บทที่ 28 ความทรงจำของลู่เย่ (รีไรต์)
ปีนั้นเขาอายุห้าขวบ เพราะประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์จนขาหัก จึงต้องพักรักษาตัวที่โรงพยาบาลเป็เวลานาน
และเพราะการอยู่โรงพยาบาลคนเดียวมันน่าเบื่อ เขาจึงรบเร้าขอร้องให้พ่อแม่หาเพื่อนให้
แล้วในวันที่สามของการพักฟื้น เสิ่นชิงก็เข้ามา
เสิ่นชิงนอนนิ่งอยู่บนเตียง ใบหน้าเล็กน่ารักราวกับตุ๊กตา งดงามราวกับภาพวาด
แต่ตอนนั้นเสิ่นชิงดูบอบบาง ใบหน้าซีดเซียวราวกับกระดาษ เหมือนเครื่องเคลือบดินเผาสีขาวที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อ
หลังจากที่ตื่นขึ้นมา เสิ่นชิงก็มองเพดานห้องอย่างเงียบงัน ดวงตาของเธอสงบนิ่งแต่แฝงไว้ด้วยความเศร้าสร้อย ไม่พูดแม้แต่คำเดียว เมื่อพบว่าพ่อแม่ของเธอไม่ได้อยู่เคียงข้าง
ลู่เย่เห็นตัวเองในแววตาของเสิ่นชิง
เขาสังเกตเห็นรอยฟกช้ำขนาดใหญ่บนแขนของเสิ่นชิง จึงถามเธอว่าทำไมถึงมีรอยเข็มมากมายบนแขน
เสิ่นชิงตอบกลับด้วยสีหน้าดื้อรั้น น้ำเสียงเรียบเฉย “ฉันเผลอทำตัวเอง”
เขามองใบหน้าเรียบนิ่งของเสิ่นชิงและหม่นหมอง ไม่รู้ทำไมถึงอยากแกล้งให้เธอหัวเราะ
ลู่เย่จึงแกล้งถามเสิ่นชิงว่าทำไมเธอถึงเข้าโรงพยาบาล
เสิ่นชิงไม่ตอบ ลู่เย่จึงเล่าเื่ที่เขาต้องเข้าโรงพยาบาลให้ฟังเอง
เล่เย่บอกว่าเขาคิดว่าตัวเองมีปีกเหมือนนก จึงะโลงมาจากชั้นสอง แล้วขาหัก
แต่จริง ๆ แล้วเขาขาหักเพราะอุบัติเหตุทางรถยนต์ และต้นเหตุก็คือพี่ชายของเขาเอง
เสิ่นชิงไม่รู้ความจริง พอฟังจบก็หลุดขำออกมา “นายนี่มันโง่จริง ๆ”
รอยยิ้มของเสิ่นชิงสวยงามเจิดจ้า ราวกับดอกไม้ต้องแสงอาทิตย์
เมื่อเห็นเสิ่นชิงยิ้ม ลู่เย่ก็รู้สึกดีใจมาก
หลังจากนั้น ลู่เย่อยากเป็เพื่อนกับเสิ่นชิง แต่เสิ่นชิงไม่สนใจเขา
ลู่เย่จึงเลือกที่จะแกล้งเธอ เพื่อเรียกร้องความสนใจ
อันที่จริงแล้ว นี่เป็วิธีเข้าสังคมที่น่ารังเกียจมาก และลู่เย่ไม่รู้ว่าการกระทำแบบนี้ จะเป็การเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความเกลียดชังในใจของเสิ่นชิง
ทุกครั้งที่ลู่เย่แกล้ง เสิ่นชิงก็จะมองเขาเหมือนมองคนโง่ มีแค่ตอนที่โกรธมาก ๆ เท่านั้น เธอถึงจะเอาคืนเขาอย่างสาสม
ต่อมา เขาได้ยินว่าคุณปู่หมั้นหมายเขากับตระกูลของเสิ่นชิง เขาก็ตื่นเต้นจนนอนไม่หลับทั้งคืน รอคอยที่จะเติบโตเป็ผู้ใหญ่เร็ว ๆ จะได้แต่งงานกับเสิ่นชิง
กระทั่งเมื่อเขาโตขึ้น ปู่ของเขาก็บอกว่าเสิ่นชิงหลงรักคนอื่นแล้ว ทั้งยังประท้วงด้วยการอดอาหารจนกว่าจะยอมถอนหมั้น
พ่อและแม่ของเสิ่นชิง ‘สงสาร’ ลูกสาว จึงรีบมาขอยกเลิกการแต่งงาน ความฝันของเขาพังทลาย ทั้งยังอับอายขายหน้า หัวใจดวงน้อยถูกบดจนละเอียด
นับจากนั้น เขาก็กลั่นแกล้งเธอรุนแรงขึ้น คอยหาเื่รังควานเสิ่นชิงตลอดเวลา
หลังจากที่สุนัขของเสิ่นชิงถูกวางยาพิษ ความเข้าใจผิดระหว่างทั้งสองก็ทวีความรุนแรงขึ้น ความสัมพันธ์ก็แย่ลงเรื่อย ๆ เสิ่นชิงถึงขั้นพาคนมาทุบตีเขา
ขณะที่ลู่เย่กำลังหวนคิดถึงอดีต ทันใดนั้นก็มีเสียงดังขึ้นจากใต้ท้องรถ
“กึก...”
