เสียงนั้นกังวานใสราวกับกล้วยไม้ที่เบ่งบานในหุบเขาอันเงียบงัน ทำให้ผู้คนมองหันมองไปยังทางเข้าโดยสัญชาตญาณ มีหญิงสาวท่าทางสง่างามคนหนึ่งยืนอยู่พร้อมกับอุ้มเด็กน้อยไว้ในอ้อมแขน
นางสวมเสื้อผ้าเนื้อหยาบสีครามเรียบง่าย ผมถักเปียไว้หลวม ๆ พาดไหล่ลงมาข้างหนึ่ง แม้ว่าจะไม่ได้แต่งหน้าหรือประดับประดาด้วยสิ่งอื่น แต่รูปลักษณ์ของนางกลับดูสดใสและสะดุดตาเป็อย่างมาก
รูปร่างได้สัดส่วน ผิวขาวผุดผ่องและดวงตากลมโต แม้จะไร้ซึ่งอารมณ์ใด ๆ แต่กลับให้ความรู้สึกราวกับมีความรู้สึกบางอย่างซ่อนอยู่
ชั่วขณะหนึ่ง ผู้ชายทุกคนที่อยู่ในลานดูเหมือนจะลืมหายใจ จ้องมองนางเขม็งโดยไม่รู้ตัว
นอกจากพวกผู้ชายแล้ว ก็มีแต่อู๋ชุนเหมียวที่โมโหจนแทบคลั่ง
อู๋ชุนเหมียวไม่รู้จักซ่งจินเหยา แต่นางจำเด็กน้อยในอ้อมแขนของหญิงสาวได้ แม้ว่าเด็กคนนี้จะมีหน้าตาแตกต่างไปจากเด็กน้อยเนื้อตัวสกปรกที่มารดาเคยอุ้มก็ตาม ทว่าแค่แวบเดียวก็มองออกว่านั่นคือโม่ซีซี
และหญิงแปลกหน้าที่อุ้มเด็กน้อยอยู่ ทั้งยังถือกล่องอาหารมาด้วย ถ้าไม่ใช่ซ่งจินเหยาแล้วจะเป็ใครไปได้?
วันนี้ อู๋ชุนเหมียวกับแม่วางแผนกันอย่างดี คิดว่านังผู้หญิงที่มาจากในเมืองคงไม่สามารถทำอาหารหรือจัดการงานบ้านได้แน่ ๆ ตอนกลางวัน เกรงว่าแม้แต่ตัวนางเองยังไม่มีข้าวกิน แล้วนับประสาอะไรกับการต้องดูแลเด็กทั้งสามคน แถมยังต้องเอาอาหารมาส่งให้โม่หงเชินอีกต่างหาก
อู๋ชุนเหมียวจึงตั้งใจทำของอร่อยเป็พิเศษและนำมาให้เขาด้วยตัวเอง พร้อมถือโอกาสพูดใส่ร้ายต่อหน้าโม่หงเชิน บอกว่ามารดาของตนถูกผู้หญิงร้ายกาจคนนี้ไล่กลับบ้าน พอกลับถึงบ้านก็ล้มป่วยด้วยความโกรธ
โม่หงเชินมักจะปกป้องเด็กทั้งสามคนอยู่เสมอ พอฟังแบบนี้จะไม่โกรธได้อย่างไร?
จากนั้นนางก็จะแสร้งทำตัวอ่อนหวาน ขันอาสาจะไปช่วยดูแลเด็ก ๆ ด้วยความยินดีและเต็มใจ แล้วแบบนี้โม่หงเชินจะไม่หวั่นไหวได้อย่างไร
แน่นอนว่าเขาต้องรีบหย่ากับผู้หญิงคนนั้น แล้วมาแต่งงานกับนางทันที
ส่วนเื่ที่เคยคิดว่าจะเล่นตัวสักหน่อย ให้พี่เชินไปทวงเงินสินสอดห้าสิบตำลึงนั้นคืนมาให้นาง ตอนนี้ก็ไม่คิดแล้ว ถ้าได้แต่งกับเขา ยังจะต้องกลัวไม่มีเงินอีกหรือ?
