ความมืดสลัวสลายขอบเขตของเวลาจนสตูดิโอ 'เฟรมว่าง' กลายเป็สุสานแห่งจิติญญาของช่างภาพหนุ่ม นับั้แ่เหตุการณ์ที่นนท์สั่งล็อกประตูคล้องโซ่เหล็กเพื่อบอกยกเลิกสัญญากลางคันกับริน เขาก็ใช้ชีวิตราวกับเศษซากมนุษย์ที่ไร้ความรู้สึก ชายหนุ่มขลุกตัวอยู่แต่ในห้องมืดที่อบอวลไปด้วยกลิ่นสารเคมีและไอความเย็นชื้นของเครื่องปรับอากาศ นนท์จุ่มแผ่นกระดาษอัดรูปที่เขานำฟิล์มเก่าของรินมาขยายซ้ำ เพื่อเก็บรอยยิ้มเ่าั้ไว้ใกล้ตัว ลงในถาดน้ำยาอย่างเฉื่อยชา จ้องมองภาพใบหน้าหวานและรอยยิ้มสดใสของรินในทริปเก่าๆ ค่อยๆ เด่นชัดปรากฏขึ้นมาภายใต้แสงโคมไฟสีแดงสลัว
แผ่นกระดาษอัดรูปพอร์ตเทรตใบใหม่ที่เขาขยายอัดเพิ่มเติม ทั้งภาพของรินขณะนั่งเคี้ยวขนมตุ้ยๆ ในร้านเบเกอรี่โบราณ... ภาพของเธอยิ้มร่าแกว่งชิงช้าใต้เงาไม้ใหญ่โรงเรียนประถมเก่า... และภาพถ่ายแรกที่รินนั่งเอนพิงต้นก้ามปูั์ที่สวนสาธารณะท้ายเมือง ชายหนุ่มยกรูปถ่ายเ่าั้ขึ้นมาตากบนราวเหล็กทีละใบ นิ้วมือลูบััขอบเรียบลื่นของกระดาษรูปถ่ายอย่างสั่นเทา แววตาที่เคยมีประกายยามเห็นภาพค่อย ๆ ปรากฏบนกระดาษ บัดนี้กลับเต็มไปด้วยความโศกเศร้าและความกังวล
นนท์นั่งนิ่งจ้องมองภาพถ่ายรูปแรกของรินใต้ร่มก้ามปูใหญ่ รอยยิ้มแรกที่เขาลั่นชัตเตอร์บันทึกไว้ด้วยความบังเอิญ รอยยิ้มนั้นสว่างไสวเสียจนทลายเงามืดในจิตใจของเขาได้ชั่วขณะ ถัดมาคือรูปถ่ายที่เธอยิ้มหน้าบ่อทรายเก่าในโรงเรียนประถมดรุณพัฒนา ถือลูกแก้วสีมรกตเก่าวาวขึ้นระดับสายตา แววตาของรินสะท้อนแสงแดดอุ่นยามสาย และภาพถ่ายที่เธอหั่นเค้กแพนเค้กผลไม้ในร้านเบเกอรี่โบราณที่มีคราบวิปครีมเลอะมุมปาก ชายหนุ่มลูบกระดาษแผ่นนั้นอย่างเบามือ นึกถึงััอุ่นจากปลายนิ้วตอนที่เขาใช้ทิชชู่ช่วยซับมุมปากให้เธออย่างเงียบงัน ความทรงจำเ่าั้ช่างเด่นชัดและเต็มไปด้วยกลิ่นอายความอบอุ่น แต่ตอนนี้มันกลับถูกทับทาบด้วยความจริงอันแสนขมขื่นของความตายที่จ้องมองมาผ่านหน้าเลนส์กล้องของเขา
ที่ข้างกายของเขา พวงกุญแจทองเหลืองลายซากุระที่รินฝากคุณแม่มามอบให้เขาวางนิ่งสงบเคียงคู่กับตัวกล้อง Leica M3 สีเงินคลาสสิกของพี่ชายที่ถอดเก็บใส่กล่องบุกำมะหยี่ นนท์จ้องมองพวงกุญแจนั้นอย่างเงียบงัน รู้สึกว่าเสียงกระดิ่งลมที่เคยดังก้องใสกังวานในใจของเขาบัดนี้กลับเงียบหายไปอย่างสมบูรณ์ เหลือทิ้งไว้เพียงความเงียบงันที่แสนเหน็บหนาวและกักขังเหนี่ยวรั้งเขาไว้กับแผลใจเก่า ชายหนุ่มซบหน้าลงกับฝ่ามือทั้งสอง ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมาโดยไร้เสียงสะอื้น
