ภายในถ้ำที่เงียบสงัด มีเพียงเสียงหยดน้ำที่ตกกระทบพื้นหินเป็จังหวะ และเสียงลมหายใจที่แ่เบาราวกับจะขาดห้วงของหลวงปู่แก้ว และเสียงหัวใจที่เต้นระรัวของคำอินทร์ที่กำลังรอคอยความจริงซึ่งกำลังจะถูกเปิดเผย
"เวลาของข้า...เหลือน้อยเต็มทีแล้ว" ท่านเอ่ยเสียงพร่า "ก่อนที่เ้าจะแบกรับอนาคต...เ้าจำต้องเข้าใจอดีตให้ถ่องแท้เสียก่อน...ไม่ใช่อดีตของเ้าเพียงผู้เดียว...แต่เป็อดีตที่ผูกมัดเราทุกคนไว้ด้วยกัน"
ท่านหลับตาลงช้าๆ ราวกับจะรวบรวมภาพในอดีตให้คมชัดที่สุด ก่อนจะเริ่มเล่าขานมหากาพย์ที่ถูกลืมเลือน...เื่ราวที่เริ่มต้นขึ้นก่อนที่คำอินทร์จะลืมตาดูโลกเสียอีก
"ข้าจะเล่าให้เ้าฟัง...คำอินทร์...ถึง่เวลาที่แผ่นดินยังสงบ และมิตรภาพยังไม่แปดเปื้อนด้วยเืและน้ำตา...ย้อนกลับไปเมื่อกว่าสี่สิบปีก่อน...ตอนนี้ปู่คือเ้าฟ้าแก้ว"
“หลวงปู่คือเ้าฟ้าแก้ว!.....พระเ้าอยู่หัวองค์ก่อน?” หลังจากคำอินทร์ได้ยินก็ใอย่างมาก
“ใช่…..อดีตไม่เห็นหวนกลับ….”
ย้อนกลับไปพุทธศักราช 2240 ดินแดนรอยต่อระหว่างสยามและพม่า
ภาพในห้วงคำนึงของหลวงปู่แก้วไม่ได้เริ่มต้นที่ความขัดแย้ง แต่เริ่มต้นด้วยภาพของชายหนุ่มสามคนที่กำลังนั่งล้อมวงก่อกองไฟอยู่กลางป่าลึกในยามค่ำคืน พวกเขาทั้งสามแตกต่างกันราวกับดิน น้ำ และลม แต่กลับถูกชะตากรรมนำพาให้มาเดินทางร่วมกันด้วยเป้าหมายเดียวกัน นั่นคือการแสวงหาสุดยอดแห่งศาสตร์อาคม
คนแรก...คือ
เ้าฟ้าแก้ว แห่งกรุงศรีอยุธยา ในวัยหนุ่มฉกรรจ์ พระองค์คือบุรุษผู้เปี่ยมด้วยสง่าราศีและพลังขับเคลื่อนอันแรงกล้า ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความทะเยอทะยานที่ซ่อนอยู่ภายใต้ท่าทีที่ดูสบายๆ ดวงตาคมกล้าของพระองค์ไม่ได้มองแค่สิ่งที่อยู่ตรงหน้า แต่มองไกลไปถึง "แก่นแท้" ของพลังอำนาจ พระองค์ไม่ได้เพียง้าเรียนรู้อาคม แต่้าเข้าใจกฎเกณฑ์ที่อยู่เื้ัมัน เพื่อที่จะได้ควบคุมมันได้อย่างสมบูรณ์
คนที่สอง...คือ
อินทร์ บุตรแห่งเ้าพระยาผู้ครองนครล้านนา เขาคือชายหนุ่มรูปงามผู้มีรอยยิ้มอบอุ่นและดวงตาที่สงบนิ่งดุจผืนน้ำในยามเช้า อินทร์มีพร์สูงส่ง แต่กลับพอใจในวิถีแห่งการป้องกันและช่วยเหลือ จิตใจของเขาเปรียบเสมือนสมดุลที่คอยเหนี่ยวรั้งความทะเยอทะยานของเ้าฟ้าแก้ว และความเงียบขรึมของสหายอีกคนหนึ่ง เขาคือเพื่อนแท้ที่พร้อมจะรับฟังและมอบคำแนะนำที่จริงใจเสมอ
