เอกพจน์ที่กำลังยืนคุยกับเพื่อนๆของเขาที่ไม่ได้เจอกันนานอยู่นั้น สายตาเขาเหลือบไปมองเห็นใบหน้าและท่าทางของปิ่นมณีที่ดูแปลกไปพร้อมกับความกังวลเล็กน้อยที่กำลังอยู่ในใจของเธอ
“ เป็อะไรไปลูก? ดูกังวลจัง “
ปิ่นมณีสบตาแล้วส่งรอยยิ้มแล้วส่ายหัวเล็กน้อยเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกกังวลเ่าั้ มณีรัตน์หันไปมองเธอพร้อมกับรอยยิ้มอย่างเอ็นดูในตัวของปิ่นมณี
“ เธอคงประหม่าน่ะค่ะ เธอยังไม่เคยเจอกับเพื่อนๆของพ่อเลย “
“ ฮ่าๆ ไม่ต้องเครียดไป ทำตัวสบายๆ “
วราวุธพูดพลางหัวเราะไปด้วยอย่างเป็กันเอง ปิ่นมณียิ้มออกมาเล็กน้อย เพราะสิ่งที่เธอกังวลไม่ใช่เื่นี้
“ เออจริง ว่าที่ลูกสะใภ้นายชื่ออะไรกันบ้างเนี้ย “
วราวุธพูดพร้อมมองเธอทั้งสองคนก่อนจะหันไปสบสายตากับเอกพจน์
“ คนที่อยู่ซ้ายมือ สุธารา เ้าสาวของเอก ส่วนคนขวามือ ปิ่นมณี เ้าสาวของชัย “
เอกพจน์แนะนำเธอทั้งสองคนให้กับเพื่อนๆของเขาได้รู้จัก เธอสองคนยกมือพนมมือไหว้เป็การทักทายผู้ใหญ่ เพื่อนๆของเอกพจน์รับไหว้เธอ ชายผู้ที่ชื่อมานิตหนึ่งในเพื่อนสนิทของเอกพจน์เขารับไหว้ทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มโดยที่สายตาของเขานั้นจับจ้องไปที่สุธาราราวแทบที่จะกลืนกินเธอทั้งตัว เขากวาดสายตามองเธอตั้งศรีษะจรดเท้าอย่างสำรวจ
“ ทำตัวตามสบายเลยนะ เดี๋ยวพวกฉันต้องไปจัดเตรียมงานกันก่อน “
เอกพจน์บอกกล่าวกับทุกคนก่อนที่จะเดินออกไป วราวุธพยักหน้าเข้าใจแล้วต่างก็แยกย้ายกัน สุธารา ปิ่นมณี มณีรัตน์ และเพื่อนๆของเอกพจน์เดินด้วยกันมาที่สวนคฤหาสน์ที่กำลังตกแต่งกันอยู่
“ ไหนๆก็มากันแล้ว ตอนรับพวกมันสักหน่อยก็แล้วกัน “
สุธาราคิดในใจและเริ่มร่ายเวทย์ควบคุมลมฟ้าอากาศให้เริ่มแปรปรวน สายลมเริ่มพัดแรงขึ้นเรื่อยๆ ท้องฟ้าที่สดใสกลับกลายเป็ความมืดมนพร้อมเปล่งประกายด้วยสายฟ้า ทุกคนในที่ตรงนั้นต่างงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน
“ อะไรกันเนี้ย!? เมื่อกี้ยังอากาศดีๆอยู่เลย ทำไมถึงได้มีพายุได้ล่ะ!? “
ประธีปพูดพลางมองไปบนท้องฟ้าที่ครึ้มครึ้ม และทันใดนั้นสายฟ้าก็ฟาดลงกิ่งไม้ใหญ่ทำให้หักล่วงลงมา ด้านล่างนั้นมีบุญมีและมานิตยืนอยู่ ทั้งสองเงยหน้าขึ้นไปและพบว่าตนทั้งคู่อยู่ใต้กิ่งไม้ใหญ่ที่กำลังหล่นลงมาทับตัวเอง
ทั้งสองร้องด้วยความกลัวและใ จะก้าวขาวิ่งออกขาก็ไม่ยอมไป ปิ่นมณีที่อยู่ในเหตุการณ์ เธอร่ายเวทย์ควบคุมน้ำที่ประปาหัวแดงทำให้ะเิออกมาและทำให้น้ำแรงขึ้นพอที่จะทำให้คนประเด็นออกไปได้ให้หันมาทางที่สองคนอยู่ ทำให้สองคนนั้นกระเด็นออกไปอย่างเสียดตายและกิ่งไม้ใหญ่หล่นลงมากระทบกับพื้นอย่างแรง
