ตอนที่ 1: เศษข้าวสารกับผู้ดูแลหน้าเื
"หวีดหวิว..."
เสียงลมหนาวลอดผ่านรูรั่วของผนังไม้ไผ่ผุพังดังบาดหู แสงอาทิตย์ยามเย็นสาดส่องเข้ามาเป็ลำแสงเล็กๆ เผยให้เห็นฝุ่นละอองที่ลอยฟุ้งอยู่ในกระท่อมรูหนูที่แคบเสียจนยืดขาแทบไม่สุด แห่งนี้คือที่ซุกหัวนอนของ 'หลี่ฟาน' ศิษย์สายนอกผู้ดูแลแปลงสมุนไพรเขต 7 อันห่างไกลความเจริญ
บุรุษหนุ่มรูปร่างผอมเกร็งนั่งขัดสมาธิอยู่หน้าเตาดินเผาเก่าๆ ที่มีรอยร้าวเป็ทางยาว ดวงตาของเขาจ้องเขม็งไปยังถุงผ้าใบจิ๋วในมือราวกับกำลังทำศึกชิงความเป็ตาย นิ้วมือที่หยาบกร้านจากการจับจอบเสียมค่อยๆ คีบเมล็ดข้าวสารสีตุ่นๆ ออกมาหย่อนลงในหม้อต้มน้ำเดือดพล่านอย่างบรรจง
"หนึ่งร้อยแปด... หนึ่งร้อยเก้า..."
หลี่ฟานหยุดมือทันที ดวงตาหรี่ลงคำนวณอย่างรวดเร็ว เขามองเมล็ดข้าวสารเม็ดที่หนึ่งร้อยสิบที่ค้างอยู่ที่ปลายตะเกียบ ก่อนจะตัดสินใจเก็บมันกลับเข้าถุง
"พอ! มากกว่านี้จะเปลือง เกินความจำเป็สำหรับการประทังชีวิตไปครึ่งส่วน"
เด็กหนุ่มมัดปากถุงข้าวสารแ่าถึงสามทบ ก่อนจะใช้นิ้วปาดเศษแป้งสีขาวที่ติดอยู่ตรงขอบถุงแล้วนำมาแตะลิ้น ไม่ยอมให้เสียของแม้แต่นิดเดียว
กลิ่นหอมเจือจางของข้าวต้มลอยขึ้นมาแตะจมูก กลิ่นนั้นเบาบางเสียจนถ้าหลี่ฟานไม่สูดหายใจลึกจนปอดแทบฉีก เขาคงััไม่ได้ เขาใช้ทัพพีไม้กวนน้ำในหม้อ น้ำสีขาวขุ่นใสแจ๋วจนแทบจะมองเห็นก้นหม้อบุบๆ ได้ชัดเจน ใบหน้าตอบเซียวและผิวสีแทนคล้ำแดดของเขาสะท้อนอยู่บนผิวน้ำแกงนั้น
หลี่ฟานตักข้าวต้มใส่ชามบิ่นๆ นี่คือหนึ่งมื้อของเขาสำหรับวันนี้... และอาจจะเป็มื้อเดียว
"ซด..."
