ทันทีที่เท้าก้าวเหยียบลงบนประตูเมืองหลวงเฟิงหลันก็คว้ามือภรรยาแยกไปอีกทางทันทีทำเอานายกองมิ่งคังได้แต่มองตามตาปริบๆแต่ไม่สามารถห้ามคนทั้งคู่ได้
ที่บอกจะแยกตัวออกไปทันทีก็แยกตัวไปทันทีจริงๆรึ
“หากพวกท่านมีปัญหาอะไรมาที่จวนของข้านะ!!”นายกองะโไล่หลังสองสามีภรรยาที่หลังจากตรวจเอกสารอนุญาตเข้าเมืองแล้วพวกเขาก็จูงมือกันเดินหายไปกับฝูงชนส่วนมิ่งคังก็กลับถึงจวนอย่างปลอดภัยพร้อมทั้งสั่งทหารในจวนให้ดูแลความปลอดภัยแก่สองสามีภรรยาและอำนวยความสะดวกทุกอย่างให้กับพวกเขา
ส่วนสองสามีภรรยาที่เดินดุ่มๆจากมาก็มาหาโรงเตี้ยมภายในเมืองเพื่อไว้ใช้พักผ่อนพวกเขาได้โรงเตี้ยมที่อยู่ใกล้ๆประตูวังหลวงที่ผู้คนจับจองได้อย่างยากยิ่งเพราะอีกหนึ่งวันจะถึงงานเทศกาลใหญ่ของเมืองหลวงผู้คนจึงหลั่งไหลเข้ามาที่เมืองหลวงเพื่อชมความงดงามของงานเทศกาลและสิ่งหนึ่งที่เหล่าผู้มาเยือน้าจากงานเทศกาลนี้ก็คือด้ายแดงผูกข้อมือคู่รักที่ขึ้นชื่อของแคว้นนี้
ซึ่งจุดขอพรก็อยู่ห่างจากโรงเตี้ยมที่พวกเขาพักอยู่แค่ด้านหน้านี่เอง
แต่พวกเขาไม่ได้มาเพื่อขอพรรับด้ายแดงจริงๆเสียหน่อย
“หลังขอพรรับด้ายแดงยังซื้อของอย่างอื่นมาใส่เพิ่มได้เสียด้วย”หลังจากนั่งมองคนที่เดินไปเดินมาเฟิงหลันก็รู้ว่าด้ายแดงที่ว่าเป็กำไลข้อมือขนาดเล็กที่ค่อนข้างแข็งแรงทีเดียวมันจะถูกห้อยเอาไว้บนต้นไม้ใหญ่เพื่อให้คู่รักไปหยิบลงมาผู้ที่เป็สามีจะอุ้มภรรยาเพื่อไปหยิบกำไลด้ายแดงนั้น หลังจากนั้นสามารถหาซื้อของเล็กๆน้อยๆมาตกแต่งกำไลให้สวยขึ้นได้สำหรับสตรีที่ชื่นชอบของสวยๆงามๆ
แล้วกำไลด้ายแดงนั้นยังมีเพียงเก้าสิบเก้าคู่เสียด้วย
ไม่ใช่แค่คนมีคู่ที่สามารถมาขอพรได้คนที่ยังไม่ได้เป็ฝั่งเป็ฝาก็สามารถมาขอพรและรับกำไลด้ายแดงได้เช่นกัน
เพราะแบบนั้นในวันเทศกาลจะต้องเกิดศึกแย่งชิงกำไลด้ายแดงที่มีเพียงเก้าสิบเก้าคู่นั้นอย่างแน่นอน
“เราไม่ได้มาเพื่อเอาด้ายแดงเสียหน่อย”เยว่เฟยหลิงที่อาบน้ำเสร็จขยี้ผมที่ชื้นๆของตัวเองร่างสูงจึงกวักมือเรียกแล้วช่วยเช็ดผมให้ในที่สุดพวกเขาก็ปลีกตัวออกมาจากนายกองที่นำพาความวุ่นวายมาให้พวกเขาได้เสียที