ทั้งสองคนลุกขึ้นมานั่งด้วยใบหน้าที่ใมาก และสภาพอากาศก็เริ่มกลับเป็ปกติ และน้ำประปาก็ค่อยๆหยุดลง ทุกคนต่างรีบวิ่งเข้าไปหามานิตและบุญมีสุธาราก็เช่นกันแล้วแสร้งทำเป็ห่วงใยทั้งสองคน
“ พวกนายเป็อะไรเปล่าว่ะ!? “
ประธีปพูดพลางพยุงมานิตกับบุญมีขึ้นมา เอกพจน์ที่ได้ยินเสียงจึงรีบวิ่งออกมาจากคฤหาสน์ตรงมาที่ทุกคนทันที
“ เกิดอะไรขึ้น!? “
“ จู่ๆก็มีพายุขึ้นมาเฉย แล้วฟ้าก็ผ่าลงมา กิ่งไม้เกือบทับไอ้สองคนนี้น่ะสิ โชคยังดีนะ ที่ประปาหัวแดงมันแตกแล้วพุ่งเข้าใส่สองคนนี้ ไม่งั้น “
“ โอเคๆประธีป นายพาสองคนนี้ไปพักก่อน แล้วก็ทุกคนกลับเข้าไปข้างใน เดี๋ยวฉันจัดการข้างนอกเอง “
เอกพจน์บอกกับทุกคน ทุกคนพยักหน้าเข้าใจและพากันเดินกลับเข้าไปด้านในคฤหาสน์ เหลือเพียงวราธุที่ยังยืนอยู่
“ พจน์ นายรู้ใช่ไหม? ว่านี่มันไม่ใช่เื่ปกติ มีคนจงใจทำให้เกิดขึ้น “
“ นายหมายความว่าไง? “
“ อดีต มันเริ่มย้อนกลับมาเอาคืนแล้ว “
เอกพจน์ยืนนิ่งกับคำพูดของเพื่อนสนิทพร้อมมีใบหน้ากังวลในขณะคิดไตร่ตรองกับสิ่งที่เกิดขึ้น
“ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้น ฉันจะไม่ยอมให้ครอบครัวของฉันเป็อะไรเด็ดขาด ถึงฉันต้องตายก็ตาม “
.
.
.
.
หลังจากเกิดเหตุการณ์ประหลาดไม่นาน และแล้วก็มาถึงวันแต่งงานของชัยและเอก งานแต่งราบรื่นผ่านไปได้ด้วยดีโดยไม่มีติดขัดเื่ใดหรือตรงจุดไหนของงานจนมาถึงการส่งตัวเ้าบ่าวกับเ้าสาวเข้าหอ เอกกับสุธาราต่างนั่งลงบนปลายเตียงนอน เธอนั่งหันหลังให้แก่เขาโดยไม่พูดไม่จาใดๆออกมาสักคำเดียว
“ คุณไม่ต้องกลัวนะครับ ผมไม่ทำอะไรคุณหากคุณไม่ยินยอม และที่สำคัญ ผมรู้ดีว่าการแต่งงานครั้งนี้ มันไม่ใช่ความรัก แต่มันเป็การช่วยเหลือ และพรุ่งนี้ ถ้าคุณ้าจะไป ผมไม่ว่าครับ ผมให้สิทธิ์คุณ “
เอกบอกกับสุธาราที่นั่งหันหลังให้เขาอยู่บนปลายเตียงนอน เธอก้มหน้าลงและได้เพียงแต่พยักหน้ารับรู้เท่านั้น เอกยิ้มและถอนหายใจเล็กๆก่อนที่จะลุกออกไปนอนลงบนโซฟา
“ ผมรู้สึกเพลียมากเลยวันนี้ ผมขอตัวนอนก่อนนะครับ ราตรีสวัสดิ์ครับ “
“ ค่ะ “
เอกนอนมองสุธาราที่ล้มตัวลงนอนไปแล้ว เขาถอนหายใจยาวอย่างรู้เศร้าใจเล็กๆ
“ ถ้าคุณรักผมบ้างก็ดีสิ “
เขาพูดเบาๆโดยมีใบหน้าที่เศร้าเล็กๆ แล้วนอนหันหลังไป สุธาราลุกขึ้นมานั่งแล้วหันไปมองเอกเล็กน้อยก่อนที่เธอจะอมยิ้มเล็กๆ แล้วเอนตัวลงนอนกลับลงไป
.
