บทที่ 6 มีเงินใช้ผีโม่แป้งได้
ผ่านไปได้สามวันฉางซุนจิ้งก็มาปรากฏตัวที่หน้าจวนแม่ทัพอีกครั้งพอฮูหยินใหญ่มองเห็นเขาก็ถึงกับอึ้งไปเลย
ชายหนุ่มที่แม้จะดูผอมบางไปสักหน่อย ทว่าใบหน้าหล่อเหลาของเขาดูอบอุ่นอ่อนโยนราวกับสายลมในฤดูใบไม้ผลิสีหน้าที่เคยซีดขาวดูอ่อนล้า กลับกลายเป็ผิวเนียนใสที่บ่งบอกว่าเป็คนสุขภาพดีไปแทนถึงแม้จะยังใส่ชุดสีเทาเรียบง่ายเหมือนอย่างทุกครั้งที่พบเจอแต่วันนี้ชุดสีเทากลับไม่อาจกลบรัศมีที่ดูเปล่งประกายของเขาได้อีกต่อไป
อวิ๋นเหลียนที่ได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเขาก็พลอยยิ้มหวานละมุนไปด้วยในใจคิดว่าน้ำยาฟื้นฟูของนางช่างได้ผลดีจริงๆพี่จิ้งสุดหล่อในวัยเด็กคนนั้นฟื้นคืนชีพแล้ว!
จากนั้นทั้งสองคนก็ออกไปข้างนอกด้วยกันท่ามกลางสายตาครุ่นคิดของฮูหยินใหญ่
“พี่จิ้งขอแสดงความยินดีด้วยที่กลับมาสุขภาพดีอีกครั้ง” อวิ๋นเหลียนเอ่ยอย่างร่าเริง“แต่ท่านยังดูผอมไปอยู่นะ ต้องกินให้มากกว่านี้หน่อย”
“อาหารที่จวนจัดให้ไม่ค่อยจะดีนัก” ฉางซุนจิ้งไม่ได้ปิดบังถึงสภาพความเป็อยู่ที่ไม่ค่อยดีในจวนของตนเองเขามองเด็กสาวที่นั่งอยู่ฝั่งตรงข้ามบนรถม้า ก่อนจะเอ่ยยิ้มๆว่า“ไม่สู้นายหญิงทำอาหารมาให้ข้า?คราวก่อนนายหญิงเคยบอกว่าอาหารยาของท่านมีฤทธิ์เทียบเท่าโอสถเมื่อกินเข้าไปแล้วช่วยพัฒนาได้กระทั่งการฝึกบำเพ็ญ”
หลายวันมานี้เขาฝึกฝนพื้นฐานการใช้เวทตามที่อวิ๋นเหลียนบอกมาโดยตลอดถือว่าเริ่มจับทางการใช้เวทได้บ้างแล้วแต่เพราะยังไม่มีคัมภีร์เวทจึงไม่สามารถเรียนรู้การใช้เวทบทต่างๆได้แค่พอจะรับรู้และดึงพลังเวทในตัวได้บ้างเท่านั้น
“ได้” อวิ๋นเหลียนรับคำทันทีโดยไม่แม้แต่จะคิด“บางวันจะให้คนนำไปส่ง บางวันอาจจะไปส่งเอง ปีนกำแพงไปหาท่านเป็เื่ง่ายดายยิ่ง”
ฉางซุนจิ้งขำท่าทีของนางจนต้องหัวเราะออกมาเหลียนเอ๋อร์ของเขาไม่เหมือนใครจริงๆ
“เมื่อวานนี้ข้านำโอสถไปขายมาให้แล้ว”ชายหนุ่มกลับมามีท่าทางเป็งานเป็การเขาหยิบตั๋วเงินปึกใหญ่ออกมาจากในแหวนมิติแล้วยื่นให้เด็กสาว “โอสถฟื้นฟูปราณทั้ง1200 เม็ด ขายได้ 1แสน4หมื่น4พันตำลึง ทางหอการค้าให้มา1แสน5หมื่นถ้วนส่วนยาระดับสามพวกเขาตัดสินใจจะเอาเข้าประมูลหลังประมูลแล้วขอค่าดำเนินการ3ส่วนอีก7ส่วนที่เหลือจะให้เราหลังจากที่ประมูลเสร็จหมดแล้วผู้จัดการเฉิงซู่บอกว่าน่าจะได้อย่างต่ำก็หลายแสนตำลึงแน่นอน แล้วก็เงิน9หมื่นตำลึงนี้คือค่าแหวนมิติในคราวที่แล้ว”
อวิ๋นเหลียนเก็บไว้เอง2แสนตำลึงแล้วยัดตั๋วเงิน4หมื่นตำลึงคืนให้เขา “พี่จิ้งเก็บเอาไว้ อยากใช้อะไรก็ใช้อยากซื้ออะไรก็ซื้อได้เลย”
ฉางซุนจิ้งเดิมทีอยากปฏิเสธแต่พอเห็นใบหน้าหวานมองเขายิ้มๆแล้ว สุดท้ายก็ยอมเก็บตั๋วเงินกลับไปพร้อมกับเอ่ยแซวว่า“นายหญิงช่างเอ็นดูข้ายิ่งนัก ถึงกับมอบเงินให้ไว้ใช้จ่ายมากมายเพียงนี้”
“อนาคตเราจะมีเงินมากกว่านี้อีกหลายเท่าตัวเงินแค่นี้ท่านก็ถือว่าเอาไปเล่นเถอะ” อวิ๋นเหลียนเอ่ยอย่างใจกว้าง
ที่จริงแล้วสำหรับเทพเงินพวกนี้ไม่สำคัญเลยแม้แต่น้อยนางเองจะหาเงินตอนไหนก็หาได้ที่จำเป็ต้องใช้เงินก็เพราะต้องทำภารกิจและต้องเลี้ยงดูเทพ(สามี)ในอนาคตอีกจำนวนหนึ่งดังนั้นนางจึงต้องหาเงินไว้ให้มากๆ