“หากหลิงเอ๋อร์อยากได้ข้าจะหยิบมาให้”ไม่ใช่แค่อุ้มภรรยาขึ้นไปหยิบสามีสามารถขึ้นไปหยิบเพื่อนำมามอบให้ภรรยาได้ด้วย
“จะไปแย่งของแบบนั้นกับคนอื่นทำไมความรักขึ้นอยู่กับคนสองคน จะเอาด้ายแดงมาทำไมกัน”
“มีแค่เก้าสิบเก้าคู่เองนา”
“แต่มีคนเป็พันที่อยากได้ข้าไม่อยากเข้าร่วมศึกชิงด้ายแดงนี่หรอก” เฟิงหลันหยิบหวีไม้มาสางผมให้คนที่กำลังพูดประมุขน้อยก็ดูไม่ใช่คนที่จะสนใจเื่นี้ด้วยรึ
“เห็นว่ามีด้ายแดงเส้นพิเศษด้วยนี่”เยว่เฟยหลิงได้ยินคนที่อยู่ด้านนอกคุยกันว่าในจำนวนด้ายแดงพวกนั้นยังมีด้ายแดงเส้นพิเศษที่มีเพียงคู่เดียวแขวนอยู่ด้วย
“เห็นว่าต้นไม้ขอพรจะมอบให้กับคู่รักที่ถูกลิขิตมาให้เป็คู่ชีวิตในทุกภพ”
“เดิมทีคู่ชีวิตแต่ละคนก็มิใช่คนเดิมทุกภพหรอกรึ”
“ข้าเคยได้ยินมาว่าคู่รักแต่ละภพมักเป็ผลมาจากผู้คนที่ทำบางสิ่งร่วมกันภพนี้เป็อีกคน ภพหน้าสามารถเป็อีกคนได้” เฟิงหลันได้ยินเื่นี้มาจากที่ไหนก็จำไม่ได้ตัวเขาเองก็ไม่ได้สนใจใคร่รู้เื่นี้สักเท่าไหร่หากเื่ที่พูดกันเป็เื่จริง ก็ไม่ใช่เื่ที่น่ากังวลแม้แต่ในปัจจุบันเื่ของเมื่อวานเรายังสามารถลืมเลือนได้เื่ในภพก่อนที่ไม่รู้ว่าเกิดขึ้นั้แ่เมื่อไหร่เราจะยังสามารถจดจำได้หรือ
“เ้ารู้เื่พวกนี้ด้วยรึ”เยว่เฟยหลิงแปลกใจ เฟิงหลันไปฟังเื่พวกนี้มาจากที่ไหนแล้วยังเหมือนจะรู้ดีเสียด้วย
“เวลาที่ข้าไปทำภารกิจข้าก็จะได้ยินเื่ต่างๆผ่านเข้าหูมาบ้างส่วนจะจริงหรือไม่ข้าก็รู้เหมือนกัน” มือหนาวางหวีไม้ลงหลังจากที่สางผมเสร็จทั้งๆที่ทำภารกิจมาโชกโชนแล้ว เจอลมเจอฝนมาก็นานเส้นผมของประมุขน้อยยังเงางามเช่นสตรีที่ได้รับการดูแลเป็อย่างดี
“เ้านี่ชอบดูแลคนอื่นเสียจริง”
“ข้ารู้ว่าประมุขน้อยชอบให้ข้าดูแล”ทำงานอารักขาฝ่าาคงจะเหนื่อยมากไม่แปลกอะไรที่ประมุขน้อยจะ้าคนเอาใจและ้าคนดูแล
“แค่สบายข้าเองต่างหาก” มีคนหวีผมมัดผมให้มันสบายจะตายไม่เห็นจะต้องคิดเยอะเลย
“อย่างนั้นหรอกรึ” คนพูดยกยิ้ม เอาเถอะ หากประมุขน้อยชอบเขาก็ไม่ได้ว่าอะไร