เสียงซดน้ำข้าวร้อนๆ ดังลั่นกระท่อม ความอบอุ่นไหลผ่านลำคอลงสู่กระเพาะที่ว่างเปล่า แต่มันแทบไม่ช่วยบรรเทาความโหยหิวที่กัดกินเขามาตลอดสัปดาห์ รสชาติจืดชืดเหมือนน้ำล้างหม้อ แต่สำหรับหลี่ฟาน มันคือรสชาติของการมีชีวิตรอด
"ใครต่อใครบอกว่าวิถีเซียนคือเส้นทางสู่เกียรติยศ..." หลี่ฟานแค่นเสียงหัวเราะในลำคอ ขณะใช้ลิ้นเลียก้นชามจนสะอาดเอี่ยมอ่องโดยไม่ต้องล้าง "คนอื่นฝึกเซียนเพื่อเป็ะ เหาะเหินเดินอากาศ... แต่ข้าหลี่ฟาน ฝึกเซียนเพียงเพื่อไม่ให้อดตายข้างถนนเหมือนหมาข้างทาง"
ความทรงจำวัยเด็กแว้บเข้ามาในหัว ภาพการแย่งชิงเปลือกไม้และดินโคลนเพื่อมายัดใส่ท้อง ความเ็ปจากการบิดมวนของลำไส้ที่ว่างเปล่า ความกลัวนั้นฝังลึกยิ่งกว่าความตาย หลี่ฟานสะบัดหน้าไล่ความคิดฟุ้งซ่าน เขาไม่ใช่เด็กน้อยคนนั้นอีกแล้ว ตอนนี้เขาคือผู้ฝึกตน... แม้จะเป็แค่ผู้ฝึกตนชั้นสวะในสายตาคนอื่นก็ตาม
เมื่อกินเสร็จ สัญชาตญาณความระแวงของเขาก็ทำงานทันที
หลี่ฟานนั่งนิ่ง หูขยับเล็กน้อยเพื่อกรองเสียงรอบข้าง นอกจากเสียงลมพัดใบไผ่เสียดสีกันและเสียงแมลงยามค่ำคืน ไม่มีเสียงฝีเท้าของใคร เขาค่อยๆ ขยับตัวไปที่มุมห้องอันมืดมิด ซึ่งมีกองฟางสกปรกวางทับอยู่
เขากวาดกองฟางออก เผยให้เห็นแผ่นกระเบื้องปูพื้นที่ดูธรรมดาเหมือนแผ่นอื่นๆ แต่เมื่อหลี่ฟานใช้นิ้วเคาะเบาๆ ที่มุมซ้ายล่างสามครั้ง กระเบื้องแผ่นนั้นก็ดีดตัวขึ้นเล็กน้อย
เด็กหนุ่มล้วงมือลงไปในหลุมดินขนาดเท่ากำปั้น หยิบห่อผ้าสีดำเปื้อนโคลนขึ้นมา มือของเขาสั่นระริกเล็กน้อยขณะคลี่ผ้าออก
ภายในนั้น มีก้อนผลึกสีขุ่นมัวขนาดเท่าหัวแม่มือวางอยู่สองก้อน แสงจางๆ จากผลึกแทบจะมองไม่เห็น แต่มันคือสิ่งที่มีค่าที่สุดในชีวิตของเขา
"หินิญญาระดับต่ำ... สองก้อน"
ดวงตาของหลี่ฟานเป็ประกายวาวโรจน์ยิ่งกว่าตอนเห็นข้าวสาร เขาหยิบมันขึ้นมาแนบแก้ม ััถึงไอเย็นเยียบและพลังปราณอันน้อยนิดที่แผ่ออกมา
"ค่าแรงจากการดูแลสวนสามเดือน... บวกกับการขายสมุนไพรป่าที่แอบเก็บได้... ทั้งหมดอยู่ในนี้" เขาพึมพำเสียงเบาราวกระซิบ คำนวณมูลค่าในหัวอย่างรวดเร็ว "สองก้อนนี้ซื้อข้าวสารเกรดต่ำได้ยี่สิบกระสอบ... หรือซื้อยาสมานแผลเกรดขยะได้สองขวด... แต่ถ้าจะซื้อ 'ถุงมิติ' ใบเล็กที่สุด ต้องใช้ถึงสองร้อยก้อน..."