“ในเมื่อมีเงินแล้ว วันนี้พวกเราจะทำอะไรกันบ้าง”ฉางซุนจิ้งส่ายหน้าให้กับคำพูดราวกับเป็เศรษฐีใหญ่ของนาง เปลี่ยนเป็ถามเื่งานแทน
“เรียกช่างก่อสร้างไปที่ร้านข้าจะสั่งให้พวกเขาดัดแปลงต่อเติมส่วนห้องหน้าร้านสักหน่อยแล้วก็ให้เขาสร้างที่พักด้านหลังสำหรับคนงานข้าจะให้แบ่งชั้นสองเป็ห้องทำงานกับห้องนอนเผื่อมีวันไหนต้องค้างที่ร้านด้วย”อวิ๋นเหลียนคิดวางแผนเอาไว้แล้วใน่หลายวันมานี้จึงสามารถแจกแจงแผนของตัวเองให้ฉางซุนจิ้งฟังได้อย่างรวดเร็ว“คิดว่าใช้เวลาไม่นานนักหรอกพอสั่งงานพวกเขาเสร็จแล้วพวกเราก็ไปที่หอการค้าไห่ถังกันอีกรอบข้าจะไปสั่งวัตถุดิบในการประดิษฐ์สินค้าเมื่อปรับปรุงร้านเสร็จแล้วพวกเราค่อยไปซื้อตู้และชั้นวางมาติดตั้งในร้านถึงตอนนั้นข้าก็ทำสินค้าออกมาได้จำนวนหนึ่งพอดีเราสามารถเริ่มขายได้ทันปีใหม่แน่นอน”
“เอาตามที่เ้าว่ามาเลย” ฉางซุนจิ้งยิ้มรับพวกเขาไม่ได้รีบร้อนวิ่งไปที่ร้านแต่ให้รถม้าจอดส่งที่หน้าภัตตาคารหอประชุมเซียนซึ่งตั้งบดบังทำเลร้านของพวกเขาหลังจากบอกให้รถม้ากลับมารับตอนเย็นแล้ว ทั้งสองก็เดินเข้าไปในภัตตาคาร
“ข้าสืบข่าวที่น่าสนใจมาได้”ฉางซุนจิ้งบอกขณะที่เงยหน้ามองการตกแต่งอันงดงามโอ่อ่าของภัตตาคารแห่งนี้“เห็นเขาบอกว่าเ้าของที่นี่ก็คือประมุขน้อยหอการค้าไห่ถังที่ชื่อว่าเฉิงนั่ว”
ดวงตาของอวิ๋นเหลียนฉายประกายสีรุ้งวาบ“ที่แท้ก็เป็คนสกุลเฉิง ประมุขน้อยที่ได้แหวนมิติของข้าไป”
“ดังนั้นวันนี้พวกเราก็ควรจะมาอุดหนุนเสียหน่อยถือโอกาสดูว่าภัตตาคารอันดับหนึ่งของเมืองหลวงเป็เช่นไรกันแน่”ฉางซุนจิ้งเอ่ยยิ้มๆ “ตอนนี้เราสองคนมีเงินแล้ว วันนี้ข้าเลี้ยงเอง”
อวิ๋นเหลียนส่งเสียงหัวเราะสดใสทั้งเสี่ยวเอ้อและแขกในภัตตาคารต่างก็อดไม่ได้ที่จะหันมองตามเสียงหวานเมื่อเห็นเด็กสาวในชุดกระโปรงสีฟ้าสดใส ใบหน้างดงามหวานล้ำประดับรอยยิ้มดวงตาเป็ประกายมีชีวิตชีวา แม้จะไม่ได้แต่งหน้าหรือสวมใส่เครื่องประดับหรูหราแต่ร่างกับเปล่งประกายกลิ่นอายบางอย่างที่ไม่อาจมองข้ามออกมา
รอจนกระทั่งนางเดินตามเสี่ยวเอ้อขึ้นบันไดไปชั้นสองแล้วเสียงกระซิบกระซาบสอบถามถึงตัวตนของนางก็ดังขึ้นทันทีลูกค้าของภัตตาคารหอประชุมเซียนล้วนแต่เป็คนของตระกูลชั้นสูงหรือตระกูลร่ำรวยเด็กสาวที่รูปงามโดดเด่นเพียงนี้ ไม่ทราบว่าเป็คุณหนูบ้านไหนถึงได้ไม่เคยเห็นหน้าค่าตามาก่อนเลย
น่าเสียดายที่ไม่มีใครรู้เลยว่านางเป็ใคร
ทางด้านอวิ๋นเหลียนนางให้ฉางซุนจิ้งหยิบเงินหนึ่งตำลึงยัดใส่มือเสี่ยวเอ้อพร้อมกับบอกว่า้าห้องที่สามารถมองเห็นถนนด้านหลังแม้ว่าเสี่ยวเอ้อจะงงๆอยู่บ้างเพราะห้องเช่นนั้นคือห้องที่จะถูกจัดให้ลูกค้าใช้ก็ต่อเมื่อห้องรับรองดีๆถูกใช้บริการเต็มแล้วแต่ก็ยังจัดห้องให้ทั้งสองนั่งรับประทานอาหารในห้องที่ติดถนนด้านหลังตามคำเรียกร้อง
อวิ๋นเหลียนมองดูรายการอาหารแวบหนึ่งก่อนจะส่งให้ฉางซุนจิ้งเป็คนสั่งส่วนนางเดินไปยืนตรงหน้าต่างห้องรับรองพลางทอดสายตามองออกไปด้านนอกเงียบๆ
“เป็อย่างไรบ้าง”ฉางซุนจิ้งเห็นว่าเสี่ยวเอ้อออกไปแล้วก็ถามเด็กสาวพลางลุกเดินไปยืนข้างๆ
“ท่านดู เห็นร้านเราชัดเจนเลยทีเดียว”อวิ๋นเหลียนชี้ให้เห็นอาคารหน้าร้านของพวกเขาซึ่งสามารถมองเห็นได้อย่างชัดเจนจากตรงนี้“ข้าคิดออกแล้วว่าเราจะใช้ประโยชน์จากที่นี่อย่างไร”
“อย่างไร?”
