เซียนจอมเวทย์ - Deva Wizard

    ภาค 1 ตอนที่ 42 ความสามารถของอาวุธวิญญาณ

            เมื่อการจู่โจมอันรุนแรงกำลังเคลื่อนเข้ามา

            ดวงตาของเอริกส่งประกายเย็นวาบออกมาเขารู้ว่าภายใต้การโจมตีนี้เพียงแค่พลังระดับผู้ใช้เวทย์ย่อมไม่สามารถรองรับมันเอาไว้ได้

            พริบตาเดียวร่างของเอริกก็ถูกปกคลุมไปด้วยกลิ่นไอเวทย์อันทรงพลังบนร่างของเขาก็ปรากฏผ้าคลุมเวทย์ที่เปล่งประกายไปด้วยสีเงินส่องแสงออกมาแวววาว

            อำนาจของพลังเวทย์เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล

            มันคือผ้าคลุมเวทย์สีเงิน 

            สีเงินที่แสดงถึงฐานะของผู้ที่อยู่ในระดับขั้นจอมเวทย์

            เมื่อร่างกายได้รับพลังจากผ้าคลุมเวทย์ผืนนี้แรงกดดันพลังเวทย์ก็โพยพุ่งออกมาจากร่างของเอริกอย่างเข้มข้น

            ภายในรัศมี10 เมตร แรงกดดันพลังเวทย์ที่รุนแรงซัดทุกสิ่งโดยรอบให้ดันออกห่าง

            เอริกกวาดดาบยักษ์ออกไปข้างหน้าภายในเสี้ยววินาทีอย่างรวดเร็ว

            ซูม!

            ไม่น่าเชื่อ!พลังของดาบยักษ์นั้นพลันระเบิดออกมาเป็นระลอกคลื่นของมวลน้ำ มันกลืนกินพลังของเมอร์ลินไปอย่างง่ายดาย

            เพียงแค่การสะบั้นดาบเพียงครั้งเดียวก็สามารถทำให้ห่าฝนพลังปราณหอกของเมอร์ลินหายไปได้ในพริบตา 

            การโจมตีของเมอร์ลินนั้นถูกลบจนไร้ผลอย่างสิ้นเชิง

            เมอร์ลินเริ่มที่จะประหวั่นอยู่ในใจ

            ยังไม่ทันที่เมอร์ลินจะได้ขยับตัวเคลื่อนไหวเอริกก็เป็นฝ่ายบุกเข้ามาด้วยท่วงท่าอันน่าสะพรึง

            ชายชราในผ้าคลุมเวทย์สีเงินนั้นเคลื่อนไหวด้วยความเร็วที่เหนือมนุษย์

            ดาบยักษ์แมนติคอร่าถูกยกขึ้นเหนือศีรษะและฟันไปยังทิศทางที่เมอร์ลินยืนอยู่

            “จงอาละวาดอย่างบ้าคลั่งแมนติคอร่า”เอริกส่งเสียงคำรามอย่างกึกก้อง

            กรรจ์!

            ซูมซูม ซูม!           

            ทันใดนั้นเองร่างของเมอร์ลินที่กำลังลอยอยู่กลางอากาศก็เกิดอาการผิดปกติ

            บรรยากาศบริเวณนั้นพลันเกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างน่าประหลาด

            ร่างของเมอร์ลินจู่ๆก็รู้สึกหนักอึ้ง เด็กน้อยไม่สามารถทรงตัวได้ ร่างกายของเขากลายเป็นไม่สามารถควบคุมได้อีกต่อไปร่างนั้นถูกแรงดูดทำให้ร่วงลงมาอย่างฉับพลัน

            ตูม!

