ในขณะที่มันพยามกระพือปีกอย่างบ้าคลั่ง ปรากฎเงาของบุรุษหนุ่มทะยานออกมาจากกองคาราวานที่สองอย่างรวดเร็ว ท่าทางที่มันแสดงออกคล้ายกับว่ามันสามารถเดินบนอากาศได้
“นั้นมัน ท่าเท้าผนึกอากาศ” ผู้คุ้มกันที่ยืนอยู่รอบๆะโด้วยความใ
“วิ...วิชา ระดับมนุษย์ขั้นสูง คนผู้นั้นเป็ใครกัน”
“เ้าโง่ เ้าไม่รู้จัก ซินเฉา หรือไง”
“นั้นคือประกายสีขาวแห่งฉางผิง”
ผู้คนที่ยืนอยู่รอบๆทั้งสามขบวนคาราวานต่างส่งเสียงพูดคุยถึงบุรุษหนุ่มผู้นี้อย่างไม่หยุดหย่อนกระทั้งผู้คนที่อยู่ภายในกองคาราวานยังเดินออกมาดูเหตุการณ์เบื้องหน้ากันอย่างไม่ขาดสาย
พรึ่บ!! บุรุษหนุ่มที่ทะยานอยู่บนอากาศบิดตัวหลบปีกสีดำอันแหลมคมของหมาป่าปีกดำ
สองมือที่แปรเปลี่ยนเป็เหล็กกล้า กดลงไปที่หัวของหมาป่าปีกดำ
ด้วยร่างกายอันใหญ่โตและพละกำลังที่มากล้นของหมาป่าปีกดำอสูรลมปราณขั้นที่1 กลับถูกมนุษย์ตัวเล็กๆ กดหัวลงไปแนบกับพื้นอย่างง่ายดาย
เพียงชั่วครู่ หมาป่าปีกดำที่คลุ้มคลั่งก็เริ่มที่จะสงบลง.. ..
“นั้นคือ ดินแดนแห่งปราชญ์ใช่หรือไม่”
“ใช่ที่ไหน คุณชายซิน นั้นอยู่ในระดับองครักษ์ เท่านั้น”
“เ้าบ้าไปแล้ว องครักษ์ จะสู้กับสัตว์อสูรขั้นที่1ได้อย่างไร”
“เ้าโง่ เ้าไม่เห็นท่าเท้าผนึกอากาศและกายาเหล็กไหลทักษะระดับมนุษย์ขั้นสูงหรือไง ผู้คุ้มกันรอบๆต่างถกเถียงกันเสียงดัง
ผู้คุ้มกันที่มองเหตุการณ์อยู่บางคนอยู่ในอาการตกตะลึง บาง แสดงอาการดีใจ บางคนก็โห่ร้องปรบมือ ะโชื่อ ‘ซินเฉา’ออกมาไม่ขาด
ดวงตาของซานจื่อมองไปยังซินเฉาอย่างเปล่งประกาย พร้อมกับอุทานออกมา
“อัจฉริยะจริงๆ ทายาทของตระกูลซิน ช่างมีพร์น่ากลัวนัก”
หนิงเทียนมองไปยังซานจื่อ “ท่านรู้จักเขา?”
“ไม่มีใครในเมืองฉางผิงไม่รู้จักซินเฉา เขาเป็ผู้สืบทอดของสำนักคุ้มกันไป๋หลง ด้วยวัยเพียง19ปี สามารถเข้าสู่ดินแดนองครักษ์ขั้นที่9ได้ ความแข็งแกร่งของเขาติดหนึ่งในสามของผู้เยาว์เมืองฉางผิง”
หนิงเทียนพยักหน้าเล็กน้อยก่อนที่จะละสายตาไปอย่างไม่สนใจ หนิงเทียนไม่ได้ให้ความสนใจแก่ซินเฉานัก
ซานจื่อและหนิงเทียนเดินผ่านกองคาราวานทั้ง3มาเล็กน้อย ปรากฏชายวัยกลางคนสวมเสื้อคลุมหรูหรา เพียงการมองชั่วครู่
หนิงเทียนก็รู้ได้ว่า ชายวันกลางคนนี้เป็ผู้นำขบวนคาราวานทั้งสาม คิ้วของหนิงเทียนยกขึ้นสูงเล็กน้อย มันไม่สามารถที่จะบอกระดับฝึกตนของชายตรงหน้ามันได้
ด้วยสัญชาตญาณของหนิงเทียน รวมกับการที่มันพิจารณาภาพพยัคฆ์ทมิฬกลืนจันทรา ทำให้การรับรู้ในระดับฝึกตนของหนิงเทียนมีสูงมาก
จะมีเพียงแต่ผู้ที่อยู่ในดินแดนที่สูงกว่ามันเท่านั้น ที่หนิงเทียนไม่สามารถบอกถีงระดับฝึกตนได้
“ท่านเกา” ซางจื่อโค้งศีรษะลงเล็กน้อยเพื่อแสดงความเคารพ
“ผู้เฒ่าซางมีเื่ใดถึงมาหาข้าด้วยตนเอง”มันกล่าวด้วยน้ำเสียงอ่อนนุ่มไม่ได้แสดงถึงความเหย่อหยิ่งเลยแม้แต่น้อย
“ชายแก่ผู้นี้มีเื่จะขอร้องท่านเกาเล็กน้อย”
“เื่อันใดท่านโปรดเอ่ยมา เราเองก็รู้จักกันมาหลายสิบปีอย่าได้เกรงใจ”
ซางจื่อมองไปยังหนิงเทียนก่อนจะกล่าวว่า “ท่านเกา นี้คือหลานชายของข้า ชายแก่ผู้นี้หวังเพียงให้เขาไปถึงเมืองฉางผิงโดยปลอดภัยเท่านั้น”
เกาซุนมองไปที่หนิงเทียน “หืมมนุษย์ขั้น9ด้วยอายุ15-16ปีนับว่าพร์ดีกว่าผู้คนในชนเผ่าเล็กน้อย”
หนิงเทียนหัวเราะแล้วกล่าว “แม้ว่าพลังข้านั้นจะไม่ได้แข็งแกร่งมากนัก แต่อย่างไรก็ตาม ข้าก็ยังเป็ผู้ฝึกตนพอที่จะมีประโยชน์ต่อท่านแน่นอน ตัวข้าไม่ได้หวังรางวัลใดๆเพียงแค่้าร่วมทางด้วยเท่านั้น”
“ฮ่าฮ่า ดีหนุ่มน้อย ข้านั้นชอบคนเช่นเ้า จงอย่าตกตายไประหว่างทางแล้วกัน”
เมื่อกล่าวจบ มันะโชื่อ หลี่เฟิง ดังไปด้านนอก
ชั่วครู่เดียว บุรุษหนุ่มอายุราว 17ปีเดินเข้ามา “หัวหน้าเกามีเื่ใดให้ข้ารับใช้”
เกาซุนมองไปที่หนิงเทียนก่อนจะกล่าว“หลี่เฟิงนี้หลานชายผู้เฒ่าซาง ข้าขอฝากให้เ้าดูแลเขาจนถึงเมืองฉางผิงด้วย”
หลี่เฟิงก้มศีรษะให้หนิงเทียนเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยขึ้น “ข้าชื่อ หลี่เฟิง ยินดีที่ได้รู้จัก เ้าจะให้ข้าเรียกว่าพี่ชายหรือน้องชายดี?”