“ท่านรอดู” อวิ๋นเหลียนคลี่ยิ้มอย่างลึกลับไม่ยอมบอกความคิดที่ได้มาใหม่ให้เขารู้
อาหารของภัตตาคารหอประชุมเซียนราคาแพงมากบางจานมีราคาถึง80ตำลึง แทบจะเทียบเท่ากับโอสถวิเศษระดับหนึ่ง หน้าตาอาหารดูดีสีสันสดใส วัตถุดิบสดใหม่ แต่รสชาติก็แค่นับว่าอร่อยทานคล่องไม่ได้โอชะเสียจนทำให้คะนึงหาอยากกินอีกซ้ำๆ
ที่จริงแล้วอวิ๋นเหลียนไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญด้านอาหารนางอยู่มานานก็จริง แต่ก็มีร่างเป็เตาหลอมใบหนึ่ง ไม่เคยกินอาหารมาก่อนจนกระทั่งลงมาเกิดบนโลกใบนี้แต่เพราะอยู่มานานนี่เอง นางถึงเคยพบเจออาหารเลิศรสมามากมายแม้ไม่เคยกินก็จดจำสีสัน กลิ่น ส่วนผสมและวิธีการทำได้อย่างชัดเจนนางแน่ใจว่าอาหารเ่าั้จะต้องอร่อยกว่าอาหารที่นี่แน่นอน
“ไว้กลับไปข้าจะลองทำอาหารให้ท่านกินลองดูว่าจะสู้ที่นี่ได้หรือไม่” อวิ๋นเหลียนกล่าวอย่างหมายมั่นปั้นมือหลังจากทั้งสองจ่ายค่าอาหารแล้วก็เดินอ้อมไปยังถนนด้านหลังฉางซุนจิ้งให้นางรออยู่ที่ร้าน ส่วนเขาไปตามช่างก่อสร้างมา เมื่อช่างมาถึงอวิ๋นเหลียนก็นำแบบร่างที่นางวาดเอาไว้ออกมาอธิบาย
“ข้า้าให้เจาะประตูตรงนี้เพื่อที่จะเดินทะลุไปยังห้องร้านด้านข้างได้จากด้านหลังแล้วก็ก่อกำแพงขึ้นมาตรงนี้กั้นห้องด้านหลังเอาไว้ สำหรับเก็บสินค้า...”
“ด้านหน้าใช้ไม้ตกแต่งข้าอยากให้รูปแบบของร้านดูเป็ธรรมชาติมากที่สุด...”
“ผนังอิฐทั้งหมดใช้แผ่นไม้ที่ผ่านการไสอย่างดีแล้วมาติดทับเข้าไป...”
“ชั้นสองทุบกำแพงตรงนี้ให้ทะลุกันไปเลยแล้วเจาะประตูตรงห้องนั้นด้วย...”