            พื้นดินที่เมอร์ลินตกลงมาบังเกิดหลุมลึกเสียงหึ่งๆ ยังคงดังทั่วชั้นบรรยากาศ

            เมอร์ลินนั้นไม่สามารถขยับตัวเคลื่อนไหวได้เลยมันเหมือนกับว่าเขากำลังถูกภูเขาลูกใหญ่กดทับ ร่างกายของเขาถูกทำให้มีน้ำหนักที่เพิ่มอย่างน่าหวาดกลัวเขาพยายามดันตัวลุกขึ้นแต่ก็ไม่สามารถทำได้  

            สีหน้าของเด็กน้อยเต็มไปด้วยความบูดเบี้ยวเขากัดฟันกรอดอย่างไม่สบอารมณ์

            เอริกนั้นยังคงยิ้มและจ้องมองเมอร์ลิน

            “อย่าฝืนเลยเด็กน้อยสิ่งที่เจ้ากำลังเผชิญนั้นคือความสามารถของอาวุธวิญญาณของข้า”เอริกระเบิดเสียงหัวเราะและเอ่ยต่อ “แมนติคอร่านั้นมีความสามารถในการควบคุมแรงโน้มถ่วงได้หากข้าไม่ทำการถอนคำสั่ง ด้วยระดับการบ่มเพาะของเจ้าแรงโน้มถ่วงนี้จะทำให้ร่างกายของเจ้าไม่สามารถเคลื่อนไหวได้"

            เมอร์ลินส่งเสียงคำรามอยู่ภายในเขามองไปที่เอริกและเอ่ย

            “ตัวตนที่ยิ่งใหญ่เช่นท่านทำไมถึงกลับคำพูด”

            แววตาของเมอร์ลินนั้นแสดงออกซึ่งความไม่พอใจอย่างชัดเจน

            เมื่อได้ยินดังนั้นเอริกก็หัวเราะออกมาอย่างไม่แยแสและพูดว่า

            “กลับคำพูดเมื่อไหร่กันที่ข้ากลับคำพูด”

            จบคำกล่าวของเอริกเมอร์ลินก็มีสีหน้าเหมือนกินยาขม

            “ท่านเองไม่ใช่หรือที่พูดว่าจะลดระดับพลังเพื่อประลองกับข้า แต่เป็นท่านที่ใช้พลังขั้นจอมเวทย์กดดันและทำลายการโจมตีของข้า”

            เอริกอดที่จะระเบิดเสียงหัวเราะไม่ได้แล้วเอ่ยออกมา

            “ฮ่าฮ่า ฮ่า มันไม่ใช่อย่างที่เจ้าคิดการโจมตีของข้าเมื่อครู่มันยังคงอยู่ในขอบเขตของพลังขั้นผู้ใช้เวทย์ตามที่ข้าได้เอ่ยปากไว้แต่เราไม่ได้ตกลงกันว่าห้ามไม่ให้ใช้ผ้าคลุมเวทย์” เอริกหยุดยิ้มและเอ่ยต่อ“ในรูปลักษณ์ผ้าคลุมเวทย์ของข้านั้น แน่นอนว่ามันยังคงอยู่ในรูปแบบของจอมเวทย์แต่ในคุณสมบัติของผ้าคลุมเวทย์นั้นมันคือเครื่องมือในการเพิ่มพลังเวทย์ตามชั้นความสามารถของหอคอยมหาเวทย์ดังนั้นแล้วการสวมใส่ผ้าคลุมเวทย์ของข้าเป็นการเพิ่มพลังเวทย์ที่อยู่ในขอบเขตที่เราตกลงกันไม่ใช่พลังของจอมเวทย์อย่างที่เจ้าเข้าใจ”

            เอริกมองเมอร์ลินและเผยรอยยิ้มออกมา

            “หึผู้ชนะนั้นเป็นกษัตริย์ ผู้แพ้นั้นเป็นโจรการกระทำของท่านนั้นเต็มไปด้วยความชอบธรรม อย่างไรการประลองครั้งนี้ท่านก็ได้ชนะแล้ว”เมอร์ลินกล่าวออกมาอย่างประชดประชันสายตาและการแสดงออกของเขานั้นเต็มไปด้วยความไม่พอใจ  “ปลดความสามารถของท่านซะข้าเบื่อที่จะอยู่กับแรงโน้มถ่วงบ้าๆ นี่เต็มทีแล้ว”

            เอริกอมยิ้มและเอ่ย“โอ้ ขอโทษเจ้าด้วย ข้านั้นแก่เกินไปเสียแล้วถึงลืมเรื่องนี้ไปเสียได้”

