หลิวหรงนั่งมองเหล่าคุณหนูแสดงการดีดพิณวาดภาพจนง่วงนอน และยังรู้สึกอยากเข้าห้องน้ำอีกต่างหาก จึงปลีกตัวออกมาด้านนอกเพื่อไปห้องสุขาพร้อมกับนางกำนัลทั้งสอง
หลังจากทำธุระเสร็จ เธอก็คิดจะกลับไปที่ส่วนจัดงานเลี้ยงแต่ไม่นึกว่าจะมีคนร้ายราวสิบคนที่ไม่รู้ว่าโผล่มาจากไหนล้อมพวกเธอไว้เสียก่อนบริเวณนี้ไม่ค่อยมีทหารเฝ้าอยู่ด้วย ทำให้สะดวกแก่การลงมือยิ่งนัก
ยังไม่ทันที่หลิวหรงจะอ้าปากร้องออกมา คนร้ายคนหนึ่งก็เงื้อดาบขึ้นและฟันลงมาที่เธอแล้วจังหวะเดียวกันนั้น มีดาบเล่มหนึ่งยื่นมาขวางไว้ได้พอดิบพอดีเมื่อเธอหันไปมองก็พบว่าเป็องครักษ์ของฉางอ๋องนั่นเอง
“เลี่ยงฮั่น!”
“หวางเฟยโปรดอย่าอยู่ห่างกระหม่อมพ่ะย่ะค่ะ”
‘ได้! ได้เลย!’ หลิวหรงะโตอบอยู่ในใจพลางคิดว่าจะเกาะหลังเขาไว้แน่นๆ เลยดีหรือไม่ แต่ดูเหมือนจะไม่สะดวก เพราะเขาต้องหลบหลีกและตอบโต้จนยากจะคาดเดาการเคลื่อนไหวได้
ยังมีองครักษ์ของฉางอ๋องอีกสามคนมาช่วยรับมือกับคนร้ายด้วย ทั้งสองฝ่ายต่างสู้กันพัลวันโดยมีหลิวหรงและนางกำนัลทั้งสองพยายามเกาะกลุ่มกันอยู่ด้านหลังเลี่ยงฮั่น
ในขณะที่ทุกคนกำลังเผลอ มีคนร้ายคนหนึ่งจ้วงดาบมาหมายจะแทงเข้าที่กลางลำตัวของหลิวหรงจีเฉียวจึงะโขึ้นมา
“หวางเฟยระวังเพคะ!”
เลี่ยงฮั่นมีปฏิกิริยาตอบโต้ว่องไว รีบหมุนตัวกลับมาคว้าแขนหลิวหรงไว้แล้วดึงเข้าหาตัวและใช้ตนเองเป็โล่รับดาบทำให้แขนของเขาถูกดาบเฉือนจนเืกระฉูด
หลิวหรงที่อยู่ในอ้อมแขนของเขาหน้าซีดตัวสั่นเพราะเืหลายหยดกระเด็นมาโดนหน้าเธอด้วย
ใน่เวลาที่ฝ่ายองครักษ์เริ่มรับมือกับคนร้ายอย่างยากลำบากขึ้นทุกทีเพราะมีจำนวนน้อยกว่าก็มีเสียงฝีเท้าม้ามุ่งตรงมาทางนี้ ตามด้วยเสียงดาบที่ปะทะกันหนักหน่วงขึ้นไม่นานคนร้ายก็ตัดสินใจล่าถอยไป
หลิวหรงที่ยังมึนงงหวาดกลัวและกำเสื้อของเลี่ยงฮั่นไว้แน่นได้ยินเสียงของเขาเอ่ยขึ้นเหนือศีรษะ
“ปลอดภัยแล้วพ่ะย่ะค่ะ”
เมื่อเธอรู้สึกตัวและเงยหน้าขึ้นมา ก็ไม่ได้เห็นเพียงเลี่ยงฮั่นเท่านั้นด้านหลังของเขายังมีฉางอ๋องที่ยืนมองด้วยสายตาเ็าอีกคนหนึ่ง