แม้ว่าอวิ๋นเหลียนจะสั่งงานค่อนข้างมากและละเอียดนายช่างได้ฟังคิ้วก็ขมวดเข้าหากันมากขึ้นเรื่อยๆ แต่พอนายช่างเห็นตั๋วเงินในมือนางก็รีบรับคำอย่างหน้าชื่นตาบาน ทั้งยังเรียกลูกน้องมาเตรียมลงมือทั้งยังเสนอตัวไปซื้อไม้อย่างดีมาให้นางด้วย
เมื่อตกลงราคากันได้เรียบร้อยแล้วอวิ๋นเหลียนก็ปล่อยให้พวกเขาจัดการตัวเองก็ไปยังหอการค้าไห่ถังด้วยกันกับฉางซุนจิ้ง
เมื่อไปถึงฉางซุนจิ้งยังไม่ทันได้หยิบป้ายไม้ออกมา ก็มีคนวิ่งเข้ามารับหน้าแล้วเห็นได้ชัดว่าคนของหอการค้าถูกสั่งเอาไว้ให้คอยจับตาดูทั้งสองหากมาถึงแล้วก็ให้รีบเข้ามาต้อนรับและพาไปยังห้องรับรองแขกระดับสูงทันที
“วันนี้ไม่ได้มาขาย แต่จะมาสั่งซื้อของ”อวิ๋นเหลียนเอ่ยกับเฉิงซู่ที่เข้ามากล่าวทักทายนางอย่างนอบน้อม
“ไม่ทราบว่าคุณหนู้าสั่งสินค้าแบบใดหรือขอรับ”เฉิงซู่ยิ้มพลางถามอย่างกระตือรือร้นในที่สุดก็จะได้รู้เสียทีว่าแม่นางลึกลับท่านนี้้าจะทำสินค้าเช่นไรออกมาวางขายกันแน่ท่านประมุขกำชับเขาเอาไว้แล้ว หากนางเริ่มขายสินค้าเขาจะต้องขอซื้อมาให้ได้โดยเร็วที่สุด
“ตามรายการนี้” อวิ๋นเหลียนหยิบใบรายการที่เขียนเอาไว้แล้วออกมาเฉิงซู่รับไปดูด้วยความสนใจใคร่รู้ก่อนจะต้องเผยสีหน้าประหลาดใจเมื่อเห็นรายชื่อของที่นาง้าสั่งซื้อ
ผ้าไหมหลิงเป็ผ้าทอที่ผลิตขึ้นโดยแคว้นหนานหยวนราคาก็นับว่าสูงมาก แต่หากไม่ใช่ผู้ฝึกตนก็แทบจะไม่มีใครนำมาใช้ เพราะผ้าเหล่านี้มีพลังหลิงซึ่งเป็พลังงานธรรมชาติหากไม่ใช่ผู้ฝึกตนก็ไม่อาจดึงประโยชน์จากมันออกมาใช้ได้คนทั่วไปไม่นำมาตัดเสื้อผ้าไม่รู้ว่าคุณหนูท่านนี้้าผ้าไหมหลิงปริมาณมากทั้งยังหลากหลายสีไปทำอะไร
พู่ไหมหลิงเองก็เป็สินค้าของแคว้นหนานหยวนเช่นกันส่วนใหญ่จะเป็พวกผู้ฝึกตนที่นำไปประดับอาวุธของทำเป็ของวิเศษ เช่นพวกหยกพกหรือพู่กระบี่ราคาค่อนข้างสูง แต่ไร้ประโยชน์ สินค้าเช่นนี้หอการค้าไห่ถังไม่ค่อยได้จับต้องเพราะไม่มีตลาดให้ค้าขาย
ขนหางสัตว์สำหรับทำพู่กัน ไม้ไผ่ชั้นเลิศกระดาษเนื้อดี ของเหล่านี้เป็สินค้าทั่วไป หาได้ไม่ยาก
ที่ทำให้เขาต้องขมวดคิ้วก็คือ หินวิเศษ
“คุณหนู ไม่ทราบว่าหินวิเศษที่ท่านเรียกนี้คือของชนิดใดหรือ ข้าไม่เคยได้ยินมาก่อน” เฉิงซู่ตัดสินใจถาม
อวิ๋นเหลียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งว่าจะอธิบายอย่างไรดีแต่สุดท้ายก็ตัดสินใจเปิดเผยข้อมูลตามตรง นางหยิบหินสีดำหน้าตาเรียบๆก้อนหนึ่งออกมาจากแหวนมิติแล้วกล่าวว่า“ท่านดู หินลักษณะนี้คือหินวิเศษที่ข้าเรียก ภายนอกดูราบเรียบ เหมือนหินปกติทั่วไปแต่หากยกขึ้นส่องกับแสงอาทิตย์มันจะมีประกายรุ้งออกมา ขอบอกท่านโดยไม่ปิดบังมันเป็ส่วนผสมสำคัญในการปรุงยา เพราะเมื่อนำมาสกัดแล้วจะมีคุณสมบัติพิเศษแต่ผู้คนทั่วไปไม่เห็นค่าของมันข้าซื้อหินพวกนี้มาจากร้านขายยาในราคาถูกจนน่าตระหนกแต่เพราะว่าข้า้ามันในปริมาณมหาศาล และไม่้าให้คนนอกรู้มากจึงตัดสินใจมาเจรจาการค้ากับหอการค้าของพวกท่าน”
ในที่สุดเฉิงซู่ก็เข้าใจเขายืดตัวขึ้นอย่างตื่นเต้น ถามว่า“ท่านจะบอกว่าหินชนิดนี้ยังไม่มีผู้ใดนำมาขายในตลาดและน้อยคนจะรู้ว่ามันมีคุณสมบัติสำคัญที่สามารถใช้ในการปรุงยา?”