            เมอร์ลินรู้ว่าคำสำนึกผิดของเอริกนั้นเต็มไปด้วยความเสแสร้งชายชราผู้นี้กำลังสนุกกับการกลั่นแกล้งเขา

            เอริกนั้นหยุดอารมณ์ขันของเขาชั่วคราวและถอนดาบยักษ์ของเขาออกจากพื้นดินผ้าคลุมเวทย์ของเขานั้นถูกปลดออก หลังจากนั้นพลังความสามารถของดาบยักษ์แมนติคอร่าก็ถูกยกเลิก

            แรงโน้มถ่วงอันหนักอึ้งที่กดดันเมอร์ลินก็ถูกทำให้คลายลง

            เมอร์ลินสามารถขยับร่างกายได้อย่างปกติ

            ในครั้งนี้เมอร์ลินได้รับรู้ถึงความต่างระหว่างความสามารถของเขากับระดับจอมเวทย์เขาได้เห็นถึงช่องว่างขนาดใหญ่ระหว่างระดับขั้นพลังเวทย์ มันเป็นความห่างชั้นที่มากเกินไป 

            แม้ว่าเมอร์ลินจะไม่ได้แสดงฝีมือออกมาอย่างเต็มที่แต่การที่เอริกใช้เวทย์เพียงเล็กน้อยก็สามารถทำให้เขาไร้หนทางต่อสู้ได้ นั่นก็หมายความว่าฉายาวีรบุรุษแห่งอารากอนไม่ได้ถูกตั้งขึ้นมาเล่นๆ 

            การประลองของเมอร์ลินกับเอริกเมอร์ลินไม่ได้พ่ายแพ้ด้วยฝีมือแต่ที่เขาแพ้เพราะหนึ่งคือระดับชั้นของพลังเวทย์และสองคือการไม่รู้ในความสามารถที่แท้จริงของอาวุธวิญญาณ

            นี่ถือว่าเป็นครั้งแรกที่เมอร์ลินได้รับรู้ว่าอาวุธวิญญาณแต่ละชิ้นนั้นมีความสามารถพิเศษแฝงอยู่ความสามารถที่ทำให้ผู้ถือครองได้เปรียบคู่ต่อสู้  

            อย่างเช่นเอริกที่ถือครองดาบยักษ์แมนติคอร่าความสามารถในการใช้พลังควบคุมแรงโน้มถ่วงนั้นสร้างความยุ่งยากในการต่อสู้เป็นอย่างมากเพราะความสามารถนี้เองที่ทำให้เรื่องเล่าที่ว่าเขาเพียงคนเดียวสามารถเอาชนะทหารทั้งกองทัพได้หากเอริกใช้ความสามารถนี้การเอาชนะคนนับหมื่นนับพันจึงไม่ใช่เรื่องที่เกินจริงเลยแม้แต่น้อย

            หลังจากการต่อสู้เอริกก็กล่าวปลอบใจด้วยความถูกใจเขานั้นจึงได้ชักชวนให้เมอร์ลินมานั่งพูดคุยต่อ

            มันไม่มีเหตุผลที่เมอร์ลินจะต้องปฏิเสธเพราะอย่างไรก็ตามเขาก็ต้องรออาเธอร์กลับมาที่นี่อยู่ดีและนั่นก็ทำให้การพูดคุยของคนทั้งสองได้เริ่มขึ้นอีกครั้ง

            เมอร์ลินได้สอบถามเรื่องราวต่างๆของอาณาจักรแห่งนี้ แน่นอนว่าข้อมูลเหล่านี้ไม่ใช่ข้อมูลเชิงลึกที่จะต้องปิดบัง

            บทสนทนาของทั้งสองถูกเอ่ยอย่างลื่นไหล

            จากการพูดคุยเอริกได้มองเห็นมุมมองของเด็กน้อยมากขึ้น

            แม้รูปลักษณ์ของเมอร์ลินจะเป็นเพียงเด็กน้อยวัยไม่เกิน10 ปีผู้หนึ่ง แต่ด้วยฝีมือการต่อสู้และสติปัญญากลับเหนือยิ่งกว่าผู้ใหญ่บางคนเสียด้วยซ้ำ