หนิงเทียนพิจารณาหลี่เฟิงอยู่ชั่วครู่ ก่อนจะเอ่ยตอบด้วยรอยยิ้ม
“ท่านเรียกข้าว่าหนิงเทียนเถอะ ปีนี้ข้ามีอายุ16ปีเห็นทีข้าคงต้องเป็น้องชายแล้วละ”
มีไม่มากนักที่ผู้ฝึกตนในดินแดนองครักษ์จะก้มศีรษะทักทายคนในดินแดนมนุษย์ หลี่เฟิงเองก็เป็หนึ่งในจำนวนที่ไม่มากนั้น
มันจึงทำให้หนิงเทียนรู้สึกถูกชะตากับหลี่เฟิงอยู่ไม่น้อย
เกาซุนยังคงกล่าวกำชับอีกว่า “เ้าหนุ่มหน้าที่เ้าเพียงแต่ต้องดูแลตนเองและช่วยเหลือ ปกป้องกลุ่มมนุษย์ธรรมดาที่เป็แรงงานทั่วไปของคาวานนี้เท่านั้น
ตอนนี้ยังมีเวลาเหลืออีกหนึ่งชั่วยามเ้าจงไปเตรียมตัวให้พร้อม” เมื่อกล่าวจบ มันเอ่ยลาชายชราซางก่อนที่จะเดินจากไปยังขบวนคาราวานที่หนึ่ง
“น้องชายหนิง ข้าขอตัวไปจัดเตรียมของก่อน อีกหนึ่งชั่วยามพวกเรามาเจอกันที่นี้อีกครั้ง”
เมื่อ หลี่เฟิงจากไป หนิงเทียน ก็ได้เอ่ยคำลาแก่ชายชราซางพร้อมได้ฝากน้ำผึ้งหยกเย็นสองขวดไว้ให้ปี้ยี่และปี้เหยา
จากนั้นมันก็รอคอยเวลาในการเดินทางอยู่เพียงคนเดียว
“อู๋ชาง” หนิงเทียนเรียกาาภูตอย่างแ่เบาราวกระซิบ
าาภูตโผล่ศีรษะออกมานอกแขนเสื้อเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยตอบ“คุณชายเรียกข้ามีเื่อันใด”
“เ้าััถึงพลังฝึกตนของเกาซุนได้หรือไม่?”
“แดนแห่งปราชญ์ขั้น8”าาภูตเอ่ยตอบอย่างไม่แยแส
ได้ยินเช่นนั้นหนิงเทียนไม่ได้ให้ความสนใจแก่อู๋ชางอีกมันเพียงแต่นั่งครุ่นคิดอยู่คนเดียว
ในทวีปฟ้า์นี้ การใช้พาหะนะสัตว์อสูรในการเดินทางนั้นจะใช้ได้เพียงบุคคลของอาณาจักรฟ้า์เท่านั้นกฎข้อนี้ไม่เว้นแม้แต่บุคคลที่มีอำนาจจากทวีปอื่น
จึงทำให้ผู้คนส่วนมากที่้าจะเดินทางจากเมืองหนึ่งไปยังอีกเมืองหนึ่ง
มักจะเดินทางโดยการเข้าร่วมขบวนคาราวาน จะมีเพียงส่วนน้อยเท่านั้นที่เลือกการเดินทางด้วยตนเอง
เนื่องจากเส้นทางจากอาณาจักรหนึ่งไปยังเมืองหนึ่งนั้น มันไกลมากอาจจะใช้เวลาเดินเท้าถึงครึ่งปีและที่สำคัญมันมีอันตรายอย่างมาก
ในทุกครั้งของการเดินทางโอกาสที่จะเผชิญกับสัตว์อสูรและโจรนั้นมีถึงครึ่งต่อครึ่งเลยทีเดียว
...
