เครื่องปรับอากาศในส่วนกลางของแผนกการตลาดส่งเสียงครางแ่เบาเคล้าไปกับเสียงเคาะแป้นพิมพ์คีย์บอร์ดที่ดังระงมเป็จังหวะเนิบนาบ เสียงพูดคุยโทรศัพท์ติดต่อประสานงาน และเสียงกระดาษแผ่นแล้วแผ่นเล่าที่ถูกป้อนผ่านเครื่องถ่ายเอกสารตัวใหญ่ ทั้งหมดนี้คือเสียงบรรเลงในชีวิตประจำวันของ ‘มินตรา’ หรือ ‘มินต์’ เด็กสาววัยยี่สิบสองปีที่เพิ่งจะก้าวพ้นรั้วมหาวิทยาลัยมาหมาดๆ และกำลังเผชิญหน้ากับคำว่า ‘ชีวิตทำงานจริง’ ในฐานะพนักงานระดับปฏิบัติการปีแรก หรือที่คนอื่นเรียกกันอย่างหรูหราว่า First Jobber
สำหรับเด็กจบใหม่ที่ยังไม่ประสีประสา โลกการทำงานคือเขาวงกตที่เต็มไปด้วยความกดดัน ทุกอย่างรอบตัวหมุนไปอย่างรวดเร็วและตึงเครียดจนบางครั้งมินต์รู้สึกราวกับตัวเองกำลังจมน้ำ แต่ทว่า ท่ามกลางกระแสน้ำอันเชี่ยวกรากของชีวิตออฟฟิศ กลับมี ‘สมอเรือ’ เพียงชิ้นเดียวที่ยึดเหนี่ยวใจของเธอไว้ไม่ให้จมดิ่ง และเป็สิ่งเดียวที่ทำให้เธออยากตื่นนอนในตอนเช้าเพื่อแต่งตัวสวยๆ มาทำงานทุกวัน
คนคนนั้นคือ ‘พี่ป้อง’ หรือคุณปกป้อง หัวหน้าแผนกการตลาดวัยสี่สิบปี
พี่ป้องเป็ชายวัยกลางคนที่ก้าวเข้าสู่เลขสี่ได้อย่างสง่างามและสมบูรณ์แบบที่สุดเท่าที่มินต์เคยพบเจอในชีวิต เขามีรูปร่างสูงใหญ่ถึงหนึ่งร้อยแปดสิบสองเิเ ผิวคร้ามแดดนิดๆ แบบคนที่ดูแลตัวเองดี ใบหน้าของเขามีริ้วรอยจางๆ บริเวณหางตาและหน้าผากยามที่เขาขมวดคิ้ว แต่นั่นไม่ได้ทำให้เขาดูแก่เลยแม้แต่น้อย ในทางตรงกันข้าม มันกลับเป็เครื่องหมายแห่งความเจนโลก ประสบการณ์ และความมีเสน่ห์ดึงดูดแบบผู้ใหญ่ที่เด็กหนุ่มวัยคราวเดียวกับมินต์ไม่มีทางเลียนแบบได้
ทุกวัน มินต์จะเฝ้าสังเกตพี่ป้องทำงานอย่างเงียบๆ จากโต๊ะทำงานของเธอซึ่งตั้งอยู่เยื้องกับโต๊ะทำงานของเขาไปไม่กี่เมตร มันเป็ระยะห่างที่พอดีพอเหมาะที่จะทำให้เธอได้แอบมองการเคลื่อนไหวของเขาโดยไม่ดูน่าเกลียดจนเกินไป มินต์ชอบเวลาที่พี่ป้องถกแขนเสื้อเชิ้ตสีขาวเนี้ยบขึ้นไปกองไว้ที่ข้อศอก เผยให้เห็นท่อนแขนแกร่งที่มีเส้นเืปูดนูนและรอยสักลายเส้นสีดำเท่ๆ ที่โผล่พ้นขอบแขนเสื้อ เวลาที่นิ้วมือเรียวยาวของเขาเคาะปลายปากกาลงบนโต๊ะขณะใช้ความคิด หรือเวลาที่เขาหยิบแว่นสายตากรอบบางขึ้นมาสวมเพื่ออ่านเอกสารสำคัญ ภาพเ่าั้ทำให้มินต์แทบไม่มีสมาธิกับงานของตัวเองเลย
“มินต์... มินต์คะ?”
เสียงเรียกจากพี่เก๋ รุ่นพี่ในแผนกสะกิดให้มินต์หลุดออกจากภวังค์ความคิด เด็กสาวสะดุ้งตัวโยนก่อนจะหันไปส่งยิ้มแห้งๆ ให้รุ่นพี่
“คะ... คะพี่เก๋?”
