สวีหว่านหนิงไม่โกรธเดิมทีเธอก็ไม่คาดหวังอยู่แล้วว่า ด้วยคำพูดแค่ไม่กี่ประโยค จะเกลี้ยกล่อมกลุ่มคนโง่เขลาและไม่รู้จักยืดหยุ่นเหล่านี้ได้สำเร็จ
ยังเหลือเวลาอีกประมาณครึ่งปีกว่าเธอสามารถค่อยๆ ลบเหลี่ยมของพวกเขาได้อยู่แล้ว
ขอแค่โรงงานอาหารชุนหัวรอได้
ผู้อำนวยการซุนไม่อยากให้จางไคยึดติดกับเรื่องนี้อีกจึงกล่าวว่า“กลับโรงงานพวกเราก่อนเถิด ผมยังมีงานต้องสะสางอีกมาก”
ทั้งคู่เพิ่งเข็นจักรยานออกจากมุมกำแพงผู้อำนวยการซุนก็เห็นรถยนต์สภาพคลุกฝุ่นมาจอดที่หน้าทางเข้าโรงงานสาขา
จางไคเห็นผู้อำนวยการซุนจ้องรถคันนั้นไม่วางตาจึงหยอกเย้าว่า“อย่ามองอีกเลย ด้วยผลประกอบการของโรงงานอาหารชุนหัวของพวกเราคงไม่มีปัญญาซื้อรถประเภทนี้”
ดวงตาที่ไม่ได้กลมโตของผู้อำนวยการซุนหรี่ลง“ทำไมผมถึงคุ้นตารถคันนี้ เหมือนเคยเห็นที่ไหน”
เขาเพิ่งพูดจบประตูรถคันนั้นก็เปิดออก ชายคนหนึ่งในชุดสูทก้าวลงจากรถ ใบหน้าของอีกฝ่ายนิ่งขรึมก่อนจะเดินเข้าไปในโรงงานสาขาอย่างรวดเร็ว
ผู้อำนวยการซุนนึกออกแล้วนี่คือรองอธิบดีสวีที่เขาเพิ่งเจอในช่วงก่อนตรุษจีนมิใช่หรือ!
“จางไคคนเป็นพี่ชายอย่างผมไม่อยากจะตำหนิคุณ แต่บางครั้งคุณควรจะระวังตัวบ้างไม่ควรพูดจานินทาลับหลัง ตอนนี้เป็นอย่างไรคนที่คุณบอกว่าคงไม่มีทางเดินทางมาหนุนหลังสวีจือชิง ตอนนี้มาถึงหมู่บ้านต้าเจียงแล้ว!”
จางไคเองก็เคยเจอกับสวีเม่าถิงเพราะฉะนั้นเมื่อครู่ตอนเห็นหน้าอีกฝ่าย เขาถึงได้รู้สึกชาไปทั้งตัว
“ผู้อำนวยการพวกเรากลับกันเถิด คุณบอกว่ามีงานต้องทำอีกมากมิใช่หรือ อย่าเสียเวลาอีกเลย”
“ไม่ผมไม่รีบ!” ผู้อำนวยการซุนจอดจักรยานพิงกำแพงไว้เหมือนเดิมเขาจัดเสื้อแจ็กเกตของตัวเองเล็กน้อย “งานของโรงงานจะสำคัญกว่าการทักทายรองอธิบดีสวีได้อย่างไร”
พูดจบเขาก็วิ่งเข้าไปในโรงงานสาขา
ขณะเดียวกันทางด้านสวีหว่านหนิงกำลังตรวจสอบคุณภาพลูกท้อในโหลแก้วล็อตใหม่ล่าสุดอยู่
จะว่าไปก็แปลกใช้สูตรเดียวกันแท้ๆ แต่รสชาติที่แต่ละคนทำออกมากลับมีความแตกต่างกัน ไม่เหมือนกันเลย
บ้างก็อร่อยบ้างก็ไม่อร่อย
ฉะนั้นเพื่อการันตีเรื่องคุณภาพสวีหว่านหนิงจึงกำหนดหน้าที่ความรับผิดชอบที่แน่นอนให้กับคนงานทั้ง 20 คนและไม่อนุญาตให้ใครสลับสับเปลี่ยนตำแหน่งของตัวเองโดยพลการ
แม้จะทำเช่นนี้แล้วแต่รสชาติของสินค้าที่ทำออกมาก็ยังไม่เสถียร
สาเหตุของปัญหานี้คงจะเป็นการไม่มีเครื่องมือวัดอัตราส่วนของส่วนผสมที่แม่นยำ
แต่ด้วยเงื่อนไขในตอนนี้โรงงานสาขาของพวกเธอคงไม่สามารถครอบครองเครื่องมือเหล่านั้นได้
เพราะฉะนั้นสวีหว่านหนิงจึงต้องตรวจสอบคุณภาพด้วยตัวเองเธอจะทำการชิมรสชาติลูกท้อที่ทำเสร็จแล้วทุกครั้ง หากไม่ผ่านการตรวจสอบของเธอก็จะถูกตีกลับและทำใหม่ทั้งหมด
แม้จะยุ่งยากไปมากแต่การทำผลิตภัณฑ์อาหาร รสชาติคือสิ่งสำคัญที่สุด เมื่อรสชาติอร่อยก็จะถูกบอกต่อกันปากต่อปาก
“ครั้งนี้คุณใส่น้ำตาลเยอะเกินไปจึงค่อนข้างหวานครั้งหน้า...”