“ไม่เพียงใช้ปรุงยาได้เท่านั้นยังนำมาหลอมสร้างของวิเศษได้ และเป็วัสดุระดับต่ำสุดที่เหมาะจะนำมาทำแหวนมิติแม้ว่าพื้นที่ที่รองรับการเก็บของได้จะน้อยมากเมื่อเทียบกับแหวนหยกแต่หากจะทำให้กลายเป็สินค้าที่วางขายได้ในหมู่คนธรรมดานับว่าเป็ต้นทุนที่ดีอย่างแน่นอน”
เฉิงซู่ผุดลุกขึ้นมีท่าทีละล้าละลังอย่างหาได้ยาก หลังลังเลอยู่ครู่หนึ่งก็เอ่ยว่า “คุณหนู สินค้าอื่นๆที่ท่าน้าทางเราจัดหาให้ได้อย่างไม่มีปัญหาแต่หินวิเศษที่ท่านว่ามานี้ จะกลายเป็การค้าใหญ่ที่หอการค้ายังไม่เคยเผชิญมาก่อนคุณหนูโปรดรอสักครู่ ข้าจะไปขอพบท่านประมุข”
“ได้ ท่านไปเถอะ ข้าไม่รีบ”อวิ๋นเหลียนกล่าวอย่างอารมณ์ดีเช่นกัน เฉิงซู่จึงรีบโค้งให้นางแล้วถลาออกจากห้องรับรองไป
ฉางซุนจิ้งถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “นายหญิงดูเหมือนท่านจะให้ผลประโยชน์กับหอการค้าไห่ถังมากเกินไปหรือเปล่า”
“ข้าจงใจ” อวิ๋นเหลียนไม่ปิดบัง“ยิ่งพอได้รู้ว่าภัตตาคารนั่นเป็ของคนแซ่เฉิงก็ยิ่งควรให้หอการค้าได้ผลประโยชน์มากหน่อย พวกเขาได้ประโยชน์จากข้าข้าก็จะได้ประโยชน์จากพวกเขาในภายหลังเช่นกัน”
“เ้าไปเรียนรู้ความคิดอ่านเพื่อผลประโยชน์เหล่านี้มาจากที่ไหนกัน” น้ำเสียงของฉางซุนจิ้งแฝงไว้ด้วยความข้องใจอยู่หลายส่วน
อวิ๋นเหลียนชะงักไป
เพราะในแดนเทพเองก็มีเื่ราวเช่นนี้แม้แต่ในหมู่เทพเ้าเองก็่ชิงผลประโยชน์ซึ่งกันและกัน นางที่อยู่มานานขนาดนี้จะไม่เคยรู้เคยเห็นได้อย่างไร ยิ่งเมื่อติดตามข้างกายมหาเทพเห็นเขาต้องรับมือกับเล่ห์กลมากมายจากผู้ที่หวังอำนาจในมือเขาและหวังตำแหน่งของเขายังมีที่เข้ามาหาผลประโยชน์จากเขาอีกอวิ๋นเหลียนรู้สึกว่าตนเองกลายเป็ผู้เชี่ยวชาญในเื่พวกนี้ไปโดยไม่รู้ตัว
แต่สิ่งที่พอจะบอกฉางซุนจิ้งได้ก็คือ“ชาติที่แล้ว...พบเจอมามาก”
น้ำเสียงที่เจือความเศร้าสร้อยของนางทำให้ฉางซุนจิ้งอยากจะตีปากตัวเองแรงๆเขาไม่น่าไปถามเื่ที่เป็หัวข้ออ่อนไหวเลยเขาเพียงแต่ลืมไปชั่วขณะว่านางจดจำอดีตชาติได้ดูจากความสามารถของนางก็รู้แล้วว่าชาติก่อนนางต้องไม่ใช่คนธรรมดา คงจะเผชิญอะไรมามากจริงๆ
เขาสาบานกับตัวเองว่าต่อไปจะไม่ถามมากอีกแล้วหากนางอยากเล่านางก็จะเล่าออกมาให้เขาฟังเอง
ผ่านไปหลายอึดใจทีเดียว เฉิงซู่ก็กลับมาแจ้งว่า“ท่านประมุขเชิญคุณหนูไปพบที่ห้องประชุมขอรับ”
อวิ๋นเหลียนกับฉางซุนจิ้งเดินตามเขาไปยังชั้นบนสุดของอาคารหลังนี้ก่อนจะตามเฉิงซู่เข้าไปในห้องประชุมที่มีโต๊ะไม้ขณะใหญ่และเก้าอี้ไม้แกะสลักตั้งไว้ที่ตรงตำแหน่งหัวโต๊ะมีชายวัยกลางคนหน้าตาหล่อเหลาคมเข้มนั่งอยู่เขาสวมชุดสีดำดูเคร่งขรึมทรงอำนาจ ั์ตาคมกล้ามีประกายคมกริบอวิ๋นเหลียนพลันรู้สึกว่านี่คือท่าทางที่พ่อค้ามืออาชีพและผู้มีอำนาจควรจะมี
“แม่นางท่านนี้หรือคือคู่ค้ารายใหญ่ของเราใน่นี้”เฉิงจี้เปิดปากเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นคนสองคนที่ปิดบังใบหน้าเดินเข้ามา “ข้าคือเฉิงจี้ประมุขหอการค้าไห่ถัง ยินดีที่ได้รู้จักทั้งสองท่าน”
อวิ๋นเหลียนนิ่งงันไปครู่หนึ่งก่อนที่จะยกมือขึ้น ค่อยๆถอดหมวกของตัวเองออกเผยใบหน้าที่แท้จริงให้อีกฝ่ายเห็นก่อนจะเอ่ยว่า “ข้าแซ่อวิ๋นยินดีที่ได้พบท่านประมุขเฉิง”
ที่ด้านหลังของนาง ฉางซุนจิ้งไม่ได้กล่าวแนะนำตัวและไม่ได้ดึงหมวกคลุมลงเพียงแต่ค้อมศีรษะลงเล็กน้อยเป็การทักทาย
“แม่นางอวิ๋น เชิญนั่ง”เฉิงจี้ผายมือเชิญให้นางนั่งลง ก่อนที่เขาจะมองสำรวจนางปราดหนึ่งด้วยสายตาคมกริบแล้วถามว่า “เฉิงซู่บอกว่าหินวิเศษเป็วัตถุดิบสำคัญในการปรุงยาและสามารถใช้สร้างแหวนมิติทั่วไปได้”
“เื่ใช้เป็วัตถุดิบในการปรุงยานั้นเกรงว่าคงมีเพียงข้าที่รู้ เพราะว่ายาที่ใช้หินวิเศษทำนั้นไม่ใช่โอสถวิเศษที่ใช้กันแพร่หลายแต่เป็ยาวิเศษอีกรูปแบบหนึ่งที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากโอสถลูกกลอนส่วนแหวนมิติที่ใช้หินชนิดนี้สร้าง คงเรียกได้ว่าเป็แหวนระดับต่ำเท่านั้นไม่อาจเรียกว่าแหวนมิติทั่วไปได้” อวิ๋นเหลียนชี้แจงอย่างใจเย็น
ดวงตาของเฉิงจี้ทอประกายวาบ“ยาวิเศษที่มีคุณสมบัติแตกต่างจากโอสถลูกกลอน?”
