ในศตวรรษที่จำไม่ได้ ก็แน่ละผมไม่ใช่คนสมองดีขนาดนั้นนี่นาแถมวันนี้ผมก็ยังลืมไปแล้วด้วยว่าวันนี้มันวันอะไร เป็วันจันทร์หรือวันอาทิตย์ก็ไม่รู้สิแต่จำได้อยู่นิดๆว่านี่เป็เดือนพฤษภาคมปี xx23 แต่ก็ช่างเื่นั้นเถอะยังไงซะ ผมก็ไม่ได้สนใจเื่พวกนี้อยู่แล้ว ขอเพียงแค่มีที่ซุกหัวนอนกับอาหารให้กินทุกมื้อแค่นี้ผมก็พอใจแล้วละนะ
คิดมาถึงตรงนี้แล้วก็ช่างน่าสิ้นหวังใช่ไหมล่ะกับความคิดของผม แต่ทำยังไงได้ล่ะ ก็ผมเป็คนแบบนี้นี่นา ถึงแม้ว่าจะเห็นผมเป็คนแบบนี้แต่ผมก็ไม่ได้ขาดเพื่อนฝูงอะไรหรอกนะ แถมถ้าพูดตามความจริงผมก็มีเพื่อนเยอะจนแทบจะเต็มโรงเรียนอยู่แล้ว แต่ก็ช่างน่าเสียดายที่ไม่ได้สนิทอะไรกันมากนักเพียงแค่รู้จักกันผิวเผินก็เท่านั้น
"นี่ผมขอถามจริงเถอะ ก็เข้าใจอยู่หรอกนะว่ามันตื่นเต้นที่จะได้ทำข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนนี้ แต่ก็ใช่ว่าพวกนายจะเล่นออกข่าวหมดทุกช่องเลยนะ แบบนี้ผมก็ไม่มีอะไรให้ดูกันน่ะสิ"
ผมที่นั่งอยู่บนโซฟาตรงหน้าโทรทัศน์ก็ได้ถอนหายใจออกมา เพราะภายในทีวีตอนนี้ไม่ว่าจะกดช่องไหนก็มีแต่ข่าวของโรงเรียนชื่อดังที่รวบรวมเหล่าอัจฉริยะมากมายเอาไว้ แน่นอนว่าโรงเรียนนี้คือหนึ่งในโรงเรียนที่ดีที่สุดในทวีปนี้ ซึ่งเป็โรงเรียนที่ฝึกฝนผู้ใช้พลังและยอดมนุษย์ เพื่อทำให้พวกเขานั้นสามารถดึงประสิทธิภาพสูงสุดของตนเองออกมาใช้ได้
แต่จะเอามาใช้ในด้านไหนนั้นก็อีกเื่นึงซึ่งแน่นอนว่านั้นก็รวมถึงผมด้วย แต่ถึงจะบอกว่าโรงเรียนนี้เป็ที่หนึ่งในโรงเรียนที่ดีที่สุดแต่ก็ใช่ว่าผมนั้น้าที่จะเข้าโรงเรียนนี้สักหน่อย ทำไมผมถึงพูดแบบนี้หรอ ก็แน่สิผมสอบเข้าโรงเรียนนี้ได้ด้วยความบังเอิญ ทั้งที่ก็คิดว่าตัวเองน่าจะไม่สามารถสอบเข้าโรงเรียนนี้ได้แล้วแท้ๆ แต่ก็เอาเถอะสอบได้แล้วก็ช่างมันยังไงซะแม่ผมก็ดีใจแล้วที่ผมสอบเข้าโรงเรียนนี้ได้ ถึงแม้ว่าจะโดนแม่บังคับให้ไปสอบก็ตามที
"มีแต่ข่าวเกี่ยวกับโรงเรียนหมดเลย อย่างนี้มันก็น่าเบื่อสิ เอ๊ะ! แต่จะว่าไปแล้ววันพรุ่งนี้เป็วันเปิดเทอมเข้าโรงเรียนไม่ใช่หรือไงกัน อย่างนี้ก็ต้องนอนเร็วสิแต่นี่มันยังไม่ถึงเวลานอนของฉันเลยนะ นี่มันเพิ่งจะ 23 โมง 47 นาทีเองนี่นา"
ถ้าพูดตามระยะเวลาการนอนปกติของผู้คนทั่วไประยะเวลานี้ถือได้ว่าดึกมากแล้ว และอีกเพียงแค่13 นาทีมันก็ถือว่าเป็การเริ่มวันใหม่ แต่ก็อย่างที่พูดไปว่าเขานั้นเป็ถึงคนที่ได้สอบเข้าโรงเรียนอันดับ 1 ในทวีปนี้เลยนะ! ถึงแม้ว่าจะบังเอิญแต่นั่นก็เพียงแค่ในความคิดของเขาและถึงแม้ว่าเขาจะรู้อยู่แล้วแต่เขาก็คงจะไม่ได้สนใจกับมันอยู่ดี
"ดีนะที่แม่ไม่ได้อยู่บ้านวันนี้ ไม่อย่างนั้นโดนด่าแน่ แต่ก็ช่างเถอะ ยังไงซะในโทรทัศน์ก็ไม่มีอะไรให้ดูแล้วถ้าอย่างนั้นนอนดีกว่า"
