ตอนที่ 14 พลิกผัน
“น้องสาม!” โจรทั้ง 2 ะโก้อง สายตาของพวกมันเบิกกว้างกับสิ่งที่เกิดขึ้น เมื่อครู่พวกมันยังมั่นใจกับชัยชนะของตนและเฝ้าฝันถึงสมบัติมากมายบนร่างของอินจันทร์อยู่เลย หากในเวลานี้ภาพที่มันเห็นตรงหน้ากลับเป็น้องสามของพวกมันที่หัวใจโดนเสียบทะลุ
“กะ..แก.. หนีไปแล้วไม่ใช่หรือไงกัน” โจรธนูกระอักเื พูดด้วยเสียงสั่นเครือ
“พอดีเปลี่ยนใจระหว่างทางน่ะครับ” นิทานยิ้มพลางคว้านมีดลงลึกกว่าเดิม ก่อนหมุนมีดเล็กน้อยเพื่อปลิดลมหายใจสุดท้ายของโจรธนู
โจรธนูสายตาพลันไร้ประกายแห่งชีวิต แววตาขุ่นมัว ร่างไหลลงกองกับพื้น กลายเป็ศพตายซากศพหนึ่ง
“น้องสาม!!” โจรทั้งสองกรีดร้องอย่างบ้าคลั่งเมื่อเห็นร่างของโจรธนูล้มลง
พวกมันทั้ง 3 คนไม่ใช่พี่น้องท้องเดียวกัน แต่พวกมันโตมาด้วยกัน สนิทกันอย่างแท้จริง สายสัมพันธ์ของพวกมันแข็งแกร่งกว่าพี่น้องจริง ๆ ด้วยซ้ำ การตายของโจรธนูในเวลานี้จึงทำให้พวกมันเ็ปแทบขาดใจ
“คนโง่ก็สมควรตายลงอย่างโง่ ๆ นั่นแหละครับ มัวแต่พูดมากอยู่ได้ นี่เราสู้ด้วยชีวิตกันนะ ไม่ใช่หมากกระดาน” นิทานส่ายหน้า มุมปากฉีกยิ้มยั่วความโกรธของโจรทั้ง 2
เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดังขึ้นมาท่ามกลางเปลวไฟลุกโชน เป็ตาไกรที่เวลานี้สองตาปรีดาเป็อย่างยิ่ง
ตาไกรไม่ระงับอารมณ์ตัวเองแม้แต่น้อย เขาะเิเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งด้วยความสุข เขาคิดว่าเขาจะสูญเสียคุณชายเล็กไปจริง ๆ แล้ว
เวลานี้ไม่เหลือภัยใด ๆ คุกคามทางฝั่งของคณะอีกต่อไป เขาสามารถทุ่มกำลังทั้งหมดแก่ 2 โจรแล้ว!
“ถึงตาพวกแกแล้ว ความผิดที่คิดปองร้ายหมายชีวิตของคุณชายเล็ก ถึงตายพันครั้งก็ไม่สาสม!” เปลวไฟในดวงตาของตาไกรลุกโหมกระหน่ำ อาณาเขตแห่งไฟพลันขยายกว้าง
ตาไกรในเวลานี้ไม่จำเป็ต้องห่วงพะวงกับการปกป้องอินจันทร์อีกแล้ว เมื่อไม่มีศัตรูอื่น อินจันทร์ย่อมไม่พลาดท่าหรือติดอยู่กับที่รอรับการโจมตีจากพวกโจรอีก แค่ถอยออกไปก็มากพอที่ตาไกรจะรั้งพวกมันทั้งสองไว้ได้แล้ว
“เหอะ ตาแก่ ถึงแกจะแข็งแกร่ง แต่แกที่าเ็คิดว่าจะสามารถกักพวกข้าไว้ได้หรือไง” โจรขวานั์โกรธจนแทบคลั่ง แต่มันก็รู้ตัวดีว่าภารกิจของพวกมันล้มเหลวแล้ว เมื่อไม่มีคนคอยโจมตีอินจันทร์อีก นักสลักโทตรงหน้าก็ไม่ต้องคอยพะวงใด ๆ สามารถโหมจู่โจมพวกมันสุดกำลัง