หนึ่งชั่วยามผ่านไปอย่างรวดเร็ว
“น้องชายหนิง ทางนี้” เสียงของหลี่เฟิงะโออกมาพร้อมกับกวักมือเรียกหนิงเทียน
“ที่พักของพวกเราจะอยู่ในกองคาราวานที่สาม” พวกมันทั้งคู่ะโขึ้นกองคาราวานเพียงชั่วครู่ล้อของขบวนคาราวานก็หมุนออก
หนิงเทียนมองไปยังคาราวานที่หนึ่งด้านหน้าของมันใช้หมาป่าปีกดำในการลากมีเพียงสองคนเท่านั้นที่คอยควบคุมอยู่บนหลังของมัน
ในรอยต่อระหว่างขบวนจะมีเหล็กกล้าเชื่อมยึดติดกันระหว่างขบวนคาราวานให้กลายเป็หนึ่งเดียวกัน
ขบวนคาราวานเคลื่อนตัวอย่างรวดเร็วด้วยการลากของหมาป่าปีกดำ หนิงเทียนและหลี่เฟิงทั้งคู่เดินเข้ามาภายในกองคาราวาน ทั้งสองตกเป็เป้าสายตาของผู้คุ้มกันจำนวนมากโดยเฉพาหนิงเทียน
หลายคนจ้องมองไปยังหนิงเทียนอย่างสงสัยแต่ก็ไม่มีผู้ใดสนใจที่จะพูดคุยกับพวกมัน
นอกเหนือจากกลุ่มผู้คุ้มกันแล้วยังมีผู้เดินทางอีกมากมายหลายกลุ่มในกองคาราวานที่สามนี้ พวกมันต่างจับกลุ่มเป็กลุ่มใครกลุ่มมันอย่างไม่ยุ่งเกี่ยวกัน
ผู้คุ้มกันที่อ่อนแอที่สุดในกองคาราวานนี้ต่ำสุดก็อยู่ในแดนนักรบขั้นที่3 มีพวกชนชั้นสูงจำนวนมากที่ร่วมเดินทางมากับคาราวานนี้แม้ว่ามันจะอันตรายต่างจากคาราวานบรรณาการทั่วๆไป
แต่พวกมันทั้งหมดล้วนไว้วางใจเพียงเพราะผู้ที่นำขบวนเป็ถึง1ใน3ผู้พิทักษ์แดนฟ้าของเมืองฉางผิง พวกมันนั้นมั่นใจว่าจะได้รับการปกป้องเป็อย่างดี
“ด้วยความเร็วระดับนี้ อีกเพียง30วันเราจะถึงเมืองฉางผิง” หลี่เฟิงกล่าวออกมามันเริ่มที่จะพูดคุยกับหนิงเทียนก่อน
มันยังอธิบายต่ออย่างกระตือรือร้น “ขบวนด้านหน้าสุดเป็ของท่านเกา ส่วนตรงกลางนั้นสำนักคุ้มกันไป๋หลงเป็ผู้ดูแลอยู่ ในส่วนขบวนสุดท้ายกลุ่มกันภัยตระกูลหลานของพวกเราเป็ผู้ดูแลอยู่
ตระกูลหลานกับสำนักไป๋หลงนั้นไม่ถูกกันนัก น้องชายหนิงถ้าไม่จำเป็อย่าได้เข้าไปยังขบวนคาราวานที่สอง พวกมันจะสร้างปัญหาให้แก่เ้า”
หนิงเทียนพยักหน้ารับรู้ในคำเตือนของหลี่เฟิง เวลานี้มันหันไปมองรอบๆทุกทิศทาง
เมื่อหลี่เฟิงสังเกตเห็นถึงการเปลี่ยนเปลี่ยนทางใบหน้าของหนิงเทียน มันจึงถามออก
“น้องชายหนิง เ้าออกเดินทางครั้งแรกใช่หรือไม่”
มันไม่รอให้หนิงเทียนได้ตอบ มันกล่าวต่อ “ในทวีปฟ้า์นั้นถึงจะบอกว่ามี3เมืองใหญ่ก็จริง
แต่ทุกๆเมืองใหญ่จะปกครองเมืองเล็กๆหรือเผ่าต่างๆอีกจำนวนมาก ที่แห่งนี้เป็เพียงส่วนเล็กๆของทวีปฟ้าสรรค์เท่านั้น
ถ้าเ้ามีโอกาส เ้าสามารถไปยังอาณาจักรฟ้า์ ที่นั้นเป็เมืองหลวงของทวีปฟ้า์ มีทั้งสัตว์อสูรลมปราณที่ใช้เดินทางอากาศมากมายและยังมีประตูมิติที่เชื่อมระหว่างอีกสามทวีปที่เหลือ ”
“แน่นอนพี่ชายหลี่ ข้านั้นต้องจะท่องไปทั่วพื้นที่ราบภาคกลาง” หนิงเทียนหัวเราะออก ั้แ่ออกเดินทางมา หนิงเทียนนั้นยิ้มบางๆ อย่างไม่หยุดมาตลอด
ในตอนที่มันยังเด็กมันมักจะออกมาบริเวณชายป่าพฤกษาทมิฬเพื่อมองออกไปยังโลกภายนอกอยู่เสมอ ในเวลานี้มันไปออกเดินทางอย่างแท้จริงแล้ว
หนิงเทียนยังกล่าวต่อ “ดูเหมือนพี่ชายหลี่จะไปเดินทางไปทั่วทั้งพื้นที่ราบภาคกลาง”
หลี่เฟิงยิ้มออก “ข้าไม่ได้เก่งกาจถึงเพียงนั้น ข้านั้นเพียงเดินทางไปทั่วทั้งสามเมืองใหญ่เพียงเท่านั้น ความฝันของข้าคือการเดินทางคุ้มกันไปทั่วทั้งพื้นที่ราบภาคกลางทั้งใต้ออกและตก น้องชายมีคนเคยเล่าให้ข้าฟังว่า ทางทวีปตะวันออกของอาณาจักรมายานิรันดร์มีสุราลืมโลกที่เข้มข้นที่สุดในโลกนี้เลย ตัวข้านั้นใฝ่ฝันที่จะได้ลิ้มรสมันมาก”
พวกมันทั้งสองพูดคุยกันอย่างสนุกสนาน ด้วยอุปนิสัยของหลี่เฟิงที่เป็คนกระตือรือร้นที่จะสร้างความสนิทสนมกับทุกคนๆทำให้มันและหนิงเทียนสนิทกันในเวลาอันสั้น
