“อร่อยไหมวารุต”
พรานวิโรจน์เอ่ยถาม น้ำเสียงเข้มทุ่มเริ่มสั่นเครือคล้ายคนเมา
“อร่อยมาก ขอรับ”
วารุตเคี้ยวไปตอบไป
เขารู้สึกดีที่ตัวเองได้กินเนื้อสัตว์อีกครั้ง ซึ่งมันเป็ครั้งแรกในรอบหลายวันที่เขามีเนื้อสัตว์ตกถึงท้อง วารุตคิดว่าหลังจากนี้ตัวเองคงต้องตัดสินใจสังหารสัตว์สักตัว เพื่อมาทำเป็อาหาร เพราะการได้กินเนื้อนุ่มๆ มันย่อมดีกว่าการกินยางเหลืองๆ ของผลมะตูมเป็ไหน ๆ
ระหว่างที่ วารุตนึกตลกถึงเื่บ้าบอนี้อยู่คนเดียว คุณน้าศรีไพรก็เอ่ยปากถามเขา
“ว่าแต่พ่อหนุ่มน้อย ข้ายังไม่ได้ถามเ้าเลยว่าเ้ากำลังจะไปไหน หรือว่าเ้าจะมาอยู่กับพวกเรา”
คุณน้าศรีไพรถาม น้ำเสียงแหบพร่าเริ่มสั่นเครือไม่ได้แตกต่างไปจากเหล่านายพรานคนอื่นๆ สักเท่าไหร่นัก
วารุตดึงเอากระดูกชิ้นใหญ่ออกจากปากพยายามกลืนทุกอย่างให้ลงลำคอให้เร็วที่สุด แล้วจึงตอบคำถามของน้าศรีไพรอย่างตรงไปตรงมาว่า
“ข้าจะไปป่ามรกตขอรับ”
ไม่รู้ว่าอะไรทำให้คุณน้าศรีไพรหัวเราะร่า หลังจากที่ได้ยินคำตอบของวารุต เหมือนว่ามันจะไม่ได้แตกต่างกับสิ่งที่เขาเดาเอาไว้
“ในยุคสมัยนี้ยังมีเด็กหนุ่มที่้าไปที่นั่นอยู่สินะ”
น้าศรีไพรเอ่ยขึ้นพลางยิ้ม
“สมัยก่อนข้าเองก็เคยไปที่นั่น”
คุณน้าศรีไพรกล่าวต่อ
ดวงตาของวารุตเปล่งประกายอยากฟัง
“ข้าไปกับเพื่อนคนหนึ่ง พวกเราไปที่นั่นด้วยกันสองคน ไปยังป่าที่อันตรายที่สุด -- ในยุคสมัยนั้นต้องคอยระวังทั้งคน ระวังทั้งสัตว์ซาตาน แต่ข้าก็ยังจำได้ว่าในตอนนั้น ข้าและเพื่อนของข้าพวกเราต่างรู้สึกสนุกกันมาก ที่ได้อยู่ท่ามกลางสมรภูมิที่เต็มไปด้วยผู้คนที่แข็งแกร่ง”
บรรยากาศโดยรอบที่แสนอลเวงเมื่อก่อนหน้านี้ กลับกลายเป็ค่ำคืนที่เงียบสงัด จะมีก็แค่เพียงเสียงดังเป๊าะแปะจากเปลวไฟของตะเกียงที่กำลังมอดไหม้ เหล่านายพรานหนุ่มทั้งสามคนต่างก็ให้ความสนใจ เพราะพวกเขาไม่เคยได้ฟังเื่เล่านี้จากปากของน้าศรีไพรมาก่อนเลยเช่นเดียวกัน
“ในยามบ่ายของวันนั้น ข้าและเพื่อนของข้ากำลังเดินหาที่นั่งพัก พวกเราคิดว่าโชคดีที่เดินมาเจอเข้ากับถ้ำถ้ำหนึ่ง มันเหมาะมากที่พวกเราจะนอนค้างคืนกันที่นั่น แต่ทว่าพอพวกเราเดินเข้าไปในถ้ำเท่านั้นแหละ มันกลับมีสิ่งมีชีวิตอยู่ในนั้นก่อนหน้าของพวกเราเสียแล้ว ซึ่งตอนนั้นพวกข้าก็ไม่รู้หรอก ว่ามันคือตัวอะไร เพราะข้างในถ้ำมันมืดมาก
-- แต่ด้วยเสียงคำรามของมัน ทำเอาซะพวกข้าคิดว่าถ้ำถ้ำนั้นกำลังจะถล่ม ครืน! ลงมา ทั้งข้าและเพื่อนต่างพากันวิ่งหนีออกมาอย่างไม่คิดชีวิต รู้สึกได้ถึงแรงสั่นะเืที่พยายามจะตะกุยตะกายไล่ตามหลังพวกเรามาให้ทัน พอพ้นออกมาจากปากถ้ำ พวกเราจึงได้เห็นว่าสิ่งมีชีวิตนั้นมันคือตัวอะไร ปรากฏเป็หมีสีน้ำตาลั์ขนาดใหญ่มหึมา ถลาออกมาจากปากถ้ำด้วยทางท่าฉุนเฉียวเกรี้ยวกราด มันกระทุ้งพื้นข่มขู่ แยกคมเขี้ยว ตั้งท่าเหมือนกำลังจะทะยานเข้ามา