ตัวเลขที่ห่างไกลทำให้เขาถอนหายใจเฮือกใหญ่ แต่เขาก็รีบห่อหินิญญากลับอย่างรวดเร็วราวกับกลัวว่าอากาศจะกัดกินเนื้อหิน เขาหย่อนมันกลับลงไปในหลุม ปิดกระเบื้อง และกลบด้วยกองฟางอย่างแเี พร้อมจัดวางเศษฟางให้ดูยุ่งเหยิงเหมือนธรรมชาติที่สุด
"สองก้อนนี้คือทุนรอนสุดท้าย ห้ามแตะต้องเด็ดขาดถ้าไม่ถึงคราวคอขาดบาดตาย... พรุ่งนี้ผู้ดูแลหวังน่าจะมาตรวจสวนอีกแล้ว ข้าต้องทำตัวให้น่าสมเพชเข้าไว้ อย่าให้มันรู้ว่าข้าพอจะมีเงินเก็บ"
หลี่ฟานล้มตัวลงนอน กอดแขนตัวเองแน่นเพื่อคลายหนาว สายตาจ้องมองเพดานทะลุออกไปเห็นดวงดาว จิตใจของเขาไม่ได้ฝันถึงการเป็จอมยุทธ์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่เขากำลังวางแผนว่าพรุ่งนี้จะแอบไปขุดไส้เดือนหลังแปลงสมุนไพรมาตากแห้งเป็เสบียงเสริมได้อย่างไรโดยไม่ให้ใครเห็น
ทว่า... จินตนาการถึงมื้ออาหารอันโอชะยังไม่ทันจะได้เริ่มขึ้น
โครม!
บานประตูรั้วไม้ไผ่ที่หลี่ฟานอุตส่าห์ถักทอด้วยความประณีตเพื่อประหยัดเงินจ้างช่าง ถูกถีบจนปลิวหลุดจากบานพับ เศษไม้ไผ่แตกกระจายเกลื่อนพื้นดิน ฝุ่นตลบฟุ้งไปทั่วบริเวณหน้ากระท่อม
หลี่ฟานสะดุ้งสุดตัว มือที่กำลังจะเอื้อมไปหยิบถ้วยน้ำชาบิ่นๆ ชะงักค้างกลางอากาศ หัวใจของเขากระตุกวูบไม่ใช่เพราะความใกลัว แต่เป็ความเสียดายที่แล่นปราดเข้าสู่สมอง
'ไม้ไผ่ห้าลำ... เชือกป่านอีกสองศอก... แถมยังต้องเสียเวลาซ่อมอีกครึ่งวัน!' เขาคำนวณมูลค่าความเสียหายในเสี้ยววินาที ฟันกรามขบกันแน่นด้วยความเ็ปรวดร้าวราวกับเนื้อหนังของตัวเองถูกเฉือน
ใบหน้าที่บึ้งตึงเคร่งเครียดเมื่อครู่กลับสลายหายไป แทนที่ด้วยรอยยิ้มเจื่อนๆ ที่ดูโง่งมและขลาดเขลา หลี่ฟานรีบวางถ้วยชาลงอย่างระมัดระวัง แล้วถลันตัววิ่งออกจากกระท่อมด้วยท่วงท่าที่ดูงกๆ เงิ่นๆ ราวกับสุนัขที่ได้ยินเสียงเ้าของ
ที่ลานหน้าบ้าน ท่ามกลางแสงสีส้มสุดท้ายของดวงอาทิตย์ ร่างท้วมหนาในชุดคลุมผ้าไหมสีน้ำเงินเข้มยืนตระหง่านอยู่ พุงพลุ้ยที่ยื่นออกมาดันสายคาดเอวแทบจะปริแตก ใบหน้ากลมแป้นมันเยิ้มสะท้อนแสงแดด และหนวดแพะใต้คางที่ขยับไหวๆ เวลาเ้าตัวหายใจแรงด้วยความเหนื่อยหอบจากการเดินขึ้นเขา
นี่คือ ผู้ดูแลหวัง หรือที่ศิษย์สายนอกแอบเรียกกันลับหลังว่า 'หวังจอมดูดเื'