และคนที่สาม...คือ
มินจอส่วย เด็กหนุ่มชาวพม่าผู้เดินทางออกจากหมู่บ้านเล็กๆ ของตนมาเพียงลำพัง เขาพูดน้อยที่สุดในกลุ่ม ทุกวาจาที่เอื้อนเอ่ยล้วนผ่านการไตร่ตรองมาอย่างดี ร่างกายของเขาผอมบาง แต่แววตาที่ซ่อนอยู่ใต้คิ้วหนากลับแฝงไว้ด้วยความยึดมั่นถือมั่นราวกับภูผาหิน เขารักในเผ่าพันธุ์และศรัทธาในวิถีแห่งพม่าอย่างสุดหัวใจ และมองหาพลังที่จะใช้ปกป้องสิ่งที่เขารักจากการรุกรานใดๆ ก็ตาม
เราสามคนได้ยินกิตติศัพท์ของพระป่าชาวพม่าผู้ยิ่งใหญ่
พระครูอูสะ" เสียงของหลวงปู่เล่าต่อ "ในแวดวงผู้เรียนรู้อาคม ชื่อของท่านเปรียบเสมือนตำนาน กล่าวกันว่าท่านคือจอมอาคมชาวพม่าผู้สำเร็จวิชาจากธรรมชาติโดยตรง สามารถพูดคุยกับสายลมและหยั่งรู้จิตใจของผืนป่าได้ วิชาของท่านไม่ขึ้นตรงต่อสำนักใด ไม่ผูกติดกับไสยขาวหรือไสยดำ แต่มันคือศาสตร์แห่งความสมดุล...ศาสตร์ที่น้อยคนนักจะเข้าถึง"
การเดินทางเพื่อตามหาพระครูอูสะนั้นเองที่หลอมรวมมิตรภาพของพวกเขาให้แน่นแฟ้นขึ้น พวกเขาต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการ ทั้งการหลงทางในป่าทึบ การเผชิญหน้ากับสัตว์ร้าย และการขาดแคลนเสบียง ในทุกวิกฤตการณ์ ความแตกต่างของพวกเขากลับกลายเป็ส่วนผสมที่ลงตัว เ้าฟ้าแก้วใช้สัญชาตญาณผู้นำและวิสัยทัศน์ในการตัดสินใจเลือกเส้นทาง อินทร์ใช้ความรู้ด้านสมุนไพรในการรักษาาแและดูแลทุกคน ส่วนมินจอส่วยผู้เติบโตมากับป่าเขากลับมีความสามารถในการอ่านร่องรอยและหลีกเลี่ยงภยันตรายได้อย่างน่าทึ่ง เขาคือผู้ที่บอกได้ว่าเห็ดชนิดไหนมีพิษ หรือเสียงคำรามที่ได้ยินนั้นเป็ของเสือหรือหมี
พวกเขาใช้เวลาเดินทางร่วมสามเดือน จนกระทั่งวันหนึ่ง..พวกเขาก็มาถึงอาณาเขตในป่าริมชายแดนสยามและพม่า
พวกเขารู้สึกได้ถึงพลังงานอันบริสุทธิ์และสงบนิ่งอย่างที่ไม่เคยััมาก่อน และที่ใจกลางของอาณาเขตนั้น คือกระท่อมไม้ไผ่เล็กๆ ที่ตั้งอยู่อย่างสันโดษริมลำธาร