.
.
ชัยจัดโซฟาให้เป็ที่นอนของตัวเองแล้วมองไปที่ปิ่นมณีที่กำลังเอาของเครื่องประดับออก เขานั่งยิ้มด้วยความดีใจที่ได้เห็นเธอส่วมใสชุดแต่งงานกับเขา ปิ่นมณีหันมาเพื่อจะนำเครื่องประดับเก็บลงใส่กล่องเครื่องประดับแล้วเหลือบไปเห็นชัยกำลังนั่งมองตนด้วยรอยยิ้มอย่างมีความสุข
“ ยิ้มอะไรคะ? “
“ ผมก็แค่ดีใจเฉยๆครับ ที่คุณยอมแต่งงานกับผม “
“ ที่ฉันยอม เพราะแค่อยากช่วยคุณเท่านั้นค่ะ “
“ ผมรู้ครับ ผมซึ้งใจคุณที่ยอมเอาชีวิตคุณมาเพื่อช่วยผม แต่ผมไม่มีอะไรตอบแทนคุณได้เลย ผมทำได้แค่ปล่อยคุณไป ถ้าคุณอยากไป ผมจะไม่รั้งคุณอยู่หากคุณไม่เต็มใจ ผมให้สิทธิ์คุณครับ “
ชัยพูดด้วยรอยยิ้มที่สุขใจ และทุกครั้งที่เธอสบตากับเขา เธอััได้ถึงความจริงใจความซื่อสัตย์ของเขา เธอจึงค่อยๆหลบสายตา
“ ขอบคุณค่ะที่คุณไม่รั้งฉันไว้ ฉันจะได้สบายใจ ราตรีสวัสดิ์นะคะ “
เธอล้มตัวลงนอนบนที่นอนทันทีที่เก็บเครื่องประดับเรียบร้อย ส่วนชัยนั่งยิ้มเล็กๆแล้วพยักเล็กน้อยพร้อมถอนหายใจสั้นๆก่อนที่จะเอนหลังลงนอนลงบนโซฟาที่ตัวเองจัดไว้
.
.
.
.
