“ขอแนะนำตัวนะเ้าคะ ข้าชื่อ ‘เจียวหรง’ สกุล ลี่ เป็ผู้จัดการร้านผ้าเฟินเฟินแห่งนี้เ้าค่ะ ข้าทราบมาว่าพวกท่านจองห้องพิเศษ เลยมารับหน้าที่ดูแลการตัดเย็บผ้าเ้าค่ะ” เมื่อหญิงวัยกลางคนเข้ามาถึง นางก็พูดขึ้นด้วยท่าทางมีมารยาทและค่อนไปทางเคร่งขรึม
“ข้าชื่อ ซูเฟยเจิน เ้าค่ะ ส่วนผู้นี้ ซูเฟยเทียน พี่ชายข้า และ ซูเฟยิ น้องชายข้าเ้าค่ะ” เฟยเจินแนะนำตัวกลับด้วยท่าทางเป็มิตร
“พวกท่านอยากจะตัดชุดแบบไหนดีเ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะนำผ้าที่ตรงตามความ้ามาให้ดูเ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนยิ้มเล็กน้อยก่อนจะถามพวกเฟยเจิน
“ข้าขอเดินดูผ้าสำเร็จรูปก่อนแล้วกันเ้าค่ะ” เธอกำลังเป็กังวลกับค่าตัดชุด เพราะหากเป็ผ้าสำเร็จรูปธรรมดาทั่วไปจะมีราคาถูกกว่าผ้าที่ตัดขึ้นมาเป็พิเศษหลายเท่า เพราะฉะนั้นเธอคงจะต้องไปสำรวจราคาของผ้าสำเร็จรูปเสียก่อน
“ได้เ้าค่ะ ประเดี๋ยวข้าจะให้เสี่ยวเอ้อร์คอยแนะนำผ้าต่างๆ ให้นะเ้าคะ” หญิงวัยกลางคนผายมือบอกทางให้พวกเฟยเจินอย่างมีมารยาท แม้ในใจจะกำลังสับสนเพราะคิดว่าแขกจองห้องพิเศษเพื่อตัดชุดเท่านั้น แต่นางก็มิเคยนึกดูถูกผู้ใด
เด็กสามคนพร้อมด้วยลูกหมาหนึ่งตัวเดินตามเสี่ยวเอ้อร์เพื่อดูผ้าสำเร็จรูปต่างๆ ที่จัดเรียงอย่างเป็ระเบียบบนชั้นไม้
“ข้าขอแนะนำชุดพวกนี้เลยขอรับ สินค้าเพิ่งมาถึงวันนี้ ทั้งหมดทำจากผ้าไหมคุณภาพดี เนื้อผ้ามีความนุ่ม น้ำหนักเบา เหมาะสมกับนายท่านมากยิ่งนักขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เขาจงใจแนะนำผ้าที่แพงที่สุดให้เด็กพวกนี้ เพราะเขายังไม่เชื่อว่าพวกเด็กๆ มีเงินกันจริง
“สวยมากเลยขอรับ นุ่มมากๆ” เฟยิจับเนื้อผ้าชุดหนึ่ง มันมีสีฟ้าสดใส สวยงามยิ่งนัก
“เ้าชอบตัวนี้งั้นหรือน้องเล็ก” เฟยเจินเดินเข้าไปดูข้างๆ เด็กน้อย
“ชุดนี้ 12 ตำลึงเงินขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์พูดจบก็รอดูปฏิกิริยาจากพวกเฟยเจิน
“เ้าชอบหรือไม่น้องเล็ก ถ้าเ้าชอบ พี่รองจะซื้อให้” เฟยเจินพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม เพราะเธอเห็นท่าทางของเสี่ยวเอ้อร์ตั้งนานแล้วว่าตั้งใจจะทดสอบพวกเธอดู เธอจะยอมให้ผู้อื่นมาดูถูกพี่น้องตนเองได้อย่างไร
“นะ… น้องรอง” เฟยเทียนเดินเข้าไปหาน้องสาวตนพร้อมพูดเตือนขึ้นมาเสียงเบา ชุดนี้มัน 12 ตำลึงเงินเชียวนะ เขาไม่เคยรู้เลยว่าแค่ชุดเดียวจะมีราคาแพงถึงเพียงนี้