“เอ้า เอ้า หนีหัวซุกหัวซุนเลยนะครับ ไม่เห็นห้าวเหมือนก่อนหน้าเลย” นิทานยิ้มเยาะ
โจรทั้งสองกัดฟันแน่นด้วยความแค้นแต่มันไม่สามารถแบ่งสมาธิมาโต้ตอบได้ มันยังต้องรับมือกับนักสลักโทตรงหน้า
มันยังคงมั่นใจว่าสามารถถอยหนีได้ แค่สลับกันจู่โจมพลันถอยไปด้วย สิ่งที่พวกมันยังคงมั่นใจที่สุดคือการประสานงานของพวกมัน
พวกมันสู้พลางถอยพลาง แม้ตาไกรจะโหมโจมตีด้านใด อีกฝั่งก็จะสลับกันมาช่วยเรื่อยไป จนเวลานี้ระยะระหว่างทั้งสองเริ่มขยายขึ้น
เมื่อสบโอกาส โจรขวานั์หันมาจ้องนิทาน จิตสังหารแผ่ซ่าน ความโกรธแค้นทั้งหมดอัดแน่นอยู่ในอก แต่มันไม่อาจสังหารนิทานได้ เพียงระบายได้ผ่านคำพูด
“ข้าจำหน้าแกไว้แล้ว ไอ้เวรที่ฆ่าน้องสาม! อย่าหวังจะได้มีชีวิตสงบสุขอีกเลย!” โจรขวานั์ะโอย่างโกรธแค้น
“เมื่อไหร่ที่แกออกจากเมือง เมื่อไหร่ที่แกอยู่คนเดียวไร้การคุ้มกัน จดจำไว้เถอะว่าพวกข้าหมายเอาชีวิตกระจ้อยร่อยของแกอยู่!” โจรขวานคู่เสริมด้วยั์ตาอาฆาตแค้นแก่คนที่ปลิดชีวิตน้องสามของพวกมัน
“ผมเคยบอกเหรอครับว่าพวกคุณสามารถรอดออกไปได้น่ะ?” นิทานกล่าวตอบ ย้อนคำที่มันเคยกล่าวกับเขา
แม้พวกโจรอยากสวนกลับนิทานเต็มแก่ แต่ในเวลานี้เป้าหมายหลักของมันคือการหนี การแบ่งเวลามาฝากความแค้นกับนิทานก็มากพอจะทำให้ตาไกรตามมาทันแล้ว มันถลึงตาจ้องมองนิทานอย่างโกรธแค้นพลางล่าถอยไป
ฉึก!
เสียงคุ้นหูพลันดังขึ้นอีกครั้ง ร่างของโจรขวานั์ที่เวลานี้พึ่งสลับถอยกลับมาไกลอีกครั้งหลังจากช่วยโจรขวานคู่จากตาไกรพลันชะงัก ร่างของมันสั่นสะท้านด้วยความเ็ป เมื่อมันก้มมองลงไป มันก็เห็นมีดเล่มเล็กอีกเล่มหนึ่งเสียบทะลุลำคอของมัน
“บ้า..อะไร..” เืของมันเอ่อล้นลำคอ เสียงที่มันพูดออกมากระตุกสั้น
มันพยายามหันหัวกลับไปมอง ภาพที่เห็นคือหมาั์สีดำตัวหนึ่งที่คาบมีดไว้ในปาก หมาั์สีดำตัวนี้สะพายกระเป๋าข้างใบหนึ่ง สี่เท้าสวมถุงเท้าและรองเท้าอย่างน่ารัก แต่มีดที่เสียบทะลุลำคอของมันและแววตาดุร้ายกลับไร้ซึ่งความน่ารักใด ๆ
มันพอจำได้ว่าลาง ๆ มันเห็นหมาตัวนี้อยู่กับไอ้เวรที่ฆ่าน้องสามของมัน
แล้วมัน..หายตัวไป…ั้แ่..เมื่อไหร่