ชายหนุ่มเดินออกมาจากห้องมืดอย่างเชื่องช้าในสภาพอิดโรย ทรุดตัวลงนั่งบนม้านั่งไม้ยาวตัวเก่าหน้าร้านล้างรูปสตูดิโอที่เคยมีรินนั่งรอตากแดดตากฝนในวันแรกๆ ฝุ่นผงสีขาวเริ่มเกาะจับอยู่บนโต๊ะไม้และชั้นวางหนังสือเก่าอย่างรวดเร็ว ชายหนุ่มกวาดสายตามองไปรอบๆ สตูดิโออันว่างเปล่าที่ไม่มีเสียงหัวเราะใสๆ ของเด็กสาวคอยสร้างชีวิตชีวาอีกต่อไป ชั้นวางฟิล์มสีที่เคยจัดเรียงไว้อย่างประณีตบัดนี้ระเกะระกะ กลิ่นอายความอุ่นชื้นของบ่ายวันฝนตกปะปนกับกลิ่นหอมกรุ่นของขนมปังโบราณที่นนท์เคยแอบซื้อมาวางรอเธอ บัดนี้ทุกอย่างแห้งแล้งและว่างเปล่าเสียจนเขาแทบกระอักลมหายใจด้วยความอึดอัดแน่นตึงในอก
นนท์เอื้อมมือไปหยิบกระปุกยาสีขาวของรินที่เธอเคยทำตกหล่นไว้บนโซฟาขึ้นมาพิจารณาอีกครั้ง ฉลากยาบนกระปุกทำให้นนท์นึกถึงข้อมูลเกี่ยวกับภาวะหัวใจล้มเหลวรุนแรงที่เขาเคยค้นอ่าน และยิ่งตอกย้ำความขลาดกลัวของตัวเอง ชายหนุ่มได้แต่คิดรำพึงถึงความจริงใจของรินที่เดินเข้ามารบเร้าจ้างช่างภาพเ็าอย่างเขา เธอไม่ได้เข้ามาเพื่อสร้างตราบาปให้เขา แต่เธอ้าเพียงภาพถ่ายที่บันทึกรอยยิ้มที่ดีที่สุดของตัวเองไว้ให้คุณแม่ได้มองดูหลังการจากไปของเธอต่างหาก แต่เขากลับเตะความฝันสุดท้ายนั้นตกหล่นลงสู่พื้นปูนอย่างไม่มีชิ้นดี ชายหนุ่มนึกย้อนไปถึงประโยคที่รินเคยพูดหยอกล้ออย่างร่าเริงปนเปื้อนแววตาสั่นเครือในร้านเบเกอรี่โบราณว่า
"หัวใจของฉันมันชอบเต้นผิดจังหวะค่ะ แต่มันจะเต้นดีขึ้นทุกครั้งเวลาที่ได้ยินเสียงกดชัตเตอร์กล้องฟิล์มของคุณนนท์นะคะ"
นนท์ทรุดนั่งกุมหัวเข่าแน่นด้วยความรู้สึกสมเพชในความขลาดกลัวของตัวเองที่ทอดทิ้งความฝันเพียงหนึ่งเดียวของเด็กสาวไปอย่างไร้เยื่อใยเพียงเพราะ้าปกป้องแผลใจเก่าของตนเองจากความตายของผู้อื่น เขากำลังปล่อยให้เธอดับสูญไปในความมืดมิดโดยมีเพียงคราบน้ำตาและความผิดหวังประดับเป็ภาพจำสุดท้ายอย่างนั้นหรือ
---
