ายเหนือประตูเขียนด้วยตัวอักษรสีทองว่า
ร้านขายโชค
ป้ายนั้นดูธรรมดาเกินไปสำหรับชื่อที่ไม่ธรรมดา
"ร้านนั้นขายอะไร"
นทีถามก่อนจะรู้ตัวว่าถาม
"โชคครับ"
"โชคแบบ... โชคดี?"
"บางคนเรียกอย่างนั้น"
"แล้วบางคนเรียกว่าอะไร"
ภาคินมองไปที่ร้าน
"โอกาสที่ไม่รู้ว่าจะใช้เป็หรือเปล่า"
ประตูร้านเปิดออกเอง
เสียงกระดิ่งดังขึ้นหนึ่งครั้ง
มันไม่ดังมาก แต่ในลานเงียบ ๆ เสียงนั้นเหมือนหยดน้ำตกลงกลางแก้วใส นทีรู้สึกว่ามีลมอุ่น ๆ พัดออกมาจากด้านใน กลิ่นกระดาษเปียกเปลี่ยนเป็กลิ่นไม้เก่า กลิ่นชา และกลิ่นบางอย่างคล้ายเหรียญที่ถูกกำไว้ในมือนาน ๆ
ในกระจกหน้าร้าน เขาเห็นเงาสะท้อนของตัวเอง
แต่เงานั้นยิ้ม
นทีถอยหลังครึ่งก้าว
"นั่นไม่ใช่ผม"
"อาจใช่"
ภาคินตอบ
"หรืออาจเป็คุณในวันที่เลือกอย่างอื่น"
"ผมไม่เข้าไป"
"ได้ครับ"
ภาคินพูดง่าย ๆ
ไม่มีการเร่ง ไม่มีการชักชวน ไม่มีมือที่ผลักจากด้านหลัง
นทีหันไปมองทางที่คล้ายทางกลับบ้าน มันยังอยู่ตรงนั้น ถนนเปียกฝนทอดยาวออกไปในความมืด มีแสงไฟถนนสีขาวอยู่ไกล ๆ เหมือนโลกเดิมยังไม่ปิดประตู
แล้วเขาก็มองร้านขายโชคอีกครั้ง
ภาคินเดินกลับไปที่เคาน์เตอร์ต้อนรับอย่างเงียบ ๆ สมุดทะเบียนเปิดรออยู่บนโต๊ะเหมือนรู้ว่าเขาจะกลับมา นทีเห็นจากระยะไกลว่าในหน้ากระดาษมีหมึกสีดำซึมขึ้นมาอีกครั้ง
คราวนี้มันเป็ชื่อ
แต่ชื่อของเขาซ้อนทับกันหลายชั้นจนอ่านไม่ชัด
ภาคินยืนนิ่ง
นานกว่าที่เ้าหน้าที่ต้อนรับควรนิ่ง
ปลายนิ้วของเขาแตะชื่อที่อ่านไม่ออก เหมือนชื่อซ้อนทับนั้นทำให้นึกถึงชื่ออื่นที่เคยหายไปจากหน้าเดียวกัน
นทีเห็นเพียงแวบเดียว ก่อนภาคินจะขยับมือกลับ
สีหน้าของเขากลับมาสงบ
แต่ความสงบนั้นไม่เหมือนเดิมเสียทีเดียว
นทีรู้สึกเหมือนกำลังยืนอยู่หน้าประตูสองบาน
บานหนึ่งพาเขากลับไปยังชีวิตที่รู้จักดี
อีกบานหนึ่งไม่ได้บอกว่าจะพาไปไหน
เขาควรเลือกบานแรก
มันปลอดภัยกว่า ง่ายกว่า อธิบายได้กว่า
แต่ในคืนนั้น ใต้ฝนที่ไม่ค่อยเหมือนฝน ในเมืองที่ไม่มีอยู่บนแผนที่ นทีพบว่าความปลอดภัยบางอย่างก็คล้ายห้องที่ล็อกจากด้านใน
เขายังไม่ก้าวเข้าไปในร้าน
ยังไม่เลือก
ยังไม่พูดอะไร
แต่ประตูร้านขายโชคเปิดค้างไว้ ราวกับรู้ว่าคนบางคนต้องใช้เวลาทั้งชีวิตเพื่อยอมรับว่าตัวเองอยากได้โอกาสอีกครั้ง
ภาคินหยิบปากกาขึ้นมา
ปลายปากกาของเขาหยุดอยู่เหนือบรรทัดหนึ่ง
จากนั้น เขาเขียนเพียงประโยคสั้น ๆ ลงไป
ผู้มาเยือนยังไม่เลือก
แต่ประตูเลือกเปิดแล้ว
เขารอให้หมึกแห้ง
ปิดสมุดทะเบียนอย่างเบามือ
และใต้บรรทัดสุดท้าย ตัวอักษรเล็ก ๆ ที่ภาคินไม่ได้เขียนก็ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นเอง
บันทึกฉบับนี้ ได้รับอนุญาตให้ถูกจดจำแล้ว
ภาคินมองประโยคนั้นอยู่ครู่หนึ่ง
จากนั้นจึงเงยหน้ามองประตูร้านขายโชคที่ยังเปิดค้าง
เสียงกระดิ่งดังขึ้นอีกครั้ง
และนครรอยต่อก็รออย่างใจเย็น