มันพลันนึกออกว่าพอการต่อสู้เริ่มขึ้น หมาั์ตัวนี้ก็ไม่รู้หายตัวไปในจุดไหนของการต่อสู้ มันรู้แต่ว่าตอนที่นิทานเริ่มหนี หมาั์ตัวนี้ก็ไม่อยู่ข้างกายนิทานแล้ว
สายตาของมันพลันสบกับั์ตาสีดำสนิทราวเม็ดลำไยของคีตา มันสั่นสะท้านไปทั้งร่าง สายตาที่พร่ามัวของมันเห็นหมาั์สีดำตัวนี้เป็ทูตแห่งความตายที่มาปลิดิญญามัน
คีตาสะบัดหัวปาดมีดออกมาจากลำคอของโจรขวานั์ มันพยายามจะเกร็งพลังสู้แต่ร่างของมันกลับชะงัก ไม่สามารถเคลื่อนไหวใด ๆ ได้ ได้แต่ล้มลงอย่างไร้สิ้นเรี่ยวแรง ประกายชีวิตดับมอด
มันพลางนึกถึงเหตุการณ์ซ้ำรอยที่เกิดขึ้นกับน้องสามของมัน มันไม่อาจทำใจยอมรับได้จริง ๆ ว่ามันจะติดกับเดิม ๆ ซ้ำสอง
มันเป็ถึงนักสลักเอก หากกลับถูกสังหารด้วยสัตว์ป่าธรรมดา ๆ ตัวหนึ่ง มันเพียงมอบความสนใจทั้งหมดไปที่นักสลักโทผู้แข็งแกร่งคนนั้นจนพลั้งเผลอเท่านั้น
ในเมื่อการลอบโจมตีเลวระยำของไอ้เด็กนั่นสัมฤทธิผลแล้ว มันจึงคลายการระวังตัวลงไป
ไม่สิ ไอ้เด็กนั่น มันเรียกความสนใจข้าด้วย… ที่มันพูดยั่วโมโหนั่น…ทั้งหมดเพื่อเวลานี้เหรอ…
แม้ยามที่ตายมันยังไม่อาจเชื่อว่ามันจะถูกฆ่าโดยหมาตัวหนึ่ง
“พี่ใหญ่!!!” เสียงของโจรขวานคู่ะโก้อง เสียงของมันเต็มไปด้วยความเ็ปรวดร้าวกับภาพอันโหดร้ายตรงหน้า
“การลอบโจมตีที่ดีคือการลอบโจมตีในโอกาสที่ศัตรูนึกไม่ถึงที่สุดครับ อย่างเช่น หลังจากที่ครั้งแรกพึ่งจะสำเร็จไปไม่นาน” นิทานยิ้ม
“ฮ่า ฮ่า! ไอ้เด็กเวร แกนี่มันสุดยอดจริง!” ตาไกรหัวเราะลั่นอีกครั้ง ร่างแกร่งพุ่งไปทางโจรขวานคู่อย่างรวดเร็ว
“ไหนคราวนี้ไม่มีคนช่วยอีกแล้ว แกจะหนียังไง!” ตาไกรหัวเราะลั่น เอื้อมมือไปซัดโจรขวานคู่กระเด็น
ตาไกรพุ่งตัวตามอย่างรวดเร็ว พลังอันแข็งแกร่งของนักสลักโทแผ่กระจายอย่างไม่มีออมรั้ง อาณาเขตแห่งไฟแผ่ขยายล้อมรอบโจรขวานคู่โดยไม่มีช่องโหว่ เมื่อโจรขวานคู่รับรู้ได้ถึงสถานการณ์ตรงหน้า สีหน้าของมันพลันซีดเผือด มันมุ่งหน้าเข้าหากำแพงไฟ พลังจิติญญาที่เหลืออยู่ถูกใช้ออกราวเขื่อนทลาย คำแห่งพลังที่น่องขาของมันสว่างวาบ
ตัวมันพุ่งขึ้นสู่ฟ้า ลอยขึ้นไปสูงยิ่งกว่ากำแพงไฟ อากาศข้างบนยังคงร้อนระอุ หากแม้ร้อนกว่านี้มันก็ยินดี หากมันฝืนฝ่ากำแพงไฟโดยตรงมันย่อมไม่มีทางรอด มันไม่สามารถบิดงอกำแพงไฟได้อย่างพี่ใหญ่ของมัน จุดจบมีเพียงความตาย