เลี่ยงฮั่นปล่อยมือออกจากพระชายาเอกและถอยออกมาทำความเคารพเ้านาย
หลี่จ้งเหว่ยกวาดตามองสำรวจทั้งองครักษ์ของตนและพระชายาเอกทีหนึ่งแล้วกล่าวว่า
“จัดการแผลของตนเองเสีย”
“พ่ะย่ะค่ะ”
จีหลิงและจีเฉียวที่ตื่นตระหนกใพอๆ กันปราดเข้ามาดูอาการเ้านาย
“เื! มีเืด้วย! หวางเฟยาเ็ตรงที่ใดหรือไม่เพคะ”
“ไม่... ไม่ใช่ข้า... แต่เป็เลี่ยงฮั่น” ภาพของดาบที่จ้วงแทงเข้ามายังติดตาเธออยู่เลยถ้าเลี่ยงฮั่นไม่เอาตัวมาขวางไว้ เธออาจจะไส้ไหลจนตาย เพราะยุคนี้คงไม่มีหมอที่สามารถผ่าตัดแล้วเย็บเก็บไส้เธอไว้ที่เดิมได้
“พวกเ้าพาหวางเฟยกลับไปก่อน”
เมื่อได้ยินคำสั่งของฉางอ๋อง ก็ไม่มีใครคิดฝ่าฝืน หลิวหรงจึงถูกนางกำนัลทั้งสองและองครักษ์ที่เหลือพากลับไปยังกระโจมที่พักส่วนตัวเขาก็ขี่ม้าออกไปตามล่าคนร้ายหลังจากที่ให้องครักษ์ส่วนหนึ่งติดตามล่วงหน้าไปก่อนแล้ว
ข่าวเื่คนร้ายลอบเข้ามาทำร้ายพระชายาเอกฉางอ๋องอย่างอุกอาจแพร่กระจายไปทั่ว และทำให้ฮ่องเต้กริ้วอย่างยิ่ง รับสั่งให้ออกไปตามล่าหาคนร้ายด้วยอีกทางหนึ่งส่วนกลุ่มคนที่เคยมีคดีกับซูอวี่หรงมาก่อนย่อมรู้สึกสาแก่ใจอยู่ลึกๆ แต่เสียดายที่นางดวงแข็งตายยากขนาดเคยถูกดาบปักเข้ากลางอกก็ยังจะฟื้นขึ้นมาได้อีก
ส่วนเ้าตัวในเวลานี้ก็อยู่ที่กระโจมฉางอ๋องโดยมีกัวซิ่วหลินหรือท่านแม่ของร่างเดิมมาอยู่เป็เพื่อน
“คราวนี้เกรงว่าพวกมันตั้งใจจะมาทำร้ายเ้าโดยเฉพาะ” เื่นี้ทำให้ซูฮูหยินนึกถึงคราวที่บุตรสาวาเ็สาหัสในครั้งก่อนนางเคยคิดว่าหรงเอ๋อร์ถูกลูกหลงเพราะเดินทางพร้อมฉางอ๋องเท่านั้น เห็นทีว่านางจะคิดผิด
“เวรกรรมของข้าจริงๆ” ที่ต้องมาอยู่ในร่างของผู้หญิงร้ายกาจที่เที่ยวสร้างศัตรูไปทั่ว
พอคิดมาถึงตรงนี้แล้ว เธอก็นึกได้ว่าเมื่อกี้ตัวเองก็เพิ่งไปปากดีใส่ไช่ฮูหยินมาเหมือนกันนี่นาถ้าแค่ฟาดปากกันแล้วอีกฝ่ายถึงขั้นจะฆ่าจะแกงกัน คนที่ผิดก็ไม่น่าจะใช่เธอฝ่ายเดียวหรือเปล่าคนดีๆ ที่ไหนจะถึงขั้นคิดฆ่าคนอื่นเพราะเื่ไม่เป็เื่ เพราะฉะนั้นคนที่จ้างวานฆ่าคนอื่นต่างหากที่ผิด!