หลังจากที่ยื่นมือไปจับรีโมทขึ้นมาปิดโทรทัศน์เขาก็ได้ล้มตัวนอนลงโซฟาซึ่งมันแทบจะเป็ที่นอนหมายเลข 2 รองลงมาจากเตียงนอนที่อยู่ในห้องของเขาแล้วละ หลังจากที่ดึงผ้าห่มขึ้นมาปกหัว ผมนั้นก็ได้พยายามข่มตาหลับจนมาถึงตอนเช้าซึ่งแน่นอนว่าในระหว่างที่ผมนอนอยู่นั้นผมแทบไม่ได้หลับจริงๆเลยแม้แต่นาทีเดียว ส่วนสาเหตุก็อยากที่พูดไปว่า ผมเป็คนที่มีพลังในการรักษาตัวเองซึ่งแน่นอนว่าความเหนื่อยล้าก็ไม่ใช่ปัญหา
แล้วด้วยพลังนี้ผมนั้นไม่จำเป็ที่จะต้องพักผ่อนถ้าเกิดไม่ได้รับาเ็หรือมีอาการเหนื่อยล้าที่หนักหนาสาหัสเพราะฉะนั้นแล้วการพักผ่อนมันไม่จำเป็สำหรับผม
ส่วนสาเหตุที่ว่าทำไมผมถึงยังพยายามนอนหลับเหมือนกับคนปกติทั่วไปก็เป็เพราะว่าผม้าที่จะพักผ่อนสายตาก็แค่นั้นเอง ถึงแม้ว่าจะมีพลังแต่ก็ใช่ว่ามันจะไร้เทียมทานเพราะพลังในการฟื้นฟูของผมมันก็มีขีดจำกัดเช่นกัน ถ้าเกิดกระดูกเขาหักอย่างน้อยก็ต้องรักษาตัวสักอาทิตย์สองอาทิตย์ก่อนที่มันจะกลับมาเป็ปกติ แต่ถ้าเกิดได้าแสาหัสก็น่าจะใช้เวลาพักสัก 1 ถึง 2 วัน และแน่นอนว่ายิ่งผมาเ็มากเท่าไหร่ก็ยิ่งต้องใช้เวลาในการพักฟื้น
แต่ในตอนนี้ผมยังไม่จำเป็ที่จะต้องไปสนใจมันเพราะวันนี้ผมจำเป็ที่ต้องเดินทางไปโรงเรียนซึ่งก็อยู่ไม่ไกลมากนักเดินไปสัก 10 นาทีก็ถึงแล้ว แต่ผมก็ไม่เข้าใจอยู่ดีว่าทำไมทุกคนถึง้าที่จะเข้าโรงเรียนนี้ให้ได้ ถึงแม้ว่ามันจะเป็โรงเรียนที่ดีที่สุดซึ่งมีอุปกรณ์ในการพัฒนานักเรียนมากมาย หรือแม้แต่อาจารย์ก็ยังเป็พวกที่มีความสามารถซึ่งเคยผ่านสมรภูมิรบมาแล้ว
แต่มันก็ไม่น่าจะวิเศษวิโสอะไรมากขนาดนั้น หรือว่าผมประเมินต่ำเกินไปนะ แต่ยังไงซะวันนี้ผมก็จะได้รู้อยู่แล้วหลังจากที่ไปถึง
"ก็สวยงามสมคำร่ำลือจริงๆนั่นแหละนะ"
ผมก็ได้ใช้เวลาในการเดินทางมาที่นี่เพียงแค่ 10 นาทีตามที่ได้คาดเอาไว้ ซึ่งภาพที่ผมได้เห็นอยู่ตรงหน้านั้นเรียกได้ว่ามันเป็โรงเรียนขนาดใหญ่ที่มีพื้นที่ควบคุมไปทั่วทั้งป่าูเาและแม่น้ำ แน่นอนว่าความสวยงามของมันนั้นก็ไม่มีที่ใดสามารถเทียบได้ สามารถสังเกตได้จากที่ผมกำลังยืนมองตาค้างในตอนนี้ แต่นั่นก็เพียงแค่ระยะเวลาไม่นานก่อนที่ผมจะเดินเข้าไปข้างในพร้อมกับมองสำรวจภายในด้วยท่าทีเฉยชาเหมือนกับว่าผมนั้นเคยเห็นภาพพวกนี้มานัดต่อนัด
แต่นั่นก็เพียงแค่ภายนอกเพราะเอาเข้าจริงแล้วนี่ถือว่าเป็ครั้งแรกที่ผมได้มาเห็นภาพที่สวยงามแบบนี้ ถึงแม้ว่าจะเห็นมาจากในอินเทอร์เน็ตแล้วก็ตาม แต่ได้มาเห็นด้วยตาตัวเองมันก็รู้สึกดีกว่าอยู่
แต่จะว่าไปผมก็ลืมบอกเื่หนึ่งว่าคนที่จบจากโรงเรียนนี้นะ มีพวกบริษัทั์ใหญ่มากมายมารอต่อคิวพูดคุยเกี่ยวกับนักเรียนที่พวกเขาสนใจ แต่ก็อย่าว่าละโรงเรียนนี้นะ ไม่ใช่ว่ามันจะสามารถจบได้ง่ายๆเพราะในตลอด 1 เดือนจะมีการคัดเลือกนักเรียนที่ไร้ความสามารถหรือไม่มีการพัฒนาการออก