พวกเขาพักผ่อนกันสักชั่วยามก่อนจะเริ่มหารือว่าหลังจากนี้จะทำอะไรกันต่อก่อนจะได้ข้อสรุปกันว่าพวกเขาจะสืบเื่ภายในเมืองหลวงจากวังหลวงโดยตรงในวันงานเทศกาลเนื่องจากในวันแรกของงานเทศกาลจะอนุญาตให้คนภายนอกมายังลานหลวงเพื่อชื่นชมความงดงามและความยิ่งใหญ่ของกองทัพหลวงที่จะเดินขบวนจากนอกเมืองหลวงมาถึงวังที่ชิงหลงก็มีงานเทศกาลเช่นนี้เยว่เฟยหลิงก็อยากจะรู้เช่นกันว่ากองทัพของแคว้นจ้าวจะยิ่งใหญ่สักเพียงไหน
เพราะทั้งสองต้องเจอเื่วุ่นวายและต้องเก็บไอสังหารอยู่ตลอดเวลาตลอดทั้งวันหลังจากที่มาถึงเมืองหลวงพวกเขาจึงไม่ได้ออกไปไหนร่ำสุราพอให้มึนเมาสักเล็กน้อยแล้วเข้านอนั้แ่หัววัน แต่พอตกดึกร่างสูงที่ควรจะหลับอยู่ในห้องกลับยืนมองต้นไม้ขอพรอยู่บนหลังคาของโรงเตี้ยม
หากเมื่อก่อนได้มากับคนผู้นั้นพวกเขาคงได้ร่วมกันหยิบด้ายแดงมาสวมให้กันและกัน
เมื่อนานมาแล้วเฟิงหลันก็มีคนรักเช่นคนอื่น
เป็คนรักที่เขาเคยสัญญาว่าจะปกป้องไปจนชั่วชีวิต
แต่พวกเขาก็ไม่อาจร่วมทางมาใช้ชีวิตคู่ด้วยกันได้
นางผู้นั้นเป็ท่านหญิงจากตระกูลใหญ่ที่เมืองหลวงเขาช่วยชีวิตนางเอาไว้จึงทำให้เขาได้รู้จักกับนางแรกเริ่มเดิมทีพวกเขาไม่สมควรจะได้รู้จักกัน อีกคนเป็มือสังหารอีกคนเป็ถึงท่านหญิงที่อนาคตจะได้ถวายตัวรับใช้จักรพรรดินางยืนกรานที่จะคบหากับเขาแม้ว่าครอบครัวของนางจะคัดค้านในตอนนั้นตัวเขาไม่ได้บอกว่าตัวเองเป็ถึงรองประมุขของิเอี้ยวนางรับรู้เพียงแค่ว่าเขาเป็มือสังหารจากิเอี้ยวเท่านั้น
แต่เมื่อเขาบอกนางสิ่งที่แสดงออกมามีแต่ความหวาดกลัวและความไม่มั่นใจที่จะใช้ชีวิตร่วมกับเขาหลังจากนั้นไม่นาน องค์จักรพรรดิก็สละบัลลังก์รัชทายาทฟู่หลิงรั่วทรงขึ้นครองราชษ์ต่อจากราชบิดาแล้วนางก็ได้ถวายตัวเป็สนมในวังอย่างที่ครอบครัวนาง้า
แต่เฟิงหลันคิดว่าส่วนหนึ่งก็มาจากนางที่อยากจะไปจากเขา
เขาจดจำดวงตาของนางที่มีแต่ความกลัวปรากฏอยู่ในนั้นได้ความกลัวที่นางอาจจะไม่รอดชีวิตหากยังอยู่กับเขาความกลัวที่จะต้องเจออันตรายโดยที่ตัวนางไม่สามารถทำอะไรได้ความกลัวที่สักวันนางอาจต้องจากไปโดยที่นางยังไม่พร้อม
