ผู้คนที่ยืนออกันอยู่มากมายภายในเรือนของนางทำให้ซูเหม่ยถิงถึงกับหน้าเสียด้วยความไม่สบายใจ เดิมทีเื่ที่นางหายตัวไปควรจะพยายามค้นหาอย่างเงียบเชียบมากที่สุดไม่ใช่หรือ แต่การที่หญิงชราผู้รักษาหน้าและรักเกียรติของสกุลอย่างสูงสุดผู้นี้กล้าเปิดเผยให้ผู้อื่นรับรู้ว่ามีเื่ที่ไม่ค่อยจะดีนักเกิดขึ้นกับนางนี่ไม่ใช่เพราะนางกำลังขัดขวางความ้าของผู้าุโผู้นี้อยู่หรือ
“น้องหญิง!” เสียงเรียกด้วยความห่วงใยของซูหย่วนจิ้งทำให้ซูเหม่ยถิงค่อยๆ ปรับสีหน้า จากความทรงจำของร่างนี้ทุกการกระทำของนางล้วนเพื่อคอยสนับสนุนให้พี่ชายผู้นี้ได้ขึ้นเป็ใหญ่แทนซูฮุ่ยิผู้เป็บิดาเพียงทั้งนั้น ส่วนสองพี่น้องที่เกิดจากเวินหานเซียงนั้นล้วนเป็ศัตรูคู่แค้นที่แม้ว่าจะมีสายเืเดียวกันแต่ก็สามารถทำลายกันและกันได้ ยิ่งการกระทำของซูเหม่ยเหยาที่ลงมือกับนางในคราวนี้ยิ่งเน้นย้ำว่าสองพี่น้องที่เกิดจากเวินหานเซียงนั้นล้วนเป็บุคคลอันตรายที่นางต้องระมัดระวัง
“พี่ใหญ่เหตุใดท่านมาอยู่ที่นี่ แล้วแเื่ที่อยู่ในโถงรับรองด้านหน้าเล่า” เมื่อนางถามเช่นนี้ซูหย่วนจิ้งก็ขมวดคิ้ว
“คุณชายใหญ่เวินบอกกับข้าว่าเ้าเกิดเื่ข้าก็เลยไม่อาจจะรั้งอยู่ต้อนรับแขกที่โถงด้านหน้าได้ ยามนี้น้องผิงรับอาสาช่วยท่านพ่อต้อนรับแขกแทนข้าแล้ว” เมื่อเขาพูดเช่นนี้ซูเหม่ยถิงก็กางแขนแล้วสะบัดชายแขนเสื้อให้พี่ชายดู
“ในเมื่อเห็นแล้วว่าข้าไม่ได้เป็อะไรท่านก็ออกไปต้อนรับแขกที่อยู่ทางด้านหน้าเถิด” เมื่อนางพูดเช่นนี้ซูหย่วนจิ้งก็พยักหน้าให้นาง
“เช่นนั้นพี่ขอออกไปช่วยทางท่านพ่อก่อน หลังจากจบงานเลี้ยงแล้วพี่จะมาหาเ้า แต่หากทางนี้มีเื่อันใดมี่เ้าไม่สามารถรับมือได้ก็ส่งฝูหรงมาตามพี่” เมื่อเขาพูดจบก็รีบเดินจากไปในทันที สีหน้าของน้องสาวทำให้เขารู้แล้วว่าน่าจะมีบางอย่างเกิดขึ้น แต่การที่นางรีบส่งสัญญาณให้เขาออกไปรับหน้าแขกที่โถงด้านนอกทำให้เขาสามารถคาดเดาได้แล้วว่าต้นตอเื่ทั้งหมดน่าจะเกิดจากที่ตรงไหน เขาปรายสายตาไปมองทางเวินหานเซียงผู้เป็แม่เลี้ยงและผู้คนจากสกุลเวินแล้วก็ได้แต่จำต้องพยายามข่มใจและพยายามระงับสติอารมณ์ของตนเองแล้วเดินออกไปทางโถงส่วนหน้าแล้วทำหน้าที่ของคุณชายใหญ่ผู้เพรียบพร้อมของสกุลซูในทันที