แล้วทำไมถึงต้องรอ 1 เดือนก็เป็เพราะว่าบางทีอาจจะมีคนที่มีความสามารถซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถสั่นะเืวงการขอผู้ใช้พลังและยอดมนุษย์ได้ยังไงล่ะ เพราะฉะนั้นแล้วในตลอดเวลา 1 เดือน
คนที่อยากจะอยู่ในโรงเรียนนี้ต่อจะต้องพยายามสุดความสามารถเพื่อทำให้อาจารย์หรือผู้ที่ตรวจเช็คศักยภาพของนักเรียนนั้นพึงพอใจ แล้วส่วนผมจะรอดได้ไหมนั้นคงต้องขอพูดได้เต็มปากเต็มคำว่าไม่รู้เหมือนกัน
ก็แน่ล่ะผมมีเพียงแค่พลังฟื้นฟูร่างกายนี่นาจะให้เอาอะไรไปสู้กับคนอื่น คงทำได้เพียงแค่เป็ตัวยืนรับการโจมตีมากกว่ามั้ง หรือพูดง่ายๆก็โล่มนุษย์นั่นแหละ
"ซากุระเบ่งบานอย่างนั้นหรอ?"
ในขณะที่ผมกำลังสนใจต้นซากุระที่มันเบ่งบานออกมาผิดฤดูกาล ประตูจากด้านหลังก็ได้ปิดลงดังสนั่นหวั่นไหวไปทั่ว ซึ่งมันได้เรียกร้องความสนใจของคนที่เพิ่งจะเดินผ่านประตูเหล็กเข้ามาข้างในได้เป็อย่างดี มันทำให้ผมสงสัยก่อนที่จะจับโทรศัพท์ขึ้นมาพร้อมกับเปิดดูเวลา ซึ่งมันก็ทำให้ผมหายข้องใจในทันทีเพราะนี่ถึงเวลาที่โรงเรียนเข้าแล้ว แต่ดูเหมือนว่าจะมีคนมาไม่ทันนะ ก็เลยส่งเสียงโวกเวกโวยวายอยู่ข้างนอก
ซึ่งมันก็ถึงกับทำให้ผมยิ้มแห้งๆขึ้นมาพร้อมกับหันตัวเดินกับเข้าไปในอาคารแต่ก็ยังคงพูดทิ้งท้ายเอาไว้ด้วยความเห็นอกเห็นใจและหวังว่าพวกเขานั้นจะไม่เป็อะไร
แต่จะว่าไปแล้วผมก็ลืมแนะนำตัวไปซะสนิทเลย เอาละผมขอแนะนำตัวก่อนนะ ผมมีชื่อว่า นัตสึเมะ เป็นักเรียนธรรมดาคนหนึ่งที่ไม่ได้ดีเด็ดอะไรในคนรุ่นเดียวกัน ผลการเรียนก็อยู่ในระดับปานกลางการเล่นกีฬาคงอยู่ในระดับสูงมั้ง ถึงแม้ว่าผมจะไม่ค่อยชอบเล่นก็ตามทีเพราะผมชอบทำอาหารมากกว่า
แต่เื่นั้นจะเป็ยังไงค่อยค่อยพูดกันอีกทีนึง ผมจะขอพูดอีกครั้งหนึ่งนั่นคือผมมีพลังในการรักษาตัวเองซึ่งจัดอยู่ในหมวดหมู่ของยอดมนุษย์ แต่อยู่ในระดับไหนอันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
แต่มันก็เป็เื่ที่ไม่มีใครรู้หรอกนะว่ามีคนมีพลังแบบนี้ด้วย เอาเข้าจริงแล้วในประวัติศาสตร์มันก็คงมีคนเดียวละมั้งที่มีพลังแบบนี้เหมือนกับผมนั่นก็คือผมเองยังไงล่ะ ก็แน่ล่ะมันจะมีไอ้บ้าที่ไหนมีพลังเหมือนกับผมล่ะจริงไหม
หลังจากที่ผมได้เดินเข้ามานั่งภายในห้องที่โดนจัดเตรียมเอาไว้แสงสว่างก็ได้ดับลงก่อนที่มันจะไปรวมตัวกันอยู่บนหน้าเวที ซึ่งในตอนนี้มีผู้ชายกล้ามโตคนนึงกำลังยืนอยู่หน้าเวทีพร้อมกับพูดขึ้นมาด้วยน้ำเสียงดุดัน มันถึงกับทำให้นักเรียนทุกคนที่ได้ยินนั้นต้องเก็บซ่อนสีหน้าของพวกเขาเอาไว้เพื่อให้คนตรงหน้าไม่ให้เห็น! เพราะว่ามันน่ากลัวมากเกินไปนะหรอ ไม่ใช่! เพราะว่ามันกดดันอย่างนั้นหรอไม่ใช่!