เฟิงหลันเข้าใจในเื่นี้และไม่ได้นึกโกรธเกลียดนางที่จากเขาไปโดยที่ไม่ร่ำลาเขาตัดสินใจจะตัดสัมพันธ์กับนางหลังจากจบภารกิจสำคัญ แต่เมื่อกลับมาก็พบว่านางได้เข้าถวายตัวเป็พระสนมไปเสียแล้วจึงทำให้พวกเขาได้ตัดขาดกันนับจากนั้น
ทั้งๆที่ผ่านมานานไม่รู้กี่ปีแต่ในใจของเฟิงหลันก็ยังมีความอาวรณ์ต่อนาง
เื่ในตอนนั้นทำให้เฟิงหลันรู้ว่าบางครั้งตำแหน่งที่สูงส่งหรือพลังที่มากเกินไปไม่ใช่สิ่งที่ทุกคนจะ้า
และมันก็ไม่ง่ายที่จะละทิ้งสิ่งที่ตัวเองมีในตอนนี้
ที่เขารู้สึกว่าเขาสามารถเข้ากับประมุขน้อยได้เป็เพราะประมุขน้อยคล้ายคลึงกับนางผู้นั้นมากทีเดียวมากเสียจนทำให้หลายครั้งมองประมุขน้อยเป็นางผู้นั้น
“พี่เฟิง” เสียงเรียกทำให้เฟิงหลันหันไปมองเยว่เฟยหลิงเดินไต่มาตามขอบหลังคาก่อนจะดีดตัวมายืนอยู่ข้างๆร่างสูง
“นอนไม่หลับรึ” ร่างโปร่งเอ่ยถามอันที่จริงเยว่เฟยหลิงยังไม่ได้หลับรู้ว่าเฟิงหลันออกมาข้างนอกแล้วยืนอยู่บนหลังคาแต่ไม่กลับเข้ามาสักทีทั้งๆที่รอบๆโรงเตี้ยมนี้ไม่มีอะไรอยู่มีแค่ทหารที่กำลังลาดตระเวนอยู่เท่านั้นแล้วยังไม่ได้มีท่าทีว่าทหารพวกนั้นจะเป็ศัตรูด้วย
“แล้วประมุขน้อยเล่า”
“ข้าเพิ่งตื่นตอนเ้าออกมา” ดวงตาสีเทามองไปยังต้นไม้ขอพรที่ร่างสูงเพิ่งจ้องมองอยู่เมื่อครู่เยว่เฟยหลิงตามออกมาได้สักพักแล้ว แต่เฟิงหลันคงไม่รู้ตัวจนกระทั่งเขาเรียก
ติดใจอะไรกับต้นไม้ขอพรหรือเปล่านะ
“ยังไม่ถึงวันที่จะขอพร อยากได้ด้ายแดงแล้วรึ” ต้องรออีกวันถึงจะขอพรได้แล้วคนที่นี่ก็ปฏิบัติตามธรรมเนียมเป็อย่างดีไม่มีใครเข้าใกล้ต้นไม้ขอพรก่อนวันงานเทศกาลเลย
“นึกว่าประมุขน้อยไม่อยากได้เสียอีก”
“ก็ข้ากับเ้าใช่สามีภรรยากันจริงๆเสียที่ไหน” จะเอาด้ายแดงมาผูกข้อมือรึไม่ฝืนธรรมชาติเกินไปหรืออย่างไร
“ด้ายแดงพิเศษคู่นั้นอาจจะตกลงมาใส่มือเราก็ได้” ด้ายแดงพิเศษที่มอบให้กับผู้ที่เป็คู่ชีวิตกันทุกภพไป
