คำถามนั้นทำให้ชายชราผู้สงบนิ่ง ชะงักชั่วเสี้ยวอึดใจ ประมุขหลินมองเห็นอาการนั้น มุมปากจึงยกขึ้น “เห็นหรือไม่... แม้แต่วันนี้ เ้าก็ยังไม่เข้าใจว่าข้า้าสิ่งใดกันแน่…"
เขาปล่อยให้คำพูดลอยค้างในความเงียบ เดินไปหยุดข้างต้นไม้ใหญ่ สายตาจับจ้องยอดไม้ไหวเอนตามลม “ตลอดสิบห้าปีมานี้ ข้าเคยถามตนเองอยู่หลายครั้ง… หากวันนั้นข้าตัดสินใจอีกแบบหนึ่ง ทุกอย่างจะดีกว่านี้หรือไม่”
“นึกไม่ถึงว่าคนอย่างท่าน จะมีวันที่ย้อนถามตนเอง”
“คนเราย่อมมี... ไม่เว้นแม้แต่ข้า” เขาหันกลับมา แววตาแปรเปลี่ยนเป็อ้างว้าง “นาง… เกลียดข้ามากใช่หรือไม่”
คำถามนั้นกะทันหันจนฟู่เฉิงนิ่งงัน ทุกสิ่งรอบกายคล้ายหยุดเคลื่อนไหว ชายชราหลับตาลง ภาพเก่าก่อนผุดขึ้น… เรือนใหญ่ของสำนักคุ้มภัยเมฆา หญิงสาวในชุดขาวนั่งใต้ต้นเหมย บนตักมีตำราเปิดค้าง บ่าวหนุ่มผู้หนึ่งยืนถือร่มอยู่ด้านหลัง ท่ามกลางหิมะแรกของปีที่เพิ่งโปรยปราย
“พี่ฟู่...” น้ำเสียงนางอ่อนโยน สายตามองออกไปยังลานฝึกด้านหน้า ตรงนั้นมีบัณฑิตหนุ่มกำลังยืนสนทนากับชายชราคนหนึ่ง “ท่านพ่อมักกล่าวว่าคนเราคาดเดาดินฟ้าอากาศผิดได้ แต่ไม่ควรมองคนผิด... ท่านพ่อชมว่าเขาเป็คนดี ส่วนข้าก็หวังว่าท่านพ่อจะมองไม่ผิด”
ภาพหิมะโปรยปรายสลายไป เหลือเพียงลานดินแห้งผากระอุแดด ฟู่เฉิงลืมตาขึ้น เขามองชายตรงหน้านิ่ง ก่อนเอ่ยแ่เบา “นายหญิงไม่เคยเกลียดท่าน”
ดวงตาของประมุขหลินไหววูบ “จริงหรือ”
“นางเพียงผิดหวัง”
สองมือที่ไพล่หลังของประมุขหลินกำแน่นขึ้น หัวเราะขื่นในลำคอ “ผิดหวัง... คำนี้เจ็บกว่าคำว่าเกลียดเสียอีก”
“คนที่เกลียดกันตัดขาดได้ง่าย” ฟู่เฉิงเอ่ยเนิบช้า “ทว่าความผิดหวัง... ไม่อาจหลุดพ้น”
อาซิ่งยืนฟังเงียบๆ คำถามมากมายลอยวนในหัว ทว่าไม่กล้าแทรกแซงคนทั้งสอง ประมุขหลินเบนสายตากลับมาที่ฟู่เฉิง “วันสุดท้าย... นางฝากฝังเื่ใดไว้อีกหรือไม่”
“สำคัญนักหรือ… ” ชายชราย้อนถาม สบสายตานิ่ง “หากข้าบอกว่าไม่มี”
“เ้าก็ยังดื้อรั้นเหมือนเดิม”
“แล้วหากบอกว่ามี”
“ข้าก็จะได้รับรู้เสียที” ประมุขหลินตอบเรียบง่าย
“สิบห้าปีที่ผ่านมา ท่านไม่ใช่สืบรู้ทุกสิ่งแล้วหรือ”
“ข้ารู้ว่าเ้าพาเด็กหนีลงแม่น้ำ รู้ว่าเปลี่ยนชื่อแซ่มาซ่อนตัวที่นี่” สุ้มเสียงเขาแ่ลง “ทว่ามีบางเื่... ที่นางเท่านั้นตอบได้”
ชายชราทอดถอนใจ เอ่ยช้าๆ “ก่อนจากไป นายหญิงไม่ได้กล่าวถึงคัมภีร์ดาบ ไม่ได้กล่าวถึงสำนัก ทรัพย์สิน... และไม่ได้พูดถึงการแก้แค้น”
“แล้วนางกล่าวถึงสิ่งใด”
ฟู่เฉิงหันไปมองอาซิ่ง เด็กหนุ่มสะดุ้งยามสบสายตาอันเศร้าสร้อยของชายชรา “นางกล่าวถึงลูก... คำสั่งเสียสุดท้ายของนายหญิงมีเื่เดียว นางเพียงขอให้ข้าเลี้ยงดูลูกของนางให้ดี...”
อาซิ่งขมวดคิ้วจ้องมองบุคคลทั้งสอง ั้แ่ชายผู้นี้ก้าวเข้ามาในลานดิน เขาได้ยินคำว่า นาง ซ้ำแล้วซ้ำเล่า และเื่ราวเ่าั้เริ่มผูกโยงเข้าหาตัวเอง
ลมหายใจของประมุขหลินหนักขึ้น เป็การเปลี่ยนแปลงเพียงน้อยนิด ทว่าฟู่เฉิงมองเห็น “นางร้องไห้...” ชายชราเอ่ยน้ำเสียงแหบเครือ “ข้ารับใช้นางมาั้แ่เยาว์วัย และนั่นเป็ครั้งเดียวในชีวิต ที่ข้าเห็นนายหญิงหลั่งน้ำตาจนแทบเอ่ยคำไม่ได้”
ความเงียบยามนี้บีบคั้นยิ่งกว่าคราใด เป็ความเงียบของการเผชิญหน้ากับอดีตที่ไม่อาจแก้ไข ฟู่เฉิงจ้องลึกเข้าไปในดวงตาของอีกฝ่าย ก่อนเอ่ยประโยคที่เก็บงำมานานสิบห้าปี
“ประมุขหลิน... ท่านรู้หรือไม่ว่าเหตุใดนางจึงกลัวท่านถึงเพียงนั้น”