รุ่งอรุณของวันใหม่ในหมู่บ้านหลินเจียงไม่ได้นำพามาซึ่งความสุขสงบเช่นทุกครั้งเสียงไก่ขันที่เคยเป็สัญญาณของการเริ่มต้นชีวิตประจำวันถูกกลบด้วยเสียงกรีดร้องโหยหวนและเสียงปะทะอันดุดันของโลหะที่กระทบกันแสงอาทิตย์แรกที่สาดส่องลงมาจากยอดเขาสูงไม่อาจขับไล่เงามืดที่คืบคลานเข้ามาปกคลุมหมู่บ้านได้
หลี่เฟิ่ง ตื่นขึ้นด้วยความใเสียงแรกที่เขาได้ยินไม่ใช่เสียงนกร้องหรือเสียงชาวบ้านพูดคุยกันแต่เป็เสียงความอลหม่านที่ดังมาจากใจกลางหมู่บ้าน คล้ายมีพายุร้ายโหมกระหน่ำ เขาพลิกตัวลุกจากเตียงที่ปูด้วยฟางมองออกไปนอกหน้าต่างไม้ผุๆ ด้วยหัวใจที่เต้นรัวดุจกลองศึก
สิ่งที่ปรากฏแก่สายตาคือภาพที่ไม่เคยพบเห็นมาก่อนกลุ่มคนชุดดำสนิทราวกับเงาปีศาจเคลื่อนไหวไปมาอย่างรวดเร็วและเงียบงันพวกเขามีรูปร่างสูงใหญ่ กำยำ และอาวุธในมือไม่ว่าจะเป็กระบี่คมกริบหรือมีดสั้นวาววับต่างสะท้อนแสงอาทิตย์ยามเช้าที่เริ่มฉายจับตาวรยุทธของพวกเขาเหนือกว่านักเลงท้องถิ่นที่หลี่เฟิ่งเคยเผชิญหน้ามาหลายเท่าตัวการเคลื่อนไหวแต่ละครั้งแฝงไปด้วยเจตนาฆ่าที่เ็า ไม่มีความลังเล ไม่มีความปรานี
เสียงแรกที่หลี่เฟิ่งได้ยินชัดเจนคือเสียงกรีดร้องของป้าหลี่แม่ค้าขนมเปี๊ยะที่ใจดี นางพยายามปกป้องลูกสาวตัวน้อยจากคมกระบี่ แต่ก็ไม่พ้นเงาดำร่างหนึ่งตวัดกระบี่ไปเบื้องหน้าอย่างไม่ไยดีเืสีสดสาดกระเซ็นไปทั่วผนังบ้านไม้เก่าๆภาพนั้นสลักลึกเข้าไปในดวงตาของหลี่เฟิ่ง หัวใจของเขาบีบรัดอย่างเ็ป
“หนีไป! รีบหนีไป!” เสียงของลุงจางชาวประมงวัยชราที่เคยสอนหลี่เฟิ่งหาปลา ะโก้องก่อนที่ร่างของเขาจะล้มลงแน่นิ่งเสียงนั้นเต็มไปด้วยความหวังดีสุดท้ายที่ส่งถึงลูกหลาน
ความโกลาหลแผ่ขยายไปทั่วหมู่บ้านอย่างรวดเร็วบ้านเรือนไม้ถูกทำลายลงทีละหลัง ไฟเริ่มลุกไหม้จากที่ใดที่หนึ่งควันสีเทาหนาทึบลอยขึ้นสู่ท้องฟ้าบดบังแสงตะวัน ชาวบ้านที่อ่อนแอ ผู้หญิง เด็กคนชรา ไม่มีทางต่อสู้ ถูกเข่นฆ่าอย่างไม่ปรานี เสียงร้องขอชีวิต เสียงร่ำไห้ระงมปะปนกับเสียงหัวเราะเยือกเย็นของเหล่านักฆ่าภาพนั้นราวกับฝันร้ายที่กลายเป็จริง หลี่เฟิ่งยืนนิ่งอยู่หน้าต่างพลันเท้าก็ก้าวถอยหลังไปอย่างช้าๆ หัวใจเต้นถี่รัวจนแทบหลุดออกมาจากอกความกลัวเข้าครอบงำร่างกายจนไร้เรี่ยวแรง
เขาจำได้ถึงคำพูดของอาจารย์ไป๋เฟิงที่เคยสอนให้เขา"ในยามคับขัน สติคือสิ่งสำคัญที่สุด" แต่ตอนนี้สติของเขาเลือนหายไปแล้วเหลือเพียงความหวาดกลัวที่กัดกินจิตใจ
