ตอนที่ 30 : ตัวตนของป๋ายอี้หลิน
นิยายอยู่ด้านล่าง อย่าเพิ่งกดข้ามนะคะเรื่อง #ลู่หลินไม่อินประวัติศาสตร์แบ่งเรื่องราวเป็น 2 ภาค มี E-Book ที่ Meb คือภาคที่ 1 : ป๋ายอี้หลิน กาลกิณีแห่งแผ่นดินล่มสลาย (มีเนื้อหา 80 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 5 ตอน ราคา 299)ภาคที่ 2 : ป๋ายลู่หลิน กับศึกชิงบัลลังก์อาณาจักรฉิน (มีเนื้อหา 67 ตอน เพิ่มตอนพิเศษ 3 ตอน ราคา 299)สนใจซื้อ E-Book เข้าที่ Meb กดค้นหาชื่อนักเขียน Giffyguf__________________________ ตอนที่ 30 : ตัวตนของป๋ายอี้หลิน วันนี้เป็นวันที่ 3 แล้วที่ลู่หลินย้อนเวลามาอยู่ในเมืองโจวยุคโบราณเมื่อ 4,000 ปีก่อนเมื่อวานหลังจากที่พ่อบ้านหวังจากไปแล้ว ก็ไม่ได้มีใครโผล่มาสร้างความวุ่นวายใดๆ อีกนอกจากคู่แฝดที่ป้วนเปี้ยนอยู่ในจวนคอยทำนู่นทำนี่ เขาจึงได้ใช้ชีวิตอย่างสงบสุขอีกครั้งหลังจากที่ไม่ได้ทำมานาน...แน่นอนว่าลู่หลินจะไม่เอาแต่นอนอุตุจนทั้งวันเสียเปล่า เขามีเวลาแค่ไม่กี่วันเท่านั้นสำหรับภารกิจสำคัญ ดังนั้นทุกเวลาจึงมีค่าอย่างยิ่งอย่างแรกที่เขานึกถึงในตอนนี้คือตำราของอาจารย์ลี เพราะตระหนักได้ว่าเรื่องราวทุกอย่างไม่ได้เป็นไปตามบันทึกประวัติศาสตร์ฉบับทางการเลยแม้แต่น้อย ชัดเจนคือความสัมพันธ์ระหว่างเขากับท่านอ๋องไม่ได้ดีพอที่จะขอให้ช่วยเหลืออะไรได้ ดังนั้นที่พึ่งเดียวที่มีจึงเหลือแค่ตำราเล่มนั้น แต่ปัญหาคือเขาไม่รู้ว่ามันอยู่ที่ไหน… คงต้องหาทางสืบเสาะหาดู…อย่างที่สองคือ… หลังจากใช้เวลาทั้งวันพิจารณาสถานการณ์ของตัวเองอย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้วก็พบว่า ปัญหาที่เห็นได้ชัดที่สุดในตอนนี้นอกเหนือจากความงมงายของผู้คนแล้วก็ยังมีเรื่องตัวตนของป๋ายอี้หลินที่ดูเหมือนจะเป็นปัญหา ทำให้จะพูดจะกล่าวสิ่งใดก็ดูไม่น่าเชื่อถือไปเสียหมด แปลว่าต้องมีหลายอย่างที่ไม่ดีที่ป๋ายอี้หลินคนนี้เคยทำไว้ทำให้ทุกคนที่นี่ทั้งเกลียดชังและไม่ไว้ใจดังนั้นสิ่งแรกที่ลู่หลินทำทันทีที่ตื่นขึ้นมาในวันนี้คือการศึกษาข้อมูลตัวตนของป๋ายอี้หลินอย่างละเอียดจากคนที่เขาไว้ใจที่สุดในตอนนี้นั่นคือเสี่ยวไป๋และเสี่ยวเฮยรวมทั้งสอบถามข่าวคราวของตำราเล่มสำคัญทันทีและทั้งคู่ก็เป็นเด็กที่ซื่อมากพอจะบอกทุกอย่างที่รู้ แม้จะไม่ได้รู้เรื่องราวในช่วงที่ป๋ายอี้หลินยังอยู่ที่เมืองหลวงแบบละเอียด แต่เรื่องราวหลังจากที่มาอยู่ที่เมืองโจวแล้วก็ถือว่ารู้ลึกรู้จริงตามประสาคนรับใช้ใกล้ชิด ลู่หลินจึงได้รับข้อมูลเชิงลึกที่ละเอียดมากเกี่ยวกับตัวตนและอุปนิสัยใจคอของเจ้าของร่างนี้ข้อมูลบอกเล่าจากปากเด็กน้อยทำให้ลู่หลินได้ทราบว่าป๋ายอี้หลินตัวจริงก่อนที่เขาจะมาสิงร่างนั้นเป็นยิ่งกว่านางร้ายในละครเรื่องใดที่เขาเคยดูมา เพราะไม่ได้เป็นความร้ายกาจแบบตัวร้ายร้องกรี๊ดๆ แต่เป็นความร้ายแบบที่ฉลาดเป็นกรดและโหดเหี้ยมอำมหิตอย่างยิ่ง กระทำการสิ่งใดล้วนมีชั้นเชิงแยบยลและเด็ดขาดจนแม้แต่คนที่เก่งกล้าสามารถอย่างโจวหยางอ๋องยังเผลอตกหลุมพรางได้บ่อยครั้ง และที่น่าตกใจที่สุดคือสิ่งที่เพิ่งจะได้รับรู้ต่อไปนี้…“หา!!! ป๋ายอี้หลินเนี่ยนะคิดแผนและลงมือลอบสังหารโจวหยางอ๋องมานับครั้งไม่ถ้วน?!!!”ความจริงข้อนี้ทำเอาลู่หลินถึงกับตกใจจนตาเหลือก… แค่แอบแกล้งล้มใส่คนชรานิดๆ หน่อยลู่หลินยังรู้สึกผิดจะแย่ มารู้ว่าร่างที่ตัวเองสิงสู่อยู่ตอนนี้กล้าทำเรื่องใหญ่อย่างการลงมือฆ่าคน แม้จะไม่สำเร็จก็เถอะ แต่มันก็น่ากลัวน้อยเสียเมื่อไหร่กัน!“ใช่ขอรับ" เสี่ยวไป๋ไม่เพียงแค่ตอบคำเพื่อยืนยันเท่านั้น ยังพยักหน้าหงึกหงักหนักแน่นอย่างยิ่ง“ป๋ายอี้หลินคนนี้… เอ่อ… ร่างกายนี้… ดูช่างอ่อนแอนัก จะเอาความสามารถอะไรไปลอบสังหารท่านอ๋องของเจ้าได้กัน แต่เดินเข้าไปให้ไม่รู้ตัวยังทำไม่ได้เลยมิใช่รึ"ป๋ายอี้หลินเอ่ยถามอย่างสงสัย พอรู้ตัวว่าเผลอใช้ถ้อยคำราวกับเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องของตัวเองก็รีบเร่งเปลี่ยนคำเพื่อไม่ให้ถูกเคลือบแคลงใจ โชคดีที่เสี่ยวไป๋แสนซื่อนัก ไม่ทันได้สังเกตท่าทีของเขาจึงตั้งใจตอบคำถามต่อไปทันที“คุณชายป๋ายมีความรู้เรื่องพิษร้ายแรงมากมายนักขอรับ ทั้งวางยาพิษ แอบซ่อนอาวุธอาบยาพิษไปทำร้ายท่านอ๋องก็ล้วนเคยทำมาหมดแล้ว…”“หว๋าาาาา นี่ข้าน่ากลัวขนาดนี้จริงรึ?!!!”"