ดูเหมือนล้อรถจะเหยียบก้อนหิน รถจึงสั่นไหว ทำให้ศีรษะของเสิ่นชิงหลุดออกจากไหล่ของลู่เย่
การะเืครั้งนี้ทำให้เสิ่นชิงสะดุ้งตื่น ใบหน้าสะลืมสะลือของเธอน่ารักมาก
ลู่เย่ไม่พอใจ เขาขมวดคิ้ว เริ่มต่อว่าคนขับรถ “หยางคัง! นายขับรถประสาอะไร!”
หยางคังรีบขอโทษทันที “ขอโทษครับคุณชายลู่ ่นี้ถนนไม่ค่อยดี ผมจะรีบขับผ่านนะครับ”
ยามค่ำคืน บนถนนแถบชานเมือง ไร้รถราพลุกพล่าน กล้องวงจรปิดก็น้อย หยางคังจึงเหยียบคันเร่งจนมิด
รถซีดานคันเล็กกลายร่างเป็สายฟ้าสีดำ พุ่งทะยานสู่หางโจวที่สว่างไสว
แต่เมื่อรถซีดานแล่นผ่านทางแยก ทันใดนั้น ก็มีรถมาเซราติสีขาวพุ่งออกมาจากเลนข้าง ๆ
รถมาเซราติคันนั้นค่อนข้างแปลกตา บนตัวรถมีตัวอักษรสีแดงพ่นสเปรย์เขียนว่า ‘ไอ้สารเลวไปตายซะ’
ตัวอักษรถูกพ่นด้วยสีแดง ส่องประกายสะดุดตาในความมืด
หยางคังก็ไม่คิดว่าจะมีรถโผล่ออกมาตรงนี้ จึงเบรกไม่ทัน รถพุ่งเข้าชนอย่างจัง
“โครม!”
รถสองคันพุ่งชนกัน เสียงดังสนั่นพร้อมกับเกิดประกายไฟ กันชนรถเก๋งคันเล็กเบี้ยวไปข้างหนึ่ง
อุบัติเหตุเกิดขึ้นเร็วมาก เสิ่นชิงไม่ทันตั้งตัว ร่างของเธอถูกแรงเหวี่ยงลอยไปข้างหน้า โชคดีที่มีเข็มขัดนิรภัยรั้งไว้ จึงไม่ถูกเหวี่ยงออกไปนอกรถ
แม้ว่าลู่เย่จะนั่งไขว่ห้างอย่างไม่ใส่ใจ แต่เขาก็คาดเข็มขัดนิรภัยไว้เช่นกัน จึงปลอดภัยดี
“พรึบ...”
ถุงลมนิรภัยด้านหน้าพองตัวออกมา ศีรษะของหยางคังกระแทกเข้ากับถุงลมอย่างแรง จึงรอดชีวิตมาได้
โชคดีที่รถทั้งสองคันคุณภาพดีมาก จึงไม่ได้ทำให้เกิดอุบัติเหตุร้ายแรง
เมื่อรถทั้งสองคันจอดสนิท คนขับรถฝั่งตรงข้ามก็เปิดกระจกออกมาด่าทอทันที “ขับรถยังไงวะ ตาบอดรึไง!”