อวิ๋นเหลียนคลี่รอยยิ้มหวานเรียกน้ำยาฟื้นฟูระดับกลางออกมาหนึ่งขวด ยื่นส่งให้เฉิงซู่ที่เข้ามารับอย่างระมัดระวังก่อนจะอธิบายว่า“น้ำยาวิเศษขวดนี้ขอมอบให้ท่านทดลองใช้ดู นี่เรียกว่าน้ำยาฟื้นฟูระดับกลางใช้ทาหรือราดาแที่ค่อนข้างลึกได้ แผลจะสมานตัวเองในทันที หรือหากาเ็ภายในเมื่อดื่มเข้าไปก็จะหายได้เช่นกัน แต่ต้องไม่าเ็ถึงขั้นกระดูกหักเพราะน้ำยาระดับกลางรักษาได้เพียงอาการบอบช้ำภายในเท่านั้น”
เฉิงซู่มือสั่นรีบวางขวดแก้วเล็กๆที่บรรจุน้ำยาสีใสลงตรงหน้าเฉิงจี้เฉิงจี้เองก็มองของเหลวในขวดแก้วอย่างตกตะลึงเช่นกัน เขาอึ้งอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะรีบสั่งเฉิงซู่ว่า “ไปตามเฉิงหู่มาเมื่อวานนี้เขาถูกเสี่ยวนั่วอัดจนฟกช้ำไปทั้งตัว ดูเหมือนว่าจะช้ำในเล็กน้อยด้วย”
“ขอรับ” เฉิงซู่รีบไปตามเฉิงหู่มาไม่นานนักเด็กหนุ่มร่างสูงที่มีรอยช้ำบนใบหน้าก็เดินช้าๆเข้ามาเห็นได้ชัดว่าเขารู้สึกไม่สบายตัวอย่างรุนแรง เฉิงจี้กวักมือให้เขาเข้ามาใกล้ก่อนจะสั่งให้เขานั่งลงแล้วเปิดขวดน้ำยาวิเศษออกทดลองป้ายน้ำยาลงบนรอยช้ำบนใบหน้าของเด็กหนุ่ม
รอยช้ำจางหายไปแทบจะในทันทีประมุขหอการค้าตื่นเต้น รีบเอ่ยว่า “เสี่ยวหู่ ดื่มมันลงไป”
เฉิงหู่ไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นบนใบหน้าตัวเองแต่ก็รู้สึกว่าไม่ตึงๆเจ็บๆบนใบหน้าแล้ว จึงยินยอมดื่มลงไปแต่โดยดีทันใดนั้นร่างของเขาก็เรืองแสงสีขาวจางๆออกมาวูบหนึ่งหากไม่สังเกตก็จะไม่เห็นสิ่งที่เกิดขึ้น แต่เด็กหนุ่มกลับรู้สึกคึกคักขึ้นมาทันทีผุดลุกขึ้นยืนอย่างรวดเร็วจนเฉิงจี้ผงะ เขาลูบคลำเนื้อตัว อุทานว่า “ท่านลุงใหญ่ข้าไม่เจ็บแล้ว! ว้าว แผลบนตัวข้าหายไปหมดเลย!”