"ศิษย์... ศิษย์คารวะท่านผู้ดูแลหวังขอรับ!" หลี่ฟานประสานมือคารวะ ปล่อยให้หัวไหล่ห่อเหี่ยวลงและก้มหลังต่ำจนแทบจะขนานกับพื้น แสดงท่าทีนอบน้อมถ่อมตนถึงขีดสุด
ผู้ดูแลหวังพ่นลมออกทางจมูกเสียงดัง ฮึ! สายตาเหยียดหยามกวาดมองไปรอบๆ แปลงสมุนไพรที่ดูแห้งแล้ง ก่อนจะมาหยุดที่ร่างผอมแห้งของหลี่ฟาน
"หลี่ฟาน... เ้ามัวทำอะไรอยู่? ทำไมข้าต้องถ่อสังขารขึ้นมาถึงที่นี่ เ้าไม่รู้หรือว่าวันนี้เป็วันอะไร?" เสียงแหลมเล็กที่ขัดกับรูปร่างใหญ่โตแผดลั่น
"ข้าน้อย... ข้าน้อยผิดไปแล้วขอรับ วันนี้ยุ่งอยู่กับการกำจัดแมลงในแปลงผัก จนลืมดูตะวัน" หลี่ฟานรีบแก้ตัว น้ำเสียงสั่นเครืออย่างเสแสร้ง "ท่านผู้ดูแลผู้ยิ่งใหญ่ โปรดเมตตาศิษย์โง่เขลาผู้นี้ด้วย"
ในใจของหลี่ฟานกลับก่นด่าสาปแช่งไปถึงบรรพบุรุษสิบแปดโคตรของคนตรงหน้า 'ไอ้หมูตอนเอ๊ย! ทางเดินขึ้นเขาแค่เจ็ดร้อยขั้น เ้าหอบเหมือนควายใกล้ตาย แถมยังมาพังประตูข้าอีก ถ้าข้าเก่งกว่าเมื่อไหร่ จะจับเ้ามาเคี่ยวทำน้ำมันสกัดดูสักที!'
ผู้ดูแลหวังไม่สนใจคำแก้ตัว เขาเดินอาดๆ เข้ามาใกล้ กลิ่นแป้งหอมราคาแพงผสมกับกลิ่นเหงื่อเปรี้ยวๆ ลอยมาเตะจมูกหลี่ฟาน ชายร่างอ้วนยื่นมือที่อวบอูมแบออกมาตรงหน้า
"อย่างี่เง่า 'ส่วยประจำเดือน' ของเ้าล่ะ? หรือคิดว่าอยู่ที่แปลงเจ็ดท้ายสุดขอบโลก แล้วข้าจะลืมเก็บ 'ค่าบำรุงรักษา' ไปได้?"
คำว่า 'ค่าบำรุงรักษา' เป็เพียงข้ออ้างสวยหรูของการขูดรีด หลี่ฟานรู้ดีกว่าใคร เงินเบี้ยหวัดที่สำนักจ่ายให้ศิษย์สายนอกคือ 2 หินิญญาต่อเดือน แต่ผู้ดูแลหวังมักจะหักหัวคิวไปอ้างว่าเป็ค่าธรรมเนียม จนศิษย์ส่วนใหญ่แทบไม่เหลืออะไร
หลี่ฟานทำหน้าเหมือนคนกำลังจะร้องไห้ เขาแบมือที่ว่างเปล่าออก บีบน้ำตาคลอเบ้า "ท่านผู้ดูแล... ท่านก็เห็น..." เขาผายมือไปทางแปลงสมุนไพรด้านหลัง ที่มีเพียง 'หญ้าิญญาสามใบ' ต้นเล็กๆ ขึ้นหรอมแหรม ดินสีดำแตกระแหงบ่งบอกถึงความแร้นแค้น
"ปีนี้ฝนแล้งหนัก น้ำจากลำธารบนเขาไหลมาไม่ถึงแปลงเจ็ดเลยขอรับ หญ้าิญญาพวกนี้ใบเหลืองกรอบ ขายไม่ได้ราคาเลย... ข้าน้อย... ข้าน้อยแทบไม่มีอะไรกินแล้วเดือนนี้"
หลี่ฟานพยายามเล่นละครบทโศก อธิบายความลำบากอย่างสุดซึ้ง หวังจะขอลดหย่อนค่าคุ้มครอง หรืออย่างน้อยก็ขอผลัดผ่อนไปก่อน เขาคำนวณในใจว่า หากต้องจ่ายจริง เขาอาจจะต้องเสียหินิญญา 1 ก้อน ซึ่งนั่นเท่ากับเงินเก็บครึ่งชีวิตของเขา
"หุบปาก!"