“พี่ใหญ่ก็เลือกสักชุดสิเ้าคะ ประเดี๋ยวข้าจะเลือกให้เย่วซินด้วย” เฟยเจินใช้มือหนึ่งอุ้มลูกหมาน้อย อีกมือจูงมือพี่ใหญ่ไปเลือกชุดผ้าไหมอีกทาง
“จะดีหรือน้องรอง ซื้อให้แค่น้องเล็กก็เพียงพอแล้ว เ้าเก็บเงินไว้เถิด” เฟยเทียนเม้มปาก พูดเสียงเบา
“ไม่ต้องเป็ห่วงเื่เงินหรอกเ้าค่ะ เรามีเงินไว้ใช้ หากเก็บไว้จะมีประโยชน์อันใด เงินหาใหม่ได้ ซื้อความสุขให้ตนเองดีกว่าเ้าค่ะ” เฟยเจินพยายามพูดโน้มน้าวพี่ชายอย่างสุดความสามารถ เธอไม่เชื่อว่าเธอจะหาเงินใหม่ไม่ได้
ได้ฟังดังนั้น เด็กชายคนโตก็ขบคิดตามความพูดของผู้เป็น้องสาว ก่อนจะเดินไปดูผ้าที่ตนชอบอย่างหลีกเลี่ยงมิได้
“พี่รองจะซื้อผ้าชุดนี้ให้ข้าจริงหรือขอรับ” เมื่อเด็กน้อยนึกถึงราคาของผ้าชุดนี้ เขาก็ส่ายหัวไปมา และบอกกับเฟยเจินว่าเขาไม่้า
เสี่ยวเอ้อร์ยืนอยู่ห่างเล็กน้อย คอยมองปฏิกิริยาของสองพี่น้องระหว่างสนทนากันด้วยใจที่เบิกบาน เขาเห็นสีหน้าเด็กชายคนเล็กก็รู้แล้วว่าต้องไม่มีเงินเพียงพอแน่ๆ จะแกล้งทำเป็เดินเลือกไปไย
“ข้าเอาผ้าชุดนี้เ้าค่ะเสี่ยวเอ้อร์ ช่วยนำไปวางที่ห้องพิเศษก่อน ประเดี๋ยวข้าขอเดินดูอีกสักสองสามตัวเ้าค่ะ” เมื่อตกลงกับเฟยิได้แล้วว่าเขาชอบชุดนี้ เฟยเจินจึงชี้ไปที่ผ้าชุดสีฟ้าสดใสสวยงามบนชั้นวาง และพูดกับเสี่ยวเอ้อร์
“ดะ… ได้ขอรับ” เสี่ยวเอ้อร์ขมวดคิ้วเล็กน้อย ก่อนจะนำผ้าชุดที่นางชี้เดินไปทางห้องพิเศษที่พวกเฟยเจินจองไว้
“ไปได้เสียที” เฟยเจินพูดขึ้นมาเสียงเบา แม้จะเบามาก แต่เย่วซินที่ถูกเธออุ้มไว้ในอ้อมกอดได้ยินอย่างชัดเจน ไม่เพียงแต่ด้วยความใกล้เท่านั้นจึงได้ยิน อีกหนึ่งข้อดีของเย่วซินก็คือ เขาเป็หมาป่าที่ไวต่อเสียงเป็อย่างมาก ลูกหมาตัวน้อยเลียมือเฟยเจินเบาๆ
เฟยเจินก้มมองลูกหมาในอ้อมกอดด้วยสายตาอ่อนโยน เธอลืมไปเลยว่าเธออุ้มเย่วซินอยู่ แต่เธอก็รู้สึกดียิ่งนักเมื่อเสี่ยวเอ้อร์ออกไปแล้ว ไม่เพียงแต่หน้าตาเสี่ยวเอ้อร์ที่เธอรู้สึกไม่ชอบแล้ว ท่าทางของเขายังทำให้เธออยากจะปลิดชีพเสียจริง ปกติหากเธอรู้สึกไม่ชอบสิ่งใด หรือ เริ่มมีอารมณ์โกรธ เธอสามารถควบคุมอารมณ์ตนเองได้ และเธอยังสามารถปลิดชีพผู้อื่นได้ในพริบตาอีกด้วย
เฟยเจินสงบใจตนเองช้าๆ และเดินไปเลือกชุดผ้าไหมให้เย่วซินหนึ่งชุด เธอเดินดูสินค้ารอบๆ และสอบถามเสี่ยวเอ้อร์บางคน จึงได้รู้ว่ามีผ้าสำเร็จรูปราคาถูกกว่านั้นหลายเท่า เธอจึงเดินไปเลือกเพิ่มอีกหลายชุด