“ถ้าต้นไม้ขอพรมอบด้ายแดงพิเศษเส้นนั้นให้จริง พี่เฟิงก็ต้องทุ่มสุดตัวแล้ว”คิดจะรับประมุขแห่งถังเหมินผู้เป็ถึงมือสังหารประจำพระองค์ของจักรพรรดิไปเป็ภรรยาพิธีชิงตัวเ้าสาวย่อมไม่ใช่ธรรมดาแล้ว
“คุ้มค่าที่จะทุ่มสุดตัว” คนทั้งคู่หัวเราะหากเป็เช่นนี้จริงคนที่จะใที่สุดคงจะเป็พี่ลี่อินของเขากับสวี่ชิงเค่อแล้ว
รุ่งเช้าทั้งสองไปเดินเล่นภายในเมือง นอกจากชาวแคว้นจ้าวเองแล้วยังมีผู้คนจากต่างแคว้นหลั่งไหลเข้ามาชื่นชมงานเทศกาลและการขอพรจากต้นไม้เพื่อรับด้ายแดงอันเลื่องชื่อพวกเขาจึงเดินไปใกล้ๆต้นไม้ขอพรเพื่อดูด้ายแดงที่ว่า
“คงจะเป็ตรงนั้นที่ว่าเป็ด้ายแดงเส้นพิเศษ” เฟิงหลันชี้ไปที่บนต้นไม้ใหญ่ที่มีกำไลสองเส้นประดับด้วยกระดิ่งสีทองห้อยเอาไว้บนสุดของต้นไม้อยู่สูงถึงขนาดนั้นหากไม่มีวรยุทธ์เสียหน่อยคงจะขึ้นไปเอาลำบาก
“หลิงเอ๋อร์อยากได้ข้าก็จะเอามาให้”
“หยิบมาเองตามใจชอบไม่ได้มิใช่รึ” ไหนบอกว่าต้นไม้ขอพรจะเป็ผู้มอบให้ไม่ใช่รึหากขึ้นไปเอาเองเฟิงหลันย่อมต้องได้เปรียบคนอื่นสิ
คู่รักหลายคู่ต่างมายืนดูต้นไม้ขอพรแต่ไม่มีใครแตะต้องต้นไม้จนกว่าจะถึงวันพรุ่งนี้ไม่ว่าจะเป็คู่รักจากที่ไหนย่อมอยากได้ด้ายแดงพิเศษที่อยู่้าสุดมาเป็ของตนทั้งนั้น
ซึ่งร่างสูงหมายมั่นปั้นมือจะเอามาให้ได้เสียด้วย
“พี่เฟิง ถ้าพี่จะเอามันเอาเปรียบคนอื่นนะ” เพราะในบรรดาคนที่มาล้อมรอบต้นไม้ขอพรคงจะมีแค่เฟิงหลันนี่แหละที่เก่งกาจพอจะขึ้นไปเอาด้ายแดงพิเศษคู่นั้น
เยว่เฟยหลิงไม่ได้อยากได้เสียหน่อย
แต่หากว่าต้นไม้มอบด้ายแดงเส้นนั้นให้จริงเขาก็ไม่รู้จะทำหน้ายังไงเมื่อถึงตอนนั้น
เพราะดูเหมือนว่าด้ายแดงพิเศษนี้จะถูกมอบให้กับผู้ที่พิเศษจริงๆมิเช่นนั้นผู้คนคงไม่หลั่งไหลมาที่นี่ถึงขนาดนี้แล้วระหว่างทางเยว่เฟยหลิงยังได้ยินตำนานต่างๆที่เกี่ยวกับด้ายแดงเส้นพิเศษนี้ด้วย
แล้วข้าจะมัวแต่มาสนใจด้ายแดงนี่ทำไมที่เรามาที่แคว้นจ้าวก็เพื่อทำภารกิจสำคัญมิใช่รึ
“พรุ่งนี้จะรู้เองว่าข้าจะได้ทุ่มสุดตัวหรือเปล่า” มือหนาเอื้อมมากุมมือเรียวก่อนจะออกเดินไปตามร้านค้าต่างๆในเมืองเยว่เฟยหลิงถอนหายใจ นี่กะคิดจริงจังเื่สามีภรรยาเกินไปหรือเปล่าข้าเพิ่งจะยี่สิบไม่ใช่รึ