ฉางอ๋องตลบผ้าหน้ากระโจมขึ้นและเดินพรวดๆ เข้ามาโดยไม่มีการแจ้งเตือนทำให้คนด้านในสะดุ้งขึ้นพร้อมๆ กัน
“คารวะฉางอ๋อง” กัวซิ่วหลินรีบลุกขึ้นมาทักทายบุตรเขยสูงศักดิ์
“ซูฮูหยิน ลำบากท่านแล้ว”
“มิได้เพคะ ไม่ทราบว่าจับคนร้ายได้หรือไม่”
“พวกมันหนีไปได้ ส่วนพวกที่ตายกำลังถูกตรวจสอบอยู่ซูฮูหยินวางใจเถิด ข้าจะเพิ่มองครักษ์ติดตามซูอวี่หรงให้มากขึ้น”
เมื่อพระสวามีของบุตรสาวเอ่ยปากแล้วนางเองก็ไม่สามารถเข้าไปแทรกแซงอันใดได้อีก จึงขอตัวกลับออกไปทิ้งให้สองสามีภรรยาที่ความสัมพันธ์แสนห่างเหินอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ผ่านไปหลายอึดใจแล้วหลิวหรงยังไม่ได้ยินเสียงของฉางอ๋องสักแอะจะถามเธอสักคำว่าาเ็ตรงไหนหรือเปล่าก็ไม่มี เธอจึงเป็ฝ่ายถามแทน
“เลี่ยงฮั่นเป็อย่างไรบ้างเพคะ อาการหนักหรือไม่”
หลี่จ้งเหว่ยมองพระชายาเอกด้วยหางตา แล้วตอบว่า
“ข้าไม่ใช่หมอ จะรู้ได้อย่างไร”
‘เออ…จริง’
ประชดย่ะ!
‘ตาบ้านี่ ไม่อยากคุยก็ไม่ต้องคุย!’
หลิวหรงเลิกสนใจคนที่มนุษยสัมพันธ์ย่ำแย่ แล้วหันไปจัดการตัวเองเพราะตอนค่ำจะมีงานเลี้ยงใหญ่ซึ่งอาหารทั้งหลายในงานทำมาจากสัตว์ที่ล่ามาได้ในตอนกลางวัน
เมื่อใกล้ถึงเวลางานแล้ว ฉางอ๋องยืนรอพระชายาเอกของตนเพื่อออกไปพร้อมกันหลิวหรงเดินตามเขาเงียบๆ เมื่อออกจากกระโจมถึงได้เห็นเลี่ยงฮั่นยืนรออยู่ที่แขนมีผ้าสีขาวพันเอาไว้ จึงขมวดคิ้วแล้วถามว่า
“เลี่ยงฮั่น... อาการเ้าเป็ยังไงบ้าง แล้วทำไมไม่พักผ่อน าเ็อยู่ไม่ใช่เหรอ”
“าแเล็กน้อยเท่านั้นพ่ะย่ะค่ะ”
“เล็กน้อยอะไรกัน เืพุ่งขนาดนั้น เ้าไปพักเถอะพรุ่งนี้หรือมะรืนค่อยกลับมาทำงานก็ได้ ข้าไม่ว่าหรอก”
“นั่นใช่ธุระของเ้าหรือ” น้ำเสียงเ็าของคนที่เธอคิดว่าเดินนำไปไกลแล้วดังขึ้นทำให้เธอหันกลับไปมอง
“ก็เขาาเ็อยู่ ถ้าไม่ให้พักฟื้นเลยก็จะใจร้ายไปหน่อยนะเพคะ”เขาอุตส่าห์เอาตัวมาบังเธอไว้ ถ้าเป็โลกก่อนก็ต้องนอนโรงพยาบาลสักคืน แล้ววันถัดไปเธอก็จะเอากระเช้าไปเยี่ยมด้วย
“หึ... ได้ยินแล้วใช่หรือไม่ หวางเฟยมีน้ำใจล้นเหลืออยากให้เ้าพักหลายๆ วัน เช่นนั้นก็ไปพักเสีย!”