ที่หน้ากระท่อมนั้นเอง ชายหนุ่มทั้งสามก็ได้พบกับพระครูอูสะเป็ครั้งแรก ท่านไม่ใช่ชายชราหลังค่อมอย่างที่พวกเขาจินตนาการไว้ แต่เป็พระภิกษุวัยกลางคนที่ดูสงบและแข็งแกร่งในเวลาเดียวกัน ดวงตาของท่านลุ่มลึกราวกับมหาสมุทรในคืนเดือนมืด...ดูราวกับว่ามันได้เห็นการเกิดดับของโลกมาแล้วนับครั้งไม่ถ้วน
พระครูอูสะมองชายหนุ่มทั้งสามสลับกันไปมาเนิ่นนาน โดยไม่เอ่ยคำทักทายใดๆ แต่พวกเรารู้สึกถึงการจ้องมองที่ทะลุทะลวงผ่านเปลือกนอกเข้าไปให้ถึงแก่นแท้ของจิติญญา
"ผู้หนึ่ง...แสวงหาอำนาจเพื่อควบคุม" ท่านมองเ้าฟ้าแก้ว "ผู้หนึ่ง...แสวงหาพลังเพื่อปกป้อง" ท่านมองอินทร์ "และอีกผู้หนึ่ง...แสวงหาความแข็งแกร่งเพื่อพิทักษ์ศรัทธา" ท่านมองมินจอส่วย
"เป้าหมายของพวกเ้าแตกต่างกัน...แล้วเหตุใดจึงเดินทางมาด้วยกัน?"
เ้าฟ้าแก้วเป็ผู้ตอบแทนทุกคน "เพราะหนทางสู่เป้าหมายที่แตกต่างนั้น...เริ่มต้นที่จุดเดียวกันขอรับท่านพระครูอูสะ...นั่นคือความรู้และความเข้าใจในแก่นแท้ของพลัง"
พระครูอูสะยิ้มออกมาบางๆ เป็ครั้งแรก รอยยิ้มนั้นดูอบอุ่นแต่ก็แฝงไว้ด้วยความนัย "เป็คำตอบที่ดี...แต่ความรู้ที่ปราศจากความเข้าใจ ก็ไม่ต่างอะไรกับดาบที่ไร้ด้าม อาจหวนกลับมาทำร้ายผู้ถือครองได้ทุกเมื่อ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง...เมื่อผู้ถือดาบมาจากต่างแผ่นดินที่กำลังตั้งป้อมเข้าหากัน"
คำพูดนั้นทำให้ทั้งสามชะงักไป
"วิชาของข้าคือวิชาแห่งธรรมชาติ มันไม่แบ่งแยกเผ่าพันธุ์ ไม่เลือกข้างสยามหรือพม่า มันเป็กลางดุจสายฝนที่โปรยปรายลงมาเท่าเทียมกัน...แต่ใจของมนุษย์นั้นหาเป็เช่นนั้นไม่ ในตัวของพวกเ้าทุกคน...ข้าเห็นเมล็ดพันธุ์แห่งความขัดแย้งที่อาจเติบใหญ่ขึ้นได้ในวันข้างหน้า"
ท่านนำทั้งสามไปยังใต้ต้นไทรใหญ่ที่เก่าแก่ที่สุดในป่า รากของมันชอนไชไปทั่วบริเวณราวกับเป็เส้นเืของผืนดิน
"ก่อนที่ข้าจะรับพวกเ้าเป็ศิษย์ พวกเ้าต้องให้คำสัตย์สาบานที่สำคัญที่สุดในชีวิตเสียก่อน...เพื่อเป็ดั่งบังเหียนคอยควบคุมดาบในมือของพวกเ้า"
พระครูอูสะให้ทั้งสามคุกเข่าลง วางฝ่ามือบนรากไทรที่ใหญ่ที่สุดซึ่งโผล่พ้นขึ้นมาจากพื้นดิน
"จงหลับตา...และกล่าวตามข้า" เสียงของท่านก้องกังวานและทรงอำนาจ "ด้วยเกียรติแห่งนักรบ...ด้วยจิติญญาแห่งผู้เรียนรู้...ข้าขอให้สัตย์ปฏิญาณต่อหน้าเทพยดาและอารักษ์ผู้พิทักษ์ไพรพงแห่งนี้ว่า...