เื่เงินห้าสิบตำลึงนั้น เอาไว้ค่อยว่ากันทีหลัง
แต่ไม่ว่าจะวางแผนอย่างไร นางกับมารดาก็ไม่เคยคาดคิดเลยว่าผู้หญิงคนนี้จะทำอาหารเป็ แถมยังอุ้มลูกมาส่งข้าวกลางวันให้โม่หงเชินถึงที่อีก
สิ่งที่เลวร้ายที่สุดก็คือ เพื่อจะดึงดูดความสนใจของโม่หงเชิน วันนี้นางสวมชุดของฤดูใบไม้ร่วงใน่ฤดูหนาวที่เย็นะเืจนนางสั่นไปทั้งตัว นอกจากนี้ยังแอบเอาชาดทาปากที่ใช้ในงานแต่งงานของญาติมาแต่งแต้มริมฝีปากจนเป็สีแดงสด
นางมั่นใจว่าเวลานี้ตนดูงดงามกว่าใคร ๆ
แต่ต่อให้นางจะพยายามมากแค่ไหน กลับยังสู้ท่าทีเรียบง่ายของผู้หญิงคนนั้นไม่ได้เลย
เป็ไปไม่ได้ มันต้องเป็ภาพลวงตาแน่ ผู้หญิงคนนั้นคงพยายามอย่างหนัก เพื่อให้ดูงดงามอย่างเป็ธรรมชาติเช่นนี้
มารดาของนางพูดถูก ผู้หญิงคนนี้เ้าเล่ห์จริง ๆ
อู๋ชุนเหมียวทั้งหนาวทั้งโมโห ที่เลวร้ายที่สุดคือนางหนาวจนมีน้ำมูกไหล แต่นางก็ไม่กล้าสั่งน้ำมูกต่อหน้าโม่หงเชิน ดังนั้นนางจึงได้แต่สูดน้ำมูกต่อไปเท่านั้น ถือเป็ความอับอายจนแทบอยากแทรกแผ่นดินหนี
ซ่งจินเหยาก็สังเกตเห็นบรรยากาศในลานกว้างเช่นกัน สายตาของนางเหลือบมองไปยังหญิงสาวที่สูดน้ำมูกครั้งแล้วครั้งเล่า จากนั้นสายตาของนางก็หยุดอยู่ที่กล่องอาหารในมือของโม่หงเชินก่อนจะคลี่ยิ้มจาง ๆ
“ที่แท้ก็มีคนเอาข้าวเที่ยงมาให้ท่านแล้ว เช่นนั้นข้ากลับก่อนนะ”
นางมิได้โอ้เอ้ เพียงหันหลังแล้วเดินออกไปพร้อมกับโม่ซีซีในอ้อมแขนทันที
ในที่สุดโม่หงเชินก็ได้สติ เขารีบสาวเท้าก้าวยาว ๆ ตามไป “แม่นางซ่ง...ช้าก่อน”
นี่นับเป็ครั้งแรกที่เขาเรียกนางอย่างเป็ทางการว่า ‘แม่นางซ่ง’ คำเรียกขานนี้ไม่ได้ห่างเหินเกินไป แต่ก็ไม่สนิทชิดเชื้อจนเกินงาม เป็การเว้นระยะห่างที่เหมาะสม และยังเป็การปกป้องนางอีกด้วย
ใช่แล้ว พวกเขาหมั้นหมายกันแต่ยังไม่ได้แต่งงาน
“หืม?”