จริงสิขอรับ เรื่องนี้คนทั้งจวนอ๋องทราบดี แต่ไม่มีใครกล้าพูดถึง เพราะท่านอ๋องสั่งไว้เด็ดขาดว่าห้ามพูด หากใครพูดออกไปให้คนนอกรู้จะถูกตัดหัวทันที…” เสี่ยวไป๋เอ่ยเล่าอย่างออกรสออกชาติ“เอ้า! แล้วเจ้ามาเล่าให้ข้าฟังแบบนี้จะไม่เป็นอะไรรึ? …”“จะเป็นได้ยังไงขอรับ ก็ข้าแค่เล่าให้คุณชายฟัง คุณชายเป็นคนก่อเรื่องย่อมรู้เรื่องดีที่สุดอยู่แล้ว ตอนนี้ก็แค่ความจำเสื่อมเท่านั้นไม่ใช่หรือขอรับ? ….”เสี่ยวไป๋ตอบไปก็ทำหน้างุนงงไป ก็คุณชายเป็นคนขอให้เขาเล่าเรื่องเองไม่ใช่รึ แล้วไยถึงตกใจราวกับเป็นเรื่องของคนอื่นเยี่ยงนั้นเล่า?“…อ่า… จริงสินะ… ข้านี่… เป็นคนที่เลวร้ายสุดๆ เลยใช่หรือไม่? T_T…”“ใช่สิขอรับ เลวร้ายสุดๆ ไปเลย!” เสี่ยวไป๋ถูกถามก็ตอบออกไปตามประสาซื่อลู่หลินรับฟังแล้วก็ถอนหายใจ หันไปมองเสี่ยวเฮยที่ถูเรือนอยู่ไม่ไกล ก่อนจะถามย้ำเพื่อความแน่ใจ ก็เจ้าเด็กเสี่ยวไป๋นี่ช่างพูดและชอบเนียนด่าข้ายิ่งนัก บางทีคราวนี้ก็อาจใส่อินเนอร์ตัวเองอีกก็ได้มิใช่รึ จริงๆ ป๋ายอี้หลินอาจจะไม่คนเลวอย่างที่คิดก็ได้นี่น่า… เนอะๆ …“เสี่ยวเฮย… ข้าเป็นคนเลวร้ายถึงเพียงนั้นจริงรึ?”เสี่ยวเฮยแม้จะตั้งใจทำงาน แต่ก็ได้ยินทั้งสองคนพูดคุยกันอยู่ตลอดเวลา พอโดนคำถามเข้าใส่ก็หยุดคิดเล็กน้อยก่อนจะตอบออกมา“…..เอ่อ… ก็มิน้อยอยู่ขอรับ…”“หว๋าาาา แม้แต่คนไม่ค่อยพูดอย่างเจ้ายังว่าข้าเลวร้าย แปลว่าป๋ายอี้หลินคนนี้คงมิธรรมดาจริงๆ สินะ…เฮ้อ… แล้วแบบนี้ข้าจะเอาอะไรมาเป็นตัวช่วยให้ภารกิจสำเร็จกัน….”ลู่หลินถอนหายใจหนักหน่วงขึ้นก่อนจะไถตัวลงไปฟุบกับเตียงตั่งอย่างหมดแรง รู้สึกจนปัญญาจริงๆ กับสถานการณ์ในตอนนี้ ก่อนจะนึกอะไรขึ้นมาได้ จึงรีบดีดกายลุกขึ้นมานั่งอีกครั้ง“จริงสิ! เสี่ยวไป๋เสี่ยวเฮย… พวกเจ้าพอจะรู้หรือไม่ ว่าตอนที่คนไปพบร่างข้าที่ก้นผา มีตำราอะไรอยู่กับข้าด้วยหรือไม่?”