เมื่อมันผ่านพ้นวิถีกำแพงไฟมาได้ ท้องฟ้าเบื้องหน้ากลับมาสว่างไฟด้วยแสงของพระอาทิตย์ หาใช่ไฟผลาญ ความหวังในการหนีของมันอยู่ข้างหน้าแล้ว
“ข้าบอกพวกแกแล้วไง ถึงตายเป็พันครั้งก็ยังไม่สาสมกับบาปของพวกแก” เสียงอันโกรธแค้นของตาไกรดังขึ้น
กำแพงไฟเบื้องล่างขยายขึ้นสูง กำแพงด้านอื่นหดลงกลายเป็เสาเพลิงขนาดมหึมาสูงเสียดฟ้า เสาเพลิงปกคลุมร่างของโจรขวานคู่จนมิด เสียงกรีดร้องทรมานดังขึ้นเพียงชั่วครู่ก็เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงเนื้อไหม้และกลิ่นเหม็นหืนจากเนืุ้์
การต่อสู้กินเวลาไม่นาน ร่างของโจรขวานคู่เวลานี้ก็ไหม้เกรียม เหลือเพียงซากดำบนพื้น ริมฝีปากของมันพะงาบ ๆ อยู่กับพื้น ดวงตาไร้แววยังคงเบิกกว้างอย่างทรมาน
คณะของอินจันทร์และนิทานกลับมารวมตัวกันอีกครั้ง ทุกคนต่างยังคงตกตะลึงกับเื่ราวที่พลิกผันไปอย่างรวดเร็ว ไม่กี่นาทีก่อนหน้า พวกเขายังเฉียดตายกันอยู่เลย แต่ตอนนี้พวกเขาทั้งหมดกลับรอดตาย คนที่ตายลงหมดกลับเป็เหล่าโจรที่กุมความได้เปรียบไว้ในทุกๆ ทาง
ทั้งหมดนี้เกิดขึ้นเพราะการลอบโจมตีของนิทานและคีตา
“นาย.. ั้แ่เมื่อไหร่?” อรุณถาม ใบหน้ายังคงซีดเซียวจากอาการขาดแคลนพลังจิติญญา
“ก็ั้แ่แรกนั่นล่ะครับ” นิทานก้มลงลูบหัวคีตาส่ายหางที่เดินกลับมาสมทบเขา พลางหยิบมีดจากปากคีตาก่อนยัดกลับลงกระเป๋าสะพายข้างตัว บนหลังของคีตาพาดไว้ด้วยศพของโจรขวานั์ เืจากลำคอที่ไหลนองหยดตามพื้นลงเป็สาย
“โฮ่ง!”
คีตา คีตาเก่งมั้ย!
“เก่งมาก ๆ เลย เด็กดี” นิทานยิ้ม ลูบหัวเ้าสุนัขอย่างมันเขี้ยว หางใหญ่ฟูส่ายไปมาอย่างมีความสุข คีตาชอบเวลาที่นิทานเล่นกับแผงคอของมันที่สุด ยิ่งนิทานเขย่าแผงคอของมันจนฟูมันยิ่งคึกคัก
คีตาเอียงร่างเล็กน้อย ศพนั้นก็ตกลงกองกับพื้น นักสลักเอกผู้แข็งแกร่งคนนั้นยามนี้กองอยู่กับพื้นราวกับหุ่นเชิดไร้สาย
“หมายความว่า นายวางแผนไว้ั้แ่แรกงั้นเหรอ” ไพรถามบ้าง แม้สิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้าจะอธิบายอยู่แล้ว แต่เขายังไม่อาจทำใจเชื่อได้
นั่นนักสลักเอกเชียวนะ! แถมเป็นักสลักเอกที่ลอบจู่โจมพวกเขาก่อนด้วย!