เลี่ยงฮั่นที่อยู่ๆ ก็กลายเป็ชนวนของการโต้เถียงและยังทำให้ท่านอ๋องกริ้วอีกไม่ปริปากพูดอันใดทำเพียงคำนับแล้วเดินจากไป
“พอใจแล้วหรือยัง”
หลิวหรงอยากจะตอบว่ามันไม่ใช่เื่ของความพอใจหรือไม่พอใจแต่เป็เื่ของน้ำใจนายจ้างต่างหาก แต่พูดกับคนตรงหน้าคงเสียน้ำลายเปล่า
“รีบไปกันเถอะเพคะ คนทั้งงานคงรอท่านอ๋องจนไส้กิ่วหมดแล้ว”
งานเลี้ยงในค่ำคืนนั้นให้ความรู้สึกแปลกใหม่สำหรับหลิวหรง มันดูคล้ายการจัดงานเลี้ยงรอบกองไฟ มีเนื้อสัตว์ย่างมากมายและมีสุราพร้อมกับแกล้มอีกหลายอย่าง กลางลานก็มีการแสดงของเหล่านักดนตรีและคุณหนูตระกูลต่างๆอีกด้วย
หลิวหรงกวาดตามองบรรยากาศรอบๆ ก็เกิดความคิดขึ้นมาว่าถ้าได้มากับคนที่รักคงจะโรแมนติกดีมีเสียงเพลง มีกองไฟ มีอาหาร มีเหล้า... และเหล้าของที่นี่ก็รสชาติไม่เลวด้วยดื่มคู่กับเนื้อสัตว์ย่างแล้วเข้ากันได้อย่างน่าประหลาดเธอจึงยกเหล้าขึ้นจิบสลับกับคีบเนื้อย่างเข้าปากไม่หยุด กว่าจะรู้ตัวก็ทั้งอิ่มทั้งจุกและยังอยากเข้าห้องน้ำด้วย
“ท่านอ๋อง ข้าปวดอย่างว่า พาข้าไปสุขาที”
ฉางอ๋องหันขวับไปมองพระชายาเอกของตนจนคอแทบเคล็ดนั่นควรเป็คำขอที่ใช้กับอ๋องอย่างเขาหรือ
“ข้าไม่ใช่นางกำนัลหรือองครักษ์ของเ้าเสียหน่อย”
“ก็องครักษ์ของข้าเดี้ยงไปแล้ว ท่านก็ต้องทำหน้าที่แทนสิ หรือท่านจะปล่อยให้คนร้ายมาแทงข้าอีก?”
หลี่จ้งเหว่ยมองหญิงสาวที่ตอบเขาเสียงขุ่นลิ้นเปลี้ยตาขวางหน้าแดงอีกทั้งร่างกายยังโอนเอนไปมาอีกด้วย
“เ้าเมาหรือ”
“ใครเมา? ไม่มี๊... ข้าแค่ปวดฉี่!”คำสุดท้ายเธอกระแทกเสียงจนน้ำลายกระเด็นออกมาโดยที่ฉางอ๋องเบี่ยงตัวหลบไม่ทัน
ฉางอ๋องหันไปมองรอบๆ ยังเห็นเหล่าขุนนางและครอบครัวนั่งกันอยู่เต็มไปหมดหากไม่รีบลากคนเมาออกไป นางอาจลุกขึ้นอาละวาดทำเขาเสียหน้าอีกก็ได้
“เช่นนั้นก็ลุกขึ้นมา”เขาใช้มือข้างหนึ่งคว้าต้นแขนของนางเอาไว้ จีหลิงและจีเฉียวจึงปราดเข้ามาช่วยแต่เขาปฏิเสธ “ไม่ต้อง ข้าจัดการเอง”
คนที่นั่งอยู่ไม่ไกลจึงได้เห็นฉางอ๋องประคองพระชายาเอกออกไปจากงานด้วยท่าทางสนิทสนมอย่างไม่น่าเชื่อเพราะซูอวี่หรงเดินทิ้งตัวซบพระสวามีไปตลอดทาง
หลี่จ้งเหว่ยก้มลงมองคนที่เดินไม่ตรง อาศัยเขาเป็หลักในการทรงตัวแล้วถอนหายใจรีบลากนางไปยังสุขาแล้วยืนเฝ้าอยู่ด้านนอกหลังจากรออยู่นานก็ไม่เห็นว่านางจะออกมาเสียที จึงเคาะประตูถาม
“เ้าหลับไปแล้วหรือ? ซูอวี่หรง?”แต่ก็ยังไม่ได้ยินเสียงตอบรับใดๆ
“ซูอวี่หรง?” เขายังคงเคาะประตูซ้ำๆจนกระทั่งประตูสุขาเปิดพรวดออกมา
“โอ๊ยยยย เคาะอยู่ได้ น่ารำคาญ คนจะหลับจะนอน!”
ฉางอ๋องพ่นลมหายใจออกมาดังพรืด ก่อนจะลากแขนพระชายาเอกของตนกลับกระโจมอย่างเร่งด่วน