“ใจลอยไปไหนเนี่ยเรา พี่เรียกสามรอบแล้ว ช่วยเอาแฟ้มสรุปยอดขายไตรมาสสองไปส่งให้คุณปกป้องหน่อยสิ เอาไปวางไว้บนโต๊ะเขาได้เลยนะ ตอนนี้เขาคงไปดื่มกาแฟที่ห้องแพนทรีน่ะ”
“ได้ค่ะพี่เก๋! มินต์จะรีบจัดการให้ค่ะ”
มินต์รับแฟ้มเอกสารมาถือไว้แนบกับอก หัวใจดวงน้อยเต้นรัวเร็วอย่างคุมไม่อยู่ เพียงแค่ได้ยินคำว่า ‘พี่ป้อง’ ร่างกายของเธอก็ตอบสนองโดยอัตนึก เด็กสาวลุกขึ้นยืนพลางลอบจัดระเบียบกระโปรงทรงเอสีดำที่ยาวเหนือเข่าขึ้นมาเล็กน้อย และเช็กความเรียบร้อยของเสื้อบลูส์สีพีชอ่อนที่เธอตั้งใจเลือกมาสวมในวันนี้
เธอสูดลมหายใจเข้าลึกๆ กลิ่นแป้งเด็กผสมพีชหวานๆ ที่ลอยมาจากผิวกายของเธอเองช่วยเรียกความมั่นใจ มินต์ก้าวเดินตรงไปยังโต๊ะทำงานตัวใหญ่ที่เป็ระเบียบเรียบร้อยของพี่ป้อง บนโต๊ะมีคอมพิวเตอร์โน้ตบุ๊กวางอยู่ ถัดไปเป็แก้วกาแฟเซรามิกสีดำที่มีคราบกาแฟหลงเหลืออยู่เล็กน้อย และสิ่งที่ดึงดูดสายตาของมินต์ที่สุดคือ ‘กลิ่นอาย’ ของเขาที่ดูเหมือนจะลอยละล่องอยู่รอบโต๊ะ มันเป็กลิ่นน้ำหอมแนว Woody ผสม Tobacco จางๆ ที่ลุ่มลึก อบอุ่น และแฝงความหรูหราแบบชายหนุ่มวัยทำงานที่มีรสนิยม
มินต์วางแฟ้มเอกสารลงตรงหน้าจอคอมพิวเตอร์อย่างเบามือที่สุด ก่อนจะเผลอปล่อยให้สายตาซุกซนของตัวเองกวาดมองไปรอบโต๊ะทำงานของเขา โต๊ะของพี่ป้องไม่มีของประดับอะไรมากมาย นอกจากสมุดโน้ตหนังแท้สีดำ ปากกาหมึกซึม และหน้าจอคอมพิวเตอร์ที่ปิดสนิท มันเรียบง่ายและเป็ระเบียบเรียบร้อยสะท้อนบุคลิกของผู้ใหญ่ที่จริงจังกับชีวิต
มินต์ลอบสูดลมหายใจเพื่อเก็บเกี่ยวกลิ่นอายเฉพาะตัวของเขาให้ได้มากที่สุด หัวใจเต้นตูมตามเพียงแค่คิดว่าเ้าของโต๊ะตัวนี้มักจะนั่งทำงานอยู่ใกล้ชิดเธอแค่ไหนในแต่ละวัน เธอชั่งใจอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะตัดใจรีบเดินกลับมาที่โต๊ะทำงานของตัวเองทันที ใบหน้าหวานแดงก่ำด้วยความรู้สึกตื่นเต้นและสับสนปนเปกันไปหมด
เวลาล่วงเลยไปจนถึงบ่ายคล้อย แสงแดดรำไรภายนอกกระจกหน้าต่างออฟฟิศเริ่มเปลี่ยนเป็สีส้มอบอุ่น บรรยากาศในแผนกเริ่มผ่อนคลายลงบ้างเนื่องจากเป็่เวลาพักเบรกบ่าย พี่ป้องเดินกลับเข้ามาในแผนกหลังจากออกไปประชุมกับลูกค้าข้างนอก เสื้อสูทตัวนอกของเขาถูกถอดวางไว้ที่แขน เหลือเพียงเชิ้ตขาวที่พับแขนขึ้นมาลวกๆ ปลดกระดุมเม็ดบนออกสองเม็ดเผยให้เห็นแผงคอแกร่งและลำคอหนาที่ดูเซ็กซี่อย่างร้ายกาจ
มินต์รู้ตัวดีว่าเธอควรจะก้มหน้าทำงานต่อ แต่หัวใจเ้ากรรมกลับสั่งให้เธอเงยหน้าขึ้นมองเขาอีกครั้ง และครั้งนี้มันไม่ใช่เพียงแค่การลอบมองอย่างหลบซ่อนเหมือนทุกครั้งที่ผ่านมา
ด้วยแรงอารมณ์วูบวาบจากความ้าอยากให้เขาหันมามอง และแรงดึงดูดอันรุนแรง มินต์เลือกที่จะสบสายตาตรงไปยังพี่ป้องขณะที่เขาเดินผ่านหน้าโต๊ะทำงานของเธอ เธอจ้องมองเขาด้วยสายตาที่เปิดเผย ตรงไปตรงมา และยาวนานกว่าปกติ แววตาของเด็กสาวสั่นระริกแฝงไปด้วยความรู้สึกท้าทาย ปลุกเร้า และโหยหาอย่างปิดไม่มิด
พี่ป้องเดินชะงักเท้าไปเล็กน้อย ราวกับเขารับรู้ได้ถึงกระแสสายตาอันร้อนแรงที่จับจ้องมา ชายหนุ่มวัยสี่สิบหันมามองตามทิศทางนั้น และดวงตาคมกริบของเขาก็ปะทะเข้ากับดวงตากลมโตของมินต์อย่างจัง
ไม่มีใครหลบตา...