แต่เป็เพราะว่ามันตลกยังไงล่ะ! จึงทำให้ทุกคนที่อยู่ในที่แห่งนี้ต้องพยายามกลั้นขำเอาไว้เพื่อรักษาชีวิตของตนเองและเพื่อไว้หน้าแก่อาจารย์ท่านนั้น
"ก่อนอื่นเลยฉันก็ขอแนะนำตัวฉันเป็ผู้อำนวยการของโรงเรียนนี้ แล้วก็ขอแสดงความยินดีกับพวกเธอที่อยู่ในที่นี้ด้วยที่สามารถผ่านบททดสอบแรกมาได้ นั่นก็คือการมาโรงเรียนให้ตรงเวลา ถ้าเกิดพวกเธอมาไม่ทันก็จะเป็อย่างพวกเขา โดนไล่ออกยังไงล่ะ"
แล้วเมื่อทุกคนได้ฟังคำพูดของผู้อำนวยการมันถึงกับทำให้ทุกคนที่ได้ยินนั้นหน้าซีดเซียวกันเลยทีเดียว แต่มันไม่ใช่กับนัตสึเมะ ที่ในตอนนี้กำลังร้องะโอยู่ภายในจิตใจ ว่าทำไมเขาถึงไม่มาให้ช้ากว่านี้! เขาจะได้ไม่ต้องมาเรียนที่แห่งนี้แล้วหาข้ออ้างไปบอกแม่ว่าไปโรงเรียนไม่ทันแล้วโดนไล่ออก ก่อนที่จะได้ไปโรงเรียนกับเพื่อน!
เห็นไหมล่ะความคิดอันชาญฉลาด ถ้าเกิดมีคนได้ยินความคิดของเขาในตอนนี้แล้วละก็ พวกมันคงจะต้องกระอักเืออกมาพร้อมกับอยากที่จะพุ่งเข้ามาฆ่าเขาให้รู้แล้วรู้รอดเพราะพวกมันสอบแทบเป็แทบตายเพื่อที่้าจะเข้าโรงเรียนนี้ให้ได้ แต่กับมีไอ้หน้าไหนก็ไม่รู้ที่มันพยายามวางแผนออกจากโรงเรียนนี้!
แต่ก็อย่างว่าในสถานการณ์แบบนี้มันคงไม่มีใครใช้พลังในการมาอ่านความคิดของคนอื่นหรอกนะ ซึ่งแน่นอนว่าในตลอดเวลามากกว่า 1 ชั่วโมงนัตสึเมะก็ต้องมานั่งรับฟังท่านอาจารย์ผู้ยิ่งใหญ่พูดเกี่ยวกับกฏของโรงเรียนต่างๆมากมาย
แต่ถ้าถามผมว่าจำได้ไหมขอบอกเลยว่าั้แ่ต้นจนจบลืมไปหมดแล้วล่ะ เพราะฉะนั้นผมก็เลยต้องมายืนงงแดกอยู่ที่หน้าห้องเรียนแห่งหนึ่ง แล้วเมื่อผมเปิดประตูเข้าไปผมก็ถึงกับต้องปิดมันลงแล้วหันกลับมามองป้ายประตูกับป้ายที่อยู่ในมือของผมอีกครั้งหนึ่ง
"มันก็ห้องเดียวกันนี่นาแต่ทำไม"
ผมที่ยังคงรู้สึกไม่แน่ใจว่าตัวเองมาถูกหรือเปล่ามันก็เลยทำให้ผมเปิดประตูเข้าไปดูอีกครั้งหนึ่ง และมันก็ทำให้ผมปิดประตูลงอย่างรวดเร็วพร้อมกับสีหน้าที่กลืนไม่เข้าคายไม่ออก
"ผมชักอยากจะเห็นหน้าของคนที่เอาผมมาอยู่ในห้องนี้แล้วสิ"
ผมอดที่จะบ่นขึ้นมาไม่ได้ก็เพราะว่าภายในห้องนั้นเต็มไปด้วยลูกคุณหนูมากหน้าหลายตาแต่ละคนนั้นก็ขอบอกเลยว่าเป็ลูกของมหาเศรษฐีที่มีเงินมากมายจนสามารถซื้อดาวเคราะห์เป็ของตัวเองได้ แล้วก็เป็พวกที่เต็มไปด้วยความเฉลียวฉลาดมีพร์ที่เหนือยิ่งกว่าพวกสัตว์ประหลาดซะอีก แล้วมันจะไม่ทำให้ผมอดบนขึ้นมาได้ยังไงกัน
ไม่ว่าจะคิดยังไงผมก็ไม่น่าจะมาอยู่ในห้องนี้ได้ ยกเว้นซะว่าคนที่มันจัดห้องให้ผมมันจัดห้องผิด แต่ก็ช่างมันเถอะ! เพราะยังไงซะต่อให้ผมจะอยู่ห้องไหนมันก็ไม่แตกต่างกันหรอก
