“เป็อะไรหรือเปล่าน้องบุ๋น?” พ่ออาเธอร์เข้ามาช่วยดึงแขนบุ๋นให้ลุกขึ้นจากพื้น
บุ๋นค่อยๆ กดพื้นหญ้า พาตัวที่มีน้ำหนักกว่า 90 กิโลกรัมลุกขึ้นมาอย่างยากเย็น
นิดหน่อยครับ ไม่เป็ไรมากครับ” พอตอบพ่อของอาเธอร์แล้ว ก็หันทำหน้าโกรธใส่เพื่อน “ใคร? ใครผลักกูล้มก้นจ้ำเบ้า?”
“ขอโทษบุ๋น กูไม่ทันระวังยืนขัดขาตัวเอง เลยล้มใส่มึง” แฮ็มกะแป็งกลั้นหัวเราะ ทำหน้าตายตอบบุ๋นไป
“แม่ง ยืนยังไงของมึงวะ? ตัวก็ออกโต ขาไม่มีแรง” บุ๋นยังคงบ่นอุบ
“ฮ่ะ...ฮ่ะ...ขำ.....” อาเธอร์หัวเราะอย่างตลกขบขัน “...ขำ.......กลิ้.....ง”
พ่ออาเธอร์กลัวจะเด็ก ๆ จะมีปากเสียงกัน ก็รีบเปลี่ยนเื่ กล่าวขึ้นอย่างใจดี
“พ่อขอบใจบุ๋นมากนะที่ช่วยอาเธอร์ ขอบใจแฮ็มกะแป็งด้วยนะลูก อ้อ...แล้วทำไมวันนี้วันเสาร์ต้องมาโรงเรียนกันล่ะ?”
แฮ็มกะแป็งตอบว่า “อาจารย์เขามีประชุมวิสามัญครับ ผมเลยขออนุญาตมาทำงานนิดหน่อยจะได้ไม่ต้องใช้เวลาเรียนในวันจันทร์น่ะครับ”
“แล้วจะอยู่ที่โรงเรียนกันถึงกี่โมงล่ะลูก พ่อแม่จะได้มารับอาเธอร์กลับบ้าน?” แม่อาเธอร์ถามสองหนุ่ม
แฮ็มกะแป็งตอบว่า “คงประมาณเที่ยงครับ เพราะตามเวลาที่อาจารย์ประชุมเสร็จ ตอนบ่ายผมต้องไปเรียนภาษาด้วยครับ”
แม่อาเธอร์พยักหน้า “แฮ็มกะแป็งขยันจังลูก เรียนเก่งอย่างนี้ยังต้องเรียนพิเศษเพิ่มอีกหรือ?”
“พวกเด็ก ม.6 เรียนพิเศษเสาร์อาทิตย์กันเกือบทุกคนเลยครับ บางคนก็เรียนตอนเย็น ปีหน้าเข้ามหาวิทยาลัยแล้ว”
“เออ จริงสินะ” แม่อาเธอร์หน้าเซียวไปเล็กน้อย ลืมนึกไปว่าปีนี้เด็ก ๆ อยู่ม. 6 แล้ว เพราะไม่ได้เตรียมตัวให้อาเธอร์เข้าอุดมศึกษาเหมือนเด็กปกติ พ่ออาเธอร์สังเกตเห็น กลัวภรรยาจะเครียดเื่ลูกอีก ก็รีบพูดขึ้น
“นั่นเห็นอาจารย์เริ่มมากันแล้ว เอ๊ะนั่นอาจารย์วิชชานี่นา” พ่อของอาเธอร์เห็นอาจารย์วิชชาเดินเข้ามาพอดี “สวัสดีครับอาจารย์”
อาจารย์วิชชายกมือไหว้ทักทายกลับ “สวัสดีครับ พาอาเธอร์มาส่งหรือครับ” แล้วยกมือตบไหล่อาเธอร์เบา ๆ “ไงอาเธอร์ มาทำกิจกรรมกับเพื่อนหรือ”
อาเธอร์ยิ้ม ทำท่าเขินอายเหมือนเด็ก “มา...หา...แฮ็มกะแป็งฮะ..”
ขณะนั้นเอง ผอ.โรงเรียนก็เข้ามาทักทาย ทุกคนต่างยกมือไหว้ท่าน ผอ. บรรดาอาจารย์เริ่มมาถึงโรงเรียน พอเห็นท่าน ผอ.กับอาจารย์วิชชายืนอยู่กับผู้ปกครองของอาเธอร์ ก็เข้ามายืนร่วมวงทักทายกัน
“เออ อาจารย์ไพรวัลย์ขอลาป่วย มาเข้าประชุมไม่ได้” ผอ. แจ้ง
“เอ๊ะ เมื่อวานยังเห็นชั่วโมงพละศึกษา นำนักเรียนวิ่งรอบเสาธงอยู่เลยนี่ครับ ท่านผอ.” อาจารย์ประเสริฐที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ถามขึ้น พอทุกคนรู้ว่ามีคนป่วยไข้ขึ้นอีก บรรยากาศก็เริ่มเคร่งเครียด ต่างรวมกลุ่มเข้ามาฟังด้วยความสนใจ
“ใช่ครับ ฟังอาการป่วยก็เหมือนกันกับอาจารย์วลัย เป็โรคหมดแรงหายใจไม่ออกอีกเช่นเคย” ผอ.พูดถึงโรคประหลาดที่ระบาดในชุมชมแถวโรงเรียนและวัดไชยพินิจ ที่ทำร้ายสุขภาพผู้คนมานานกว่า 30 ปีแล้ว
“การประชุมคราวนี้ มีอาจารย์ป่วยโรคนี้ถึงสองคน” อาจารย์วิมล อาจารย์ฝ่ายปกครองและหัวหน้าฝ่ายมัธยมต้น กล่าวขึ้น
“ไม่รู้โรคอะไร เป็ทีกว่าจะหายใช้เวลาเป็เดือน มีเสียชีวิตไปก็หลายคนแล้ว ให้ทางอำเภอและสาธารณสุขมาช่วยแก้ไขก็ยังแก้ไม่ได้” ท่าน ผอ. บ่น
พ่อแม่อาเธอร์มองหน้ากันไปมา เคยได้ยินเื่โรคระบาดนี้เหมือนกัน แต่ยังไม่เคยเห็นคนป่วยด้วยตาตัวเอง แม่อาเธอร์ถามผอ.ว่า “อาการป่วยมีอะไรบ้างคะท่าน ผอ.?”