เผื่อเกิดสถานการณ์ฉุกเฉินทั้งสองเดินไปตามถนนพร้อมจดจำเส้นทางเอาไว้ว่าถนนเส้นไหนมีอะไรบ้างแล้วเชื่อมติดไปยังที่ไหนบ้างเพื่อที่จะหลบหนีได้สะดวกพวกเขาใช้เวลาทั้งวันในการเดินสำรวจให้รอบเมืองหลวง เพราะแคว้นจ้าวเป็แคว้นเล็กๆเมืองหลวงจึงมีขนาดไม่ใหญ่มาก ใช้เวลาหนึ่งวันก็สามารถเดินได้รอบแล้วเพียงแต่ว่าเพราะมัวแต่สำรวจที่ทางภายในเมือง พวกเขาจึงไม่ได้แวะที่ไหนเลยยังดีที่พวกเขาจำได้ว่าอะไรอยู่ตรงไหนบ้างหากเป็คนทั่วไปคงจำไม่ได้ด้วยซ้ำว่าพวกเขาเดินผ่านอะไรมา
“รีบมากไปก็ไม่ดี เรากลับไปพักกันเถอะ” พวกเขาเดินรอบเมืองกันจนถึงเย็นแล้วยังไม่ได้กินอะไรเมื่อกลับไปถึงโรงเตี้ยมพวกเขาก็สั่งอาหารชุดใหญ่มาเพื่อดับความหิวแขกที่โรงเตี้ยมคึกคักเพราะพรุ่งนี้เป็งานเทศกาลหลังกินข้าวเสร็จพวกเขาก็สั่งสุรามาจิบชมจันทร์ยามค่ำคืน
“ถึงจะเป็พระจันทร์เหมือนกันแต่กลับไม่ได้สวยงามเหมือนอยู่ที่บ้าน”เฟิงหลันเอ่ย ยกจอกสุราขึ้นบดบังพระจันทร์ก่อนจะกระดกลงคอไป
“ไม่ทันไรก็คิดถึงบ้านแล้วรึ” พวกเขาอยู่ที่นี่ยังไม่ทันจะถึงสิบห้าวันเสียด้วยซ้ำ
“ไม่รู้ป่านนี้ทางนั้นจะเป็อย่างไรบ้าง ข่าวคราวก็มาไม่ถึง” เฟิงหลันนึกเป็ห่วงประมุขที่ไม่รู้ป่านนี้จะไปสร้างความวุ่นวายอะไรให้รองประมุขฉางบ้างยิ่งตอนนี้ประมุขน้อยก็ไม่ได้อยู่ที่พรรคเสียด้วย
“ที่ข้าห่วงคือประมุขของเ้าจะมาทำอะไรพี่ลี่อินของข้าต่างหาก” เ้าแมวส้มนั่น ั้แ่เด็กแล้วที่มายุ่งวุ่นวายกับพี่ลี่อิน ไม่รู้เอาเวลาที่ไหนมาเกาะแกะพี่ลี่อินได้ทั้งวี่ทั้งวัน
“มีเหนือหัวรองประมุขฉางจะปลอดภัยชนิดที่ว่าแม้แต่แมลงตัวเล็กๆก็ยังเข้าใกล้ไม่ได้”เพราะแบบนั้นแหละเยว่เฟยหลิงจึงได้ห่วงด้วยฝีมือของพี่ลี่อินจะไปเอาชนะสวี่ชิงเค่อได้อย่างไร
“เ้าแมวส้มเ้าเล่ห์”
“ไม่ชอบแมวส้มรึ” แมวสีส้มเป็ร่างที่เหนือหัวมักใช้ยามที่จำแลงกายเป็แมวขนาดตัวเท่าฝ่ามือเองกระมัง
“ไม่ชอบ”
“แล้วแมวสามสี?”