เช้ารุ่งขึ้นของวันถัดมา ชัยตื่นขึ้นมาและพบว่าปิ่นมณีเธอนั้นไม่อยู่แล้ว เขามีใบหน้าที่เศร้าลงเล็กๆก่อนจะมีรอยยิ้มพร้อมพยักหน้าสั้นๆ เขาลุกจากโซฟาทำธุระของตัวเองให้เสร็จเรียบร้อยแล้วออกจากห้องมา และพบกับเอกที่ออกจากห้องมาพอดี ทั้งคู่มองหน้าแล้วยิ้มให้กันและกันเล็กน้อยพร้อมกับเดินลงบันไดกันมาชั้นล่างและพบกับมณีรัตน์ที่พึ่งเดินออกมาจากห้องครัวพอดี
“ ตื่นกันแล้วเหรอลูก? “
ทั้งสองคนพยักหน้าพร้อมกันเล็กๆพร้อมกับรอยยิ้มสั้นๆ
“ เราไปทานข้าวกันดีกว่านะ แม่ทำไว้ให้แล้ว พ่อกับทุกคนรอเราอยู่ “
ทั้งคู่พยักหน้ารับรู้เล็กๆและเดินตามมณีรัตน์เข้าไปยังห้องทานอาหารและนั่งลงที่โต๊ะอาหาร โดยขณะที่ทั้งคู่นั้นยังคงมีอาการซึมๆ
“ มาแล้วคะ “
เสียงหญิงสาวคู่หนึ่งดังมาจากในครัวพร้อมถือชามอาหารร้อนๆมาด้วย สองพี่น้องหันไปตามเสียงที่คุ้นเคยจากทางด้านหลังของพวกเขาทันที เมื่อได้เห็นต้นปลายเสียงนั้นพวกเขาทั้งคู่มีรอยยิ้มร่าเริ่งออกมาทันทีที่ได้เห็น
“ จริงๆแม่ไม่ได้เป็คนทำอาหารหรอก ปิ่นมณีกับสุธาราเป็คนทำน่ะ “
เธอทั้งสองวางชามและจานอาหารที่ถือมาด้วยวางลงบนโต๊ะเบาๆ สองพี่น้องมองพวกเธอด้วยรอยยิ้มที่สุขใจที่ได้เห็นพวกเธออีกครั้ง เธอทั้งสองสบตาเล็กๆแล้วยิ้มเล็กน้อยก่อนที่จะนั่งลงเพื่อทานอาหาร แม่บ้านตักข้าวให้กับทุกคน แล้วทานข้าวกันพร้อมกับพูดคุยกันอย่างสนุกสนานโดยเฉพาะชัยกับเอกที่ดูทีมีความสุขกว่าคนอื่นเขาทุกคน และหลังจากทานข้าวเสร็จเรียบร้อยแล้ว ปิ่นมณีที่กำลังช่วยแม่บ้านล้างจานอยู่ภายในห้องครัวนั้น ลลินเดินเข้ามาหา
“ ปิ่นมณี “
เธอหันมาหาตามเสียงของลลินที่ยืนอยู่ด้านหลังเธอทำให้เธอยืนนิ่งไปครู่หนึ่งก่อนที่จะมองแม่บ้านที่ยืนข้างๆเธอพลางพยักหน้าเล็กน้อย แม่บ้านเข้าใจในความหมายนั้นดีจึงค่อยๆเดินออกไปปล่อยให้ลลินกับปิ่นมณีอยู่ด้วยกันตามลำพังแค่สองคน
“ มีอะไรหรือเปล่าคะ? “
ลลินมองเธอด้วยสายตาที่ดุดันพร้อมกับค่อยๆเดินเข้ามาหาอย่างช้าๆ เมื่อเธอมายืนอยู่ตรงหน้าปิ่นมณีเธอเอื้อมมือออกไปจับมือปิ่นมณีขึ้นมาด้วยใบหน้าที่เศร้าใจและรู้สึกสำนึกผิด
“ ฉันขอโทษเธอจริงๆนะ ที่วันนั้นฉันพูดกับเธอไม่ดี คือฉันไม่รู้ว่าฉันเป็อะไร มันควบคุมร่างกายไม่ได้ ควบคุมอารมณ์ความคิดไม่ได้สักอย่าง “
“ ไม่เป็อะไรหรอกค่ะ ตอนนั้นคุณคงจิตตกมั้งคะ ที่พระอาจารย์ท่านพูดแบบนั้น “