นัตสึเมะที่เห็นว่ายืนอยู่ตรงนี้ต่อไปมันก็คงไม่ได้อะไรมันก็เลยทำให้ผมยื่นมือไปเปิดประตูแต่ทว่าภายในวินาทีนั้นผมก็ต้องหยุดชะงัก! ด้วยแรงจับบนหัวไหล่จากข้างหลังพร้อมกับเสียงของผู้ชายคนหนึ่งที่ดังขึ้นมา
"นี่นายยังไม่เข้าห้องอีกอย่างนั้นหรอ เดี๋ยวอาจารย์ก็จะมาแล้วนะถ้ายังไม่เข้าห้องละก็ ระวังอาจารย์มาเห็นเข้าพวกเราจะโดนไล่ออกั้แ่วันแรกเหมือนกับตอนเช้าก็ได้นะ"
เมื่อผมได้ยินแบบนั้นเขาก็หันหลังกลับมามองคนที่พูดกับผมซึ่งเป็ผู้ชายคนนึงที่ดูท่าทางแล้วสุภาพแต่งตัวเรียบร้อยเป็คนที่มีผิวสีขาวดังหิมะดวงตาสีเขียวหน้าตาหล่อเหลาผมสีทองธรรมชาติ ผมที่ได้เห็นแบบนั้นก็ขอพูดอย่างเต็มปากเต็มคำเลยว่าไอ้หมอนี่มันพระเอกของเื่ชัดๆ แต่เขาบอกว่าจะไล่ออกนี่นา ถ้าอย่างนั้นรอตรงนี้เลยก็แล้วกัน
"ขอบคุณที่เตือนครับเกือบไปแล้วสิ แต่ผมขอยืนอยู่ตรงนี้สักพักนะครับ"
ยังไงซะผมก็้าที่จะออกอยู่แล้ว เพราะฉะนั้นแล้วจะมานั่งเสียเวลารอตั้งเดือนทำไมล่ะ สู้ยืนอยู่ตรงนี้ให้อาจารย์ออกมาไล่ออกก็สิ้นเื่ตั้งนานแล้ว แล้วไม่เห็นจะต้องไปทำเื่อะไรพันนั้นด้วย
แต่ผมที่กำลังรู้สึกยินดีกับแผนของตนเองก็พบว่าคนตรงหน้ายังไม่เข้าไปภายในห้องมันก็เลยทำให้ผมนึกขึ้นมาได้ว่าตัวเองยืนขวางหน้าประตู ซึ่งนั่นก็เลยทำให้ผมยิ้มแก้เขินขึ้นมาก่อนที่จะขยับให้
"ต้องขอโทษด้วยนะครับที่ผมยืนขวางทางของคุณเอาไว้ เชิญเข้าไปก่อนเลยครับ"
ผมพูดขึ้นมาด้วยสีหน้าที่ยิ้มแย้มแต่ภายในใจของผมนั้นกับร้องะโดังๆขึ้นมาว่า รีบๆเข้าไปได้แล้วโว้ย! โลกใบนี้นะยัง้าให้นายเข้าไปช่วยอยู่นะ เพราะฉะนั้นแล้วเลิกมายืนอยู่กับตัวประกอบเช่นผมเถอะ! ได้แต่เพียงแค่คิดพร้อมกับจินตนาการอันล้ำเลิศที่ได้ออกไปสวัสดีโลกภายนอกโดยไม่รู้อิโหน่อิเหน่อะไร
ซึ่งมันก็ทำให้เขาคนนั้นยิ้มตอบกลับมา ก่อนที่จะเดินมาพิงกำแพงด้านข้างของผมด้วยรอยยิ้มประดับบนใบหน้า
"ไม่เป็ไรหรอกครับ ผมก็อยากจะยืนอยู่ตรงนี้สักพักเหมือนกัน ผมชื่อ โนอาห์ แล้วนายล่ะ"
โนอาห์ได้พูดขึ้นมาด้วยรอยยิ้มอันทรงเสน่ห์ที่ไม่ว่าผู้หญิงคนไหนก็ตามที่ได้เดินผ่านมาเห็นคงได้มีหัวใจละลายพร้อมกับดวงตาที่ปรากฏขึ้นมาเป็รูปหัวใจแน่นอน
แต่ต้องขอโทษด้วยที่ภายในทางเดินแห่งนี้มีเพียงแค่พวกเขาสองคนเท่านั้น แถมในตอนนี้มันก็มีแต่คนที่เข้าห้องเรียนกันไปหมดแล้วเพราะไม่อยากที่จะโดนไล่ออกยังไงล่ะ แถมผมก็ไม่ใช่พวกไม้ป่าเดียวกันด้วย เพราะฉะนั้นแล้วไอ้รอยยิ้มแบบนั้นน่ะมันทำอะไรผมไม่ได้หรอกนะ!