แม้ว่าหยางคังจะขับรถมาเร็ว แต่เขาก็ลดความเร็วลงทุกครั้งเมื่อผ่านทางแยก
ในขณะที่รถคนนั้นกลับไม่ลดความเร็ว พุ่งออกมาตรง ๆ
อุบัติเหตุครั้งนี้ คนขับรถมาเซราติต้องเป็ฝ่ายรับผิดชอบทั้งหมด
เพราะตัวเองเป็ฝ่ายถูก หยางคังจึงนั่งอยู่ในรถโต้เถียงกับฝ่ายตรงข้ามเสียงดังลั่น กลายเป็ภาพที่น่าเกลียด
เสิ่นชิงเห็นบนรถฝั่งตรงข้ามถูกเขียนไว้ว่า ‘ไอ้สารเลวไปตายซะ’ ก็เข้าใจเื่ราวขึ้นมาทันที
ดูจากรถคนนั้นแล้ว เ้าของรถคงเป็คนเ้าชู้ตัวพ่อแน่ ๆ เพราะทำผู้หญิงเสียใจ จึงถูกแก้แค้นอย่างสาสม
เ้าของรถมาเซราติที่ถูกตราหน้าว่า ‘ไอ้สารเลว’ รู้สึกว่าการด่าในรถยังไม่หนำใจ จึงเปิดประตูรถลงมา
เ้าของรถมาเซราติเป็หนุ่มรุ่นใหม่ แต่งตัวทันสมัย สวมหมวกบักเก็ต คล้องหูฟัง สวมเสื้อยืดสีขาวทับด้วยเสื้อเชิ้ตแขนสั้นลายดอกไม้ตัวโคร่ง
นอกจากนี้ ยังสวมสร้อยคอทองคำ กำไลข้อมือ และนาฬิกาข้อมือทองคำ มีสไตล์ฮิปฮอปอย่างชัดเจน
หยางคังเหลือบมองเขาแวบหนึ่ง อายุยังน้อย แต่งตัวทันสมัย ขับรถหรู คงจะเป็ลูกเศรษฐีแน่ ๆ
แต่หยางคังก็ไม่เกรงกลัว เพราะลูกเศรษฐีที่รวยที่สุดในหางโจวนั่งอยู่ในรถของเขา ดังนั้นเขาจึงถลกแขนเสื้อเตรียมเผชิญหน้ากับอีกฝ่าย
หนุ่มฮิปฮอปฝั่งตรงข้ามตั้งใจจะมาคุยกันดี ๆ ทว่าทันใดนั้นเขาก็หลือบไปเห็นเสิ่นชิงที่นั่งอยู่ในรถ ดวงตาของเขาก็เป็ประกายขึ้นมาทันที
เขามองเสิ่นชิงตาไม่กะพริบ จากนั้นก็เดินข้ามหยางคังไป เคาะกระจกรถ “นี่เฉียวชิง ไม่เจอกันนานเลยนะ เธอนี่ สวยขึ้นทุกวันเลยนะ”
เสิ่นชิงเพิ่งตื่นยังคงมึนงง ทันใดนั้นก็ได้ยินเสียงคนเรียกเธอข้าง ๆ เธอหันไปมองนอกรถ เห็นว่าคน ๆ นั้นคุ้นหน้ามาก แต่อย่างไรก็นึกไม่ออกว่าเคยเจอที่ไหน
สักพักหนึ่ง เสิ่นชิงก็นึกขึ้นได้ “นายนี่เอง! หลินฉู่ฉี!”
ห้าปีก่อน ตอนที่เธอไปเรียนการแสดงละครเวทีที่ต่างประเทศ หลินฉู่ฉีก็นั่งเรียนอยู่ข้าง ๆ เธอ
ในความทรงจำของเสิ่นชิง หลินฉู่ฉีเป็หนุ่มเ้าสำราญ เปลี่ยนแฟนเหมือนเปลี่ยนเสื้อผ้า
หลินฉู่ฉีเคยมาตามจีบเธอด้วย แต่ถูกเธอปฏิเสธอย่างไร้เยื่อใย
เสิ่นชิงแสร้งยิ้มมุมปาก “โอ้โห หลินฉู่ฉีไม่เจอกันนานเลยนะ นายดูดีขึ้นเยอะเลยนี่”
หลินฉู่ฉีได้ยินแบบนั้น ก็ตอบกลับ “นี่เธอ เจอหน้าเพื่อนทั้งที ทำไมถึงพูดจาไม่น่าฟังแบบนี้ล่ะ ฉันน่ะคิดถึงเธอทุกวันเลยนะ”
หลินฉู่ฉีเคาะกระจกรถ “เฉียวชิง ขึ้นรถฉันสิ เดี๋ยวฉันไปส่งเอง”
“ไปไกล ๆ เลย” เสิ่นชิงจ้องเขาอย่างไม่พอใจ “ฉันไม่อยากนั่งรถไอ้สารเลวอย่างนายหรอก…”
คำพูดอย่าง ‘เจอหน้าเพื่อน’ ‘คิดถึงเธอ’ กระตุ้นความไม่พอใจของลู่เย่ขึ้นมาทันที ดวงตาของเขาฉายแววเย็นะเืน่ากลัว