ในระหว่างที่พวกมันเดินทางเข้าไปด้านในขบวนคาราวาน หลี่เฟิงกล่าวออกด้วยสีหน้าจริงจัง“การเดินทางไปเมืองฉางผิงพวกเราต้องผ่านทะเลสาบมายา และ หุบเขาหมื่นอสูร สองที่นี้เป็ที่ๆมีการโจมตีของพวกโจรและสัตว์อสูรจำนวนมาเ้าต้องระวังตัวให้ดี ทางที่ดีอย่าอยู่ให้ห่างจากข้า”
หนิงเทียนมองไปยังผู้คนที่มากมายผิดปกติ มันจึงอดถามออกไม่ได้ “พี่ชายหลี่ ในการเดินทางคุ้มกันบรรณาการใช้คนเยอะเพียงนี้เลยหรือ”
หลี่เฟิง ส่ายหน้า “ไม่ใช่อย่างนั้น เพียงแต่ครั้งนี้พิเศษกว่าทุกครั้งเนื่องจากมีทั้งนักเดินทาง นายน้อยจากสำนักใหญ่และตระกูลอื่นๆอีกมากที่เดินทางเข้าเมืองฉางผิงอย่างพร้อมเพียงกันในครั้งนี้”
“เหตุใดคนจำนวนมากถึงมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองฉางผิง หรือว่าเมืองฉางผิงจัดงานเลี้ยงฉลองอันใดหรือ” หนิงเทียนถามด้วยความสงสัย
“ไม่ใช่งานเลี้ยงฉลองหรอก ที่คนจำนวนมากมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองฉางผิงเยอะขนาดนี้เพราะสกุลมู่ได้ป่าวประกาศถึงงานประลองเลือกคู่ของคุณหนูใหญ่”
หลี่เฟิงยังกล่าวต่อ “คุณหนูใหญ่ มู่เสวี่ย นั้นงดงามดั่งเทพธิดามาจุติ นาง้าหาคู่ด้วยการจัดงานประลองขึ้นในอีกสองเดือนข้างหน้า เพราะเหตุนี้ผู้คนมากมายจึงมุ่งหน้าเข้าสู่เมืองฉางผิง”
หนิงเทียนพยักหน้าอย่างรับรู้ แต่ภายในใจมันหวนคิดเื่เมื่อสองปีก่อน
มันถอนหายใจออกมาเฮือกหนึ่ง “เ้ายังไม่ตายสินะ”
“เราไปทางนั้นกันเถอะ ข้าจะพาเ้าไปแนะนำกับสหายของข้า.....”เสียงของหลี่เฟิงดังออกมาทำลายความคิดของหนิงเทียน
ในระหว่างทางเดินสั้นๆหนิงเทียนพบเจอผู้คุ้มกันในดินแดนนักรบขั้นสูงนับ10คน
หนิงเทียนมองไปยังผู้คุ้มกันที่กำลังเดินตรวจความเรียบร้อยอย่างเคร่งครัด เมื่อเห็นการคุ้มกันที่แ่าเช่นนี้ ความใคร่รู้สงสัยจึงบังเกิดขึ้นมา “พี่ชายหลี่บนขบวนคาราวานนี้มีสิ่งใดอยู่กันแน่ ดูแล้วเหตุการณ์นี้คงไม่ปกตินัก?”
“ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเป็สิ่งใด”น้ำเสียงที่มันเปล่งออกมาไม่เหมือนกับคนที่กำลังโกหกอยู่
“หลี่เฟิง ทางนี้” เสียงะโดังออกมาจากคนกลุ่มหนึ่ง
“ทางนั้นคือกลุ่มของเรา” หลี่เฟิงชี้ไปยังต้นตอของเสียง
“เฮ้ หลี่เฟิงทำไมถึงมาช้านัก” บุรุษร่างอ้วนกล่าวถามออกมา
“ข้าพาน้องชายหนิงไปเดินดูรอบๆขบวนคาราวาน”
บุรุษร่างอ้วนปลายตามองไปยังหนิงเทียนพร้อมกล่าวถาม“สหายท่านนี้คือ...”
“เขาคือน้องชายข้า ชื่อหนิงเทียน”หลี่เฟิงทำการแนะนำหนิงเทียนให้แก่บุรุษร่างอ้วน
“ยินดีที่ได้รู้จักสหายน้อย เ้าเรียกข้าว่า เปาเปาได้ ข้ามั่นใจว่าถ้าเ้าหิวเมื่อใดเ้าต้องคิดถึงเปาเปาเป็อันดับแรกแน่นอน
เวลานี้เ้าอาจไม่เข้าใจความหมายของข้าก็ไม่เป็ไร ฮาๆ”บุรุษร่างอ้วนกล่าวอย่างติดตลกและเป็กันเองในครั้งแรกที่พวกมันเจอกัน
หนิงเทียนยิ้มอ่อนๆ “รบกวนท่านแล้ว”
หลี่เฟิงกระซิบกับหนิงเทียนอย่างแ่เบาราวกับว่ามันไม่้าให้มีบุคคลที่3ได้ยินสิ่งที่มันพูด “เ้าอย่าไปฟังอะไรที่เปาเปาพูดนัก มิเช่นนั้นเ้าจะกลายเป็บ้า”
เปาเปาเหมือนจะคิดอะไรออกมันรีบกล่าวออกทันที“หลี่เฟิง พี่ใหญ่หลาน้าพบเ้า เขารออยู่ด้านในนานแล้ว”
“พอดีเลย ข้าก็้าจะแนะนำน้องชายหนิงกับพี่ใหญ่หลานอยู่พอดี”
เปาเปาไม่ได้ให้ความสนใจแก่หลี่เฟิงมากนัก มันหันไปกล่าวกับหนิงเทียนด้วยความสนใจ “น้องชายหนิงเ้าอายุ16 เ้าช่างกล้าหาญมากมายที่ออกมาผจญภัยเช่นนี้”
“น้องชายหนิงเ้ามาจากตระกูลใด”
“น้องชายหนิงเ้ามีคนรักหรือยัง ้าให้พี่ชายคนนี้หาให้หรือไม่”
“น้องชายหนิง เ้าชอบกินอาหารอันใด??”