“เอ… เรื่องนั้นพวกข้าไม่รู้หรอกขอรับ… คนที่ตามหาจนไปพบร่างของท่านเป็นพวกทหารของกองทัพทมิฬ มิใช่พวกข้าเสียหน่อย…" เสี่ยวไป๋เอ่ยตอบ"หากท่านอยากทราบจริงๆ ลองถามความจากท่านอ๋องน่าจะรู้ความมากกว่านะขอรับ…” เสี่ยวเฮยให้คำแนะนำ‘โถๆ เจ้าเด็กขาวดำนี่… ก็เพราะถามพ่อวัตถุโบราณจอมเกรี้ยวกราดนั่นไม่ได้ไง ถึงได้มาถามพวกเจ้า! ชิชิ!!’ลู่หลินคิดในใจอย่างหงุดหงิดยามที่ได้คำตอบที่ไม่น่าพอใจแม้แต่น้อยจากคู่แฝด รู้สึกห่อเหี่ยวจนตัวไหลลงไปกองกับที่นอนอีกครั้ง พร้อมกับคว้าหมอนหนุนหัวมากอดเตรียมกัดมุมหมอนอย่างที่ชอบทำตอนใช้ความคิด“โอ๊ย!”แต่ลู่หลินลืมไป ว่าหมอนสมัยนี้ไม่เหมือนหมอนสมัยใหม่ที่นุ่มฟู กัดลงไปทีก็เจ็บปากยิ่งนัก“คุณชายเป็นอะไรไปขอรับ!”คู่แฝดถามขึ้นอย่างตกใจยามที่ได้ยินเสียงร้องโอดโอยของนายตัวเองลู่หลินพาลนัก… อะไรอะไรก็ไม่ได้ดั่งใจสักอย่าง หันไปเห็นคู่แฝดทำหน้าแป๋วแหว๋วน่าเอ็นดูจ้องมองมาอย่างคนไม่รู้ความก็ให้หมั่นไส้นักจึงหยิบเอาหมอนโจทก์เก่าเมื่อครู่นี้มาเหวี่ยงไปทางทั้งคู่ หวังให้ถูกใครสักคนเป็นการระบายอารมณ์ รู้ดีว่ามันจะไม่ทำอันตรายเจ้าคู่แฝด เพราะแรงเหวี่ยงช่างเบานัก ก็แค่อยากแกล้งคนเท่านั้นแหละ พอเห็นทั้งคู่หลบได้สบายๆ จนหมอนกลิ้งไปอยู่หน้าประตูก็ทำปากบึนขึ้นอย่างขัดใจก่อนจะกลับไปนอนแผ่บนเตียงครุ่นคิดเรื่องต่อไปไม่ใช่ว่าเขาไม่อยากถามเจ้าอ๋องหล่อแต่โฉดนั่น แต่อีกฝ่ายเล่นเอาแต่ตั้งแง่จับผิดเขาทุกฝีก้าว ลู่หลินก็ไม่มั่นใจนักว่าถามไปอีกฝ่ายจะสงสัยเขามากกว่าเดิมหรือเปล่า…ก็ในเมื่อเขาบอกทุกคนไปว่าความจำเสื่อมแล้ว… อยู่ ๆ จะให้จดจำเรื่องตำราขึ้นมาได้มันจะไม่แปลกไปหน่อยรึ? …‘เดี๋ยวนะ… ไม่ใช่สิ… คิดเรื่องนี้แล้วนึกได้เลย… เขาบอกว่าความจำเสื่อมจดจำอดีตไม่ได้… แต่สามารถปั้นเรื่องอดีตแบบส่งๆ มาโม้ได้ไฟแลบเลยไม่ใช่รึ? ทั้งเรื่องบ้านเกิด ทั้งเรื่องที่บอกว่ารู้เรื่องภูเขาไฟดี…. ไอ้หย๋าาาา ลู่หลินหนอลู่หลิน โป๊ะแตกชามใหญ่อีกแล้วละมั้งเนี่ย…. T_T….’‘แต่ไม่สิ… โป๊ะขนาดนี้ เจ้าวัตถุโบราณนั่นยังเชื่อและทำตามเขาเกือบทุกอย่างเลย แปลว่าจริงๆ แล้วลู่หลินคนนี้ยังไม่โป๊ะ! ใช่ๆ ทุกอย่างยังแนบเนียนอยู่… ไม่มีอะไรให้ต้องกังวลสักนิด….’