-- ในตอนนั้นข้าคิดว่าตัวของข้าได้ทิ้งระยะห่างออกจากมันมาพอสมควรแล้ว ถ้าเป็พวกเ้าจะคิดไหมว่าหมีตัวใหญ่ขนาดนั้นจะเคลื่อนที่ได้รวดเร็วสักแค่ไหน ในตอนนั้นข้าไม่ได้คิดถึงเื่นี้เลย เพียงแค่พริบตาเดียวเ้าหมีั์ตัวนั้นก็ทะยานเข้ามาประชิดร่าง มันเหวี่ยงอุ้งมือตวัด ฟาด! ลงเพียงครั้งเดียว ทำเอาแขนขวาของข้าหลุดไปทั้งยวง”
น้าศรีไพรเอื้อมมือซ้ายไปแตะที่ไหล่ขวาเมื่อหวนระลึกถึงความหลัง วารุตทำหน้าตาหวาดเสียวขณะที่นึกภาพตาม
“แล้วเพื่อนของน้าศรีไพรล่ะ”
นายพรานหนุ่มร่างสูงโปร่งเอ่ยถามอย่างสงสัย
“มันก็ทิ้งข้าไว้ แล้ววิ่งหนีไปหางจุกตูดน่ะสิ”
น้าศรีไพรตอบห้วนๆ หลังจากนั้นก็หัวเราะออกมาอย่างขบขัน
“ -- ข้าก็ต้องวิ่งหนีอยู่แล้ว จะให้ข้าเสียแขนข้างหนึ่งเป็เพื่อนของเ้าหรือไง”
พรานวิโรจน์เอ่ยสวนขึ้นมาเสียดื้อๆ อย่างไม่มีปี่มีขลุ่ย ทำให้เหล่านายพรานหนุ่มทั้งสามคนตาแข็งทื่อ พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าเพื่อนของน้าศรีไพรคนนั้นจะเป็พรานวิโรจน์ที่กำลังนั่งกินเหล้าอยู่ด้วยกัน
ต่อมาพรานวิโรจน์จึงเอ่ยเสริมขึ้น
“ระหว่างที่เ้าศรีไพรจะตายแหล่มิตายแหล่ ก็มีชายคนหนึ่ง ซึ่งข้ายังจำชื่อของเขาได้มาจนถึงทุกวันนี้ ชายคนนั้นเขามีนามว่าทวี ในตอนนั้นข้ารู้สึกกระวนกระวายใจทำอะไรไม่ถูก จู่ ๆ มีชายคนหนึ่งโผล่มาจากไหนก็ไม่รู้ เหวี่ยงท่อนไม้ ฟาด! สกัดเข้าไปที่ใบหน้าของเ้าหมีสีน้ำตาลตัวนั้นเต็มๆ ก่อนที่เ้าศรีไพรจะถูกมันตะปบจนหัวหลุดออกจากบ่า
-- การโจมตีของชายผู้นั้นทำให้เ้าหมีหยุดชะงัก ข้าจึงรีบเข้าไปลากตัวของไอ้เ้าหมอนี้ออกมา -- ชายคนนั้นเขาบอกให้พวกเราหนีไป เขาบอกกับข้าว่า ‘ถ้าไม่อยากให้เพื่อนของเ้าตาย ก็จงหาวิธีห้ามเืให้กับเขาซะ’ พูดตรงๆ ข้านึกสมเพชตัวเองชะมัดเมื่อนึกถึงเื่ในตอนนั้น ขาแข็งทื่อ เยี่ยวแตก แม้จะเงยหน้าขึ้นไปมองเ้าหมีตัวนั้นก็ยังไม่กล้า ทำได้เพียงแค่เอ่ยถามชื่อของชายคนนั้นออกไป ก็อย่างที่ข้าบอกไปในตอนแรก เขาตอบกลับมาว่าเขาชื่อว่าทวี หลังจากนั้นข้าก็ไม่เคยเห็นเขาอีกเลย ก็ได้แต่หวังว่าเขาจะยังปลอดภัย”
พรานวิโรจน์เอ่ยััได้ถึงความน่าสะพรึงในน้ำเสียง
วารุตกลืนน้ำลายฮึกใหญ่หลังจากได้ฟังประสบการณ์ การเข้าไปยังป่ามรกตของน้าศรีไพรและพรานวิโรจน์ เช่นเดียวกันกับเหล่านายพรานหนุ่ม พวกเขาแทบไม่อยากนึกเลย ว่าถ้าหากพวกตนตกอยู่ในสถานการณ์ที่เฉียดเป็เฉียดตายแบบนั้นพวกเขาจะเอาตัวรอดยังไง