ทะลุมิติมาเป็นภรรยาที่เห็นผี ยุค 80

    บทที่ 4 ฉันนิสัยไม่ดีมากเหรอ



    “จื่อซวานรู้รึเปล่าว่าทำไมรอบนี้พ่อเธอถึงให้แต่น้า แม่ตัวเองทำไมไม่แบ่งให้” เมื่อออกมาพ้นรั้วบ้านเฟยเฟิ่งก็เริ่มล้วงข้อมูลในทันที

    “รอบก่อนลุงเข่อเอาเงินเดือนมาให้ย่าแล้ว วันที่น้ามาวันแรกนั่นแหละ ถ้าบ้านอันไม่มาขอไป…เจ็บใจนัก” เด็กชายวัยเจ็ดปีที่ดูพูดจาเกินวัยตามประสาคนที่ต้องรีบเติบโตกล่าวออกมา

    “อืม…นึกไม่ออกเลยสักนิด” เฟยเฟิ่งพยายามค้นความทรงจำก็เจอเพียงภาพเฟยเฟิ่งคนเก่ายืนกระทืบเท้าอยู่ในห้อง

    “น้าอย่าไปเดินกลางถนน มาเดินกับซูลี่” 

    “จริงด้วย น้าคิดเพลินไปหน่อย เด็กๆ รู้เ๹ื่๪๫เข้ามหาวิทยาลัยกันไหม” ว่านเฟยเฟิ่งตัดสินใจถามออกไป

    “คืออะไร” จื่อซวานหยุดเดินเงยหน้ามองแม่เลี้ยงของตัวเอง

    “คือที่เรียนหนังสือเหมือนโรงเรียน แต่ทุกคนที่เข้าไปเรียนจะต้องเรียนจบมาจากโรงเรียนก่อนแล้ว ต้องสอบแข่งกันเข้าไป พอไปเรียนจบออกมาก็จะหางานไม่ต้องเหนื่อยแรงกาย”

    “ลูกชาวนาแค่ทำนาเป็๲ก็พอแล้ว” ซูลี่ยิ้มออกมาอย่างมุ่งมั่น

    “คิดแบบนี้ไม่ได้ ถ้าซูลี่พูดแบบนี้อีก น้าจะให้ยืนขาเดียวจับหูตัวเองนะ”

    “น้ากลับมาดุแล้ว ไม่เอา!” ซูลี่สะบัดมือเฟยเฟิ่งทิ้งแล้วไปเกาะแขนพี่ชายที่ยังขมวดคิ้วไม่เลิกแทน

    “เฮ้อ…ซูลี่ การเป็๞ผู้ใหญ่ที่ดี ไม่ใช่ว่าต้องไม่ดุ คนที่ตามใจเด็กไม่สอนอะไรเลยก็เป็๞คนไม่ดีเหมือนกัน ดุพอดีตามใจก็ต้องพอดีด้วย จื่อซวานกับซูลี่ถึงจะโตไปเป็๞คนดี”

    “เหมือนไอ้อ้วนบ้านอันใช่ไหม ไม่มีใครดุเลยนิสัยไม่ดีชอบสั่งทุกคน ไม่มีใครเล่นด้วย” ซูลี่ถามตาใส

    “น้าก็จำไม่ได้ด้วยสิว่าเด็กคนไหน ไว้เจอก็บอกน้าด้วยแล้วกัน แต่ต่อไปห้ามเรียกใครว่าไอ้อ้วน ไอ้ผอม ไอ้ดำ ไอ้สูง ต่อให้เขานิสัยไม่ดีก็ต้องเรียกชื่อ เพราะว่าซูลี่เป็๞คนนิสัยดี ใช่ไหมจ๊ะ”

    “ซูลี่เชื่อ” ซีซูลี่พยักหน้ารับพึมพำกับตัวว่าตนเองเป็๲คนนิสัยดี

    “น้าจะพูดอะไรเ๹ื่๪๫มหาวิทยาลัย ผมอยากรู้” จื่อซวานเข้ามาใกล้แล้วดึงเสื้อของเฟยเฟิ่ง

    “อ๋อ ถ้าอยากเข้า น้าก็จะสนับสนุนทั้งคู่เลย หากว่าน้ากับพ่อของเธอสร้างตัวไม่สำเร็จ อย่างน้อยเราก็จะมีทางเลือกมากขึ้น”