เฉิงจี้จ้องร่างกายหลานชายเขม็งจนกระทั่งแน่ใจแล้วว่าาแและอาการาเ็บนร่างอีกฝ่ายหายเป็ปลิดทิ้งแล้วจึงก้มลงมองขวดแก้วที่ว่างเปล่าในมือแล้วหันไปมองเด็กสาวรูปงามที่นั่งยิ้มพรายอยู่ด้วยสายตาลึกล้ำ
อวิ๋นเหลียนกล่าวว่า “น้ำยาวิเศษแบ่งออกเป็ระดับต่ำระดับกลาง ระดับสูง และระดับสูงสุด”
เฉิงจี้กำชับเฉิงหู่ให้ปิดเื่นี้ไว้เป็ความลับก่อนแล้วไล่เขาออกจากห้องประชุมไป ก่อนจะหันกลับมาถามอย่างจริงจังว่า“มีผลแตกต่างกันอย่างไรบ้าง”
“ระดับต่ำก็เอาไว้รักษาแผลช้ำทั่วไป แผลมีดาแแมลงสัตว์กัดต่อย รักษาอาการวิงเวียนศีรษะและโรคหวัดธรรมดาได้ด้วย”
“ระดับกลางก็อย่างที่ท่านเห็นข้าคงไม่ต้องอธิบายซ้ำ”
“ระดับสูงสามารถรักษารอยแผลลึกถึงกระดูกได้รักษาเส้นเอ็น รักษากระดูก รักษาอาการป่วยเรื้อรังได้ อ้อยังสามารถแก้พิษได้อีกด้วย แต่ต้องไม่ใช่พิษที่ซับซ้อนจนเกินไป”
“ระดับสูงสุดนั้นจัดเป็ยาวิเศษล้ำค่าที่หาไม่ได้ง่ายๆความสามารถของมันถึงขั้นสามารถทำให้อวัยวะที่ขาดไปแล้วงอกกลับขึ้นมาใหม่ช่วยคนใกล้ตายให้คืนชีพ แต่ของสิ่งนี้ไม่ใช่สิ่งที่พวกเราจะถือครองได้ยังคงอย่าพูดถึงเลยดีกว่า”
เฉิงจี้ถูกน้ำยาวิเศษทำเอาหัวหมุนเขาไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าบนโลกจะมีน้ำยาที่มีคุณสมบัติเกินจริงเช่นนี้อยู่ด้วยแต่เมื่อคิดๆดูว่าเขาเป็คนธรรมดาที่พอเป็วรยุทธ์อยู่บ้าง ที่ใกล้ชิดกับพวกผู้ฝึกตนบ้างก็เพราะค้าขายโอสถให้พวกเขาไม่ใช่ส่วนหนึ่งของโลกผู้ฝึกฝึกตน จึงระงับความแตกตื่นในใจลงแล้วเอ่ยถามต่อว่า“แม่นางคิดเปิดตลาดขายน้ำยาวิเศษชนิดนี้?”
อวิ๋นเหลียนส่ายหน้าทันทีเฉิงจี้ก็ทั้งรู้สึกโล่งใจและเสียดายในเวลาเดียวกัน
ของวิเศษเช่นนี้หากเปิดตลาดไปจะต้องทำให้ทั้งแคว้นสั่นะเืแน่แต่ก็จะนำมาซึ่งความวุ่นวายเช่นกัน ลำพังหอการค้าไห่ถังเกรงว่าจะควบคุมเหตุการณ์ไม่อยู่ดังนั้นการค้ารายนี้เขายังไม่กล้ารับเอาไว้แต่เมื่อนึกถึงปริมาณของเงินที่จะได้มาก็อดปวดใจไม่ได้เช่นกัน
อวิ๋นเหลียนมองออกว่าเขาคิดอะไรจึงยิ้มน้อยๆกล่าวว่า “ข้ายังไม่คิดขายน้ำยาวิเศษชนิดนี้ แต่ก็มีน้ำยาวิเศษอยู่หลายตัวที่สามารถนำมาขายได้โดยไม่ทำให้เกิดความไม่สงบดังนั้นจึงอยากได้หินวิเศษจำนวนมากข้าคิดว่าหลังจากหอการค้าเห็นรายการสินค้าที่ข้า้าสั่งซื้อแล้วคงเกิดความสงสัยในตัวสินค้าที่ข้าคิดจะผลิตออกมาขายอยู่เหมือนกันของเหล่านี้สามารถเรียกได้ว่าเป็สิ่งประดิษฐ์ของข้าเป็พวกของจิปาถะแต่ก็มีประโยชน์มาก เหมาะให้คนธรรมดาที่ไม่ได้เป็ผู้ฝึกตนใช้หากได้วัตถุดิบในการผลิตมาโดยเร็วข้าสัญญาว่าจะนำมามอบให้พวกท่านจำนวนหนึ่งเป็ของขวัญ แน่นอน และหากท่านอยากได้ข้าก็สามารถช่วยพวกท่านทำแหวนมิติระดับต่ำให้ได้หลังจากที่ได้หินวิเศษมาแล้ว”
“ไม่ทราบว่าแหวนมิติแท้จริงแล้วมีกี่ระดับแตกต่างกันอย่างไร” นับั้แ่เห็นนางยอมเปิดเผยหน้าตาเฉิงจี้ก็รู้แล้วว่าเด็กสาวตรงหน้า้าซื้อใจเขาดังนั้นเขาจึงตั้งคำถามทันทีอย่างไม่เกรงใจ