สุดท้ายทั้งหมดมี ชุดผ้าไหม 3 ชุด และชุดผ้าป่านอีก 12 ชุด โดยชุดผ้าไหม ชุดละ 12 ตำลึงเงิน และชุดผ้าป่านราคาถูกสุด ชุดละ 500 อีแปะ ทั้งหมดจัดเป็ชุดที่มีคุณภาพดีและมีการออกแบบสวยงาม
หลังจากเสี่ยวเอ้อร์เห็นเฟยเจินควักเงินออกมาจ่ายด้วยรอยยิ้ม เขาก็ใจนตาค้าง เพราะทั้งหมดเป็เงิน 47 ตำลึงเงิน ซึ่งบวกค่าจองห้องพิเศษแล้ว ถ้าหากเงินจำนวนนี้สำหรับชาวบ้านธรรมดา หรือแม้กระทั่งเสี่ยวเอ้อร์อย่างเขา มันก็เป็จำนวนเงินมหาศาลอย่างแท้จริง
ใครจะรู้ว่าแม้ภายนอกเฟยเจินจะยิ้ม แต่ภายในก็แอบเ็ปที่เงินหายไปอย่างรวดเร็ว ตอนนี้เธอเหลือเงินเพียง 1 ตำลึงเงิน กับอีก 304 อีแปะเท่านั้น หางตาหันไปเห็นท่าทางของเสี่ยวเอ้อร์ผู้นั้นทำให้เธอยิ่งยิ้มหวานมากขึ้นไปอีก เธอจะจดจำเสี่ยวเอ้อร์ผู้นี้ไว้อย่างแน่นอน หากเขาไม่ระมัดระวังตัวล่ะก็…
“ขอบพระคุณมากเลยเ้าค่ะ หากคุณหนู คุณชาย้าสั่งตัดเย็บผ้า ขอให้มาใช้บริการที่ร้านผ้าเฟินเฟินแห่งนี้นะเ้าคะ ข้าจะดูแลให้ทุกรายการเป็กรณีพิเศษเ้าค่ะ” หญิงวัยกลางคนพูดด้วยรอยยิ้มอย่างจริงใจ นางมองออกว่าเด็กๆ พวกนี้ โดยเฉพาะเด็กหญิงนั้นมีความสามารถในการใช้เงินจริงๆ หากได้เป็ลูกค้าประจำคงสร้างกำไรให้ร้านผ้าแห่งนี้ได้เยอะเป็แน่
หลังบอกลาผู้จัดการร้านผ้าเรียบร้อยแล้ว พวกเขาก็เดินไปทางตลาดนัดขนาดใหญ่ทันที ที่แห่งนี้เป็แหล่งรวมที่พวกชาวบ้านจะนำพวกผัก สัตว์ ผ้า หรือของต่างๆ มาขายในเมือง จัดว่าเป็อีกหนึ่งสถานที่ที่คึกคักพอสมควร เพราะผู้คนมากมายต่างเดินมาเลือกสินค้าต่างๆ โดยเฉพาะพวกพ่อบ้านหรือข้ารับใช้ประจำตระกูลร่ำรวย มักจะเดินมาซื้อวัตถุดิบสดใหม่กลับไป
“พี่รอง พวกเราเหลือเงินซื้อลูกไก่หรือไม่ขอรับ หากไม่พอ ข้าก็ไม่อยากได้แล้วขอรับ” ก่อนจะเข้าไปในตลาดขนาดใหญ่ เฟยิก็จับเสื้อเฟยเจินและพูดขึ้นมาด้วยเสียงเศร้า
“เ้าไม่ต้องกังวลน้องเล็ก พวกเรายังเหลือเงินซื้อลูกไก่ เพียงพออย่างแน่นอน” พูดจบทั้งหมดก็เดินเข้าไปในตลาดพร้อมกัน
แม้จะเป็วันธรรมดาทั่วไป แต่ตลาดแห่งนี้ก็มีผู้คนมาเดินอย่างล้นหลาม ทำให้เฟยเจินต้องเตือนทุกคนเื่ความปลอดภัย โดยเธอจะอุ้มเย่วซินมือหนึ่งและอีกมือจับมือน้องเล็กไว้ขณะเดินดู ส่วนพี่ใหญ่จะคอยมองท้ายไว้ เพื่อจับตาดูทุกคนไม่ให้หลงกัน หากเกิดอันใดก็ให้ะโออกมาดังๆ เท่านั้น เพราะเธอจะได้ไปช่วยทัน
“พี่รอง พวกเราจะซื้อลูกไก่กี่ตัวดีขอรับ” เด็กน้อยหันไปพูดกับพี่สาวตน หลังเดินมาหยุดอยู่หน้าแผงของหญิงสาววัยกลางคนผู้หนึ่ง มองไปจะเห็นลูกไก่หลายสิบตัวอยู่รวมกันในตะกร้าทรงสูงขนาดใหญ่