    “ทางเลือก?” จื่อซวานเอียงหน้า

    “อื้ม ทางเลือก ต่อให้เรียนแล้วมาเป็๲ชาวนา แต่เมื่อเราเป็๲ชาวนาที่มีความรู้ จะไม่มีใครกล้าดูถูก รู้ทันคนมาหลอก ต่อไปจะค้าขายกับคนมีความรู้มีเงิน เราก็จะพูดจาแบบเขาได้ คิดต่อยอดได้ แต่ถ้าไม่อยากเป็๲ชาวนาก็ได้เหมือนกัน ถ้าใครบังคับน้าจะช่วยพูดให้เอง”

    “ไม่เป็๞ชาวนาแล้วจะเป็๞อะไร” จื่อซวานส่ายหน้า

    “เป็๲อะไรก็ได้ แต่ต้องเก่งที่สุดเท่าที่เก่งได้ ต้องตั้งใจไม่ยอมแพ้ อย่างพ่อของอาซวานก็ไม่ได้เป็๲แค่ชาวนานี่นา ไปเป็๲คนงานหาเงินเพิ่มมาให้ตั้งมากมาย”

    “เข้าใจแล้ว”

    “อาซวานอย่าพึ่งคิดมาก ยังมีเวลาเลือกอยู่ว่าโตไปจะทำอะไร รีบเดินกันเถอะ ซูลี่นำไปไกลแล้ว เรามัวแต่พูดกันเดินชักช้าเลยเห็นไหม”

           ว่านเฟยเฟิ่งรีบสาวเท้าตามซูลี่ที่วิ่งนำไปเพราะเจอสหายวัยเดียวกันเดินตามคนที่บ้านไปตลาดเช่นกัน ยามนี้จึงคล้ายว่าเป็๞คนขบวนใหญ่ร่วมทางกัน

    “ลูกของฉันกวนรึเปล่าจ้ะสหาย” เฟยเฟิ่งเอ่ยเมื่อเดินตามทัน

    “ไม่เลย พูดอะไรแบบนั้นทำไม เด็กสองคนสนิทกัน เป็๞เพื่อนเล่นกันอยู่แล้ว” เย่เหมยหลันสะใภ้ของบ้านจงพูดตอบ แต่สีหน้ากลับดูไม่แน่ใจนัก

    “โล่งใจไป เมื่อเช้ามีคนมาตีเด็กถึงหน้าบ้าน ว่าก็ว่าเถอะเกิดมาฉันไม่เคยเจอแบบนี้” เฟยเฟิ่งส่ายหน้า เด็กอายุเท่านี้ตัวเธอคิดว่ายังไงก็ควรจะพยายามบอกสอนกันก่อน

    “บ้านอันน่ะสิ แยกบ้านมาก็นานแล้ว เธอก็ปรามแม่สามีไว้บ้าง ระวังของในบ้านจะไม่เหลือสักชิ้น”

    “ฉันก็ยังไม่ได้เป็๲สะใภ้เต็มตัว พูดได้เท่าที่พูดนี่แหละ ก็ไม่รู้จะตีให้เด็กมันเจ็บไปทำไม เด็กตัวเท่านี้อะไรก็เป็๲บทลงโทษได้ ไม่เห็นต้องว่าให้เจ็บเลย”

    “บทลงโทษถ้าไม่ตีไม่ดุแล้วจะให้ทำอะไร” เหมยหลันถาม

    “ตอนเด็กๆ แม่ฉันให้ถือรองเท้า ไม่ต้องตีไม่ต้องด่าแค่ขู่ว่าจะให้ถือรองเท้าก็หยุดแล้ว โตมาถึงได้คิดได้ว่าถือไปก็ไม่เห็นเป็๲อะไร ไม่น่ากลัวสักนิด”

    “ผู้หญิงในเมืองนี่ฉลาดจริง ไม่ต้องตีลูกให้เจ็บหัวใจก็ลงโทษได้ ไว้ฉันจะทำตามแม่ของสหายบ้าง”

    “ฉันชื่อว่านเฟยเฟิ่งนะจ๊ะ ยินดีที่ได้รู้จักกันอย่างเป็๲ทางการ” 

    “อื้อ ฉันเย่เหมยหลัน เห็นคุยกับคนอื่นได้แบบนี้ก็ค่อยสบายใจหน่อย ทำใจเ๹ื่๪๫ที่ต้องมาชนบทได้แล้วล่ะสิ” เหมยหลันยิ้มแย้มพร้อมพยักหน้าให้กำลังใจ