“แหวนระดับต่ำใช้หินวิเศษสีดำสร้างมีพื้นที่ค่อนข้างน้อยสามารถใช้เก็บเอกสาร เงินทอง แล้วก็พวกของชิ้นเล็กๆอย่างพู่กันกระดาษได้ส่วนแหวนระดับกลางใช้หินวิเศษมีชื่อสร้างขึ้น มีพื้นที่ใหญ่ขึ้นมาอีกสามารถเก็บอาวุธจำพวกดาบกระบี่ได้ และใส่พวกตำรับตำรา หรือกล่องอาหารได้ด้วยแต่ก็ได้ไม่เยอะนัก แหวนระดับสูงก็คือแหวนหยกมีพื้นที่จัดเก็บกว้างขวางยิ่งคุณภาพหยกดีก็ยิ่งมีพื้นที่เยอะ อย่างแหวนหยกขาวที่ขายให้ท่านก่อนหน้านี้สามารถใส่หีบได้ถึงยี่สิบหีบ” อวิ๋นเหลียนยิ้มพลางอธิบายอย่างละเอียด“ข้าเชื่อว่าพวกท่านคงจะพอเดาได้แล้วว่าแหวนมิติก็ไม่นับเป็สมบัติวิเศษประเภทกักเก็บที่ดีที่สุดเพียงสามารถจัดได้ว่าเป็ระดับกลางเท่านั้น ถุงผ้ามิติจึงจะถือว่าเป็ของระดับต่ำสุดถุงผ้าระดับสูงที่สุดมีที่ว่างเท่าแหวนมิติระดับต่ำส่วนของวิเศษประเภทกักเก็บที่ดีที่สุดคือกำไลมิติ ใช้โลหะวิเศษหลอมสร้างจะเก็บรถม้าเข้าไปทั้งคันก็ยังไม่มีปัญหา”
เฉิงจี้ยิ่งฟังยิ่งรู้สึกวิงเวียน “แม่นางอวิ๋นของเหล่านี้เกรงว่าคงจะไม่ใช่ของที่มนุษย์ธรรมดาทั่วไปอย่างพวกข้าควรมีไว้ในกระมัง”
“ตรงกันข้ามเลยเ้าค่ะ ท่านประมุขเฉิงข้าคิดว่าสมควรทำให้ของเหล่านี้แพร่หลายมนุษย์ธรรมดาถึงจะเกิดความปรารถนาที่จะพัฒนาตัวเองขึ้น และให้พวกเขาได้ััว่าโลกของผู้ฝึกตนไม่ได้อยู่ห่างไกลจากพวกเขาอย่างที่คิด”อวิ๋นเหลียนกล่าวอย่างจริงจัง “ข้า้าเผยแพร่ของเหล่านี้ขอบังอาจเรียนตามตรงว่าต่อให้หอการค้าไห่ถังไม่ร่วมมือข้าก็จะพยายามหาทางอื่นเพื่อกระจายสินค้าพวกนี้ในสักวันอยู่ดี”
จะอย่างไรเฉิงจี้ก็อยู่ในวงการค้าขายมาอย่างโชกโชนฟังดูก็รู้ได้ว่าในคำพูดนี้มีความหมายแฝง“เช่นนั้นสาเหตุที่แม่นางเลือกหอการค้าของพวกเราคือ?”
“ข้าเพิ่งซื้อร้านค้าสี่ร้านที่อยู่ด้านหลังภัตตาคารหอประชุมเซียนไปข้าไม่เกี่ยงเื่ทำเลไม่ดี เพราะมั่นใจว่าสินค้าที่จะขายจะต้องดึงดูดผู้คนมากแน่ๆแต่ก็ไม่อยากหันหน้าเข้าหาหลังบ้านผู้อื่นเช่นกันจึงหวังว่าท่านประมุขจะช่วยแก้ไขเล็กๆน้อยๆ” อวิ๋นเหลียนกล่าว
“ที่แท้เป็เช่นนี้เอง” เฉิงจี้พยักหน้า“เื่เล็กน้อยเพียงเท่านี้ย่อมต้องจัดการได้ไม่ยากอยู่แล้ว”
แค่มองดูกำไรที่พวกเขาได้จากการขายโอสถของนางจะให้เขาสั่งบุตรชายรื้อกำแพงภัตตาคารด้านหลังทิ้งหรือยกหน้าร้านดีๆในตำแหน่งทำเลทองให้นางสักร้านก็ยังได้เลยเขามีวิธีมากมายจะช่วยเปลี่ยนทำเลด้านหลังนั่นให้กลายเป็ทำเลทองเพียงแต่ในฐานะพ่อค้า เขาเองก็ย่อมไม่ปล่อยหนทางที่จะได้กำไรเพิ่มไป
“ไม่ทราบว่าแม่นางจะจ่ายค่าสินค้าที่สั่งซื้อเองหรือว่าหักจ่ายราคาที่ประมูลโอสถระดับสาม”เฉิงจี้ถามต่อทันที
“หักจากราคาประมูลก็แล้วกัน” อวิ๋นเหลียนตอบทันทีเช่นกัน“ข้าเชื่อใจหอการค้าไห่ถังว่าจะไม่มีการคดโกง”
“นั่นย่อมแน่นอนอยู่แล้ว” เฉิงจี้เองก็พยักหน้ารับคำ“ไม่ทราบว่าแม่นางยังมีอะไร้าจะใช้บริการอีกหรือไม่”
“วันนี้ไม่มีแล้ว” แต่แน่นอนว่าในวันหลังย่อมต้องมารบกวนอีกมาก
เมื่อเห็นนางกล่าวเช่นนี้เป็เชิงว่าหมดธุระแล้วเฉิงจี้กลับเอ่ยว่า “เช่นนั้นผู้แซ่เฉิงมีเื่อยากเจรจากับแม่นางเพิ่มเติม”