มินต์รู้สึกราวกับกระแสไฟฟ้าแล่นผ่านขั้วหัวใจ หัวใจดวงน้อยเต้นรัวเร็วและแรงเสียจนกลัวว่าคนรอบข้างจะได้ยิน ลมหายใจของเธอติดขัดไปชั่วขณะหนึ่ง ขณะที่พี่ป้องยังคงมองสบกลับมาด้วยั์ตาที่ลุ่มลึกยากจะคาดเดา มุมปากของเขาหยักโค้งขึ้นน้อยๆ คล้ายกับจะยิ้มแต่ก็ไม่ใช่ มันเป็แววตาของผู้ใหญ่ที่มองเห็นและเข้าใจความรู้สึกของเด็กสาวอย่างทะลุปรุโปร่ง เขารู้... เขารู้สึกได้ตั้งนานแล้วว่าเด็กจบใหม่คนนี้มองเขาด้วยสายตาแบบไหน
และแทนที่เขาจะหลีกเลี่ยงหรือเดินผ่านไป พี่ป้องกลับทำในสิ่งที่มินต์ไม่คาดคิด
เขาก้าวเดินตรงเข้ามาทางโต๊ะทำงานของเธออย่างช้าๆ แต่ทว่ามั่นคง เสียงรองเท้าหนังที่กระทบกับพื้นพรมส่งเสียงสม่ำเสมอ ทุกย่างก้าวของเขาทำให้ความตึงเครียดทางอารมณ์ในอกของมินต์ทวีความรุนแรงจนแทบจะะเิออกมา มินต์กำมือเข้าหากันแน่นใต้โต๊ะทำงาน ผิวแก้มร้อนผ่าวจนแทบไหม้
พี่ป้องหยุดยืนอยู่ตรงข้ามโต๊ะทำงานของมินต์ ห่างกันเพียงแค่ฉากกั้นพลาสติกเตี้ยๆ เท่านั้น กลิ่นน้ำหอมผสมกลิ่นเหงื่อจางๆ และกลิ่นอายความเป็ชายของเขาลอยมาปะทะจมูกของมินต์อย่างจังในระยะประชิด ชายหนุ่มโน้มตัวลงมาเล็กน้อย มือหนาข้างหนึ่งเอื้อมไปจับที่พนักพิงของเก้าอี้ทำงานตัวว่างที่ตั้งอยู่ข้างโต๊ะของเธอเพื่อจะดึงมันออกไปใช้งาน
ในจังหวะนั้นเอง ใบหน้าของพี่ป้องอยู่ห่างจากมินต์ไม่ถึงสองคืบ
มินต์เงยหน้าขึ้นสบตากับเขาตรงๆ ในระยะที่ใกล้ที่สุดเท่าที่เคยมีมา ดวงตาคมปลาบของพี่ป้องจ้องลึกเข้ามาในดวงตาของเธอ แววตาของเขาไม่ได้นิ่งสนิทเหมือนเวลาสั่งงาน แต่มันกลับแพรวพราวและมีความขี้เล่นที่แฝงประกายดิบเถื่อนอย่างลึกลับซ่อนอยู่ วินาทีนั้น... มินต์รู้สึกราวกับโลกทั้งใบหยุดหมุนไปโดยสิ้นเชิง เสียงคีย์บอร์ด เสียงคุยโทรศัพท์ หรือเสียงของคนรอบข้างกลายเป็เสียงที่ถูกกดปิดเสียงหายไป เหลือเพียงเสียงหัวใจของเธอที่เต้นโครมครามปานจะหลุดออกมาจากอก
“ขอพี่ป้องยืมเก้าอี้ตัวนี้หน่อยนะครับ... น้องมินต์”
น้ำเสียงทุ้มต่ำและแหบพร่านิดๆ กระซิบแ่เบา คำว่า ‘น้องมินต์’ ที่หลุดออกมาจากริมฝีปากหยักได้รูปของเขานั้นมันนุ่มนวลชวนฝันจนมินต์แทบละลายลงไปกองกับพื้น ลมหายใจอุ่นร้อนของเขาปัดผ่านโหนกแก้มของเธอไปแ่เบา ชวนให้ร่างกายซ่านสยิวอย่างควบคุมไม่อยู่