“.....”ร่างโปร่งมองหน้าคนถาม แมวสามสีที่ว่ามันก็คือเ้าไม่ใช่รึ
“ข้ารู้หลิงเอ๋อร์ชอบแมวสามสี” เอ่ยเสร็จก็จำแลงตัวเองเป็แมวน้อยสามสีน่ารักน่าชังแล้วเดินนวยนาดมาคลอเคลียเยว่เฟยหลิงเอาหัวเล็กๆถูขาคนที่นั่งอยู่พร้อมทั้งส่งสายตาอ้อนๆมาให้
คิดว่าเป็ลูกแมวแล้วจะได้รับการเอาอกเอาใจเช่นนั้นรึ
ตัวโตป่านนี้ดันชอบจำแลงร่างเป็แมว
“เ้าไม่ได้ดูน่ารักขึ้นเสียหน่อย” เยว่เฟยหลิงว่าก่อนจะคีบเอาแมวสามสีกลับไปนั่งยังที่เดิมของเ้าตัวร่างสูงจึงกลับคืนร่างแล้วยกจอกสุราขึ้นจิบ
“ไม่ว่าผู้ใดก็ย่อมที่จะเอ็นดูแมวน้อย”
“หนึ่งในนั้นคงไม่ใช่ข้า”
“แต่รองประมุขฉางก็ชอบมิใช่รึ” เยว่เฟยหลิงแยกเขี้ยวพี่ลี่อินของข้าถูกล่อลวงต่างหาก โดยเ้าเหนือหัวผมแดงนั่น
ร่างสูงหัวเราะกับปฏิกิริยานั้นพลางรินเหล้าลงจอกให้ประมุขน้อยในตอนนี้เยว่เฟยหลิงเหมือนแมวน้อยที่กำลังแยกเขี้ยวเสียมากกว่าไม่ได้ดูน่ากลัวสักนิด
หลังจากที่ดื่มสุราพอหอมปากหอมคอแล้วเยว่เฟยหลิงก็เข้านอนตามปกติร่างสูงยืนอยู่ใต้ต้นไม้ขอพรที่บัดนี้ไม่มีใครอยู่แล้วดวงตาคมมองไปยังกำไลสีแดงที่ประดับด้วยกระดิ่งสีทองราวกับกำลังอธิฐานบางอย่าง
นี่จะเป็โอกาสเดียวที่ข้าจะได้หลุดพ้นจากความสับสนหรือเปล่า
ร่างสูงเบนสายตามาทางโรงเตี้ยมที่มีประมุขน้อยนั้นหลับอยู่หากเขา้าความช่วยเหลือจากประมุขน้อย อีกฝ่ายจะยอมช่วยเขาหรือเปล่า
ช่วยเขาไปจากความสับสนและความทรมานใจในตอนนี้
“ให้ตายสิ” เสียงเอ่ยอย่างเหนื่อยใจดังขึ้นอยู่ด้านหลังเยว่เฟยหลิงยืนเท้าเอวพร้อมทั้งจ้องมองร่างสูงที่เอาแต่มองต้นไม้ขอพรไม่ยอมหลับยอมนอนเสียที
“นอนไม่หลับรึ”
“เ้าต่างหาก ต้นไม้นี่มีอะไรเ้าถึงได้มามองอยู่ทุกคืน” ั้แ่เมื่อคืนแล้ว เฟิงหลันมักจะออกมามองต้นไม้ต้นนี้ทั้งๆที่ดูเป็คนที่ไม่ค่อยจะสนใจเื่พวกนี้แต่นี่ไม่ใช่ว่ากำลังนับเวลาให้ถึงวันพรุ่งนี้อยู่รึ
“ข้าแค่เห็นว่ามันสวย เห็นแบบนี้ข้าก็นิยมชมชอบธรรมชาตินะ”
“เ้าจะมาโกหกให้ใครดู เห็นข้าโง่หรืออย่างไร” เยว่เฟยหลิงเดินเข้ามามองหน้าคนที่กำลังโกหกด้วยสายตาไม่พอใจ เขาเป็ถึงประมุขพรรคมือสังหารทำไมเื่แค่นี้จะดูไม่ออก
“ใคร”
“หมายถึงใคร”
“คนที่ทำให้เ้าหมดอาลัยตายอยากแบบนี้ไง” ร่างสูงเสยผมของตัวเองหมดอาลัยตายอยากเลยรึ
“ข้าไม่ได้เป็ถึงขนาดนั้น”
“อีกหน่อยคงตายได้แล้ว” ที่เยว่เฟยหลิงพูดไม่ได้เกินจริงเลยอีกไม่นานหากเฟิงหลันยังเอาแต่เหม่อลอยมองเ้าต้นไม้ขอพรนี่อยู่คงได้ถูกใครสักคนฟาดจนตายแน่
คนปกติไม่มาเดินยามค่ำคืนแบบนี้หรอกแต่ใช่ว่าพวกโจรพวกหัวขโมยจะไม่ออกมาเดินเสียหน่อย!