แต่ถึงจะพูดแบบนั้นไปผมก็ยังคงััได้ถึงความจริงจังจากคนตรงหน้ามันก็เลยทำให้ผมยอมยื่นมือไปจับมือของเขา
"ผมชื่อ นัตสึเมะ ยินดีที่ได้รู้จักเช่นกันครับ โนอาห์"
"ผมก็ยินดีที่ได้รู้จักนายเหมือนกัน นัตสึเมะ"
แล้วเมื่อสองหนุ่มหล่อได้จับมือกันมันก็ทำให้ทางเดินที่พวกเขาเหยียบย่ำอยู่นั้นมันเต็มไปด้วยความทรงพลัง! ทำไมนะหรอเพราะทั้งสองคนนั้นหล่อแตกต่างกันถ้าเกิดว่าโนอาห์เป็แสงสว่างที่เจิดจรัสอยู่บนฟากฟ้า นัตสึเมะก็คือความมืดมิดที่คอยเป็ผู้สนับสนุนเขาให้กลายเป็แสงที่คอยเจิดจรัสอยู่บนฟ้านั่นเอง
แต่มันก็เพียงแค่แป๊บเดียวก่อนที่ทั้งสองคนจะปล่อยมือออกจากกัน พร้อมกับบรรยากาศที่กลับมาเงียบสงัดอีกครั้งหนึ่ง ซึ่งแน่นอนว่าบรรยากาศแบบนี้ก็ยังคงดำเนินต่อไปเรื่อยๆจนในที่สุดฝ่ายที่ทนไม่ไหวก็เป็โนอาห์ที่ไม่สามารถทนบรรยากาศที่อึดอัดแบบนี้ได้
"ว่าแต่นัตสึเมะทำไมนายถึงได้ตัดสินใจมายืนอยู่ตรงนี้ล่ะ ไม่กลัวที่จะโดนไล่ออกอย่างนั้นหรอ หรือว่านายมีเหตุผลอะไรสักอย่างหนึ่งกัน"
ผมที่ได้ยินแบบนั้นก็อยากจะะโตอบกลับไปดังๆว่าพูดออกมาได้ตรงประเด็นดีนะ! แต่ผมก็ต้องสงบสติอารมณ์เอาไว้เพราะคนตรงหน้าเป็ถึงลูกมหาเศรษฐีผู้ที่มีดวงดาวมากกว่า 100 ดวงดาวและมีธุรกิจกระจัดกระจายกันไปตามดวงดาวต่างๆซึ่งแน่นอนว่าคนตรงหน้าก็คือโคตรของโคตรอภิมหารวยยังไงล่ะ
แถมยังเป็คนที่หล่อมากๆอีกด้วย แต่เื่นี้ช่างมันเดี๋ยวออกนอกประเด็นไปไกล แล้วตกลงจะตอบไปยังไงเนี่ยหรือว่าเอาแบบนี้เลยก็แล้วกัน
"เหตุผลของผมน่ะหรอเป็เหตุผลที่ง่ายมากเลยผมก็เพียงแค่มายืนรอเวลาในการออกไปเดินเล่นนอกโรงเรียนก็เท่านั้น แล้วโนอาห์ละมายืนรอตรงนี้ทำไม อย่าบอกนะว่าอยากจะออกไปเดินเล่นนอกโรงเรียนเหมือนกับผมนะ"
จะให้พูดยังไงล่ะก็มันไม่มีเหตุผลนี่นาที่คนตรงหน้าจะมายืนอยู่ตรงนี้ยกเว้นซะว่าเขาจะเป็คนเห็นอกเห็นใจเป็พวกที่เห็นใครลำบากแล้วก็เลยต้องมาให้ความช่วยเหลือ แต่ดูจากท่าทางแล้วน่าจะไม่ใช่ละนะ เอาเถอะเขาก็คงจะมีเื่ของเขาผมไม่ควรจะไปสนใจอะไรมากดีกว่าก่อนที่จะโดนสั่งเก็บ
"ถ้าไม่อยากบอกก็ไม่เป็ไรครับ แต่จะว่าไปแล้วพวกเราก็ยืนตรงนี้มาได้เกือบจะ 20 นาทีแล้วนะ แต่ถึงจะเป็แบบนั้นแล้วทำไมอาจารย์ยังไม่มาอีกกัน โนอาห์พอจะรู้เื่อะไรไหมครับ"
ผมก็เล่นยืนมานานกว่า 20 นาทีแล้วแต่ก็ไม่เห็นจะมีวี่แววของอาจารย์มาเลยสักคนเดียว แถมดูท่าทางแล้วคงจะต้องยืนรอแบบนี้ต่อไปอีกยาวแน่นอน เพราะฉะนั้นแล้วผมขอฝากความหวังไว้กับคุณนะครับคุณโนอาห์!
