อรุณรุ่งสาดแสงสีทองจับขอบกำแพงศิลาของพระราชวังหลวงหานหยาง บรรยากาศในเช้านี้เต็มไปด้วยความตึงเครียดที่ััได้แม้ในอากาศอันหนาวเหน็บ เสียงแตรเขาสัตว์ดังกึกก้องกังวานไปทั่วทั้งนครหลวง เป็สัญญาณเริ่มต้นของการทดสอบยอดฝีมือเพื่อเข้าประจำการใน "หอคอยร้อยอสูร" สถานที่ซึ่งขึ้นชื่อว่าเป็สุสานของจอมยุทธ์ผู้โง่เขลา ทว่าในวันนี้ ลานประลองหน้าประตูวังที่กว้างขวางนับพันเชียะกลับเนืองแน่นไปด้วยผู้ฝึกตนจากทั่วทุกสารทิศ ทั้งจากสำนักฝ่ายธรรมะที่หวังสร้างชื่อ และยอดฝีมือพเนจรที่้าทรัพยากรในการฝึกฝน
หลินเทียนยืนปะปนอยู่ท่ามกลางฝูงชนในชุดจอมยุทธ์พเนจรสีเทาหม่นที่ดูเรียบง่าย ใบหน้าของเขาถูกบดบังครึ่งหนึ่งด้วยหมวกสานใบเก่า ทว่าดวงตาที่ซ่อนอยู่ภายใต้เงามืดนั้นกลับทอประกายคมกล้าเยือกเย็นดุจน้ำแข็งขั้วโลก ปราณัครามในกายถูกเขาผนึกไว้ด้วยวิชาความว่างเปล่าอย่างแ่า จนแม้แต่ยอดฝีมือก่อตั้งรากฐานคนอื่นๆ ก็ััได้เพียงกลิ่นอายของผู้ฝึกตนรวบรวมลมปราณขั้นกลางเท่านั้น ข้างกายของเขาคือจิ่นเฟย ยอดหญิงจากสำนักเงาโลหิตที่บัดนี้แฝงตัวมาในคราบของสาวใช้ผู้ติดตาม แววตาของนางที่มองผ่านผ้าคลุมหน้าเต็มไปด้วยความระแวดระวัง
"ดูคนพวกนั้นสิ..." จิ่นเฟยกระซิบเบาๆ พลางส่งสายตาไปยังกลุ่มยอดฝีมือที่นั่งอยู่บนอัฒจันทร์ชั้นสูง "นั่นคือยอดขุนพลจากสำนักองครักษ์เสื้อแพร และที่นั่งตรงกลางนั่น... คือเขาสินะ"
หลินเทียนเงยหน้าขึ้นมองตามสายตาของนาง บนบัลลังก์ไม้กฤษณาที่ตั้งเด่นเป็สง่าเหนือลานประลอง ปรากฏร่างของชายหนุ่มในชุดฉลองพระองค์สีม่วงเข้มปักลวดลายัดำห้าเล็บ ใบหน้าของเขาขาวซีดราวกับศพ ทว่าดวงตากลับทอประกายแสงสีม่วงประหลาดที่ชวนให้ผู้มองรู้สึกวิงเวียนและหวาดกลัว รอบกายของเขาแผ่ซ่านปราณที่มืดมิดและเย็นเยียบยิ่งกว่าความตาย... เขาคือ "เ้าชายเจ็ด" แห่งราชวงศ์หาน และดำรงตำแหน่งผู้ดูแลหุบเขาไร้เนตรสาขาเมืองหลวง
"พลังของเขา... อยู่ในขอบเขตก่อตั้งรากฐานขั้นสูงสุด และดูเหมือนจะก้าวเท้าข้างหนึ่งเข้าสู่ขอบเขตผสานจิติญญาแล้ว" หลินเทียนพึมพำในใจ ความแค้นที่สุมอกทำให้เขากำหมัดแน่นภายใต้แขนเสื้อ ทว่าสติปัญญาเตือนให้เขาอดทน หากเปิดเผยตัวตนที่นี่ เขาจะถูกยอดฝีมือนับพันรุมล้อมทันที
การทดสอบเริ่มต้นขึ้นด้วยการคัดเลือกความแข็งแกร่งของลมปราณ จอมยุทธ์แต่ละคนต้องขึ้นไปบนเวทีเพื่อรับแรงกดดันจาก "ศิลาวัดปราณเทวะ" หลินเทียนเฝ้ามองดูคนแล้วคนเล่าที่ถูกแรงกดดันจากศิลาซัดจนกระเด็นตกเวทีไปในสภาพสะบักสะบอม จนกระทั่งถึงคราวของเขา หลินเทียนก้าวขึ้นไปบนเวทีอย่างช้าๆ ท่ามกลางสายตาดูแคลนของเหล่าคุณชายตระกูลใหญ่
ทันทีที่เขาวางมือลงบนศิลา แรงกดดันมหาศาลที่หนักหน่วงดุจขุนเขาก็ถาโถมเข้าใส่ร่าง หลินเทียนไม่ได้ใช้ปราณัเข้าต่อต้าน แต่เขาใช้ "วิถีความว่างเปล่า" สลายแรงกดดันนั้นให้ไหลผ่านร่างลงสู่พื้นดิน ร่างของเขายืนตระหง่านมั่นคงราวกับต้นสนพันปีที่ไม่หวั่นไหวต่อพายุ ศิลาวัดปราณเปล่งแสงสีน้ำเงินจางๆ แสดงถึงระดับที่ "ผ่านเกณฑ์" อย่างพอดิบพอดี ซึ่งเป็การจงใจออมพลังของเขา
