ต้นหลิวปลิวลิ่วสู่วังหลวง
บทที่ 2
ตอนนี้ในใจของอาหลิวรู้สึกคลุมเครือและเริ่มไม่แน่ใจในชะตาชีวิตของตนเองสรุปแล้วฉันเป็ใคร แล้วต้องทำอะไรกันแน่
อาหลิวเริ่มรู้สึกสับสนแต่ถึงกระนั้นก็พยายามดึงสติไว้ก่อน ค่อยๆตรึกตรองว่าอย่างไรเสียในโลกที่ไม่คุ้นเคยนี้หากจะไปไหนตามใจชอบคงไม่เป็การดี อย่างน้อยที่นี่ก็ปลอดภัย มีข้าวให้กินมีที่ให้นอน อีกทั้งผู้คนก็เป็มิตรด้วย
ไหนๆก็ไหนๆแล้วคงต้องเก็บความกลุ้มใจสงสัยไว้แล้วตั้งใจอบรมก่อนดีกว่าว่าแล้วก็ขยับเก้าอี้ให้อยู่ในตำแหน่งที่มองผ่านซี่ไม้ได้อย่างชัดเจนจัดเตรียมกระดาษและหมึกให้พร้อม จากนั้นก็ตั้งใจเพ่งมองผ่านผนังซี่ไม้ออกไปยังโถงฉันนอก
ตอนนี้กูกู่าุโยังไม่มาแม่นางน้อยที่นั่งยุกยิกไม่อยู่เฉยเริ่มหยิบเอากระดาษที่นางกำนัลชราให้มาดูก่อนจะวางทิ้งบนโต๊ะอย่างไม่ใยดี จากนั้นก็หยิบเอาหนังสือที่ได้มาพลิกไปพลิกมาสองสามทีมาคลี่เปิดเร็วๆให้เกิดลมปลิวผ่านหน้าจนเส้นผมหน้าม้าปลิวเล็กน้อยดูเหมือนนางกำลังสนุกอยู่รึเปล่าเนี่ย
“กูกู่มาแล้ว”
นางกำนัลชราเอ่ยขึ้นด้วยเสียงอันดังแม่นางน้อยคนนั้นใจนทำหนังสือหล่นบนโต๊ะ
ในทันใดนั้นเองก็ปรากฏร่างผู้หญิงวัยกลางคนนางหนึ่งเดินเข้ามาจากทางประตูสวนอาหลิวมองผ่านซี่ไม้ เห็นปราดเดียวก็รู้แล้วว่าอายุน้อยกว่านางกำนัลชราคนนั้นมากนักอีกทั้งยังมีเครื่องประดับบนศีรษะมากกว่า ชุดที่ใส่ก็มีลวดลายที่ประณีตกว่า
นางเดินเข้ามาด้วยท่าทีสำรวมแต่สง่างามดูน่าเกรงขามเม้มปากปิดกันสนิท ใบหน้านิ่งราบเรียบเข้มงวดอาหลิวคิดว่าออร่าความดุแบบครูไหวใจร้ายนี่แผ่ออกมาอย่างเต็มที่และไม่มีปิดบังเลยทำให้เผลอกลืนน้ำลายไปอึกหนึ่ง
“ข้าน้อยนามว่าฉีกวนเป็นางกำนัลของไทเฮาที่ได้รับพระเสาวนีย์ให้มาอบรมมอบความรู้แก่พระสนมเฉิงลี่หลิน”
นางกำนัลฉีกวนสะบัดผ้าเช็ดหน้าในมือเบาๆมันพลิ้วไหวอย่างสวยงามพร้อมกับย่อเข่าทำความเคารพแม่นางน้อยด้วยท่วงท่าที่สง่างามแข็งแรงไม่มีเซถลาแม้แต่น้อย นางย่อลงจนเกือบจะไปนั่งที่พื้นอยู่แล้ว
แม่นางน้อยคงใที่อยู่ๆมีผู้ใหญ่ท่าทางน่าเกรงขามรุ่นแม่มาทำความเคารพด้วยท่าทางที่นบนอบขนาดนี้ก็เลยลุกพรวดขึ้นมา แล้วรีบกล่าวอย่างร้อนรน
“เอ่อ...เอ่อ ฉีกูกู่ข้า...ข้าคือเฉิงลี่หลิน เชิญ...เชิญท่านลุกขึ้นมานั่งตรงนั้นเถิดเ้าค่ะ”
สิ้นเสียงอันประหม่าของเฉิงลี่หลินแต่ฉีกูกู่ก็ยังไม่ยอมลุกขึ้นยืน จนนางต้องส่งสายตาไปที่นางกำนัลชราจึงได้รับคำเอ่ยชี้แจง