ซูเหม่ยถิงเดินเข้าไปในเรือนของตนด้วยท่วงท่าสบายอกสบายใจ ยามที่นางต้องเผชิญกับสายตาที่เต็มไปด้วยความแปลกประหลาดใจของเวินหานเซียง เวินอี้เหวินและซูเหม่ยเหยานางก็แค่เพียงส่งมอบรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยการเย้ยหยันให้แก่พวกเขาแล้วหันไปสบตากับฮูหยินผู้เฒ่าผู้เป็ท่านย่าของตน
“ยังไม่รีบคุกเข่าอีก!” เสียงตวาดพร้อมด้วยเสียงกระแทกไม้เท้าที่เคยสร้างความหวาดกลัวให้กับเ้าของร่างนี้ทำให้ซูเหม่ยถิงได้แต่ขมวดคิ้ว ยามที่นางคุกเข่าลงตรงหน้าของหญิงชราก็ไม่ลืมที่จะจ้องมองปฏิกิริยาของซูเหม่ยเหยาที่กำลังใช้สายตาผิดหวังจ้องมองมาที่นางอย่างไร้ซึ่งความสำนึกผิด ซูเหม่ยถิงถึงกับลอบยิ้มเย้ยหยันอยู่ในใจเมื่อคิดได้ว่าที่แท้สาวน้อยที่มักจะแสดงท่าทีบริสุทธิ์อ่อนหวานอย่างเช่นซูเหม่ยเหยาก็มีจิตใจที่เหี้ยมโหดและอำมหิตอยู่เช่นกัน
“เมื่อครู่นี้เ้าไปที่ใดมา เหตุใดจึงได้หายไปจากเรือนของตนเองโดยไม่บอกไม่กล่าวกับผู้ใด” เสียงเอ่ยถามของฮูหยินผู้เฒ่าเต็มไปด้วยน้ำเสียงตำหนิและติเตียนแต่ซูเหม่ยถิงกลับไม่ได้รู้สึกหวั่นเกรงในถ้อยคำตำหนิเหล้านี้เลยสักนิด
“เมื่อครู่นี้หลานไปตามหาสาวใช้ของตนเองมาเ้าค่ะ อยู่ๆ นางก็หายตัวไป หลานมีความรักใคร่และผูกพันกับนางประดุจพี่น้องจึงไม่อาจจะนิ่งดูดายได้เมื่ออยู่ๆ นางก็หายตัวไปเช่นนี้” เมื่อซูเหม่ยถิงเอ่ยเช่นนี้บนใบหน้าของซูเหม่ยเหยาก็เผยพิรุธที่เต็มไปด้วยความร้อนรนออกมา แต่เมื่อเวลาผ่านไปนางก็พยายามปรับสีหน้าของตนเองให้เข้าที่จนได้
“เหลวไหล! ก็แค่สาวใช้นางหนึ่งถึงกับทำให้เ้าต้องสร้างความเดือดร้อนให้กับบ่าวไพร่ทั้งจวนเชียวหรือ” คำพูดของฮูหยินผู้เฒ่าทำให้ซูเหม่ยถิงส่ายหน้า
“ฝูหรง ไม่ใช่แค่เพียงสาวใช้ของหลานเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็คนที่คอยดูแลหลานมาโดยตลอดเพียงเท่านั้น แต่ยังเป็สาวใช้ที่ท่านแม่ของหลานมอบให้ไว้ก่อนที่นางจะจากไป หลายปีมานี้มีเพียงนางที่คอยดูแลรับใช้อย่างจริงใจ ย่อมเกิดความผูกพันต่อกันก็ถือเป็เื่ธรรมดาขอท่านย่าได้โปรดเห็นใจหลานด้วยเถิดเ้าค่ะ” เมื่อซูเหม่ยถิงพูดเช่นนี้ฮูหยินผู้เฒ่าจวนสกุลซูก็หันไปมองซูเหม่ยเหยาแล้วถามนางออกมาตามตรง