แค่เพียงระยะทางไม่กี่ก้าวเท่านั้น เปาเปายิงคำถามมากมาย มันเป็คำถามที่ไม่เว้นช่องว่างให้ตอบ ราวกับตัวมัน้าจะถามโดยไม่สนใจคำตอบใดๆของอีกฝ่าย
หนิงเทียนทำได้เพียงยิ้มเจื้อนๆไปทางเปาเปาโดยมิได้เอ่ยตอบคำถามใดสักข้อ
“หลี่เฟิง มารายงานตัวครับ” เวลานี้เบื้องหน้าของทั้งสาม เป็ชายในชุดคลุมยาวนั่งอยู่บนเก้าอี้มีพนัก กำลังเหม่อมองออกไปภายนอกหน้าต่าง
ในขณะที่เสียงของหลี่เฟิงดังขึ้น สายตาของมันเปลี่ยนมาจ้องมองไปที่คนทั้งสาม
“หลี่เฟิง เ้ามาก็ดีแล้ว ข้ามีเื่จะหารือกับเ้า” เพียงชั่วครู่มันก็รู้สึกตัวว่ามีคนแปลกหน้ายืนอยู่ข้างๆหลี่เฟิงและเปาเปา
“ข้างๆเ้าคือใคร….” ชายในชุดคลุมยาวถามออก
“พี่ใหญ่หลาน นี้คือน้องชายหนิงเทียน เขาเป็หลานของผู้เฒ่าซาง ท่านหัวหน้าเกาจึงได้ฝากเขาไว้กับข้า”
มันพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “ข้าชื่อหลานเหลียง เป็หัวหน้ากลุ่มกันภัยนี้”
หลานเหลียงอายุราวๆ สามสิบปี รูปร่างสูงใหญ่ ไว้เครายาว ใบหน้าแห้งกร้าน แววตาของเขาดูตลกยิ่งนัก เขาเป็คนที่ไม่ค่อยใส่ใจตนเองเท่าไรนัก
“พี่ใหญ่หลาน เด็กคนนี้อยู่ในแดนมนุษย์ขั้น9เท่านั้น จะไม่กลายเป็ตัวถ่วงของกลุ่มเราอย่างนั้นหรือ” ชายหนุ่มด้านข้างเขาส่งเสียงเตือน ชายหนุ่มคนคือ เหลียวเหยียน มันเป็รองหัวหน้ากลุ่ม
เหลียวเหยียนรีบกล่าวต่อ “หลี่เฟิง เ้าแน่ใจว่าจะสามารถคุ้มกันเด็กนี่ในยามคับขันได้ไม่ใช่ว่าเ้ากำลังนำภาระมาเพิ่มให้แก่พี่น้องของเราหรือ?” ดูเหมือนว่าความสัมพันธ์ของหลี่เฟิงและเหลียวเหยียนจะไม่ค่อยดีนัก
ได้ยินคำกล่าวของเหลียวเหยียนสมาชิกในกลุ่มเริ่มพูดคุยกันเสียงดัง พวกเขาเริ่มพิจารณาถึงตัวตนของเด็กหนุ่มที่เป็เพียงมนุษย์ขั้น9
“เหลียวเหยียน เ้าอย่าได้กล่าวเช่นนั้น ในเมื่อหลี่เฟิงบอกว่าเขาเป็น้องชาย เช่นนั้น เขาก็เป็น้องชายของพวกเราทุกคนด้วยเช่นกัน”
น้ำเสียงที่ใหญ่ทุ้มของหลานเหลียงดังออกมา ด้วยความพูดที่เปี่ยมไปด้วยน้ำใจนั้น มันยิ่งทำให้ลูกน้องซาบซึ้งในตัวมันมากขึ้นไปอีก
ถึงแม้เหลียวเหยียนจะเป็รองหัวหน้ากลุ่ม แต่ด้วยนิสัยใจคอและความมีน้ำใจของหลี่เฟิง ทำให้สมาชิกคนอื่นๆในกลุ่มมักจะให้ความเคารพแก่หลี่เฟิง มากกว่ามัน
กระทั่งตัวพี่ใหญ่หลานเองยังให้น้ำหนักแก่คำพูดของหลี่เฟิงเป็อย่างมาก
ที่เหลียวเหยียนได้เป็รองหัวหน้ากลุ่มนั้น เพียงเพราะมันติดตามหลานเหลียงมาแต่แรกเริ่มก่อนที่หลานเหลียงจะสร้างกลุ่มคุ้มภัยขึ้นมา
ตัวตนของหลี่เฟิงนั้นมีผลกระทบต่อตำแหน่งของมันอย่างมาก ช่วยไม่ได้ที่เหลียวเหยียนจะเห็นหลี่เฟิงเป็ศัตรู
“คนๆนี้คือ...” หนิงเทียนหันหน้าไปถามแก่เปาเปา มันใช้น้ำหนักเสียงที่จงใจจะให้คนอื่นได้ยิน
“ข้าเป็รองหัวหน้าของที่นี้ ชื่อ เหลียวเหยียน” ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความหยิ่งยโส
มุมปากของหนิงเทียนยิ้มออกมาเล็กน้อย ภายในใจมันขบขันกับคนตรงหน้ามันมาก
เ้านี้คงภูมิใจในตำแหน่งรองหัวหน้าของมันเสียเหลือเกินถึงขนาดกล่าวตำแหน่งนำชื่อของมัน “เหลียวเหยียนหรือ...เ้าพูดได้ถูกต้องแล้ว”
มุมปากของเหลียวเหยียนกระตุกทันที เ้าเด็กคนนี้กล้าเรียกชื่อของมันห้วนๆได้อย่างไร
กร๊อบ...มันกำนิ้วมือทั้งห้าของมันด้วยโทสะจนได้ยินเสียงลั่นของกระดูกนิ้วมือแต่ก่อนที่มันจะกล่าวอะไรออกมา เสียงของหนิงเทียนดังขึ้นกระทบสองหูของมัน
