ตอนที่ 2 ความเป็มา
ครึ่งปีก่อน ชายหนุ่มได้รับพระราชโองการจากราชสำนัก เรียกตัวให้เข้าเฝ้าในวังหลวง ด้วยภารกิจสำคัญที่มิอาจปฏิเสธ เขาจึงออกเดินทางพร้อมจดหมายแนะนำตัวผ่านเทือกเขาและป่าลึก มุ่งหน้าสู่เมืองหลวง ทว่าท่ามกลางเส้นทางอันเงียบสงบ เสียงหวีดร้องอันเต็มไปด้วยความหวาดหวั่นพลันดังขึ้น ทำลายความสงัดแห่งพงไพร
เบื้องหน้า ณ กลางลานดินรกครึ้ม เงาของบุรุษหยาบช้าหลายสิบนายล้อมรอบสตรีสองนาง หญิงหนึ่งในอาภรณ์ดำสนิท ยืนตระหง่านดุจกระบี่ที่ยังมิได้ชักออกจากฝัก แม้ถูกมัดมือไว้ นางยังคงแฝงรัศมีแห่งนักรบ ดวงตาแข็งกร้าว ดั่งเปลวเพลิงที่พร้อมจะลุกโชน
อีกหนึ่งนางสวมอาภรณ์สีเขียวอ่อน เรือนร่างบอบบาง ทว่ามิได้มีเพียงความหวาดกลัวในแววตา หากแต่เต็มไปด้วยความพยายามดิ้นรน ในอ้อมแขนของนาง ยังคงโอบประคองห่อผ้าบางเบา ซึ่งภายในบรรจุขวดโอสถล้ำค่า
ท่ามกลางเสียงหัวเราะเย้ยหยันของโจรป่า และคมดาบที่ชักจ่อเข้าใกล้ร่างของสตรีทั้งสอง
พวกมันเข้ารุมล้อมด้วยกำลังคนที่มากกว่า จับกุมหญิงสาวทั้งสองที่ทุ่มเทกำลังต่อยตีเพื่อป้องกันตนเอง แต่ก็ไม่อาจจะฝืนต้านได้
ทั้งสองนางถูกแรงโจรทึ้งดึงลากกระชากจนเสื้อผ้าขาดวิ่น พวกมันล้วนแต่เป็โจรป่ามากราคะ ห่างไกลอิสตรี
ชายหนุ่มก้าวออกจากที่ซ่อน ดวงตาคมกริบฉายแววเย็นเยียบ มือควานคลำดูกระบี่ด้านหลัง แม้รู้ดีว่าตัวคนเดียวมิอาจต้านทานหมู่โจรนับสิบ ทว่าในห้วงความคิด กลับไม่มีแม้เสี้ยววินาทีของความลังเลที่จะช่วยเหลือหญิงสาวทั้งสองด้วยคุณธรรม
ชายหนุ่มปราดเข้าจ้วงแทงกระบี่เข้าใส่กลางหลังโจรผู้หนึ่งที่กำลังนั่งคร่อมร่างหญิงสาวชุดเขียว ก่อนจะกระชากกระบี่คืนตวัดปาดคอโจรป่าอีกคนที่กำลังซุกไซ้ใบหน้ากับซอกคอหญิงสาวชุดดำ จนโลหิตแดงฉานสาดกระเซ็นอาบใบหน้าหญิงสาว
โจรป่าทั้งหลายที่กำลังรอลำดับกิจกรรมตามลำดับความสำคัญจึงวิ่งกรูเข้ามารุมล้อม เข้าโจมตีด้วยท่าทีโกรธแค้น
เสียงลมหายใจหนักหน่วงปะปนไปกับเสียงกระบี่กระทบกันดังก้องกลางป่ารกชัฏ คมวายุพัดพาใบไม้ปลิดปลิว แต่ในยามนี้มิใช่เพียงสายลมธรรมดา หากแต่เป็สายลมแห่งการต่อสู้ที่กำลังระอุขึ้น
ชายหนุ่มสะบัดกระบี่อาบโลหิตแดงฉาน แสงสะท้อนวาววับใต้แสงตะวัน ร่างของเขาพุ่งเข้าหาหมู่โจรอย่างเด็ดเดี่ยว ทุกกระบวนท่าแม้ไม่เปี่ยมด้วยลีลากระบี่อันเฉียบคมดั่งเทพกระบี่ แต่ความมุ่งมั่นด้วยคุณธรรมดั่งพายุที่กรูเข้าโหมกระหน่ำ เขากวาดกระบี่เป็วงกว้าง ฟาดฟันโจรเบื้องหน้าล้มลงไปสองสามคน แต่หมู่โจรยังคงไม่ลดละ พากันโถมเข้ามาเป็กลุ่ม ราวกับฝูงหมาป่าที่หมายขย้ำเหยื่อ
หญิงชุดดำสะบัดข้อมือ กระชากกระบี่ของโจรที่อยู่ใกล้สุดออกจากมือของมัน ก่อนตวัดแทงเข้าใส่ศัตรูรอบตัว แม้มือยังคงถูกพันธนาการ แต่ท่วงท่าของนางกลับเฉียบคมไม่ต่างจากนักรบในสมรภูมิ นางหมุนกาย หลบหลีกการจู่โจมได้อย่างฉับไว เฉือนบาดแขนของศัตรูไปหลายราย เืสาดกระเซ็นไปทั่ว ทว่าศัตรูกลับมากเกินไป เมื่อล้มได้หนึ่ง ก็มีอีกสามพุ่งเข้าแทนที่