ข้า...จะไม่สังหารหรือทำร้ายชาวพม่า และจะไม่ใช้วิชาที่ได้ร่ำเรียนมาเพื่อทำลายล้างแผ่นดินพม่า...ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใดก็ตาม"
คำอินทร์หลังได้ฟังรู้สึกได้ถึงความหนักอึ้งของคำสาบานนั้นผ่านน้ำเสียงที่เล่าของหลวงปู่ มันคือพันธสัญญาที่ยิ่งใหญ่เกินกว่าที่คนธรรมดาจะเข้าใจได้
เ้าฟ้าแก้วกล่าวตามด้วยน้ำเสียงที่หนักแน่น แม้ในใจจะรู้สึกว่ามันคือโซ่ตรวนที่อาจพันธนาการพระองค์ในอนาคต หากวันหนึ่งต้องขึ้นครองราชย์...แต่เพื่อความรู้ที่ยิ่งใหญ่ที่อยู่ตรงหน้า พระองค์ยอมรับเงื่อนไขนั้น
อินทร์กล่าวตามด้วยความสงบและจริงใจ จิตใจของเขาไม่เคยคิดจะทำร้ายผู้ใดอยู่แล้ว คำสาบานนี้จึงสอดคล้องกับตัวตนของเขาอย่างแท้จริง เขามองว่ามันคือหนทางสู่ความเข้าใจซึ่งกันและกันระหว่างสองแผ่นดิน
ส่วนมินจอส่วย...เขากล่าวตามด้วยน้ำเสียงที่สั่นเครือด้วยความตื้นตันใจอย่างสุดซึ้ง น้ำตาคลอหน่วยขึ้นมาในดวงตาของเขา สำหรับเขาผู้รักชาติยิ่งชีพ การได้ยินสหายผู้เป็ถึงเ้าชายแห่งสยามกล่าวคำสาบานนี้ต่อหน้า...มันคือสิ่งที่ล้ำค่าที่สุด คือเครื่องยืนยันในมิตรภาพที่ข้ามพ้นพรมแดนอย่างแท้จริง
หลังจากทั้งสามกล่าวจบ พระครูอูสะก็พยักหน้ารับอย่างพึงพอใจ "ดี...พวกเ้าผ่านบททดสอบแรกแล้ว"
แต่ก่อนที่ท่านจะพาทั้งสามกลับกระท่อมเพื่อเริ่มต้นบทเรียนแรก ท่านได้หันมามองเ้าฟ้าแก้วและมินจอส่วยเป็ครั้งสุดท้าย...แววตาของท่านฉายแววกังวลออกมาอย่างชัดเจน
"จำไว้เถิด...สายใยที่แข็งแกร่งที่สุดนั้นถักทอขึ้นจากเจตจำนงที่ร่วมกัน...แต่รอยร้าวที่ลึกที่สุดก็มักจะถูกสลักเสลาขึ้นจากหน้าที่ที่แตกต่าง"
ท่านทอดถอนใจยาว ลมในป่าพัดกรูเกราวกับจะตอบรับคำพูดของท่าน
"จงภาวนา...อย่าให้เส้นทางของพวกเ้าในอนาคต...ต้องบีบบังคับให้ต้องเลือกระหว่าง 'คำสัญญาของศิษย์' กับ 'หน้าที่ของตน' เลย"
คำพูดอันเป็ปริศนานั้น...คือเงาของโศกนาฏกรรมที่กำลังรอคอยพวกเขาอยู่ในภายภาคหน้า...และมันคือปฐมบทของทุกสิ่งทุกอย่างที่กำลังจะตามมา