“ก็ใช่ครับ ถ้าผมฉวยโอกาสพยายามพูดอะไรกับพวกคุณ ไอ้พวกโจรมันอาจสงสัยได้ เลยแสดงเป็ว่าผมหนีไปคนเดียวจะแเีกว่า” นิทานอธิบาย
“ก่อนจะหลอกศัตรูต้องหลอกพวกเดียวกันเองก่อนสินะ” ฟ้าพยักหน้า เธอตามสถานการณ์ทันแล้ว แต่เมื่อนึกไปถึงน้ำเสียงและสายตาอันเ็าของนิทาน เธอก็อดขนลุกออกมาไม่ได้
เธอมั่นใจว่าแม้นิทานจะบอกเธอก่อน แต่หากนิทานพูดด้วยน้ำเสียงแบบนั้น เธอก็คงหลงเชื่อสุดใจว่านิทานเลือกจะหนีไปคนเดียวจริง ๆ
สายตาอันเ็าและคำพูดทั้งหมดที่พูดคือการแสดง แม้นิทานจะกล่าวเช่นนั้นแต่ในใจของอินจันทร์กลับเริ่มมองนิทานไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
หากว่ากันตามตรง ก่อนหน้านี้อินจันทร์มองนิทานเป็ผู้มีพร์ที่หาตัวจับยากคนหนึ่งเท่านั้น วีรกรรมมากมายต่างแสดงถึงผลลัพธ์และความสามารถอันน่าทึ่ง แววตาอันเป็มิตรของเขาทำให้อินจันทร์มีแต่ความรู้สึกดี ๆ ด้วย
สำหรับผู้มีสิทธิ์สืบทอดตระกูลใหญ่เช่นเขาที่ค่อนข้างเชื่อมั่นในการมองคนของตน นิทานกลับทำลายภาพลักษณ์ที่เขาอ่านไว้จนไม่เหลือชิ้นดี
“แล้วไม่โผล่มาช่วยแต่แรกเล่า! รออะไรตั้งนาน พวกฉันเกือบตายเลยนะรู้มั้ย!” อรุณโวย
“พวกนั้นมันระวังตัวแจมากเลยครับ มีแค่ตอนที่พวกมันคิดว่าชนะแล้วนั่นแหละครับที่ผมเห็นโอกาสลงมือ” นิทานส่ายหน้าจนปัญญา
“ผมโกรธมากเลยนะครับพี่นิทาน ผมขอต่อยสักทีได้มั้ย” อินจันทร์ยังคงคาดโทษนิทานอยู่ ส่วนหนึ่งคือเขาเชื่อสนิทใจเลยจริง ๆ ว่านิทานเืจะทอดทิ้งพวกเขา อีกส่วนหนึ่งคือกล่าวโทษตัวเองที่แผนง่ายๆ แค่นี้ก็มองไม่ออก
“ก็ถ้ามันทำให้ผมยังได้รับค่าจ้างอยู่ ก็โอเคครับ” นิทานยิ้มแห้ง
“ไม่ต้องห่วงหรอกครับ นอกจากค่าจ้างเพิ่มแล้วคุณจะได้รับรางวัลตอบแทนเพิ่มอีกเยอะเลยล่ะครับ ใช่มั้ยครับคุณตาไกร” อินจันทร์พลันหัวเราะพลางพยักหน้าไปทางตาไกร
ตาไกรเวลานี้กลับมาเฝ้าอยู่ข้างกายอินจันทร์ไม่ห่างราวกับกลัวจะเกิดเหตุการณ์ซ้ำรอยขึ้น ตาไกรยังคงสีหน้าเฉยเมย แต่แววตาที่มองไปยังนิทานกลับอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
ตาไกรพยักหน้าน้อยๆ ตอบรับ กริยาแสดงถึงความรู้สึกขอบคุณอย่างแท้จริง และหากเขาดูไม่ผิด เหมือนจะมีความนับถืออยู่เล็กน้อยด้วย
“แล้ว แล้วคีตาล่ะ มันทำแบบนั้นได้ยังไง หมายถึงที่อยู่ ๆ ก็ไปโผล่หลังโจรแล้วก็เสียบคอน่ะ” ไพรพยายามยกไม้ยกมือประกอบการเล่า แต่พอพยายามยกมือขึ้นก็เจ็บจี๊ดจากแผลไหม้สีดำมากมายบนมือจนต้องวางมือลง
“อ้อ” นิทานหัวเราะน้อย ๆ
คีตาะโเอาสองขาหน้าเกาะนิทาน นิทานจึงลูบขนหนานุ่มที่คอของมัน พยายามดันหน้าขนาด ใหญ่ที่เลียหน้าของนิทานอย่างคึกคักออก
“พอดีคีตาเป็หมาที่เก่งนิดหน่อยนะครับ ใช่มั้ยคีตา”
“โฮ่ง!”