            หลังจากนั้นไม่นานอาเธอร์ก็ได้มาถึงเขากลับมาพร้อมกับจดหมายฉบับหนึ่งซึ่งนำมามอบให้กับเอริกภารกิจของเขานั้นเสร็จลุล่วงสมบูรณ์เวลาต่อจากนี้จึงเป็นเวลาพูดคุยสำหรับเขาและเมอร์ลิน

            อาเธอร์และเมอร์ลินพวกเขาทั้งสองได้ย้ายไปนั่งยังสวนหน้าบ้านของเอริกและเริ่มพูดคุย

            ทั้งสองนั้นพูดคุยกันอย่างออกรส

            อาเธอร์นั้นปฏิบัติกับเมอร์ลินราวกับว่าในอดีตเมอร์ลินนั้นไม่ใช่คนรับใช้ของเขา

            จนในที่สุดเมอร์ลินก็เริ่มเข้าสู่คำถามที่เป็นจุดประสงค์ในการมาครั้งนี้ของเขา

            "อาเธอร์ เจ้าได้ข่าวเมย์แม่ของข้าบ้างหรือไม่ก่อนหน้านี้เขาได้รู้ข่าวว่าเธอถูกขับไล่ออกมาจากปราสาทเซอร์เตสและมายังเมืองนี้บอกตามตรงนี้คือเหตุผลที่ข้ากลับมาที่นี่" เมอร์ลินสับเปลี่ยนอารมณ์และพูดกับอาเธอร์อย่างจริงจัง

            "จริงสิ! ข้านั้นลืมเรื่องสำคัญแบบนี้ไปซะได้ ความจริงนี่ก็เป็นเรื่องที่ข้าต้องการจะพูดคุยกับเจ้าก่อนหน้านี้”อาเธอร์ลูบต้นคอแล้วกล่าวออกมาอย่างสำนึกผิดและเอ่ยต่อ

            “เมื่อสองปีก่อนเมย์แม่ของเจ้านั้นถูกขับออกจากปราสาทตระกูลเซอร์เตส พูดตามตรงในครั้งที่เจ้าช่วยชีวิตข้าเอาไว้ข้านั้นซึ้งในความมีน้ำใจของเจ้ามาก เมื่อข้ารู้เรื่องเมย์ ข้าจึงส่งคนไปรับแม่ของเจ้ากลับมาและข้าได้เล่าเรื่องราวของเจ้าให้เธอฟังเมื่อได้ฟังเรื่องของเจ้าเธอนั้นเสียใจเป็นอย่างมาก”

            อาเธอร์ถอนหายใจออกมาและพูดต่อ“ว่าแต่เจ้าต้องการไปหาแม่ของเจ้าตอนนี้เลยหรือไม่"

            เมอร์ลินนิ่งไปพักหนึ่งและพูดขึ้นมาว่า"ได้ ข้าต้องการไปตอนนี้"  

            อาเธอร์ยิ้มแล้วเอื้อมมือไปจับที่ไหล่ของเมอร์ลิน

            "งั้นข้าจะพาเจ้าไปเอง เธอพักอยู่ไม่ไกลจากที่นี่มากรอสักครู่ข้าต้องไปลาท่านอาจารย์เสียก่อน"

            อาเธอร์ลุกขึ้นและเดินไปที่บ้านของเอริกเขานั้นใช้เวลาไม่นานนักกับการกล่าวลา เมื่อเสร็จเรียบร้อยแล้วเขาก็เดินออกมาด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม

            “ข้าลาท่านอาจารย์เรียบร้อยแล้วเราไปกันเถอะ”

            อาเธอร์และเมอร์ลินเดินออกจากบ้านของเอริกอย่างไม่รีบเร่งมันเป็นความต้องการของเมอร์ลิน

            เรื่องของเมย์นั้นดูไม่ใช่ปัญหาที่รีบร้อนสำหรับเมอร์ลินเพราะเขารู้อยู่แล้วว่าในตอนนี้เมย์ได้พักอาศัยอยู่ในที่ที่ปลอดภัยไม่แน่ว่าตั้งแต่เธออาศัยอยู่ในเมืองไพรีอัสแห่งนี้อาจจะมีความสุขมากกว่าอยู่ปราสาทของตระกูลเซอร์เตสเสียอีก