โม่หงเชินเอื้อมมือไปบีบมือน้อย ๆ ของโม่ซีซีเบา ๆ ก่อนจะเอ่ยขึ้น “ขอบใจเ้ามาก คงลำบากน่าดูที่ต้องดูแลเด็ก ๆ และเตรียมอาหารให้ข้า ถ้าเ้าไม่สะดวกก็ไม่ต้องเอาอาหารกลางวันมาให้ข้าหรอก”
ซ่งจินเหยาเลิกคิ้วเล็กน้อย “อืม”
แต่โม่หงเชินกลับอธิบายต่อเหมือนเกรงว่านางจะเข้าใจผิด “ข้าจะขอให้พี่กุ้ยเซียงเตรียมมาเผื่อมากหน่อย แล้วจ่ายเงินให้นางทุกเดือน เ้าจะได้ไม่ต้องลำบาก”
เดิมทีอาสะใภ้ห้าเป็คนทำอาหารให้ ตอนที่เขาขอให้นางมาทำงานที่บ้าน ก็ได้ตกลงกันไว้ว่าจะจ่ายเงินเดือนเดือนละสามตำลึง รวมอาหารสองมื้อ ดูแลโม่ซีซีและมาส่งอาหารกลางวันให้เขา
ตอนนี้ ซ่งจินเหยากำลังยุ่งกับการดูแลเด็ก ๆ เขาจึงไม่้าให้นางรับหน้าที่นี้เพิ่ม
ซ่งจินเหยาไม่ได้โต้แย้ง เพียงพูดสั้น ๆ "เสื้อผ้าของเด็ก ๆ ไม่พอดีตัว อากาศก็เริ่มหนาวแล้ว ตอนบ่ายข้าจะออกไปซื้อเสื้อผ้าให้พวกเขา”
นางไม่ได้ตั้งใจจะตัดเย็บเสื้อผ้าเอง เพียง้าบอกให้โม่หงเชินรู้เอาไว้เท่านั้น
โม่หงเชินสังเกตเห็นแล้วว่าชุดของโม่ซีซีดูแตกต่างออกไป ดังนั้นเขาจึงพยักหน้า “ข้าให้เงินเ้า…”
“เมื่อวานยังเหลืออีกมาก ตอนนี้ข้ายังมีพอใช้”
โม่หงเชินจึงไม่พูดอะไรอีก “เช่นนั้น เ้าจัดการตามสะดวกเถอะ”
เขารับกล่องข้าวจากซ่งจินเหยาแล้วหันหลังเดินกลับไป ในขณะเดินผ่านอู๋ชุนเหมียวก็ยื่นกล่องอาหารคืนให้นาง พูดด้วยน้ำเสียงห่างเหินว่า "ขอบใจนะ แต่ไปบอกแม่ของเ้าด้วยว่า ต่อไปไม่ต้องเอาอาหารกลางวันมาส่งให้ข้าอีก"
อู๋ชุนเหมียวทั้งโกรธและอับอาย นางอยากจะโต้แย้งอะไรสักอย่าง แต่หลังจากยืนอยู่ท่ามกลางอากาศที่หนาวเหน็บเป็เวลานาน สุดท้ายอ้าปากออกมากลับกลายเป็จามเสียงดังอย่างควบคุมไม่ได้
หากมีเพียงเท่านั้นคงไม่เลวร้ายนัก ทว่าการจามครั้งนี้กลับนำพาน้ำมูกของนางพุ่งออกมาเป็สายยาวเหยียด…
คนงานในทุ่งปศุสัตว์ล้วนเป็ชาวบ้านจากหมู่บ้านใกล้เคียง ไม่ใช่พวกเคร่งมารยาทอะไรนัก แต่พอเห็นภาพนั้น ต่างก็พากันถอยหลัง สีหน้าดูรังเกียจอย่างเห็นได้ชัด
โม่หงเชินเองก็ถอยออกมาเล็กน้อย เขาวางกล่องอาหารไว้บนโต๊ะใกล้ ๆ และเดินจากไปโดยไม่พูดอะไรอีก
อู๋ชุนเหมียวขายหน้าสุด ๆ จะให้หน้าหนาทนอยู่ต่อก็ไม่ไหว นางร้องไห้น้ำตาไหลพรากก่อนจะหันหลังแล้ววิ่งออกไป
ทั้งหมดนี้ซ่งจินเหยาไม่รู้เื่เลย นางกลับถึงบ้านก็เก็บกวาดบ้านเล็กน้อย หยิบเงินขึ้นมาแล้วอุ้มโม่ซีซีออกไปข้างนอกอีกครั้ง