ทุกคนมองไปที่เ้าคีตา เวลานี้มันยังคงนั่งอยู่ข้างกายนิทาน หางส่ายไปมา ยืดคอไปแนบตัวของนิทานอย่างมีความสุข นิทานอดไม่ได้ต้องลูบหัวใหญ่ ๆ ของมัน
หมาที่เก่งนิดหน่อย ตัวนี้พึ่งจะฆ่านักสลักเอกไป!
นักสลักเอกเป็ตัวตนระดับไหนกัน ในหมู่แรกเกิดมากมาย คนที่สามารถค้นพบคำแห่งพลังของตนได้อาจมีมาก แต่โดยภาพรวมแล้ว จะค้นพบได้เพียง 1คำหรือ 2คำเท่านั้นใน่อายุ 40
หลังจากผ่านพิธีสลักคำแล้วจึงกลายเป็ผู้เรียนรู้ ผู้เรียนรู้ 1 หรือ 2 คำนั้นคือประชากรส่วนใหญ่ของมหาทวีป คนแทบทั้งหมดติดขัดอยู่ที่ระดับนี้
เมื่อเรียนรู้คำอย่างถ่องแท้แล้วจึงจะกลายเป็นักสลักเอก คำที่ถูกสลักลงบนร่างนั้นจะทรงพลังกว่าคำระดับผู้เรียนรู้อย่างไม่อาจทาบ
ไม่เพียงคำแห่งพลัง ศักยภาพร่างกาย พลังจิติญญา อายุขัย จะได้รับการยกระดับในทุก ๆ ด้าน เรียกได้ว่าเป็การเข้าสู่ระดับเหนืุ์อย่างแท้จริง
ผู้เรียนรู้ไม่รู้จำนวนเท่าใดที่ไม่อาจเรียนรู้คำแห่งพลังของตนได้อย่างเที่ยงแท้ ติดอยู่ที่ระดับผู้เรียนรู้ไปตลอดกาล เหมือนกับเหล่าชาวเมืองเ้าของร้านค้าที่สามารถใช้คำแห่งพลังได้จำนวนน้อยหรือช่างฝีมือต่าง ๆ ที่ได้แต่ยอมรับความเป็จริง ใช้คำแห่งพลังของตนพัฒนางานและอาชีพแทนการมุ่งสู่ระดับที่สูงขึ้นไป ดังนั้นการเรียนรู้คำอย่างแท้จริงกลายเป็นักสลักจึงถือเป็จุดเริ่มต้นของการขีดเขียนชะตา
นักสลักเอกเพียงคนเดียวสามารถต่อกรกับผู้เรียนรู้หลายคนได้พร้อมกัน เพียงกำลังกายพื้นฐานก็เหนือกว่าผู้เรียนรู้ไม่รู้เท่าใด ยังมีความสามารถในการประยุกต์ใช้ที่หลากหลายและแข็งแกร่งกว่า เช่นโจรขวานั์ที่สามารถใช้คำแห่งพลัง งอ บิดผันพื้นดินหรือแม้แต่เปลวไฟ ผู้เรียนรู้ย่อมไม่ใช่คู่ต่อกรหากไม่ได้พกพาสมบัติวิเศษ
หากนับจากตาไกร เพียงปลดปล่อยอาณาเขตแห่งไฟเมื่อครู่ออกมา นิทานย่อมไม่มีทางรอด ไม่ว่าเขาจะใช้แผนการหรือลูกเล่นใด ๆ เพียงพลังอันมหาศาลก็สามารถบดขยี้ได้ทุกสิ่ง
ดังนั้นหากไม่มีการประสานงานระดับสูงและแผนการที่วางมาเป็อย่างดี ผู้เรียนรู้กลุ่มหนึ่งย่อมไม่มีหวังจะชนะนักสลักเอกได้
แต่หมาธรรมดา ๆ ที่นั่งส่ายหางไปมา ออดอ้อนนิทานตรงหน้าตัวนี้กลับทำไปแล้ว!