“สวีจือชิงคะ...”เอ้อร์ยาวิ่งเข้ามาพลางหอบหายใจ สีหน้าดูร้อนใจมาก“ข้างนอกมีคนที่บอกว่าเป็นพี่รองของคุณมาตามหาคุณค่ะ”
“พี่รองงั้นเหรอ?”สวีหว่านหนิงประหลาดใจ
“รอฉันเดี๋ยวนะฉันขอออกไปดูหน่อย”
สวีหว่านหนิงออกมาก็เห็นสวีเม่าถิงทันทีเธอกำลังจะทักทายเขา แต่กลับได้ยินสวีเม่าถิงกล่าวว่า“ทิ้งงานทั้งหมดแล้วกลับบ้านไปเก็บของกลับปักกิ่งกับพี่”
เขาพูดรัวเร็วโดยไม่เว้นจังหวะหายใจและเมื่อดูสีหน้าของเขา มันทำให้หัวใจของสวีหว่านหนิงดิ่งเหวทันที
“เกิดเรื่องกับคนที่บ้านเหรอคะ”
เธอยังไม่ได้เจอหน้าคนตระกูลสวีเลยห้ามมีเรื่องอะไรเกิดขึ้นเด็ดขาด!
สวีเม่าถิงรู้สึกเหมือนลิ้นจุกปากคำพูดมาจ่ออยู่ที่ริมฝีปากแล้ว แต่เขากลับไม่รู้จะพูดอย่างไร
“พี่รอง?”สวีหว่านหนิงเห็นเขาเหม่อลอยจึงโบกมือไปมาตรงหน้าเขา “รีบบอกฉันมา เกิดเรื่องอะไรขึ้นกันแน่คะ”
สวีเม่าถิงสูดหายใจลึก“เป็นหลินอัน”
“หลินอัน?เขาเป็นอะไรคะ?”
“รีบขึ้นรถก่อนพี่จะพาน้องกลับบ้านไปเก็บของ แล้วจะอธิบายให้ฟังระหว่างทาง”
สวีหว่านหนิงเรียกเอ้อร์ยามาสั่งงานก่อนจะเดินขึ้นรถของสวีเม่าถิง
หลังขึ้นรถมาเธอก็รีบถามซ้ำทันที
ในที่สุดเธอก็รู้สถานการณ์ของหลินอันในปัจจุบัน
หลังหลินอันถูกสั่งย้ายไปสังกัดที่ปักกิ่งเพราะสาเหตุบางประการทำให้เขาถูกเพื่อนร่วมงานผลักไส
มีคนรู้สึกว่าด้วยผลงานของเขาไม่คู่ควรกับการย้ายมาประจำการในกองทหารของกรุงปักกิ่ง
ถึงอย่างไรกองทหารประจำกรุงปักกิ่งก็เป็นกองทหารหลักของประเทศจีนถือเป็นศูนย์บัญชาการกลาง
หลินอันรีบร้อนอยากพิสูจน์ตัวเองจึงเสนอตัวทำภารกิจหลายอย่าง
ทุกภารกิจล้วนมีความเสี่ยงระดับสูงสุด
ภารกิจก่อนหน้าเขาประสบความสำเร็จอย่างราบรื่นและปิดปากคนที่ตั้งแง่กับเขาไปได้บ้าง
แต่ระหว่างปฏิบัติภารกิจครั้งล่าสุดเพื่อช่วยเพื่อนร่วมรบคนที่หนีออกมาได้แล้วอย่างเขากลับตัดสินใจย้อนกลับไปช่วยเพื่อนอย่างไม่ลังเล
สุดท้ายเพื่อนร่วมรบรอดชีวิตแล้วแต่เขากลับถูกยิง ตอนนี้อยู่ระหว่างการยื้อชีวิต
“เรื่องเกิดขึ้นเมื่อสามวันก่อนหลังรู้ข่าวนี้เดิมทีพี่อยากจะโทรเลขมาบอกน้อง แต่พอคิดได้ว่าโทรเลขก็ต้องใช้เวลาอีกอย่างการเดินทางจากที่นี่ไปปักกิ่งทั้งไกลและไม่สะดวกพี่ก็เลยขอลาหยุดแล้วมารับน้องเอง”