“ผมเคยไปเยี่ยมผู้ป่วยหลายคนแล้ว อาการคล้ายคลึงกัน คือซูบซีดหมดแรงภายในเวลาข้ามคืน ตาโรยเหมือนไม่ได้นอนมาหลายวัน กล้ามเนื้อแขนขาปวดเมื่อย มีอาการเหนื่อยแบบหายใจติดขัด หมดเรี่ยวหมดแรง เหมือนเืในตัวแห้งไปหมด”
แม่ของอาเธอร์ฟังแล้วยิ่งใ “น่ากลัวอย่างนั้นเลยหรือคะ?”
ท่าน ผอ. พยักหน้า “ครับ ที่สำคัญผู้ป่วยเหมือนกับมีสภาพจิตใจถดถอย หมดกำลังใจจะมีชีวิตอยู่ต่อไป ยังไงยังงั้นเลยครับ โรคอะไรแปลกประหลาด ลองถามอาจารย์พิชัยดูครับ เคยป่วยเป็โรคนี้อยู่เกือบสองเดือน”
ทุกคนหันไปทางอาจารย์พิชัย ที่ยืนอยู่ด้านหลังอาจารย์วิชชา อาจารย์พิชัยเป็อาจารย์หัวหน้าฝ่ายมัธยมปลาย รูปร่างผอมสูง ทำท่าเหมือนขนลุกก่อนเล่าให้ฟังว่า
“ผมไม่รู้ตัวเลยนะว่าติดโรคนี้มาได้อย่างไร เดินๆ อยู่ก็วูบหมดสติไปเฉยๆ พอตื่นขึ้นมาก็หมดแรงหมดกำลัง หายใจติดขัด เหนื่อยไปหมด ตอนแรกหมอวินิจฉัยว่าเป็ไข้หวัดนกหรือไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ แต่ปรากฏว่าไม่มีไข้ ตัวไม่ร้อน แต่ตัวเย็น ซีดเหลือง เลยคิดว่าเป็ไวรัสพันธุ์ใหม่ซึ่งมียุงเป็พาหะ”
พ่อของอาเธอร์ถามว่า “เหมือนอย่างโรคชิคุนกุนย่าที่ปวดข้อปวดกล้ามเนื้อเป็เดือน ๆ ใช่ไหมครับ?”
อาจารย์พิชัยตอบว่า “แต่อาการเ้าโรคนี้ มันหมดแรงเลยนะครับ ตัวเย็น แล้วซีดเหมือนถูกสูบเืออกหมดตัว ผมคิดแล้วยังขนลุกอยู่เลยครับ”
“อาจารย์สังเกตว่าตัวเองถูกยุงกัดก่อนไม่สบายหรือเปล่าคะ” แม่อาเธอร์ถามด้วยความสนใจ
“ผมสังเกตครับ แต่ไม่เห็นรอยยุงกัด แต่รู้สึกว่า่ที่จะไม่สบาย เจอลมเจอฝุ่นหนาๆ เข้าน่ะ คล้ายๆ บินลอยมาเหนือตัวเรา ผมคงสูดเอาฝุ่นดำเข้าไปเลยได้รับเชื้อน่ะครับ” อาจารย์พิชัยสันนิษฐาน
“หรือจะเป็เพราะแพ้มลพิษในอากาศหรือเปล่าครับ?” อาจารย์ประเสริฐคิดโดยหลักวิทยาศาสตร์ “ผมเคยสอบถามชาวบ้านที่อยู่แถววัดไชยฯ ข้างโรงเรียน มีผู้ป่วยโรคนี้เยอะเลย เสียชีวิตไปก็หลายราย”
แม่ของอาเธอร์อุทาน “ฮ้า...แพ้มลพิษในอากาศ ถึงกับเสียชีวิตเลยหรือคะ?”
อาจารย์ประเสริฐตอบว่า “ส่วนใหญ่ที่เสียชีวิตเป็พวกคนแก่สูงอายุและคนที่มีร่างกายอ่อนแอน่ะครับ เห็นมีคนเล่ากันว่าผู้ป่วยส่วนใหญ่แพ้อากาศอยู่แล้ว ยิ่งเจอฝุ่นหนักๆ ก็ล้มป่วยลง ร่างกายปรับตัวไม่ได้เลยรักษาไม่หาย ผมเลยคิดว่าน่าจะเป็เพราะมลพิษที่แย่ลงทุกวัน”