“พิษจากอสรพิษกลืนรุ้งน่ะครับ ผมขอมาจากน้องอินทร์นิดหน่อยมาป้ายปลายมีดของคีตา” นิทานอธิบาย
นั้นก็อธิบายเหตุผลที่ตอนสุดท้ายโจรคนนั้นตัวเป็อัมพาตไประยะสั้น ๆ สินะ อินจันทร์คิด
“แต่พิษของอสรพิษกลืนรุ้งไม่น่ามากพอจะสะกดนักสลักเอกได้เลยนะ” ไพรถามต่ออย่างสงสัย
“ผมก็เลยใช้แค่เป็ตัวเสริมไงครับ แทงคอในทีเดียว ทำให้โจรคนนั้นมีแค่โอกาสเดียวในการสวนกลับ แล้วโอกาสนั้นก็ถูกปิดด้วยอัมพาตสั้น ๆ ของอสรพิษกลืนรุ้ง”
“แล้วคีตาไปโผล่ข้างหลังโจรคนนั้นั้แ่เมื่อไหร่ นั่นนักสลักเอกเลยนะ!” ฟ้าโวย
“ก็อย่างที่ผมพูดนั่นแหละครับ การลอบโจมตีที่ดีคือการฉวยโอกาสโจมตีจุดตายของศัตรูในจังหวะที่ศัตรูไม่ทันตั้งตัวที่สุด” นิทานยักไหล่
“กับนักสลักก็เหมือนกันนั่นแหละครับ ถึงนักสลักเอกจะมีความสามารถทางกายภาพเหนืุ์ แต่จุดตายก็ยังเหมือนเดิมครับ ถ้าคีตาหาจังหวะดี ๆ โจมตีได้ นักสลักเอกก็ตายได้ไม่ต่างจากมนุษย์ทั่วไป แน่นอนว่าไม่นับผู้มีพลังป้องกันสูงอย่างคุณไพรนะครับ”
“คีตาออกลาดตระเวนกับผมั้แ่มันยังเด็ก ผมสอนมันเื่การลอบโจมตี จังหวะโจมตี การเคลื่อนไหวแบบเก็บเสียง และอื่น ๆ ที่ส่งผลต่อการสู้ในป่า นั่นเป็สาเหตุที่มันสามารถแอบเข้าไปประชิดตัวโจรนั่นได้” นิทานอธิบายยืดยาว
“ยังไม่นับเื่ที่มันเป็แค่หมาตัวหนึ่งด้วยครับ ไม่ใช่สัตว์อสูร ถึงมันหายไปตอนไหนคนก็ไม่ค่อยสนใจหรอก”
จริง ๆ ยังมีรายละเอียดอื่นที่นิทานไม่ได้อธิบายเพิ่มอยู่ เหตุผลหลัก ๆ ที่คีตาสามารถเข้าประชิดตัวได้ง่ายขนาดนั้นมาจากการที่นิทานใช้พลังจางหายให้มัน ส่วนตัวนิทานเองก็ใช้พลังแรงดึงดูด ลดน้ำหนักตัวของคีตาลงจนมันเดินได้แทบจะไร้เสียง
เมื่อหมาธรรมดา ๆ ตัวหนึ่งที่แทบไม่มีคนสนใจอยู่แล้ว เพิ่มไปด้วยสถานะจางหายที่หากไม่ตั้งใจเพ่งมองก็ละเลยไปได้ง่าย ปิดท้ายด้วยการเคลื่อนไหวที่เรียกได้ว่าไร้เสียงไร้เงา ผลลัพธ์ก็คือมือสังหารชั้นเลิศคนหนึ่งที่หากใช้เครื่องมืออันถูกต้องและจับจังหวะได้ยอดเยี่ยมมากพอ แม้แต่นักสลักเอกคนหนึ่งก็สังหารได้
แน่นอนว่านิทานไม่คิดจะเปิดเผยความลับพวกนี้ออกไป คมมีดที่ร้ายกาจที่สุดคือคมมีดที่ไม่ทันตั้งตัว แม้เขาจะค่อนข้างเชื่อใจนักผจญภัยกลุ่มนี้ แต่ไพ่ในมือยิ่งมีมากก็ยิ่งอุ่นใจ
นอกจากการที่เขาฝึกคีตาจนสามารถทำตามคำสั่งที่เขาได้รับมอบหมายได้ด้วยแล้ว พลังเชื่อมโยงของเขาก็มีส่วนมาก ทั้งการแบ่งพลังบางส่วนให้คีตาและการที่พวกเขาสามารถสื่อสารกันได้
“ผมเป็หนี้พี่นิทานจริง ๆ ครับครั้งนี้” อินจันทร์ยิ้ม