“ชีวิตของข้า ข้าดูแลเองได้ ชีวิตของใคร มันผู้นั้นที่เป็เ้าของสมควรดูแลด้วยตนเอง”คำพูดของหนิงเทียนนั้นสร้างความงุนงงให้กับผู้คนที่ได้ยินอย่างมาก
ผู้คนรอบๆสามารถเข้าใจในคำกล่าวของประโยคแรกได้ แต่ประโยคหลังนั้นพวกมันไม่รู้ถึงความหมายของหนิงเทียน
“บัดซบ เ้ากล้าที่จะเถียงข้าอีกทั้งยังกล้าที่จะเรียกชื่อข้าด้วยความไม่เคารพ”เหลียวเหยียนก้าวไปหาหนิงเทียนหมายจะใช้สองมือตบเอาเืปากของเด็กที่ปากยังไม่สิ้นกลิ่นน้ำนมเช่นนี้
มุมปากของหนิงเทียนยกยิ้มขึ้น นิ้วมือที่อยู่ด้านหลังแปรเปลี่ยนคล้ายกับกรงเล็บราชสีห์ ดูเหมือนว่าหนิงเทียนจะถูกใจอยู่ไม่น้อยกับทักษะวิชาของเผ่าซินี้
ขณะเดียวกันร่างของบุคคลหนึ่งปรากฏขึ้นขั้นกลางระหว่างหนิงเทียนกับเหลียวเหยียน
บุคคลนี้ไม่ใช่ใครอื่นมันคือหลี่เฟิงนั้นเอง “รองหัวหน้าเหลียว ข้าได้รับคำสั่งให้ปกป้องน้องชายหนิงไม่ว่าเขาจะทำอะไร
ข้านั้นมีหน้าที่เพียงปกป้องเขา ถ้าท่านยัง้าจะทำร้ายน้องชายหนิง ก็อย่าได้หาว่าข้าเป็พวกไม่เคารพผู้าุโ”
“นี้เ้า....หลี่เฟิงเ้าเป็เพียงองครักษ์ขั้น4กล้าที่จะต่อกรกับข้าที่เป็องครักษ์ขั้น5 ช่างไม่เจียมตัวนัก” ดวงตาของเหลียวเหยียนดำมืดลงมันนั้นหาโอกาสที่จะสั่งสอนเ้าเด็กหลี่เฟิงมานานแล้ว
นี้เป็โอกาสดีที่จะแสดงให้ทุกคนเห็นว่าใครกันแน่คือรองหัวหน้าตัวจริง
เสียงอันหนักทุ้มดังออกมา “พวกเ้าหยุดได้แล้ว เอาละ หลี่เฟิง เหลียวเหยียนพวกเ้าทั้งสองนั่งลงก่อนข้ามีเื่จะปรึกษาหารือด้วย”
หลานเหลียงกล่าวอย่างไม่ใส่ใจว่าพวกมันกำลังมีปัญหาอันใดกันอยู่ มันไม่สนใจด้วยซ้ำว่าใครจะเป็ฝ่ายผิดฝ่ายถูก
มันเพียงแต่สั่งให้นั่งลง มีเพียงผู้ที่ยืนอยู่เท่านั้นที่จะกลายเป็ฝ่ายผิดในสายตาของมัน
เมื่อทั้งสองได้ยินเช่นนั้นพวกมันนั้นรีบนั่งลงโดยไว เหลียวเหยียนสะกดความไม่พอใจลงไปทันที มันไม่กล้าที่จะขัดคำสั่งของพี่ใหญ่หลางแต่อย่างใด ในขณะที่หลี่เฟิงนั้นทำตามอย่างว่าง่าย
หลานเหลียงกล่าวออกด้วยน้ำเสียงจริงจัง “เส้นทางข้างหน้านั้น เราต้องผ่าน หุบเขาผีเสื้อ ทะเลสาบมายาและหุบเขาหมื่นอสูร
ชัยภูมิรอบๆพื้นที่ทั้งสามนั้นเหมาะสมแก่การรอบโจมตีอย่างมาก
ข้าคิดว่าพวกเราต้องเตรียมรับมือให้ดี การเดินทางครั้งนี้ คงไม่ราบรื่นเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา”
“พี่ใหญ่หลานท่านอย่าได้กังวลไป เรามีผู้พิทักษ์แดนฟ้าอย่างท่านเกาซุนนำขบวน จะมีโจรที่ไหนกล้าปล้นพวกเรา” เหลียวเหยียนกล่าวด้วยน้ำเสียงสบายๆ ใบหน้าของมันเต็มไปด้วยความประมาท
หลานเหลียงส่ายหน้าให้กับความคิดนี้ มันอธิบายต่อถึงสถานการณ์“หุบเขาผีเสือ เป็ป่าใหญ่เต็มไปด้วยพื้นที่ต่างระดับแต่ก็มีเพียงสัตว์ป่าที่อาศัยอยู่เท่านั้น
แม้จะอันตรายในการถูกสุ่มจู่โจมแต่เราระวังเพียงโจรเท่านั้น เราไม่ต้องกังวลถึงสัตว์อสูร
ส่วนทะเลสาบมายาเป็พื้นที่โล่งยากแก่การถูกสุ่มจู่โจม แม้จะเต็มไปด้วยสัตว์อสูรก็เป็เพียงอสูรสายพันธุ์น้ำเท่านั้น ถ้าเราไม่ย่างกายลงไปในน้ำ คงไม่เป็อันตรายใดๆ
ส่วนหุบเขาหมื่นอสูร เรานั้นต้องระวังสัตว์อสูรเป็อย่างยิ่ง มันเต็มไปด้วยสัตว์อสูรมากมาย ข้าคิดว่าพวกโจรคงไม่กล้าที่สุ่มรอเรา” เวลานี้น้ำเสียงของมันเต็มไปด้วยความกังวล