ผู้ดูแลหวังตวาดลั่น พร้อมกับสะบัดฝ่ามือตบเข้าที่ไหล่ของหลี่ฟานอย่างแรง แม้พลังตบจะไม่ได้ใช้ลมปราณ แต่แรงกระแทกจากคนตัวใหญ่ก็ทำให้หลี่ฟานที่แกล้งทำตัวอ่อนแอเซถลาไปชนเสากระท่อม
ตุบ!
"อย่ามาเล่นลิ้นกับข้า เ้าคิดว่าข้าจะเชื่อน้ำหน้าอย่างเ้าหรือ?" ผู้ดูแลหวังเดินเข้าประชิด ใบหน้ามันย่องแสยะยิ้มอย่างน่ารังเกียจ ดวงตาหยีเล็กจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่ฟานราวกับจะค้นหาความลับ
"ที่ดินแปลงเจ็ด ถึงจะห่วยแตก แต่มันก็เงียบสงบ ไม่มีใครมารบกวน ข้ารู้ว่าแอบเ้าซ่อนอะไรไว้... เ้าคงไม่อยากให้ข้ารายงานผู้าุโเื่ที่เ้าแอบไปขุดสมุนไพรป่านอกเขตมาขายใช่ไหม?"
หัวใจของหลี่ฟานกระตุกวูบ 'มันรู้เื่ตลาดมืดหรือ? เป็ไปไม่ได้ ข้าปลอมตัวมิดชิดทุกครั้ง หรือมันแค่ขู่?' ความระแวงแล่นพล่าน แต่ใบหน้าของเขายังคงรักษาความหวาดกลัวไว้อย่างคงเส้นคงวา
"มันแค่เดาสุ่มแน่ๆ ถ้ามันมีหลักฐาน ป่านนี้ข้าคงโดนจับขังลืมไปแล้ว"
"ข้า... ข้าเปล่านะขอรับ! ข้าไม่กล้า..."
"จะกล้าหรือไม่ ข้าไม่สน" ผู้ดูแลหวังตัดบท น้ำเสียงเปลี่ยนเป็เ็าและเด็ดขาด "ข้าเบื่อที่จะฟังข้อแก้ตัวจนๆ ของเ้าแล้ว"
มันชูนิ้วมืออวบอ้วนขึ้นมาห้านิ้ว ตรงหน้าหลี่ฟาน
"ห้าก้อน"
หลี่ฟานเบิกตากว้าง คราวนี้ใจริง "ห... ห้าก้อน? หินิญญาห้าก้อน? ท่านผู้ดูแล ล้อเล่นแล้ว! เบี้ยหวัดข้าทั้งเดือนยังแค่สองก้อน ท่านจะเอาห้าก้อน ข้าจะไปหามาจากไหน?"
"นั่นมันเื่ของเ้า!" หวังอ้วนแค่นเสียง "จะไปขโมย ไปปล้น หรือจะขายเืขายไต ข้าไม่รับรู้ แต่ข้า้าหินิญญาห้าก้อน เป็ค่าที่ข้าอุตส่าห์ปิดหูปิดตาให้เ้าอยู่ที่นี่อย่างสบายใจมาตลอด"
"ภายในสามวัน..."