“ข้าตายใครจะดูแลประมุขน้อยเล่า”
“อย่ามาทำเป็พูดดี คิดว่าตัวเองเป็ใครถึงจะมาดูแลข้ากัน”
“ปากร้ายจริง”
“จนกว่าข้าจะรู้ว่าใครที่มันทำให้เ้าเป็แบบนี้ท่าทีหมดอาลัยตายอยากนี่ทำให้ข้าหงุดหงิดเสียจนอยากจะเห็นหน้าจริงๆ” ตอนนี้เ้ากำลังเป็สามีข้าอยู่มิใช่รึทำท่าทางแบบนั้นที่ข้างนอกนี่ชาวบ้านจะไม่เข้าใจว่าข้าทำร้ายจิตใจสามีรึ
“เื่มันผ่านมานานแล้ว ไม่ต้องถึงมือประมุขน้อยหรอก”
“คงจะไม่นานสักเท่าไหร่กระมังดูจากหน้าเ้าแล้วคงไม่เกินสี่ถึงห้าปีนี้หรอก” ร่างโปร่งเอ่ยแทงใจดำเฟิงหลันแค่ยิ้มบางๆก่อนจะหันกลับไปมองต้นไม้ขอพร
“ข้ากำลังขอพรอยู่”
“พรุ่งนี้ถึงขอได้มิใช่รึ” แล้วจะขอพรมาขออะไรดึกๆดื่นๆ
“พรุ่งนี้ก็ขออีก”
“ข้าชักจะปวดหัวกับเ้าแล้ว” คนพูดกุมขมับตัวเอง ไม่ยักรู้ว่าเฟิงหลันเป็คนที่พูดไม่รู้เื่ได้ด้วยแล้วนี่ยังออกมาขอพรดึกๆดื่นๆอีก เมาแล้วรึ
“หากเ้าเมาก็ไปนอนเถอะ มาข้าจะพาเ้าไปนอน” เยว่เฟยหลิงเดินมาดึงตัวเฟิงหลันที่ยืนอยู่หน้าต้นไม้ขอพรให้เดินกลับโรงเตี้ยมไปด้วยกันซึ่งร่างสูงก็เดินตามแต่โดยดี
“ข้าไม่ได้เมา”
“คนเมามักจะบอกว่าตัวเองไม่ได้เมา” เพราะตอนนี้ดึกมากแล้วทั้งคู่จึงดีดกายเข้ามาทางหน้าต่างห้องที่เยว่เฟยหลิงใช้ออกมาจูงมือร่างสูงไปที่เตียงก่อนจะกดตัวให้นอนลง
“พรุ่งนี้เรายังมีเื่สำคัญให้ต้องทำ นอนให้สร่างเมาเสีย”
“ข้าไม่ได้เมาจริงๆ”
“ไม่เมาก็ช่างแต่นี่มันเวลานอนแล้ว ต้นไม้นั่นไม่หนีไปไหนเสียหน่อยเ้าจะไปยืนเฝ้ามันหรือไง” คนพูดเท้าเอวหรือเ้าจะไปนอนเฝ้ามัน กลัวมันจะเดินหนีหรืออย่างไร
เหล้านั่นมันมีอะไรใส่อยู่รึถึงได้เปลี่ยนท่าทีถึงขนาดนี้
ท่าทางของเฟิงหลันตอนนี้ไม่ต่างอะไรกับเด็กน้อยที่กำลังงอแงเพียงแต่งอแงเงียบๆไม่ได้โวยวาย
“ข้าก็แค่อยากไปชมต้นไม้ตอนกลางคืน”
“เ้ามองออกไปนอกหน้าต่างก็เห็นแล้วมิใช่รึ” เยว่เฟยหลิงชี้ให้ดูอยากดูนักข้าก็จะเปิดหน้าต่างให้ ดูจนหลับไปเสีย
“วันนี้ประมุขน้อยดุจริง”
“ใครใช้ให้เ้าหมดอาลัยตายอยากแบบนี้ เห็นแล้วขัดหูขัดตา”
“ข้าไม่ได้หมดอาลัยตายอยาก”
“เดี๋ยวข้าก็รู้เองว่าเป็ใคร สักวันเ้าจะต้องเผลอบอกข้า”
“ไม่บอก”
“ข้าจะคอยดูเ้าแมวสามสี”