“ก่อนหน้านี้เ้าบอกกับย่าว่าเห็นพี่สาวของเ้าพูดคุยกับรุ่ยอ๋องด้วยท่าทีไม่ธรรมดา ประจวบเหมาะกับที่ญาติผู้พี่จากสกุลเวินของเ้าบอกกับข้าว่ารุ่ยอ๋องทรงที่ทรงประคองสติเอาไว้ไม่อยู่เพราะพิษสุราได้หายไปจากเรือนพักรับรองแขก ยามนี้พี่สาวของเ้ามายืนอยู่ตรงนี้แล้วเ้ามีสิ่งใดจะพูดหรือไม่” เมื่อฮูหยินผู้เฒ่าเอ่ยเช่นนี้ซูเหม่ยเหยาก็ส่ายหน้า
“แต่สิ่งที่หลานเห็นก็คือพี่หญิงกำลังโอบกอดอยู่กับรุ่ยอ๋องที่เรือนแห่งนี้นะเ้าคะ หลานก็เลยคิดว่าการที่พี่หญิงและรุ่ยอ๋องหายไปพร้อมกันเช่นนี้จะต้องเกิดเื่ที่ไม่ดีไม่งามขึ้นเป็แน่เ้าค่ะ” คำพูดของซูเหม่ยเหยาทำให้ซูเหม่ยถิงตั้งใจจะเอ่ยวาจาคัดค้าน แต่การมาถึงของรุ่ยอ๋องและซูฮุ่ยิทำให้ซูเหม่ยถิงไม่กล้าเอ่ยอันใดออกมาด้วยต้องรอดูท่าทีของคนทั้งคู่ก่อน แล้วก็เป็อย่างที่นางคิดไว้คำพูดของรุ่ยอ๋องทำให้นางได้แต่จำต้องเก็บงำถ้อยคำโต้เถียงของตนเองเอาไว้ในทันที
“ไม่ถึงกับขนาดได้โอบกอดกันอย่างที่เ้าว่าหรอก แต่ข้าและพี่หญิงของเ้าได้มีโอกาสพูดคุยกันแล้วจริงๆ นั่นแหละเพียงแต่ไม่รู้ว่าทำไมเ้าจะต้องพูดจาให้น้ายพี่หญิงของเ้าถึงขนาดนี้ด้วย” รุ่ยอ๋องเอ่ยพลางเดินเข้ามาด้วยสีหน้าเกียจคร้านดวงตาที่ดูชั่วร้ายของเขาทำให้ทุกคนในห้องต่างรู้สึกกดดันและไม่กล้าผสานสายตากับเขาโดยเฉพาะซูเหม่ย
“หากจะผิดก็แค่เื่ที่ข้าลักลอบมาพูดคุยกับนางเพียงแค่คำสองคำเพียงเท่านั้น แต่คุณชายเวินที่ประคองข้ามาที่เรือนของนางคงต้องอธิบายแล้วว่าเพราะเหตุใดเขาจึงได้โกหก จริงหรือไม่! คุณชายเวิน” คำพูดของรุ่ยอ๋องทำให้เวินอี้เหวินถึงกับหน้าเสีย เขาหันไปขอความช่วยเหลือจากท่านอาหญิงของตนเองด้วยสายตาร้อนรนในทันที
“ท่านอ๋อง เื่เช่นนี้จะนำมาพูดเล่นไม่ได้ ในเมื่อทันอ๋องมีสติสัมปชัญญะดีเหตุใดจึงต้องให้หลายชายของหม่อมฉันประคองท่านอ๋องเข้ามาในเรือนนี้ด้วยเพคะ” คำพูดของเวินหานเซียงทำให้รุ่ยอ๋องเลิกคิ้วขึ้นมาในทันที
“นั่นน่ะสิ! เ้าลองสอบถามหลายชายของเ้าดูซิว่าเพราะเหตุใดเขาจึงต้องประคับประคองข้ามาหาแม่นางน้อยผู้หนึ่งจนถึงเรือนของนางด้วย” คำถามประโยคนี้ของรุ่ยอ๋องทำให้ซูฮุ่ยิขมวดคิ้วเขาจ้องมองภรรยาของเขาด้วยสายตากดดันแล้วจึงได้เดินไปพูดกับมารดาของเขาด้วยน้ำเสียงไม่พอใจ
“ท่านแม่พวกเรามีเื่ที่จะต้องพูดกัน”