เด็กหญิงตัวน้อยถูกห่อหุ้มอย่างอบอุ่น มีเพียงดวงตาที่อยากรู้อยากเห็นของนางเท่านั้นที่แอบมองออกมา ตาดำน้อย ๆ กลอกไปกลอกมา มองไปรอบทิศอย่างตื่นเต้น
เป็เวลาหนึ่งปีแล้วที่เด็กหญิงตัวน้อยไม่ได้ออกจากบ้าน นางแทบจะไม่ได้ก้าวเข้าไปในลานบ้านเลยด้วยซ้ำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงการออกไปเจอโลกภายนอก วันนี้เมื่อได้เห็นทิวทัศน์แปลกตา นางรู้สึกตื่นเต้จึงส่งเสียงอ้อแอ้อย่างสนุกสนาน
เช่นเคย ซ่งจินเหยาจ่ายค่าเกวียนและเดินทางถึงตัวเมืองอย่างรวดเร็ว ซ่งจินเหยาอุ้มโม่ซีซีไว้ ทำให้ไม่มีอารมณ์จะไปเดินเล่นอะไรมากนัก จึงรีบมุ่งหน้าไปยังร้านเสื้อผ้าโดยตรง
เนื่องจากเมื่อวานนางเพิ่งมาที่ร้าน ภรรยาของเถ้าแก่จึงจำนางได้และทักทายอย่างเป็มิตรพร้อมทั้งเสนอตัวช่วยอุ้มเด็กให้
ทว่าซ่งจินเหยาเป็คนระมัดระวังมาก นางไม่ได้ให้ใครอุ้มลูก เพียงวางโม่ซีซีไว้บนเก้าอี้ข้าง ๆ และกำชับเด็กน้อยไม่ให้ซุกซน จากนั้นจึงเริ่มเลือกเสื้อผ้าสำหรับเด็ก
เสื้อผ้าสำหรับผู้ใหญ่นั้นมีให้เลือกหลายแบบ แต่ของเด็กกลับไม่ค่อยมี คงเพราะชาวบ้านส่วนใหญ่มักจะตัดเย็บเสื้อผ้าให้ลูก ๆ เอง เนื่องจากเด็กโตเร็ว หากทำขนาดเดิมไว้มากเกินไปก็จะขายไม่ออก และหากจะแก้ไขก็ไม่ค่อยสะดวกนัก
ซ่งจินเหยาจึงไม่คิดมากกับเื่นี้ นางซื้อเสื้อผ้าให้เด็ก ๆ คนละสองชุด ทั้งชุดชั้นในและเสื้อผ้าตัวนอก อีกทั้งยังต่อราคาผ้าเนื้อดีกับเถ้าแก่เ้าของร้านอยู่พักใหญ่กว่าจะตกลงกันได้
จากนั้นนางตั้งใจจะไปตลาดอีกแห่งเพื่อดูว่าจะหาปลา กุ้ง เต้าหู้และเมล็ดผักได้หรือไม่
เดิมทีนางตั้งใจจะซื้อหมึกและพู่กันด้วย นาง้าออกแบบตู้เสื้อผ้าและเครื่องเรือนซึ่งต้องอาศัยการวาดภาพ
ครั้นพอนึกขึ้นได้ว่า หมึกและพู่กันในยุคนี้ไม่ใช่สิ่งที่คนธรรมดาจะหาซื้อมาใช้กันได้ง่าย ๆ อีกทั้งยังมีราคาสูง เงินที่เหลืออยู่ห้าตำลึง อาจจะไม่พอเสียด้วยซ้ำ
นางจึงตัดสินใจที่จะข้ามมันไปก่อน เอาไว้ไปขอยืมจากโม่เจิ้งตงในภายหลัง
ทันทีที่ก้าวขาออกจากร้านขายผ้า นางก็เดินสวนกับหญิงสาวคนหนึ่งที่กำลังเดินเข้ามาในร้านพอดี
พวกนางสบตากัน ก่อนที่อีกฝ่ายจะชะงักไปเล็กน้อย หลังจากเบิกตากว้างไปหนึ่งรอบก็แค่นหัวเราะเย้ยหยันเออกมา
“แหม...ข้าก็นึกว่าใครที่ไหน ซ่งจินเหยาแห่งฉางฮวาที่ขึ้นชื่อว่ามีคุณธรรมและฉลาดหลักแหลมนี่เอง เกิดอะไรขึ้นกับเ้ากัน ทำไมถึงได้ตกอับขนาดนี้ แม้แต่เสื้อผ้าดี ๆ สักชุดก็ไม่มีใส่แล้วหรือ?”
.
.
.