ปิ่นมณีพูดพลางยกมืออีกข้างมาจับมือของลลินที่กำลังจับมือเธอพร้อมส่งรอยยิ้มให้ ลลินเข้าสวมกอดเธอด้วยความรู้สึกที่ซึ้งใจที่เธอนั้นไม่มีความรู้สึกโกรธเคืองเธอเลยสักนิดเดียว และที่ปิ่นมณีให้อภัยกับลลินได้ง่ายดายโดยไม่มีความโกรธเคืองใดๆ เพราะลลินนั้นไม่ได้มีเจตนาทำอย่างนั้น แต่เป็ฝีมือของสุธาราที่ร่ายมนต์สะกดเธอให้ทำเช่นนั้น ชัยที่เดินเข้ามาหาปิ่นมณีด้วยรอยยิ้มเมื่อเขาเห็นลลินอยู่ด้วยรอยยิ้มของเขานั้นก็จางหายไปอย่างรวดเร็วพร้อมรีบเดินเข้าไปทันที
“ ลลิน คุณมาทำอะไรครับ? “
“ ฉันมาปรับความเข้าใจกับปิ่นมณีค่ะ ฉันรู้ว่าสิ่งที่ฉันทำและพูดออกไปมันไม่สมควร ฉันเลยอยากมาขอโทษเธอ “
“ และตอนนี้ฉันกับลลิน เราเป็เพื่อนกันแล้วค่ะ “
ลลินหันไปสบตากับปิ่นมณีด้วยรอยยิ้มก่อนที่เธอจะเอื้อมมือออกไปจับมือชัยดึงเข้ามาประกบกันกับมือของปิ่นมณี
“ ฉันขอให้คุณทั้งสองคนรักกันนานๆนะ มีความสุขมากๆ มีอะไรค่อยๆคุยกันนะ ค่อยๆปรับความเข้าใจกันอย่าใช้แต่อารมณ์ แล้วก็ มีหลานให้ฉันเร็วๆนะ “
ชัยกับปิ่นมณีหัวเราะเล็กน้อยกับคำอวยพรของลลิน
“ ขอบใจนะลลิน “
“ ค่ะ เรายังเป็เพื่อนกันได้ใช่ไหมชัย? “
“ แน่นอนครับ “
ใบหน้าของลลินสดใสขึ้นมามากเมื่อได้พูดคุยปรับความเข้าใจกับปิ่นมณีและชัย เธอมองทั้งสองคนด้วยรอยยิ้มก่อนที่จะเดินออกไป ชัยหันมาหาปิ่นมณีทันทีด้วยรอยยิ้ม เธอหันมามองชัยที่กำลังยืนมองเธอด้วยรอยยิ้มอย่างสุขใจพร้อมกับสีหน้าที่สงสัย
“ ขอบคุณนะครับ “
“ เื่อะไรคะ? “
“ ที่คุณยังอยู่ที่นี่ “
ชัยเอื้อมมือออกไปจับมือปิ่นมณีทั้งสองข้างอย่างเบาๆมือพร้อมกับมอบรอยยิ้มและแววตาที่แสนอบอุ่นให้เธอ เมื่อเธอได้มองสบสายตากับเขาและมองเห็นรอยยิ้มนั้นมันทำให้เธอรู้สึกใจสั่นๆเล็กๆกับสถานการณ์เช่นนี้เธอจึงเขย่าตัวเองให้ได้สติขึ้นมาพร้อมกับค่อยๆดึงมือตัวเองออกจากมือของชัยเบาๆ
“ ค่ะ...งั้น..ฉันขอตัวก่อนนะคะ “
เธอเดินออกจากครัวไปทันที ชัยมองตามเธอด้วยรอยยิ้มที่ดีใจอย่างมากโดยที่เขาแทบจะหุบรอยยิ้มลงไม่ได้เลย .
.
.
.
มานพกำลังยืนคุยกับเอกพจน์อยู่หน้าประตูทางเข้าของคฤหาสน์เพื่อที่จะเตรียมตัวออกเดินทางเพื่อกลับไปทำงานต่อ สุธารายืนมองเขาจากชั้นสองของคฤหาสน์ด้วยอารมณ์ไม่ค่อยพอใจเท่าไหร่นัก
“ ข้าอุตส่าเจอเ้า ข้าจะไม่ปล่อยให้เ้าได้กลับไปหรอก ถ้าจะกลับ ก็ต้องกลับด้วยการเป็ศพ! “