“คะ... ค่ะพี่ป้อง เชิญตามสบายเลยค่ะ”
มินต์ตอบเสียงสั่นเครือ พยายามควบคุมน้ำเสียงไม่ให้สั่นไหวไปมากกว่านี้
พี่ป้องไม่ได้รีบดึงเก้าอี้ออกไปทันที เขาจับพนักเก้าอี้ไว้แน่น พลางเลื่อนสายตาคมกริบลงมองริมฝีปากอิ่มสีชมพูระเรื่อของมินต์ชั่วแวบหนึ่ง ก่อนจะช้อนสายตากลับขึ้นมาสบตากับเธออีกครั้ง สายตาของเขาในตอนนี้มันช่างดูวูบวาบและเต็มไปด้วยความนัยลึกซึ้ง ราวกับเขากำลังส่งสารบางอย่างบอกเธอผ่านความเงียบนั้น
‘พี่รู้แล้วนะ... ว่าเราคิดอะไรอยู่’
นั่นคือสิ่งที่มินต์แปลความหมายได้จากแววตาคู่นั้นของเขา
พี่ป้องดึงเก้าอี้ออกไปอย่างช้าๆ ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไปพร้อมกับรอยยิ้มมุมปากจางๆ ที่ทำให้หัวใจของมินต์เต้นผิดจังหวะ ทิ้งให้เด็กสาวนั่งตัวสั่นสะท้านอยู่เพียงลำพังที่โต๊ะทำงาน มินต์ยกมือขึ้นทาบอกตัวเองที่หัวใจยังคงเต้นรัวเร็วไม่ยอมหยุด ความตื่นเต้นและซ่านสยิวที่เกิดขึ้นเมื่อครู่มันช่างหอมหวานและอันตรายเหลือเกิน
เธอรู้ดีว่าความแตกต่างระหว่างวัยและฐานะทางหน้าที่การงานทำให้เธอกับเขาดูเป็ไปได้ยาก แต่ััทางสายตาเมื่อครู่กลับทำลายล้างกฎเกณฑ์และกำแพงความกลัวทุกอย่างไปจนหมดสิ้น สมองของเธอสั่งให้พอ แต่ร่างกายและจิตใจกลับโหยหาอยากให้เขาก้าวเข้ามาใกล้มากกว่านี้... ใกล้จนช่องว่างระหว่างเราไม่เหลืออยู่อีกต่อไป
มินต์ฟุบหน้าลงกับฝ่ามือร้อนผ่าวของตัวเอง ปล่อยให้ความกิเลสและแรงปรารถนาอันหวานล้ำกัดกินหัวใจทีละเล็กทีละน้อย หัวใจเธอยังคงเต้นแรงจนแทบทะลุออกมานอกอกยามหวนคิดถึงััทางสายตาเมื่อครู่ ร่างกายของเธอยังคงอุ่นวาบและจดจำกลิ่นน้ำหอมไม้สนปนยาสูบอันเป็เอกลักษณ์ของพี่ป้องได้เป็อย่างดี เด็กสาวถอนหายใจยาวพลางกวาดสายตามองโต๊ะทำงานของเขาอีกครั้งด้วยความรู้สึกที่ยากจะอธิบาย โดยที่เธอไม่มีวันรู้เลยว่า ค่ำคืนนี้เองหลังจากที่เธอกลับไปนอนกลิ้งอยู่บนเตียงในห้องพักแคบๆ ของตัวเอง มันจะเป็จุดเริ่มต้นของการก้าวเข้าสู่เขาวงกตแห่งความจริงอันแสนเ็ป... เพียงแค่เธอกดเปิดหน้าจอสมาร์ตโฟนแล้วพิมพ์ค้นหาชื่อของเขาในช่องค้นหาของ เฟซบุ๊ก...
---
***แจ้งคุณนักอ่านค่า: "นิยายเื่นี้จบแล้วนะคะ ขอบคุณทุกการสนับสนุนและฝากติดตามตอนพิเศษด้วยนะค้า ^^"