หญิงชุดเขียวก้าวถอยหลังเล็กน้อย มือกำขวดโอสถแน่น นางอาจมิใช่นักรบ แต่ก็มิใช่หญิงอ่อนแอที่ยอมให้ชะตากรรมชี้นำ
สายตาของนางจับจ้องชายหนุ่มที่อยู่กลางวงล้อม นางเหลือบเห็นเงาดาบพุ่งเข้าโจมตีด้านหลังของเขา นางมิได้ครุ่นคิดนาน รีบสะบัดแขนเสื้อ ขว้างผงสมุนไพรออกไปเป็ม่านหมอก
โจรที่หมายฟันชายหนุ่มชะงักกึก ดวงตาแดงก่ำก่อนล้มลงไปดิ้นพล่านกับพื้น พิษมิอาจปลิดชีวิต แต่อย่างน้อยก็ช่วยให้สถานการณ์ดีขึ้น ทว่าความได้เปรียบนั้นก็แลกมาด้วยการที่ตัวนางเองถูกโจรอีกคนกระชากแขนไว้แน่น
เสียงสบถของพวกมันดังระงม หมู่โจรเริ่มเข้าโจมตีรุนแรงขึ้นทุกขณะ แม้ทั้งสามจะต่อสู้อย่างสุดกำลัง แต่ศัตรูกลับมีจำนวนมากเกินไป
ท้ายที่สุด พวกเขาถูกล้อมเอาไว้โดยสิ้นเชิง ร่างของชายหนุ่มเต็มไปด้วยาแ เสื้อขาวสะอาดถูกย้อมไปด้วยโลหิต อีกทั้งยังถูกพิษของหญิงสาวชุดเขียวที่ซัดใส่โจรป่าเข้าไปด้วยส่วนหนึ่ง
หญิงชุดดำหอบหายใจหนัก กระบี่ในมือเปื้อนเืศัตรู แต่แรงของนางก็เริ่มโรยรา หญิงชุดเขียวถูกตรึงแขนทั้งสองข้าง คมดาบจ่อลำคอโลหิตไหลซึม ทว่าดวงตาของนางยังคงฉายแววต่อต้าน ไม่ยอมพ่ายแพ้
ท้องฟ้าเหนือศีรษะยังคงกว้างไกล แต่เส้นทางหลบหนีของพวกเขา กลับมืดมนจนแทบไร้ทางออก
โจรป่าที่รอดชีวิตหัวร่อร่าด้วยความลำพองที่ควบคุมทั้งสามเอาไว้ได้
เบื้องหน้าคือหุบเหวลึกเป็แดนต้องห้ามที่ผู้คนขนานนามว่า "หุบเหวมรณะ" เต็มไปด้วยหมอกหนาทึบและพฤกษาเถื่อนรกครึ้ม
โจรป่าคร่ากุมชายหนุ่มโยนลงหุบเหวไปต่างหัวเราะเย้ยหยัน ไม่มีใครคิดว่าเขาจะรอดชีวิตจากความลึกอันเวิ้งว้างเบื้องล่าง ทว่าหญิงสาวทั้งสอง ผู้เป็เพียงสตรีอ่อนแอในสายตาของเหล่าโจร กลับไม่ลังเลแม้เพียงเสี้ยววินาทีที่จะกระโจนตามลงไป
ร่างของทั้งสามลอยเคว้งคว้างกลางอากาศ หมอกขาวหม่นบดบังทัศนวิสัย ก่อนที่พวกเขาจะถูกโอบอุ้มโดยเครือเถาวัลย์และกิ่งไม้หนาทึบ ค่อย ๆ ชะลอการร่วงหล่นสู่พื้นดินด้านล่าง พวกเขาพบว่าหุบเหวแห่งนี้หาใช่สุสานแห่งความตาย หากแต่เป็โลกต้องมนตร์ที่ถูกซ่อนเร้น
ชายหนุ่มผู้มีาแเต็มกาย นอนแน่นิ่งอยู่ท่ามกลางพฤกษานานาพันธุ์ ลมหายใจแ่เบา ดวงหน้าที่เคยเปี่ยมด้วยราศีบัดนี้ซีดเผือดด้วยพิษาแ หญิงในชุดดำคุกเข่าลงข้างกายเขาด้วยความร้อนรน สองมือที่เคยจับกระบี่แน่น บัดนี้สั่นระริกเพราะความกังวล
"เ้าต้องรอด... เราติดค้างชีวิตเ้าอยู่"
น้ำเสียงของนางมั่นคง แม้ในแววตาจะเต็มไปด้วยความห่วงใยที่นางไม่ยอมเอ่ยออกมา
หญิงชุดเขียวรีบประคองร่างชายหนุ่มขึ้น พินิจาแอย่างละเอียด นางใช้มือแตะชีพจร แล้วรีบหยิบขวดโอสถออกมาจากห่อผ้าที่พกติดตัวเสมอ
"พิษของคมดาบยังไม่ลุกลามไปทั่วกาย ดีที่เรามียาถอนพิษและโอสถสมานแผลอยู่บ้าง แต่ชีพจรของเขาผู้นี้ อ่อนระโหยเหลือเกิน ข้าเกรงว่าการทุ่มเทของเราจะสูญเปล่า"
“คมดาบพวกมันมีพิษด้วยหรือ”
“คาดว่าใช่”
“ช่างเถิด เราจะทำจนสุดความสามารถ หากแม้เขาต้องตาย เราก็จะยอมเฝ้าเถ้ากระดูกเขาในหุบเขาแห่งนี้”
โปรดติดตามตอนต่อไป