“พี่ใหญ่หลาน ถ้าข้าเป็โจรธรรมดา ข้าจะสุ่มโจมตีที่ หุบเผาผีเสือนี้ แต่ถ้าข้าไม่ใช่โจรธรรมดาละก็ ข้าจะเข้าโจมตีที่หุบเขาหมื่นอสูร” หลี่เฟิงแสดงความคิดเห็น
คิ้วของหลานเหลียงยกสูง พูดต่อ ข้า้าฟังความเห็นเ้า
“พี่ใหญ่หลาน เื่ที่ผู้พิทักษ์แดนฟ้าเป็ผู้นำขบวนคาราวานนี้ เป็เื่ที่ทุกคนนั้นรู้ดี
สำหรับพวกโจรที่จะกล้าปล้นขบวนคาราวานนี้จริงๆ มันจะต้องมีความมั่นใจในระดับหนึ่งถึงขนาดที่ไม่หวั่นเกรงชื่อเสียงของท่านเกาซุน”
“หึ หลี่เฟิง เ้าคิดมากเกินไป ทีนี้คือทวีปฟ้า์โจรมีชื่อที่ไหนจะกล้าหาญเช่นนั้น” เหลียวเหยียนกล่าวขัด มันไม่ค่อยพอใจในความคิดของหลี่เฟิง
“เป็เช่นนั้นจริงๆ” ครั้งนี้หลี่เฟิงกล่าวเห็นด้วยกับคำพูดของเหลียวเหยียน มันยอมรับว่าตัวเองอาจจะคิดมากเกินไป ใครจะขวัญกล้าถึงกับขโมยสมบัติที่จะต้องถูกส่งให้ถึงมือราชวงศ์เย่
จู่ๆมีเสียงดังออกมาแทรกกลางระหว่างที่พวกมันกำลังหารือกันอยู่
“แต่ ถ้าพวกเ้าทั้งหมดตกตายในหุบเขาหมื่นอสูร ข้าคิดว่าพวกเ้าทุกคนคงไม่เหลือแม้แต่ซากศพให้คนของอาณาจักรฟ้า์มาพิสูจน์ว่า เป็ฝีมือของโจรหรือสัตว์อสูรกันแน่”
ทุกคนที่ได้ยินหันไปมองยังต้นตอของเสียง ปรากฏเป็เด็กหนุ่มแดนมนุษย์ขั้นที่9คนนั้นใช่แล้วมันคือหนิงเทียนนั้นเอง
“ใครใช้ให้เด็กอย่างเ้าเข้ามาสอด ไร้มารยาทสิ้นดี” เหลียวเหยียนทุบไปที่โต๊ะพลางะโใส่หนิงเทียนอย่างดุร้าย
หลานเหลียงยกมือขึ้นเชิงห้ามไปยังเหลียวเหยียนพร้อมกล่าวว่า “น้องชายหนิงที่เ้ากล่าวมานั้นมีเหตุผล ให้พี่ใหญ่หลานได้ฟังถึงความเห็นของเ้าเป็อย่างไร”
“ถ้าข้าเป็โจร ข้าจะเลือกโจมตีภายในหุบเขาหมื่นอสูรและ....”กล่าวจบประโยคนี้หนิงเทียนหยุดคำพูดของมัน
พร้อมกับเหยียดยิ้มขึ้นสูงและมองไปยังรอบๆผู้คนนับร้อยที่อยู่ในขบวนคาราวาน
“และถ้าข้าคิดจะปล้นจริงๆ ข้าจะส่งสายเข้ามาปะปนกับนักเดินทางหรืออาจะส่งสายลับเข้ามาร่วมกลุ่มกับพวกผู้คุ้มกันทั้งสามขบวน”
เมื่อได้ยินคำกล่าวของหนิงเทียน ผู้คนในกลุ่มของพวกมันบังเกิดอาการขนลุกเกรียวร่างกายเย็บเหยียบด้วยความกลัว
ไม่เว้นแม้กระทั่งหลี่เฟิง พวกมันทั้งหมดจ้องมองไปที่กันและกันอย่างช่วยไม่ได้ราวกับว่ามันจะหาคนแปลกหน้าในหมู่ของพวกมันให้พบ
หลานเหลียงได้ฟังเช่นนั้นถึงกับตกตะลึงในความคิดอ่านของเด็กหนุ่มวัย16ปี มันจับจ้องไปยังหนิงเทียนด้วยสายตาเป็ประกาย
“บัดซบ เ้าพูดจาไร้สาระเช่นนี้ได้อย่างไร เ้าจะทำลายขวัญและความสามัคคีของพี่น้องเราหรือไง” เหลียวเหยียนทุบไปที่โต๊ะพลางะโใส่หนิงเทียนอย่างดุร้าย
“เหลียวเหยียนเ้าหยุดได้แล้ว คำพูดของน้องชายหนิงใช่ว่าจะเป็ไปไม่ได้ ยังไงซะพวกเราก็ต้องระวังตัวให้มาก
เหลียวเหยียนเ้าจงนำคนของเราแบ่งเวลาคุ้มกันกระทั่งเวลานอนถึงแม้กองกำลังหลักของท่านเกาจะส่งผู้คุ้มกันมาแต่ข้ายังไม่สบายใจเท่ากับพวกเ้าเป็คนทำหน้าที่เอง”
หลานเหลียงยังคงทำการสั่งการต่อ
“ส่วนหลี่เฟิงเ้าไม่ต้องเข้าร่วมเวรคุ้มกัน ข้าจะให้เ้าดูแลน้องชายของเ้า ยังไงเขาก็เป็เพียงมนุษย์ขั้นที่9 เ้าคอยปกป้องเขาข้างๆ เพื่อกันเื่ที่ไม่คาดฝันที่จะเกิดขึ้น”
“ข้าเข้าใจแล้วพี่ใหญ่หลาน” หลี่เฟิงก้มศีรษะรับคำ
เหลียวเหยียนนั้นไม่พอใจและเตรียมที่จะพูดขึ้น แต่เมื่อมันเห็นสายตาของหลานเหลียงที่จ้องมองอย่างไม่ค่อยพอใจนัก