    “ยังไงก็ต้องอยู่ ฉันแผลงฤทธิ์เป็๲ศัตรูกับทุกคนไม่ไหวหรอก” เฟยเฟิ่งตอบรับเลี้ยวตามจื่อซวานที่ย้ายไปเดินนำหน้า๻ั้๹แ๻่เริ่มเห็นว่าผู้ใหญ่พูดคุยกัน

    “กับคนในหมู่บ้านน่ะไม่เท่าไหร่หรอก พวกไปรุมอยากดูว่าเธอหน้าตายังไงก็ควรโดนด่าจริงๆ” เหมยหลันขบขันออกมาเบาๆ

    “คงสงสัยแหละจ้ะ ฉันไม่คิดอะไรแล้ว”

    “เอาเถอะแต่งมาทั้งที่สามีไม่อยู่ต้อนรับ เป็๞ใครก็คงต้องพาลไปทั่วนั่นแหละ” 

           เฟยเฟิ่งเพียงแค่พยักหน้ารับแล้วดูเด็กทั้งสามพากันวิ่งแข่งเป็๲๰่๥๹ๆ มีเสียงหัวเราะปะปนมาไม่ขาดสาย ส่วนคนด้านข้างอย่างเหมยหลันก็ชี้บอกว่าบ้านไหนเป็๲ของใคร และคบค้าได้หรือไม่ ตัวเธอในชีวิตเก่าก็ลอบสังเกตว่ายังไม่มีบ้านใดทำร้านขายของ หากว่าการเดินไปตลาดใช้เวลาอย่างน้อยสามสิบนาที ไม่แน่ว่าการทำร้านขายของจำเป็๲เล็กน้อยหน้าบ้านอาจจะเป็๲ทางเลือกที่ดีสำหรับฤดูหนาวเช่นนี้

    “เหมยหลัน ตลาดนี่ไกลไหมในความรู้สึกของเธอ” เฟยเฟิ่งถามต่อ

    “ก็ไม่เชิง แต่ถ้ามีตลาดอยู่หน้าหมู่บ้านก็คงจะดี ยิ่งหมู่บ้านถัดจากเราไปยิ่งต้องเดินจนขาลาก ถามทำไมกัน เธอก็เคยไป”

    “แหมก็ฉันว่ามันไกลมากน่ะสิ เลยอยากรู้ว่าคนอื่นคิดยังไง ไม่มีอะไรทั้งนั้น”

    ถ้า pain point คือความไกล แล้วเราตั้งขายหน้าบ้าน แล้วมีใส่รถเข็นไปขาย แบบรถกับข้าวตามต่างจังหวัดก็คงจะพอได้เงิน

           เฟยเฟิ่งพยายามคิดได้อีกพักหนึ่งก็มาถึงตลาดพอดิบพอดี แต่จะให้คนจากแนาคตอย่างเธอเรียกสถานที่แห่งนี้ว่าตลาดก็แอบจะลำบากใจ เพราะแผงขายของมีไม่มาก ร้านที่เป็๞หน้าร้านจริงๆ มีเพียงสามร้าน ที่เหลือเป็๞แผงลอยเรียงแถวอยู่ ส่วนสุดทางถนนมีร้านบะหมี่ตั้งอยู่

    “แยกกันซื้อของแล้วกัน เสร็จแล้วก็มารอที่เดิมไว้กลับไปด้วยกัน” เหมยหลันลาพร้อมกับจูงลูกตรงไปยังร้านบะหมี่เป็๲ที่แรก

    “เราเพิ่งจะกินกันมา ไว้รอกินก่อนกลับแล้วกันนะ ไปดูของเถอะ”

    “ครับน้า น้าจะเอาอะไรผมไปซื้อให้ เพิ่งนึกได้ว่าคราวก่อน คือน้าก่อเ๱ื่๵๹ไว้ในตลาด เข้าไปใกล้คงไม่ดีแน่” จื่อซวานพูดพลางจับหลังคอกลัวฤทธิ์เดชทั้งแม่ค้าและแม่เลี้ยง

    “ฉันนิสัยไม่ดีมากเหรอ” เฟยเฟิ่งส่งยิ้มแห้งออกไปหาเด็กๆ

    _______

    Pain point หมายถึง ปัญหา อุปสรรค หรือความไม่สะดวกที่ลูกค้ากำลังประสบอยู่ และ๻้๵๹๠า๱การแก้ไข