“ลูกไก่เพียงแค่ตัวละ 1 อีแปะเท่านั้นเ้าค่ะ ถูกที่สุดในตลาดแล้วเ้าค่ะ” แม่ค้าเห็นพวกเฟยเจินจึงพูดขึ้นด้วยรอยยิ้ม
“สัก 10 ตัวก่อนดีหรือไม่น้องรอง พวกเรายังต้องสร้างเล้าให้ลูกไก่พวกนี้อยู่อีกด้วย” เฟยเทียนเสนอขึ้นมา
“ดีเ้าค่ะ ข้าก็ลืมไปเลยว่าลูกไก่พวกนี้ตายง่าย หากปล่อยให้หากินเองคงไม่รอด ทำเล้าน่าจะดีกว่าเ้าค่ะ” เธอจะนำลูกไก่พวกนี้ไปเลี้ยงในมิติ แต่หากปล่อยให้หากินเองเหมือนแม่ไก่ตัวนั้นก็คงมิได้ ดังนั้นเธอต้องกลับไปทำเล้าไก่อีก
“พี่สาว ข้าเอา 10 ตัวเ้าค่ะ” เฟยเจินพูดพร้อมยื่นเงิน 10 อีแปะส่งให้แม่ค้า
“ไอหยา พี่สง พี่สาวอะไรกัน ประเดี๋ยวข้าจะแถมให้อีกตัวแล้วกัน แม่หนูช่างพูดถูกใจข้าเสียจริง” หลังได้ยินว่าจะได้ของแถมฟรี เฟยเจินก็ฉีกยิ้มกว้างสดใส พร้อมขอบคุณด้วยท่าทางน่ารัก น่าชัง
“ว้าว เราได้มาทั้งหมด 11 ตัวเลยขอรับพี่รอง” เด็กน้อยชูแขนสองข้างขึ้นด้วยความดีใจ หลังเดินออกมาจากแผงขายลูกไก่
“ต่อไป พวกเราไปซื้อเนื้อหมูกันเถอะเ้าค่ะ ข้าจะไปซื้อกระดูกหมูมาทำซุปด้วย” เฟยเจินยีหัวเ้าเด็กน้อยและเดินไปทางแผงขายเนื้อหมู
“พวกเ้าอยากได้เนื้อหมูส่วนใดหรือ ร้านข้าทั้งสดใหม่และเนื้อแน่นๆ เชียว เ้าลองเข้ามาดูก่อนได้” ชายหนุ่มพูดขึ้นเมื่อเห็นพวกเฟยเจินกำลังเดินดูเนื้อหมูแต่ละร้าน
“พี่ชาย ข้าเอาเนื้อแดง 5 ชั่ง เนื้อชั้นดี 10 ชั่ง และกระดูกหมูทั้งหมดเ้าค่ะ” พวกเฟยเจินเดินไปทางชายหนุ่มและเธอพูดด้วยรอยยิ้มหวาน
“ได้เลย ข้าเห็นเ้าเอากระดูกเยอะ ข้าจะลดราคาให้เหลือครึ่งหนึ่งแล้วกัน ความจริงไม่ค่อยมีคนซื้อกระดูกหรอก เพราะไม่ค่อยมีคนเลี้ยงหมากัน” ชายหนุ่มมองไปที่ลูกหมาที่เฟยเจินอุ้มอยู่
“หมาเ้าช่างน่ารัก น่าชังเสียจริง มีชื่อว่าอันใดงั้นหรือ” เขาส่งยิ้มให้และถามต่อ เขาเป็อีกคนหนึ่งที่ใฝ่ฝันอยากจะเลี้ยงหมา แต่ครอบครัวไม่ยอมจึงไม่ได้เลี้ยงเสียที
“อะ… เอ่อ ‘ซินซิน’ เ้าค่ะ” เฟยเจินแอบผงะเล็กน้อย เธอไม่เคยคิดเลยว่าจะมีคนมาถามชื่อเย่วซินในร่างลูกหมาแบบนี้ หากจะบอกชื่อจริงๆ ไปก็มิได้ ดังนั้นจึงกลายเป็ ซินซิน แทน
หลังจากได้ยินชื่อตนกลายเป็ ซินซิน คล้ายชื่อเด็กผู้หญิง เย่วซินก็ส่งสายตาพิฆาตไปทางพ่อค้าและอ้าปากแสดงให้เห็นเขี้ยวเล็กน้อย
ชายหนุ่มไม่เห็นสายตาลูกหมา แต่ร่างกายกลับรู้สึกสันหลังวาบขึ้นมากะทันหัน จึงรีบไปหยิบเนื้อตามที่เฟยเจินบอก