ผู้ดูแลหวังยื่นหน้าเข้ามาใกล้จนลมหายใจเหม็นๆ รดหน้าหลี่ฟาน เสียงกระซิบของมันฟังดูเหมือนเสียงขู่ฟ่อของงูพิษ
"อีกสามวัน ข้าจะมาใหม่ เตรียมหินิญญามาให้ครบ ถ้าขาดแม้แต่เสี้ยวเดียว... ก็เตรียมเก็บข้าวของเน่าๆ ของเ้า แล้วไสหัวออกไปจากสำนักกระบี่ชิงหยุนซะ! ไปเป็ขอทานเร่ร่อนดูสิว่าเ้าจะรอดได้สักกี่วัน!"
พูดจบ ผู้ดูแลหวังก็สะบัดแขนเสื้อ เดินหันหลังกลับอย่างไม่ไยดี ทิ้งให้หลี่ฟานยืนนิ่งงันอยู่หน้ากระท่อม มันเดินเตะเศษไม้ไผ่ประตูรั้วที่พังเสียหายอย่างหงุดหงิด ก่อนจะเดินลงเขาไป ทิ้งไว้เพียงเสียงหัวเราะเย้ยหยันที่ลอยมาตามลม
หลี่ฟานยืนมองแผ่นหลังกว้างนั้นจนลับสายตา รอยยิ้มโง่งมเลือนหายไปจากใบหน้าทันที แทนที่ด้วยความเ็าและดวงตาที่วาวโรจน์ดุจสัตว์ร้ายที่จนตรอก
สามวัน... หินิญญาห้าก้อน...
ต่อให้เขาขายทุกอย่างในกระท่อม รวมถึงเสื้อผ้าที่ใส่อยู่ ก็ยังได้ไม่ถึงครึ่งก้อนด้วยซ้ำ นี่ไม่ใช่การรีดไถธรรมดา แต่มันคือการบีบให้ตายทั้งเป็
"ไอ้หมูสกปรก..." หลี่ฟานกัดฟันกรอด เสียงลอดไรฟันเบาหวิวจนแทบไม่ได้ยิน "เ้าอยากได้ห้าก้อนงั้นหรือ? ได้... ข้าจะหาให้เ้า แต่เ้าอาจจะต้องจ่ายคืนด้วยราคาที่แพงกว่านั้น"
เขาก้มลงเก็บเศษไม้ไผ่ขึ้นมาทีละชิ้นอย่างใจเย็น สมองเริ่มคำนวณทางรอดอย่างบ้าคลั่ง ในสถานการณ์ที่หลังชนฝาเช่นนี้ ความตระหนี่ถี่ถ้วนแบบเดิมอาจช่วยอะไรไม่ได้แล้ว ถึงเวลาที่เขาต้องงัด 'ความลับ' ใต้ดินออกมาใช้เสี่ยงดวงดูสักครั้ง
ผู้ดูแลหวังเพิ่งจะก้าวเท้าพ้นเขตแปลงสมุนไพรไปได้เพียงสองก้าว จู่ๆ ร่างท้วมหนาก็ชะงักกึก ปลายจมูกที่ไวต่อกลิ่นของมีค่าขยับฟุดฟิดราวกับสุนัขล่าเนื้อที่ได้กลิ่นเื สายตาโลภมากกวาดมองฝ่าความมืดสลัวกลับเข้ามาในแปลงปลูก
"หืม? นั่นมัน..."
มันหันขวับ เดินดุ่มๆ ย้อนกลับเข้ามา โดยไม่สนใจว่าจะเหยียบย่ำแปลง 'หญ้าโลหิต' ที่หลี่ฟานเพิ่งจะพรวนดินเสร็จไปเมื่อเช้า รองเท้าผ้าไหมราคาแพงบดขยี้ต้นกล้าอ่อนจนแหลกเหลวเป็น้ำสีแดงฉานคาดิน
หลี่ฟานมองภาพความเสียหายนั้นด้วยสายตาที่แข็งค้าง หัวใจเต้นระรัวด้วยความตระหนก สายตาของผู้ดูแลหวังจับจ้องไปยังมุมหนึ่งของแปลงปลูก ที่ซึ่งมีใบไม้สีเขียวมรกตอวบน้ำเรืองแสงจางๆ ซ่อนตัวอยู่ใต้เงาของวัชพืช
"หญ้าน้ำค้างิญญา!"