มันจึงได้แต่กลืนคำพูดกลับลงไปในคอ ความไม่พอใจในของเหลียวเหยียนต่อหลี่เฟิงและหนิงเทียนยิ่งมากขึ้นทุกที
หนิงเทียนมองไปที่พี่ใหญ่หลาน พร้อมกล่าวขอบคุณ หลานเหลียงถือว่าเป็คนมีน้ำใจคนหนึ่งทีเดียว
หลังจากผ่านชายแดนในเขตตะวันออกของทวีปฟ้า์ ขบวนคาราวานก็เดินทางไปยังหนทางที่ไกลสุดลูกหูลูกตา
จากที่เคยมีคาราวานของเมืองอื่นร่วมเส้นทางมา
บัดนี้มันลดน้อยลง น้อยลง จนบนเส้นทางเหลือเพียง3ขบวนคาราวานที่ผูกติดเป็หนึ่งเดียวเท่านั้น
บริเวณเบื้องหน้าขบวนคาราวานนี้ เป็หุบเขาสามลูก
หุบเขาขนาดใหญ่อยู่ด้านซ้ายและขวา ตรงกลางเป็หุบเขาลักษณะเล็ก ถ้ามองจากไกลๆคล้ายกับผีเสื้อที่กำลังกางปีกออก
ถ้ายอดเขาทั้งสองลูกนั้นเปรียบเสมือนเช่นปีกของผีเสื้อ ขบวนของหนิงเทียนก็กำลังจะมุ่งหน้าไปยังยอดเขาตรงกลางขนาดเล็ก ที่มีลักษณะคล้ายกับเป็ตัวของผีเสื้อ
วันแรกของการเดินทางได้ผ่านไป ด้วยความเร็วพิเศษของหมาป่าปีกดำนั้น มันจะใช้เวลาประมาณ30วันแม้ว่าหมาป่าปีกดำนั้นจะมีเวลาเร็วมากที่สุดในบรรดาอสูรลมปราณขั้นที่1
แต่เนืองจากมันต้องลากคาราวานขนาดใหญ่3กองและมันก็เป็เพียงสัตว์อสูรขั้นที่1เท่านั้น มันจึงไม่สามารถเดินทางข้ามวันข้ามคืนได้
ขบวนคาราวานจึงต้องหาที่พักในยามค่ำคืน ผู้คนในคาราวานทั้งสามกองนั้น ลงมาตั้งค่ายรอบๆหมาป่าปีกดำในขณะที่ผู้ควบคุมกำลังให้หินลมปราณแก่หมาป่าปีกดำเพื่อฟื้นฟูพลังของมัน
ผู้คนจำนวนมากนั่งลงเตรียมอาหาร บางคนก็กำลังย่างเนื้อสัตว์ป่า บางคนก็นำอาหารที่เตรียมไว้ล่วงหน้ามากินกัน
คนส่วนใหญ่กำลังตั้งเต๊นท์ ปูผ้าเตรียมที่จะพักผ่อน โดยที่รอบๆมีผู้คุ้มกันในแดนนักรบนับกระจายกำลังเฝ้าอยู่รอบๆ
หนิงเทียนนั้นอยู่ในที่ลับตามันกำลังเอาผ้ามาปูรองเพื่อจัดเตรียมที่นอน
ขณะเดียวกันาาภูตที่อยู่ในแขนเสื้อของมันได้บินออกมาพร้อมทั้งบ่นออกเช่นคนแก่ “าาผู้นี้ทนอยู่ในแขนเสื้อคุณชายมาทั้งวัน เมื้อยจะตายอยู่แล้ว”
หนิงเทียนมองไปยังาาภูตที่กำลังบินวนอยู่บนอากาศนั้น มันจึงเอ่ยถามกลับไป
“ไม่ใช่เ้า ถอดร่างอยู่ในแขนเสื้อของข้า และทิ้งจิตเข้าไปในมิติอนันตเวคีหรอกหรือและเหตุใดเ้าถึงได้บ่นว่าเมื้อยได้?”
าาภูตยิ้มแห้งๆพร้อมกล่าวออก “เป็เช่นนั้นนี้เอง”ขณะเดียวกันมันมองไปยังผ้าปูพื้นเล็กๆที่ปูกับพื้นดิน มันจึงกล่าวออกมา“คุณชายเหตุใดถึงไม่เข้าไปพักในมิติอันตเวคีของาาผู้นี้”
หนิงเทียน ส่ายศีรษะปฎิเสธ “ถ้าข้าหายไปในตอนดึกต้องกลายเป็เื่วุ่นวายแน่ ดีไม่ดีจะถูกกล่าวหาว่าเป็สายลับเสียเองอีกด้วย”
เหมือนว่าหนิงเทียนนึกคิดอะไรขึ้นมาได้มันจึงกล่าวต่อ “อู๋ชาง ซิเฟยนั้นเป็อย่างไรบ้าง”
าาภูตกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ไม่แยแสใดๆ “เฮ๊อะ มนุษย์ตัวเหม็นผู้นั้น ช่างน่าเศร้าใจนัก มันที่พิกลพิการอยู่แล้วกลับถูกผายลมของเฒ่าซานจนร่างกายแหลกเหลวไปแล้ว”
“เหตุใดจึงฆ่ามันเสีย”หนิงเทียนกล่าวอย่างมีโทสะมันไม่ได้ใส่ใจชีวิตของซิเฟย แต่มันไม่พอใจที่เ้าเฒ่าสองตัวไม่ฟังคำสั่งของมัน
“คุณชายในเื่นี้ข้าไม่เกี่ยวอันใด เป็เฒ่าซานที่ไปผายลมใส่มันเอง”าาภูตรีบปัดความผิดไปให้สหายของมัน
“อย่าคิดว่าข้านั้นไม่รู้ คงเป็เ้าที่ทรมานมันจนถึงแก่ความตายและโยนความผิดให้แก่ซานซัน”หนิงเทียนกล่าวดักาาภูตไว้