"หือ? เ้าหนูนั่น... มีพื้นฐานที่ไม่เลว" เ้าชายเจ็ดที่จ้องมองอยู่บนอัฒจันทร์เปรยออกมาสั้นๆ แววตาสีม่วงคู่นั้นดูเหมือนจะพยายามมองทะลุเข้าไปในจิติญญาของหลินเทียน ทว่ากลับพบเพียงความว่างเปล่าที่ลึกดิ่ง
การทดสอบดำเนินมาถึงรอบประลองยุทธ์จริง หลินเทียนถูกจัดให้สู้กับ "ั์โลกันตร์" จอมยุทธ์ร่างั์จากแดนใต้ที่ใช้ขวานคู่ขนาดมหึมาเป็อาวุธ ทุกย่างก้าวของั์โลกันตร์ทำให้เวทีศิลาสั่นะเื มันจ้องมองหลินเทียนด้วยความเหยียดหยาม
"ไอ้หนูผู้อ่อนแอ! ขวานของข้าไม่ชอบกินเืของคนขี้ขลาด ไสหัวไปซะ!" ั์โลกันตร์ะโก้องพร้อมกับฟาดขวานคู่เข้าใส่หลินเทียนอย่างดุดัน ปราณสีแดงเพลิงพุ่งออกจากใบขวานเผาผลาญอากาศจนบิดเบี้ยว
หลินเทียนไม่ได้ชักกระบี่ัพลิกฟ้าออกมา เขาเพียงใช้กระบี่ไม้ธรรมดาที่เตรียมไว้แฝงตัว เขาวาดกระบี่เป็เส้นโค้งที่เรียบง่าย ท่วงท่านั้นดูเชื่องช้าแต่กลับแม่นยำอย่างเหลือเชื่อ ปลายกระบี่ไม้แตะเข้าที่จุดอ่อนของใบขวานเพียงเบาๆ แรงกระแทกมหาศาลของั์โลกันตร์กลับถูกสะท้อนกลับไปหาตัวมันเองด้วยวิชา "วารีไร้ลักษณ์"
"อั่ก!" ร่างั์กระเด็นถอยหลังไปหลายก้าวด้วยความมึนงง มันคำรามอย่างบ้าคลั่งแล้วพุ่งเข้าโจมตีซ้ำซ้อน ทว่าหลินเทียนกลับเคลื่อนที่ดุจเงาพราย เขาปรากฏตัวที่ด้านหลังของั์โลกันตร์แล้วใช้ด้ามกระบี่ไม้กระแทกเข้าที่จุดชีพจรที่ต้นคอเพียงครั้งเดียว ร่างั์ล้มตึงลงกับพื้นเวทีทันทีโดยไม่ทันได้ร้องออกมา
เสียงเงียบกริบไปทั่วทั้งลานประลอง แม้แต่เ้าชายเจ็ดก็ยังต้องหรี่ตาลงมอง "วิชาของมัน... เรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยสัจธรรมแห่งธรรมชาติ ไม่ทราบว่าเป็ศิษย์สำนักใด?"
จิ่นเฟยที่ยืนอยู่ด้านล่างลอบยิ้มด้วยความพึงพอใจ นางรู้ดีว่านี่เป็เพียงเศษเสี้ยวของพลังที่หลินเทียนมี ในที่สุด หลินเทียนก็ผ่านการคัดเลือกเป็หนึ่งในสิบยอดฝีมือที่จะได้รับอนุญาตให้เข้าไปประจำการในหอคอยร้อยอสูร
ยามค่ำคืนมาเยือน หลินเทียนและจิ่นเฟยยืนอยู่ที่หน้าประตูเหล็กทมิฬขนาดมหึมาของหอคอยร้อยอสูร กลิ่นอายของสัตว์อสูรและปราณที่มืดมิดโชยออกมาจากภายในหอคอยจนชวนขนลุก เ้าชายเจ็ดเดินลงมาหาพวกเขาพร้อมกับรอยยิ้มที่ดูเยือกเย็น "ยินดีด้วยจอมยุทธ์ทั้งหลาย... ภายในหอคอยนี้มีสมบัติและวิชาลับมากมายรออยู่ ทว่าสิ่งที่พวกเ้าต้องแลก... อาจจะเป็ชีวิตของพวกเ้าเอง"
หลินเทียนสบตากับเ้าชายเจ็ดตรงๆ เป็ครั้งแรก ปราณัในร่างสั่นไหวเล็กน้อยราวกับจะบอกเขาว่า ศัตรูที่แท้จริงอยู่เบื้องหน้าแล้ว และความลับของชิ้นส่วนกระบี่ที่สองกำลังรอเขาอยู่ภายใต้เงามืดของหอคอยแห่งนี้
"ข้าไม่กลัวความตาย... ข้ากลัวเพียงการไม่ได้ชำระแค้น" หลินเทียนกล่าวในใจ เขาจับด้ามกระบี่ที่ซ่อนอยู่ใต้เสื้อคลุมแน่น ก่อนจะก้าวเท้าเข้าสู่ธรณีประตูของหอคอยร้อยอสูร ทิ้งโลกภายนอกไว้เื้ั ปฐมบทแห่งการนองเืในมหานครหลวงได้เริ่มต้นขึ้นแล้ว!