นั่นคือความหวังเดียวของหลี่ฟาน สมุนไพรระดับต่ำที่เขาแอบทะนุถนอมดูแลเป็พิเศษ ยอมแบ่งปันน้ำิญญาที่เจือจางจนแทบจะเป็น้ำเปล่ามารดให้มันทุกวัน เพื่อหวังว่าเมื่อมันโตเต็มที่ จะขายได้ราคาสัก 30 ทรายิญญา พอให้เขาซื้อข้าวกินประทังชีวิตไปได้อีกครึ่งเดือน
แต่ตอนนี้ เงาทะมึนของผู้ดูแลหวังกำลังทาบทับลงบนความหวังนั้น
"ตาถึงจริงๆ ไอ้หนู ไม่นึกว่าแปลงดินจืดๆ ของเ้าจะปลูกของแบบนี้ขึ้นมาได้" ผู้ดูแลหวังหัวเราะร่าในลำคอ มืออวบอ้วนยื่นลงไปคว้าที่โคนต้นอย่างหยาบคาย ไร้ซึ่งความปราณีหรือศิลปะในการเก็บเกี่ยว
"อย่านะขอรับ! มันยัง..." หลี่ฟานเผลอร้องห้าม แต่ไม่ทันเสียแล้ว
ปึด!
เสียงรากฝอยฉีกขาดออกจากเนื้อดินดังชัดเจนในความเงียบสงัดสงัดยามค่ำคืน
ผู้ดูแลหวังสลัดดินออกจากรากสมุนไพรอย่างไม่ไยดี ทำให้รากฝอยบางส่วนขาดวิ่น น้ำเลี้ยงสีใสหยดลงพื้นราวกับเืที่ไหลออกจากอกของหลี่ฟาน
"ยังไม่โตเต็มที่งั้นรึ? ช่างประไร เอาไปดองเหล้าก็รสชาติดีไม่หยอก" มันหมุนสมุนไพรในมือเล่นอย่างพึงพอใจ ก่อนจะหันมาแสยะยิ้มให้เ้าของสวนที่ยืนตัวสั่นเทิ้ม
"ถือว่าต้นนี้... เป็ดอกเบี้ยล่วงหน้าสำหรับหนี้ห้าก้อนของเ้าก็แล้วกัน ข้าอุตส่าห์ช่วยลดภาระให้ เ้าน่าจะขอบใจข้านะ"
หลี่ฟานยืนก้มหน้านิ่ง สองมือที่แนบข้างลำตัวกำแน่นจนเล็บจิกเข้าไปในเนื้อฝ่ามือ ความเ็ปแล่นริ้วขึ้นมา แต่เทียบไม่ได้กับไฟแค้นที่กำลังลุกโชนอยู่ในอก เส้นเืที่ขมับปูดโปนจากการพยายามสะกดกลั้นอารมณ์ไม่ให้พุ่งเข้าไปฉีกกระชากคอหอยของเ้าหมูตอนตรงหน้า
ฆ่ามัน?
ไม่ได้... มันอยู่ระดับรวบรวมลมปราณขั้น 7 ข้าอยู่แค่ขั้น 3 สู้ไปก็เหมือนเอาไข่ไปกระทบหิน
โวยวาย?