“ในวังหลวงนั้นไม่นับว่าผู้ใดอายุมากกว่าหากแต่คนที่ต่ำศักดิ์กว่าก็ต้องถวายความเคารพคนที่ศักดิ์สูงกว่าดังเช่นที่ฉีกูกู่กำลังทำอยู่ พระสนมของฮ่องเต้นับเป็นายหญิงที่มีบ่าวไพร่รับใช้เมื่อมีคนคำนับให้ความเคารพจึงยิ่งควรต้องทำตัวให้สำรวมสง่างามรักษากิริยาของเ้านายเอาไว้มิควรประหม่าใเช่นเมื่อกี้ พระสนมได้โปรดนั่งลงแล้วลองพูดกับกูกู่อีกสักครั้งเถิด”
เฉิงลี่หลินพยักหน้ารับเล็กน้อย ก่อนจะรีบนั่งลงแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“ฉีกูกู่ ชะ...เชิญท่านละ...ลุกขึ้นเถอะ”
อืม...สงสัยจะตื่นเต้นพูดติดอ่างเลย และฉีกูกู่ยังคงนิ่งเฉย
“ยังไม่ดีนักขอพระสนมลองอีกครั้ง”
นางกำนัลชราพูดด้วยเสียงราบเรียบแต่นี่มันช่างเพิ่มความกดดัน โดยเฉพาะเมื่อมีคนที่กำลังย่อเข่านิ่งๆอยู่ตรงหน้าถ้ายังทำไม่ผ่านอีก จะมิเป็การกลั่นแกล้งเขาอย่างนั้นหรือ
เฉิงลี่หลินทำตัวขยุกขยิกก่อนจะสูดลมให้หายแล้วเอ่ยขึ้นอีกครั้ง
“เชิญฉีกูกู่ตามสบาย”
คราวนี้ไม่ติดอ่างแล้วชัดถ้อยชัดคำ ติดแต่เพียงเสียงนี่เบาเชียว
ฉีกูกู่เปรยตามองขึ้นมาแว่บหนึ่งก่อนจะเอ่ย“ขอบพระทัยพระสนม”
แล้วนางก็ลุกขึ้นยืนตรงวางท่าสง่างามโดยไม่มีการทำท่าเข่าอ่อนยวบจากการย่อนานแต่อย่างใด นับถือ...นับถือ
“เื่แรกที่ข้าน้อยจะอบรมคือเื่ใด”
ฉีกูกู่เลิกคิ้วเป็เชิงถามแม่นางน้อยเอียงคอสงสัยจนระย้าของปิ่นบนศีรษะสั่นไหว อาหลิวก้มลงดูแผ่นกระดาษกำหนดการอบรมก็พบว่าหัวข้อแรกของวันนี้ก็คือเื่ ‘การทำความเคารพทักทาย อำลา แบบพิธีการ กึ่งพิธีการ และแบบลำลอง’
ฉีกูกู่ยังไม่ได้ยินเฉิงลี่หลินตอบก็เม้มปากสนิทเรียวยาวแต่ดูเหมือนนางจะไม่อยากเสียเวลาไปมากกว่านี้ จึงเริ่มต้นเข้าเนื้อหาของหัวข้อแรกทันทีเริ่มต้นบรรยายด้วยเสียงดังฟังชัด เดินไปเดินมาทำท่าทางประกอบเล็กน้อย
“ภายในวังหลวงนั้นมีผู้คนมากมาย แต่ละคนมียศถาบรรดาศักดิ์แตกต่างกันไปตามธรรมเนียมต้องเคารพผู้ที่อาสุโสกว่า ในที่นี้หมายถึงยศตำแหน่งเป็หลักในแต่ละวันจะต้องเจอคนมากมาย เจอกันทุกครั้งก็ต้องทำความเคารพทุกครั้งมิเช่นนั้นจะผิดธรรมเนียม ผู้าุโกว่าจะหาว่าไม่กตัญญูและไม่รู้จักมารยาทพระสนมอย่าได้ดูเบาเื่การทักทายผู้ที่ถูกลงโทษเพราะทำการคำนับไม่ถูกนั้นมีมานักต่อนักแล้ว
การทำความเคารพมีหลากหลายรูปแบบท่านต้องเลือกให้เหมาะสมกับเวลา สถานที่ ให้ถูกต้องกับคนที่ท่านพบเจอและแน่นอนเฉกเช่นเดียวกับการอำลาซึ่งก็ละเลยไม่ได้เช่นกัน นั่นเพราะ....พระสนมเฉิง!ได้โปรดอย่าเอาขนมขึ้นมากินขณะที่ข้าน้อยกำลังอบรมได้หรือไม่!”