เพราะคุณเป็ถึงลูกมหาเศรษฐีั์ใหญ่ที่ดาวเคราะห์มากกว่า 100 ดาวเคราะห์เพราะฉะนั้นแล้วคุณน่าจะมีข้อมูลอะไรมากกว่าผมแน่นอน! ทำได้เพียงแค่ะโอยู่ภายในใจเพราะคืนพูดแบบนี้ออกไปมีหวังโดนหาว่าบ้าแน่
โนอาห์ที่ได้ยินแบบนั้นก็ทำสีหน้าครุ่นคิดขึ้นมาก่อนที่เขาจะกล่าวออกมาด้วยเสียงที่มีเพียงแค่พวกเขาทั้งสองคนเท่านั้นที่ได้ยิน
"นั่นสินะนี่ก็ผ่านมาตั้ง 20 นาทีแล้ว สงสัยอาจารย์คงจะสุขภาพไม่ดีก็เลยไม่ได้มามั้ง แต่พวกเราออกไปตามหาหน่อยดีไหม"
ผมที่ได้ยินแบบนั้นก็ถึงกับคิ้วกระตุกแต่ก็ยังพยายามฝืนยิ้ม เพราะเหตุผลที่ผมได้รับมาจากคนตรงหน้ามันฟังไม่ขึ้นเลยสักนิด แต่ทำไงได้ล่ะก็เขาไม่รู้จริงๆนี่นาหรือบางทีอาจารย์อาจจะสุขภาพไม่ดีก็ได้ใครจะรู้
เพราะฉะนั้นแล้วคงทำได้เพียงแค่ยอมรับและเริ่มเดินทางออกตามหาวันพีช- ไม่ใช่ละคนละเื่ แต่มันก็ส่งผลดีกับผมด้วยเหมือนกันถ้าเกิดอาจารย์มาแล้วไม่เห็นผมอยู่ภายในห้องก็คงโดนไล่ออก ความคิดของนายสุดยอดมากเลยโนอาห์!
ในขณะที่ภายในกำลังตื่นเต้นดีใจกับข้อเสนอของคนตรงหน้าโลกภายนอกนั้นมันกลับต่างกับโดยสิ้นเชิงซึ่งนัตสึเมะมีท่าทางสีหน้าที่คิดด้วยความจริงจัง จนทำให้โนอาห์รับรู้ได้ในทันทีว่าคนตรงหน้านั้นกำลังประเมินผลและใช้สมองของตนเองในการวิเคราะห์รับมือกับสถานการณ์ในตอนนี้ซึ่งมันก็ถึงกับทำให้เขานั้นชื่นชมก่อนที่ผมจะพูดขึ้น
"เป็ความคิดที่เข้าท่าครับ แต่การที่พวกเราจะออกตามหาโดยไร้จุดหมายแบบนี้ผมว่าเราคงไม่สามารถตามหาอาจารย์ได้ทันแน่นอนครับ เพราะฉะนั้นแล้วผมจะออกไปตามหาข้างนอกส่วนโนอาห์ก็ไปตามหาที่ห้องพยาบาลและภายในอาคารเรียนนะครับ อีก 30 นาทีแล้วพวกเรามาเจอกันที่หน้าห้องเรียน แบบนี้คงไม่ขัดข้องสินะครับ"
โนอาห์ที่ได้ยินแบบนั้นก็พยักหน้ายอมรับเพราะถ้าพูดตามความจริงแล้วโรงเรียนที่แห่งนี้นั้นถือว่ากว้างใหญ่มากและพวกเขาสองคนคงไม่สามารถที่จะค้นหาได้หมดทั่วโรงเรียนแน่นอนเพราะฉะนั้นแล้วการที่แยกหาไปตามโซนต่างๆมันจะถือว่าเป็การดีที่สุด
"ตกลงถ้าอย่างนั้นอีก 30 นาทีเรามาเจอกันที่นี่ ถ้าอย่างนั้นฉันขอแยกตัวออกไปก่อนนะ"
ผมได้พยักหน้ารับก่อนที่โนอาห์จะแยกตัวออกไปค้นหาในห้องพยาบาลซึ่งผมก็ไม่ได้ให้ความสนใจอะไรเพราะแผนการที่ผมพูดออกไปมันก็เป็เพียงแค่แผนการที่คิดขึ้นมาแบบหยาบๆก็เท่านั้น
แถมโรงเรียนแห่งนี้ก็ออกจะกล้องใหญ่จนแทบจะเรียกว่าต่อให้คนทั้งโรงเรียนออกสำรวจพร้อมกันก็ยังต้องใช้เวลาอย่างน้อยถึงครึ่งวันในการค้นหาทุกซอกทุกมุมเพราะฉะนั้นแล้วมันแทบเป็ไปไม่ได้เลยที่พวกเขาทั้งสองคนจะสามารถหาอาจารย์ให้พบได้ แต่นั่นมันก็สำหรับคนธรรมดาส่วนพวกยอดมนุษย์ อันนี้ผมก็ไม่รู้เหมือนกัน