“ขอบคุณค่ะพี่รอง”
สวีหว่านหนิงยกมือทาบทรวงอก
ตอนได้ยินว่าเกิดเรื่องกับหลินอันหัวใจของเธอบีบรัดจนรู้สึกหายใจไม่สะดวก
ทั้งที่เพิ่งรู้จักกับเขาได้ไม่นานแต่เธอกลับชอบผู้ชายคนนี้ไปแล้ว
ปกติอาจจะรับรู้ได้ไม่ชัดเจนนักแต่ตอนรู้ว่าเกิดเรื่องกับเขาเธอถึงเข้าใจว่าความรู้สึกที่ตนมีให้เขามันลึกซึ้งถึงขั้นนี้แล้ว
ตอนกลับมาถึงบ้านหลินแม่หลินและเด็กๆ ทั้งสี่คนกำลังเด็ดผักอยู่ในสวนหน้าบ้าน
สวีหว่านหนิงเอ่ยทักทายแม่หลินแล้วเข้าไปเก็บของในห้อง
ของสำคัญบางอย่างเธอใส่ไว้ในช่องมิติมันคือสถานที่ที่ปลอดภัยที่สุด
การมีอยู่ของช่องมิติมีแค่เธอคนเดียวที่รู้ดังนั้นเธอจึงเก็บเสื้อผ้าหลายชุด และหิ้วติดมือออกไปเพื่อความแนบเนียน
“อาหนิงลูกจะไปไหนหรือ”
“แม่คะทางโรงงานสาขาสั่งให้ฉันไปทำงานต่างถิ่นค่ะ ฉันต้องไปปักกิ่งพี่รองเองก็จะกลับปักกิ่งพอดีเลยมารับฉันไปด้วยกันฉันไปปักกิ่งคราวนี้อาจจะต้องอยู่ที่นั่นเป็นสิบวันถึงครึ่งเดือนต้องฝากแม่ดูแลที่บ้านด้วยนะคะ”
“วางใจเถิดแม่รับรองว่าจะดูแลต้าชุนกับเยาเม่ยอย่างดี” แม่หลินเช็ดมือกับผ้ากันเปื้อนก่อนจะเดินเข้าบ้านไป แล้วบอกกับสวีหว่านหนิงว่า “รอแม่เดี๋ยวนะ”
แม่หลินออกมาอีกครั้งแล้วยัดม้วนธนบัตรใส่มือของสวีหว่านหนิง
“นี่คือเงินที่แม่เก็บออมไว้มันมีไม่มาก ลูกเอาไว้ใช้ระหว่างทางเถิด เดินทางไกลแบบนี้อย่าปล่อยให้ตัวเองต้องลำบาก”
สวีหว่านหนิงอุ่นวาบไปทั้งใจแต่สุดท้ายก็ส่งเงินกลับคืนไป
“แม่คะฉันขอรับน้ำใจของแม่เอาไว้ แต่ฉันไม่จำเป็นต้องใช้เงินพวกนี้จริงๆ ค่ะฉันไปทำงานต่างถิ่นคราวนี้ทางโรงงานออกค่าใช้จ่ายให้ทั้งหมด อีกอย่าง ฉันยังอยากให้เงินกับแม่อีกยี่สิบหยวนเผื่อต้องใช้ยามฉุกเฉินค่ะ”
“แม่มีเงินไม่ต้องให้แม่หรอก”
สวีหว่านหนิงยัดเงินใส่มือแม่หลินทันทีแล้วกวักมือเรียกต้าชุนกับเยาเม่ย
“แม่ต้องไปปักกิ่งอาจจะไปนานหน่อย พวกลูกสองคนต้องเชื่อฟังคุณย่ากับอาหญิง เข้าใจไหม”
“วางใจได้ครับแม่พวกเราจะเป็นเด็กดีแน่นอน”
“ครั้งนี้แม่คงต้องผิดสัญญาเอาไว้แม่กลับจากปักกิ่งเมื่อไร แม่จะส่งพวกลูกไปเข้าเรียนที่โรงเรียนนะ”