            เมย์คือหญิงสาวที่อยู่ในวัยสามสิบต้นๆเธอนั้นเป็นคนที่มีใบหน้าที่สวยงาม

            เมอร์ลินนั้นเคยเจอเมย์เพียงครั้งเดียวนั่นคือครั้งแรกที่เขาได้มายังดินแดนแห่งนี้แม้เขาจะมีช่วงเวลาที่อยู่ด้วยกันกับเมย์ไม่นาน แต่ความสัมพันธ์ของเขากับเมย์นั้นก็ทำให้เขารู้สึกอบอุ่นหัวใจ

            มันคือครั้งแรกที่เด็กกำพร้าเช่นเขาได้มีความสุขของการมีแม่

            ระหว่างทางเมอร์ลินได้แต่ครุ่นคิดเรื่องของเมย์เขานั้นได้ตอบรับคำถามของอาเธอร์บ้างเป็นบางคำ

            จนไม่นานนักพวกเขาทั้งสองคนก็มาถึงจุดหมาย

            เบื้องหน้าของเมอร์ลินคือบ้านไม้หลังหนึ่งที่ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองเล็กน้อยโดยรอบบริเวณของบ้านหลังนี้มีพื้นที่เป็นไร่สวน รอบๆ บริเวณของบ้านหลังนี้มีรั้วเล็กๆกั้นอยู่

            "ข้าจะรอเจ้าอยู่ตรงนี้" อาเธอร์บอกกับเมอร์ลิน

            เมอร์ลินตอบรับด้วยการพยักหน้าและเดินเข้าไปในบริเวณบ้านหลังนั้น

            บ้านหลังนี้มีรั้วเตี้ยๆตั้งอยู่โดยรอบ รั้วเล็กๆ นี้ไม่สามารถขวางกั้นอะไรได้เลย มันมีไว้เพียงแสดงอาณาเขตเท่านั้นซึ่งการกั้นรั้วแบบนี้เป็นที่นิยมมากของชาวบ้านแถวนี้เพราะเมืองนี้มีดยุกโควผู้ทรงธรรมปกครอง เรื่องของโจรขโมยจึงหาได้น้อยไม่มีใครกล้าที่จะก่อความวุ่นวายในเมืองนี้

             เมอร์ลินเดินลัดเลาะไปตามทางเดินพื้นที่ของบ้านนั้นมีต้นไม้อยู่มาก เขานั้นเดินไปเรื่อยๆ จนกระทั่งได้พบกับหญิงสาวคนหนึ่งซึ่งมีใบหน้าที่คุ้นเคย

            ถูกต้องแล้วเธอคนนี้คือเมย์มารดาของเด็กน้อยในร่างนี้

            หญิงสาวหยิบผ้าออกจากตะกร้าและกำลังสะบัดมันเพื่อนำไปตากบนราวเธอตากเสื้อด้วยนั้นเขาไว้กับราวที่ทำด้วยกิ่งไม้ที่ปักลงดินแสงแดดที่สาดส่องกระทบกับใบหน้าของเธอ ยิ่งทำให้เธอเป็นหญิงสาวที่น่ามอง 

            ไม่รู้ว่ามันเกิดขึ้นตอนไหนความรู้สึกของเมอร์ลินในตอนนี้เต็มไปด้วยความตื่นเต้น หัวใจของเขากำลังเต้นรัวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

            เมอร์ลินสามารถพูดได้ว่าเมย์นั้นไม่ใช่หญิงสาวที่เขาเสน่ห์หาแต่อาการตื่นเต้นทั้งหมดนั้นเกิดจากหัวใจของร่างที่เขาอาศัยอยู่นี้ความรู้สึกและอาการทั้งหมดนี้เขาไม่สามารถควบคุมมันได้

            แต่แล้วทันใดนั้นเองเมอร์ลินก็ตื่นจากภวังค์เมื่อได้ยินเสียงของชายคนหนึ่งกำลังเรียกชื่อของหญิงสาวที่อยู่ตรงหน้า

            "เมย์"