ลู่หลินคิดเองเออเองปลอบใจตัวเองเสร็จก็เข้าเรื่องจริงจังต่อไป ก่อนจะนึกอะไรได้อีกก็ดีดตัวลุกขึ้นมาอีก“งั้น! … พวกเจ้าสามารถพาข้าไปที่ก้นผาสักครั้งได้หรือไม่?!?”นิสัยลู่หลินเป็นคนคิดแล้วทำเลย พึ่งคนอื่นไม่ได้ก็ลงมือทำด้วยตัวเอง ในเมื่อไม่สามารถสอบถามความจริงจากใครได้ก็คิดจะลงมือหาคำตอบด้วยตัวเองทันที“ไม่ได้หรอกขอรับ… ท่านอ๋องสั่งห้ามไว้ตั้งแต่วันแรกที่ท่านมาถึงเมืองโจวแห่งนี้แล้วว่าห้ามออกไปนอกจวนอ๋องทั้งที่ไม่ได้รับอนุญาต…”ลู่หลินฟังคำตอบแล้วก็ได้แต่ถอนหายใจหนักหน่วงขึ้นก่อนจะไถตัวลงไปฟุบกับเตียงตั่งอีกครั้งอย่างหมดแรง กิริยาห่อเหี่ยวเดี๋ยวลุกเดี๋ยวมุดนั้นคล้ายกับตุ๊กตาล้มลุกชวนให้ขบขันเป็นอย่างยิ่งจนคู่แฝดหันมองหน้ากันแล้วก็หัวเราะคิ๊กคั๊กออกมา แน่นอนว่าลู่หลินได้ยินทุกอย่าง แต่ไม่มีอารมณ์จะอาละวาดอันใดแล้วเพราะเหนื่อยใจเป็นอย่างยิ่งจากคำพูดของอาจารย์ลี ชัดเจนว่าหากเขาไม่สามารถช่วยชาวเมืองและโจวหยางอ๋องได้ ตัวเขาจะไม่สามารถกลับไปที่โลกปัจจุบันได้อีก…‘หรือว่าจะคิดเรื่องตั้งรกรากอยู่ที่นี่ไปซะเลยดี? ไม่ต้องช่วยมันแล้วชาวเมือง ชิงหนีเอาตัวรอดไปคนเดียวดีกว่า’‘ไม่ได้สิ…ขืนต้องอยู่ในยุคนี้ตลอดไปเขาจะมีชีวิตรอดได้ยังไง…ด้วยใบหน้าและร่างกายที่งดงามของป๋ายอี้หลินนี่ แค่ออกไปเดินคนเดียวข้างนอกก็คงถูกฉุดแล้วกระมั้ง! ไหนจะเรื่องที่ร่างกายนี้เป็นเกออีก… พลาดท่าตั้งท้องขึ้นมาทีมิเป็นเรื่องใหญ่รึ?’‘ไม่ไหวไม่ไหว… แค่นึกภาพตอนตัวเองท้องโย้ววิ่งหนีพวกหื่นกามก็อนาถแล้ว…’‘หรือว่าจะหนีไปเข้าสำนักฝึกยุทธ์ แค่นี้ก็คงไม่มีใครรังแกได้แล้ว!’‘…อืม… ไม่น่าไหว… ร่างกายป๋ายอี้หลินคนนี้อ่อนแอนัก แค่ขึ้นเขาลงเขาก็เป็นลมแล้ว คงได้ตายตั้งแต่ยังไม่สำเร็จวิชาเป็นแน่….’ยืนคิด นั่งคิด นอนคิด ตะแคงคิดทุกหนทางแล้วยังจนปัญญา ลู่หลินก็ตัดสินใจนอนแผ่แล้วตะโกนด่าคนที่อยู่อีกโลกเป็นการระบายอารมณ์ทันที“โอ๊ย!!! ไอ้อาจารย์ลีตัวดี! อย่าให้กลับไปได้นะ!! ลู่หลินคนนี้จะตามไปจัดการซะให้เข็ดเลย!” “…จัดการรึ… เจ้าคิดจะจัดการผู้ใดกัน? ….”“ท่านอ๋อง!!” _______________________Talk#ขอบคุณคอมเมนต์ค่า