หลี่เฟิ่งรีบหันไปหยิบมีดสั้นปริศนาที่ซ่อนไว้ใต้หมอนมีดเล่มนั้นเย็นเฉียบในมือ แต่มันก็ช่วยปลุกสติบางอย่างขึ้นมาเขารู้ว่าถ้ายังคงยืนอยู่ตรงนี้ ความตายจะมาเยือนในไม่ช้า
เขาตัดสินใจอย่างรวดเร็วเปิดประตูหลังบ้านออกเบาๆ และพุ่งตัวเข้าไปในป่ารกทึบที่อยู่ด้านหลังหมู่บ้านทันทีด้วยวิชาตัวเบาที่ไป๋เฟิงเคยสอนอย่างคร่าวๆทำให้เขาสามารถเคลื่อนไหวได้อย่างรวดเร็วและไร้เสียงเขาโหยหาที่จะหันหลังกลับไปช่วยชาวบ้านที่เขารักแต่สมองสั่งการว่าการทำเช่นนั้นมีแต่จะทำให้เขาตายเปล่า
เสียงกรีดร้องยังคงตามหลอกหลอนเขาไปตลอดทางที่วิ่งหนีเขาวิ่งผ่านต้นไม้ใหญ่ที่คุ้นเคย ผ่านลำธารที่เคยเล่นน้ำภาพใบหน้าของชาวบ้านที่ล้มตายผุดขึ้นมาในห้วงความคิด หลี่เฟิ่งกัดฟันแน่น น้ำตาไหลอาบแก้มด้วยความเ็ปเขาไม่เข้าใจว่าทำไมเื่เลวร้ายเช่นนี้จึงเกิดขึ้นกับหมู่บ้านที่สงบสุขแห่งนี้
ขณะที่เขากำลังวิ่งอย่างสิ้นหวังสายตาพลันเหลือบไปเห็นร่างของ ลุงหวง ชายชราที่เขาเพิ่งช่วยเหลือจากการรังแกของจ้าวซานเมื่อวันก่อนลุงหวงกำลังถูกนักฆ่าชุดดำสองคนล้อมไว้ ใบหน้าของลุงหวงซีดเผือดมีเืไหลอาบที่มุมปากแต่ดวงตาของเขายังคงจ้องมองหลี่เฟิ่งที่กำลังวิ่งหนีด้วยแววตาแห่งความเสียสละ
"หนีไป! หลี่เฟิ่ง! หนีไป!"ลุงหวงะโสุดเสียง ใบหน้าบิดเบี้ยวด้วยความเ็ปจากการถูกนักฆ่าซัดฝ่ามือใส่
วินาทีนั้นเองภาพทุกอย่างก็หยุดนิ่งในสายตาของหลี่เฟิ่งเสียงทุกอย่างดับลงเหลือเพียงเสียงหัวใจของเขาที่เต้นรัวลุงหวงที่เขาเคารพกำลังจะตาย!
หลี่เฟิ่งชะงักฝีเท้าเขาอยากจะพุ่งกลับไปช่วยอยากจะใช้มีดสั้นในมือฟันฟันนักฆ่าเ่าั้ให้ตายไปเสียให้หมดแต่ร่างกายของเขาหยุดนิ่งราวกับถูกตรึงไว้กับพื้นความหวาดกลัวต่อความตายยังคงเกาะกุมจิตใจอยู่ลึกๆ และเขาก็รู้ดีว่าถ้าเข้าไปเขาก็จะกลายเป็ศพที่สาม
แล้วสิ่งที่ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้นนักฆ่าคนหนึ่งตวัดกระบี่เข้าใส่ร่างของลุงหวงอย่างเืเย็นเสียงเนื้อหนังถูกเฉือนขาดดัง "ฉับ!" ร่างของลุงหวงล้มลงกองกับพื้นอย่างช้าๆดวงตาของเขายังคงจับจ้องไปที่หลี่เฟิ่งด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความรักและความเสียสละภาพนั้นสลักลึกเข้าไปในจิตใจของหลี่เฟิ่งราวกับรอยสักที่ไม่สามารถลบเลือนได้
บางสิ่งบางอย่างในตัวหลี่เฟิ่งก็ขาดสะบั้นลง!