ในขณะเดียวกัน ณ ห้องพักฟื้นของโรงพยาบาลชานเมือง... นับั้แ่บ่ายวันฝนกระหน่ำที่เธอถูกปฏิเสธและต้องเดินฝ่าสายฝนกลับไปด้วยหัวใจที่สลาย ร่างกายอันเปราะบางและระบบหัวใจที่อ่อนแอของรินก็ทรุดฮวบลงอย่างรุนแรงทันทีจนไข้ขึ้นสูงและหมดสติ ทำให้คุณแม่ต้องรีบนำตัวส่งโรงพยาบาลฉุกเฉินเป็การด่วน บัดนี้รินนอนพักฟื้นอย่างหมดเรี่ยวแรงอยู่บนเตียงคนไข้สีขาว ใบหน้าของเธอซีดเซียวและดูอ่อนล้าลงอย่างเห็นได้ชัด สายน้ำเกลือและอุปกรณ์ติดตามอาการอยู่ข้างเตียง สองมือบางที่อ่อนแรงและสั่นเทายังคงพยายามจับดินสอสี วาดลายเส้นของ "ทริปยอดดอยสูง" ลงในสมุดบันทึกแสงสุดท้ายอย่างยากลำบาก
รินพยายามข่มใจระงับอาการปวดเกร็งหน้าอกที่แผ่ซ่านเข้ามาเป็ระยะ เธอสูดลมหายใจสั้นขัดสะดุดผ่านสายออกซิเจนที่พาดอยู่ใต้จมูก ดวงตากลมโตหม่นแสงทอดมองออกไปนอกหน้าต่างกระจกใสบานกว้าง เฝ้ามองดูสายฝนพรำยามค่ำคืนที่สาดกระทบกระจกจนเกิดเป็รอยคราบน้ำตาไหลยาว เธอเฝ้ารอนึกถึงแววตาคมที่เคยอบอุ่นของนนท์ยามสบประสานสายตาผ่านหลังเลนส์กล้อง นึกถึงฝ่ามือหนาที่เคยช่วยประคองบ่าของเธอตอนหลบมอเตอร์ไซค์ และคำสัญญาที่บอกว่าจะคอยประคองหลังเธอยามก้าวบันได
"คุณนนท์..." รินเอ่ยกระซิบแ่เบาจนเสียงนั้นกลืนหายไปกับเสียงเครื่องปรับอากาศ "คุณคงกลัวและโกรธฉันมากใช่ไหมคะ... ฉันขอโทษนะคะ..."
คุณแม่ของรินเดินเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ข้างเตียงนอนประชิดร่าง ลูบศีรษะและซับเม็ดเหงื่อที่ผุดชื้นตามไรผมของลูกสาวอย่างทะนุถนอมประโลมใจ คุณแม่เบือนหน้าแอบเช็ดน้ำตาอุ่นที่คลอเบ้าเพื่อไม่ให้ลูกสาวเห็นความอ่อนแอของเธอ "รินลูกรัก... นอนพักผ่อนก่อนเถอะนะ อย่าเพิ่งฝืนใช้แรงวาดรูปเลยลูก ร่างกายลูก้าการพักผ่อนเต็มทีแล้วนะ"
รินส่งยิ้มบางๆ ที่ดูโรยราเต็มทนมาให้แม่ "แม่คะ... รินยังอยากเดินทางไปถ่ายรูปยอดดอยในสมุดนี้ให้สำเร็จค่ะ... รินกลัวเหลือเกินว่าถ้าแสงสุดท้ายของรินดับลงไปก่อนที่ภาพถ่ายสุดท้ายจะอัดเสร็จ... สมุดบันทึกความทรงจำของรินจะยังไม่สมบูรณ์ และรูปในกรอบรูปเ่าั้จะขาดหายไป... รินอยากให้แม่ได้เก็บรอยยิ้มของรินในทุกๆ ทริปเอาไว้ เพื่อที่ในวันที่รินไม่อยู่แล้ว ทุกครั้งที่แม่มองดูภาพถ่ายเ่าั้ แม่จะยังคงเห็นรอยยิ้มที่อบอุ่นที่สุดของรินในทุก่เวลา และรับรู้ว่ารินมีความสุขมากแค่ไหนค่ะ... รินอยากให้ภาพสุดท้ายเป็รูปที่รินยิ้มหวานที่สุดบนยอดดอยสูงท่ามกลางสายลมหนาวและทะเลหมอกสีขาว..."