มันจะหาเื่ไล่ข้าออกทันที หรือไม่ก็ซ้อมข้าจนตายคามือ
ทุกการคำนวณในหัวของหลี่ฟานชี้ไปที่ทางออกเดียว 'อดทน'
รอยยิ้มขมขื่นค่อยๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าซีดเผือด หลี่ฟานสูดหายใจลึก ปรับสีหน้าให้ดูโง่งมและเจียมเนื้อเจียมตัวที่สุด ก่อนจะเงยหน้าขึ้นประสานมือคารวะ
"ขอบคุณ... ท่านผู้ดูแลหวังที่เมตตาขอรับ หญ้าต้นนั้นถือเป็วาสนาของท่านแล้วที่ได้ไป"
เสียงของเขาสั่นเครือเล็กน้อย ซึ่งผู้ดูแลหวังตีความว่าเป็เสียงของความกลัวและความเสียดาย นั่นยิ่งทำให้มันรู้สึกได้ชัยชนะ มันหัวเราะเสียงดังลั่น ยัดหญ้าน้ำค้างิญญาใส่คอเสื้ออย่างลวกๆ แล้วเดินอาดๆ จากไป ทิ้งให้ความมืดเข้าปกคลุมแปลงสมุนไพรอีกครั้ง
เสียงฝีเท้าของผู้ดูแลหวังจางหายไปจนเงียบสนิท
หลี่ฟานยังคงยืนอยู่ที่เดิม เขาค่อยๆ คลายมือที่กำแน่นออก พบว่าฝ่ามือชุ่มไปด้วยเหงื่อและเืซึม เขาเดินโซเซไปที่หลุมดินว่างเปล่าที่เพิ่งถูกปล้นชิง ทรุดตัวลงนั่งคุกเข่า มือสั่นเทาััร่องรอยความเสียหาย
"สามสิบ... ทรายิญญา..." เขาพึมพำเสียงแหบแห้ง ดวงตาที่เคยแสร้งทำเป็หวาดกลัวค่อยๆ เปลี่ยนไป ความโศกเศร้าถูกแทนที่ด้วยความเ็าอำมหิต แววตาที่จ้องมองความมืดเบื้องหน้านั้นว่างเปล่าราวกับหลุมลึกไร้ก้นบึ้ง
ในโลกนี้ ความอ่อนแอคือบาป ความจนคือกรรมเก่า แต่ความซื่อสัตย์คือความโง่เขลา
"ข้าอุตส่าห์ทำตามกฎ... จ่ายส่วย ทำงานหนัก ประหยัดอดออม" หลี่ฟานแค่นหัวเราะเยาะตัวเอง เสียงของเขาเยือกเย็นจนน่าขนลุก "แต่ดูสิ่งที่ข้าได้รับสิ? ข้าเหลือนับข้าวสารกินทีละเม็ด แต่พวกมันกลับสูบเืข้าไปเสวยสุข"
เขาลุกขึ้นยืนปัดฝุ่นที่หัวเข่า ท่าทางหลังค่อมแบบคนรับใช้หายไป เหลือเพียงแผ่นหลังที่เหยียดตรงและแข็งแกร่ง เขาหันไปมองทางทิศตะวันตกของแปลงสมุนไพร บริเวณที่เป็ป่ารกทึบและเป็ที่ทิ้งขยะของเสียจากสำนัก ตรงนั้นมี 'ความลับ' บางอย่างที่เขาค้นพบเมื่อเดือนก่อน แต่ไม่กล้าแตะต้องเพราะกลัวผลกระทบ
แต่วันนี้ ความกลัวอดตายมีมากกว่าความกลัวตาย
"ดี... ถ้าวิธีของคนดีมันทำให้ข้าต้องอดตาย งั้นข้าก็จะเป็มาร!"
หลี่ฟานเดินไปคว้าจอบเก่าสนิมเขรอะที่พิงอยู่ข้างโรงเก็บของ ด้ามไม้ที่ผ่านการใช้งานมาอย่างหนักกระชับเข้ากับฝ่ามือ ดวงตาคมกริบกวาดมองไปในความมืด เขาไม่ได้จะไปพรวนดินปลูกผัก แต่เขากำลังจะไปขุดหาเส้นทางรอดที่ท้าทายกฎ์
ร่างผอมแห้งแบกจอบเดินหายเข้าไปในเงามืดของป่าท้ายสวน เสียงใบไม้แห้งถูกเหยียบย่ำดังก้องเป็จังหวะ ราวกับเสียงกลองศึกที่ประกาศาเงียบระหว่างเขากับโลกใบนี้