อาหลิวที่กำลังตั้งใจฟังกูกู่บรรยายก็ต้องเลื่อนสายตามาที่แม่นางน้อยในฉับพลันพอมองจากข้างหลังก็เห็นแก้มข้างหนึ่งนูนปูดออกมามือข้างหนึ่งกำลังแอบซุกซ่อนของบางอย่างไว้ใต้กระโปรงบานๆของนาง
ฉีกูกู่เม้มปากสนิทกันแน่นขึ้นพอเห็นว่าเ้าก้อนปูดๆที่แก้มของเฉิงลี่หลินหายไปแล้ว จึงเริ่มต้นบรรยายอีกครั้ง่นี้มีทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติ
ฉีกูกู่บอกว่าโดยทั่วไปการคารวะก็เหมือนกับแบบสามัญชนมีแตกต่างบ้างเล็กน้อยตามสถานการณ์แต่หากเป็พิธีการหรือคนที่ต้องทำความเคารพนั้นสูงศักดิ์มาก เช่น ฮ่องเต้ ไทเฮาฮองเฮา จะมีลักษณะที่เฉพาะออกไป อาหลิวที่อยู่หลังซี่ไม้ก็จดยิกๆระหว่างนี้มีการสาธิตให้ดูแล้วให้แม่นางน้อยทำตามดูบ้าง
“ต้องหลังตรงกว่านี้....ไม่ๆไม่ใช่เช่นนั้น”
“มือต้องประสานกันวางไว้ข้างตัวประหนึ่งเป็ดอกบัวตูม เอ่อ...อันนั้นน่าจะเป็ขนมจีบมากกว่าดอกบัว”
“คารวะฮองเฮาต้องทำทั้งหมด9 ครั้ง อ่า...ยังขาดอีกสองครั้งเพคะ ตั้งใจหน่อย”
“สะบัดผ้าแต่พองามให้ชายพลิ้วไหวเล็กน้อย อย่างนั้น...ค่อยๆคลี่ออกมา ว๊าย!! ทำไมถึงได้มีตัวด้วงในผ้าเช็ดหน้า!!”
“ลุกขึ้นมาต้องมั่นคงยืนตรงต้องสง่างาม....โอ๊ะๆ อย่าเพิ่งล้มๆ ยืนให้ตรง! อ๊ะ! ระวัง!”
โครม!!
เฉิงลี่หลินลุกขึ้นจากการย่อคำนับที่นานไปหน่อยเลยทำให้เซเป็กระต่ายขาเดียวกระย่องกระแย่งไปไกลจนล้มลงทับนางกำนัลชราที่หนีไม่ทันกระโปรงบานๆ ของนางแผ่สยายคลุมหัวของนางกำนัลชราที่นอนแอ้งแม้งอยู่บนพื้นพอมองจากตรงที่อาหลิวอยู่ ก็นับว่าเป็ภาพที่ชุลมุนมากทีเดียว
เอ่อ...จะว่าตลกก็ตลกแต่ตอนนี้รู้สึกสงสารกูกู่มากกว่าอาหลิวเห็นว่าที่ขมับของนางมีเส้นเืปูนโปดขึ้นมานิดหน่อยกระทั่งริมฝีปากก็เม้มสนิทกันมากกว่าเดิมอีกห้าเท่าจนแทบจะหายเข้าไปในปากอยู่แล้ว
“ข้า...ข้าขอโทษ! ท่านเจ็บตรงไหนหรือไม่!”
เฉิงลี่หลินรีบลุกขึ้นมาแล้วหันกลับไปตั้งใจจะพยุงนางกำนัลชราขึ้นมา แต่กลับต้องหัวเราะพรืดออกมาอย่างกลั้นไม่อยู่นั่นเพราะตอนนี้นางกำนัลที่กำลังนอนแผ่หลาอยู่บนพื้นที่รอบๆปากแดงแจ๋นั่นมีขนมบัวหิมะสีขาวจั๊วะชิ้นโตติดคาอยู่ที่ปากของนาง
อาหลิวต้องรีบปิดปากทันทีเพราะแทบจะกลั้นหัวเราะไม่อยู่เหมือนกันเฉิงลี่หลินกำลังลังเลอยู่ว่าจะพยุงนางขึ้นมาก่อนหรือจะเอาขนมที่ตอนนี้ติดค้างอยู่ที่ปากของนางออกก่อนดีฉีกูกู่ที่ยืนอยู่ห่างออกไป ทำราวกับว่าถ้ายังยืนดูเหตุการณ์ที่อยู่ตรงหน้านานกว่านี้อีกหน่อยนางอาจจะเส้นเืในสมองแตกได้เลยขอตัวไปห้องน้ำสักครู่ ทิ้งให้พวกนางอยู่กันลำพังสองคน
-โปรดติดตามตอนต่อไป -
#เกิดใหม่อีกทีดันเป็ขันทีของสนมไม่เอาไหน