น้ำเสียงอันสั่นเครือทว่าเปี่ยมด้วยความมุ่งมั่นของลูกสาวทิ่มแทงใจมารดาจนแหลกสลาย คุณแม่กอดประคองร่างของรินไว้ในอ้อมอกอย่างแ่เบา ซ่อนความเศร้าสร้อยลึกซึ้งไว้ใต้รอยกอดอุ่น ปล่อยให้ม่านหมอกและฝนหนาวภายนอกทำหน้าที่กักเก็บคำขอร้องอันเงียบงันของเด็กสาวตัวเล็กๆ ที่ฝันอยากทิ้งรอยประทับแห่งชีวิตไว้ชั่วนิรันดร์ คุณแม่ทอดสายตามองหยดน้ำเกลือที่ไหลลงอย่างช้า ๆ เสียงออกซิเจนไหลแ่เบาสลับกับเสียงเครื่องติดตามสัญญาณชีพ ทำให้ห้องพักฟื้นยิ่งเงียบสงบและเย็นเยียบ รอยแผลเป็จากการผ่าตัดใหญ่ในวัยเยาว์บริเวณกลางแผ่นอกของรินยังคงทำหน้าที่เป็พยานประจักษ์ถึงการยืนหยัดต่อสู้กับโชคชะตามาตลอดสิบกว่าปี แต่เด็กสาวไม่เคยเรียกร้องขอความสงสาร เธอเพียง้าใช้รอยยิ้มที่งดงามที่สุดจากการเดินทางถ่ายภาพเ่าั้ เพื่อสลัดลบภาพจำแห่งความเ็ปทรมานในโรงพยาบาลออกจากหัวใจของคนเป็แม่หลังสิ้นลมหายใจเท่านั้น
คุณแม่กุมมือซีดของลูกสาวพลางคิดในใจย้อนกลับไปถึงวัยเด็กของริน เด็กน้อยผู้เกิดมาพร้อมกับกล้ามเนื้อหัวใจที่อ่อนแอ รอยโรคที่พรากความสุขการเล่นสนุกของเด็กทั่วไป รินไม่ค่อยมีโอกาสได้ออกไปวิ่งเล่นสนุกในสนามเด็กเล่น หรือโลดโผนแกว่งชิงช้าสูง ๆ ร่วมกับเพื่อนร่วมชั้นเรียนได้เหมือนคนอื่น ๆ ได้แต่นั่งมองผ่านหน้าต่างห้องนอนสีขาว แต่พอเธอได้มารู้จักช่างภาพหนุ่มผู้เงียบขรึมคนนี้ รินกลับได้รับโอกาสทำรายการความฝันสุดท้ายในสมุดบันทึกแสงสุดท้ายและได้ออกไปมีชีวิตชีวาจริงๆ เป็ครั้งแรกในชีวิต คุณแม่ดึงผ้าห่มขึ้นคลุมไหล่ให้ลูกสาวอย่างเบามือ ลูบมือสั่นชาของรินเพื่อส่งผ่านความรักอันไม่มีขีดจำกัดของคนเป็แม่ เธอสัญญากับตนเองว่าจะต้องทำทุกวิถีทางเพื่อเยียวยาแผลใจของช่างภาพหนุ่มและพาลูกสาวเดินทางไปสู่ทริปสุดท้ายในสมุดบันทึกเล่มนั้นให้จงได้ แม้ว่านั่นจะเป็การเดินเผชิญหน้ากับความสูญเสียที่น่ากลัวที่สุดในชีวิตของเธอก็ตามที