หลังจากที่ผมได้แยกตัวออกมาค้นหาในป่าผมก็ได้มาพบกับพื้นที่แห่งหนึ่ง ซึ่งมันเป็พื้นที่ที่เงียบสงบมีเสียงนกร้องดังขึ้นมาเป็จังหวะพร้อมกับมีร่มเงาที่เย็นสบาย ถ้าใครก็ตามที่ได้มานั่งอยู่ที่นี่หรือได้มาพบก็แทบจะเรียกได้ว่าเป็สรวง์สำหรับคนที่ชอบอยู่ตัวคนเดียว ซึ่งแน่นอนว่าผมก็ชอบบรรยากาศแบบนี้เหมือนกัน
แต่หลังจากที่ผมได้เงยหน้าขึ้นมามองไปที่บนต้นไม้มันก็ถึงกับทำให้สีหน้าที่ผ่อนคลายของผมนั้นแข็งค้างด้วยความไม่อยากเชื่อพร้อมกับเต็มไปด้วยความเหลือเชื่อ
เพราะในตอนนี้ผมกำลังเห็นผู้หญิงคนนึงซึ่งใส่ชุดรัดรูปสีดํามัดทรงผมหางม้า ผิวสีช็อกโกแลตรูปร่างเรียกได้ว่าสมบูรณ์แบบเป็สเปคในฝันที่ผม้าเลย แต่ช่างน่าเสียดายเมื่อผมได้ไปเห็นป้ายซึ่งติดอยู่บนแขนเสื้อ ซึ่งมันเป็ตราสัญลักษณ์ของอาจารย์ประจำชั้นห้อง คิง ส่วนสาเหตุที่รู้ได้ยังไงหรอก็ดูตามป้ายที่อยู่ในมือยังไงล่ะ
"อรุณสวัสดิ์ยามเช้าครับอาจารย์ไม่ทราบว่าทำไมอาจารย์ถึงมานอนเล่นอยู่ตรงนี้หรอครับ ถ้าไม่เป็การรบกวนอะไรผมขอไปนอนด้วยคนได้ไหมครับ"
ในเมื่อยังไงก็จะโดนไล่ออกอยู่แล้วถ้าอย่างนั้นขอไปนอนเล่นด้วยคนเลยก็แล้วกัน ซึ่งไม่จำเป็ที่จะต้องรอให้คนตรงหน้าตัดสินผมก็เดินเข้าไปนอนใต้ต้นไม้ถึงแม้จะบอกว่านอนแต่ก็เพียงแค่หลับตาซึมซับบรรยากาศรอบตัวที่เงียบสงบก็เท่านั้น
ทางด้านของครูสาวสุดสวยที่เป็สเปคของนัตสึเมะเธอในตอนนี้ ก็กำลังยิ้มออกมาด้วยความรู้สึกที่ชื่นชอบ พร้อมกับสายตาสีเหลืองเหมือนกับสัตว์เลื้อยคลานของเธอที่ได้จับจ้องมองมายังที่เขาด้วยความรู้สึกที่เหมือนกับได้เจอเพชรเม็ดงาม จนเธอนั้นไม่สามารถปิดบังความดีใจของตัวเองเอาไว้ได้
'ดูเหมือนว่าฉันจะเจอเพชรเม็ดงามเข้าให้แล้วสิ ไม่คิดเลยว่าเด็กหนุ่มที่ดูถ้าถามไม่อันตรายเช่นนี้ จะสามารถมองผ่านเวทมนต์หลวงตาของฉันได้ ชักน่าสนใจแล้วสิทั้งที่การทดสอบนี้เพิ่งจะเริ่มขึ้นได้ 22 นาทีเอง'
หลังจากที่เธอได้พูดประโยชน์ภายในใจจบ เสียงประกาศก็ได้ดังสนั่นขึ้นไปทั่วทางโรงเรียนซึ่งมันก็ถึงกับทำให้นักเรียนทุกคนที่กำลังนั่งอยู่ในห้องนั้น พากันลุกขึ้นมาจากที่นั่งพร้อมกับพุ่งออกมาจากหน้าต่างหรือแม้แต่ทางด้านประตู แต่ดูเหมือนว่าจะมีเพียงแค่ชั้นปีหนึ่งเท่านั้นที่มีอาการเช่นนั้น และสิ่งที่พวกเขาได้ยินนั้นก็คือ
"นี่พวกเธอทั้งหลายจะมัวนั่งรออะไรกันอยู่อีกการทดสอบครั้งที่ 2 มันได้เริ่มขึ้นแล้วนะ! เอาล่ะรีบค้นหาอาจารย์ของพวกเธอซะถ้าเกิดถึงเวลาพักกินข้าวเมื่อไหร่แล้วละก็พวกเธอทั้งหมดก็เตรียมตัวรอได้เลย!"
"สุดท้ายปีนี้ก็ยังคงเหมือนเดิมแต่ดูเหมือนว่าจะยังมีคนรู้สึกตัวอยู่ก่อนหน้านั้นหลายคนอยู่ด้วยสินะ แต่มันก็ยังคงชักช้าอยู่ดี ฉันขอทดสอบพวกเธอหน่อยเถอะว่าปีนี้พวกเธอจะเก่งมากแค่ไหน ใช่ไหมพ่อหนุ่มฉันรู้นะว่าเธอยังไม่หลับ"
นัตสึเมะที่ได้ยินแบบนั้นก็ลืมตาขึ้นมาพร้อมกับรอยยิ้มแห้งๆ ในขณะที่ภายในใจของผมล้วนเต็มไปด้วยความเชื่อเหมือนกับว่าพระเ้ากำลังกลั่นแกล้งผมอยู่ยังไงอย่างนั้น
'ให้มันได้อย่างนี้สิ'