ความหวาดกลัวที่เคยมีหายไปในชั่วพริบตาแทนที่ด้วย ความแค้น ที่พุ่งพล่านดุจเปลวเพลิงที่โหมกระหน่ำในใจ!แสงสว่างในดวงตาของเขาเปลี่ยนเป็ประกายเย็นเยียบดุจน้ำแข็งที่ถูกเพลิงเผาผลาญความเ็ปจากการสูญเสียผสานกับความโกรธที่อัดแน่นแปรเปลี่ยนเป็พลังขับเคลื่อนอันมหาศาล
เขากำมีดสั้นในมือแน่นจนข้อขาวโพลนเส้นเืปูดโปนขึ้นที่ขมับแววตาที่เคยใสซื่อบริสุทธิ์บัดนี้เต็มไปด้วยความมุ่งร้ายที่น่าสะพรึงกลัว"ข้าจะจำพวกแกไว้... จำให้ขึ้นใจ! ทุกคนจะต้องชดใช้!"เสียงกระซิบที่ดังออกมาจากลำคอแหบพร่าราวกับเสียงของปีศาจที่เพิ่งตื่นจากการหลับใหล
หลี่เฟิ่งหันหลังกลับวิ่งเข้าสู่ป่าลึกอย่างบ้าคลั่ง เขาวิ่งไม่คิดชีวิต ไม่สนใจความเหนื่อยล้าไม่สนใจกิ่งไม้ที่บาดแขนขา ไม่สนใจความเ็ปทางกายแต่สิ่งที่เขาไม่สามารถหลีกหนีได้คือภาพฝันร้ายเื้ัภาพของหมู่บ้านที่ถูกเผาผลาญ เสียงกรีดร้องโหยหวนของชาวบ้าน และภาพของลุงหวงที่เสียสละชีวิตเพื่อเขา
เขาวิ่งไปเรื่อยๆจนกระทั่งหมดแรง ล้มลงกองกับพื้นใต้ต้นไม้ใหญ่ที่ร่มครึ้ม หายใจหอบถี่ตัวสั่นเทาด้วยความเ็ปทั้งกายและใจ แต่น้ำตาของเขาแห้งผากไปแล้วเหลือเพียงดวงตาที่แดงก่ำและเจิดจ้าด้วยเพลิงแค้น
หลี่เฟิ่งเงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ถูกบดบังด้วยควันไฟเขาจดจำลวดลายบนชุดคลุมของนักฆ่าเ่าั้ได้ขึ้นใจรูปสัญลักษณ์คล้ายดวงตาที่ถูกปกคลุมด้วยเงามืด บนหลังมือของนักฆ่าบางคนเขามั่นใจว่านี่ไม่ใช่ฝีมือของโจรป่าธรรมดาแต่นี่คือการกระทำขององค์กรใหญ่ที่โเี้
มีดสั้นปริศนาในมือของเขาดูราวกับจะเปล่งแสงเรืองรองในเงามืดััถึงความปรารถนาอันแรงกล้าที่จะแก้แค้นของเ้านาย หลี่เฟิ่งหลับตาลงภาพของหมู่บ้านที่เคยสงบสุขผุดขึ้นมาในความทรงจำภาพของพ่อแม่พี่น้องที่เคยเป็รอยยิ้ม และภาพของลุงหวงที่สละชีพเพื่อเขา
"ข้าจะกลับมา" เขาพึมพำกับตัวเองเสียงนั้นเบาหวิวแต่เต็มไปด้วยความมุ่งมั่น "ข้าจะกลับมาแก้แค้นให้ทุกคน!พวกแกจะต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำ!"
ในคืนที่มืดมิดและเต็มไปด้วยควันไฟหลี่เฟิ่ง เด็กหนุ่มที่เคยอ่อนแอได้ถือกำเนิดขึ้นใหม่เขาไม่ใช่เด็กหนุ่มที่หวาดกลัวอีกต่อไป แต่เป็บุรุษหนุ่มที่ถูกหล่อหลอมด้วยเปลวเพลิงแห่งความแค้นมีดสั้นในมือของเขาไม่ใช่เพียงอาวุธแต่เป็สัญลักษณ์ของคำปฏิญาณที่เขาให้ไว้กับดวงิญญาของผู้จากไป
การเดินทางอันยาวนานของ หลี่เฟิ่ง ในเส้นทางแห่งการแก้แค้นได้เริ่มต้นขึ้นแล้วเบื้องหน้าคือยุทธภพที่กว้างใหญ่และเต็มไปด้วยอันตราย เบื้องหลังคือเงามืดของอดีตที่คอยหลอกหลอนและในใจของเขาคือ เพลิงแค้น ที่ไม่มีวันมอดดับ จนกว่ามันจะเผาผลาญ"พันธมิตรไร้เงา" ให้มอดไหม้ไปสิ้น...