ยามเย็น
ทั้งสองฝ่ายต่างเหน็ดเหนื่อยอ่อนล้า
เตียวเหลียงยอมออกคำสั่งให้กองฏโพกผ้าเหลืองถอยทัพ
ประตูเมืองทิศใต้ของเมืองเยี่ยเฉิง นอกจากประตูเฟิ่งหยางของหยางเจาแล้ว ประตูเมืองส่วนที่เหลือต่างตกอยู่ในสถานการณ์คับขันจวนเจียนจะแตกพ่าย โชคดีที่ในยามที่ใกล้จะต้านทานไม่ไหว ศัตรูก็ถอยทัพไปเสียก่อน
การศึกครั้งนี้สู้รบกันอย่างดุเดือดยิ่งนัก
ดุเดือดถึงขั้นไหนน่ะหรือ?
หยางเจาเปิดหน้าต่างสถานะขึ้นมา ระบบยกระดับจาก lv14 พุ่งขึ้นไปถึง lv20 เพิ่มขึ้นติดต่อกันถึงหกเลเวล ทั้งยังได้รับทักษะใหม่คือวิชาขี่ม้า และแต้มทักษะหกแต้มที่ได้จากการอัปเลเวลยังไม่มีเวลาได้ใช้งาน
เมื่อเห็นศัตรูถอยทัพไปแล้ว เขาก็นั่งลงกับพื้นด้วยเหนื่อยล้า
'วิชาดาบและวิชาหอก เพิ่มอย่างละหนึ่งแต้ม'
'วิชาธนูและวิชาขี่ม้า เพิ่มอย่างละสองแต้ม'
หยางเจาสั่งการในใจ
[เพิ่มแต้มสำเร็จ!]
[โฮสต์] : หยางเจา
[ระดับ] : lv20 (23/200)
[ทักษะ] : วิชาดาบ (ระดับชำนาญ ขั้นสูง), วิชาธนู (ระดับชำนาญ), วิชาหอก (ระดับชำนาญ ขั้นกลาง), วิชาขี่ม้า (ระดับเริ่มต้น ขั้นต้น)
[แต้มทักษะที่ยังไม่ได้จัดสรร] : 0
หลังจากดูหน้าต่างระบบเสร็จ หยางเจาก็ปิดมันลง นั่งพักผ่อนอยู่ครู่หนึ่ง ฟางรุ่ยก็ถือถุงน้ำเดินเข้ามาหา
เขาเพิ่งจะดื่มน้ำไปได้สองสามอึก ก็เห็นคนนำมื้อเย็นของวันนี้มาส่ง ยังคงเป็หมั่นโถว แต่ขนาดกลับเล็กกว่าสองวันก่อนมาก คาดว่าเสบียงอาหารคงใกล้จะหมดแล้วจึงต้องประหยัด
หากวันพรุ่งนี้โลติดยังมาไม่ถึง ต่อให้พวกเขาจะอดทนผ่านวันพรุ่งนี้ไปได้ กองฏโพกผ้าเหลืองไม่ต้องบุกโจมตี แค่ปัญหาเื่เสบียงอาหาร ก็เพียงพอที่จะทำให้ทหารรักษาการณ์เมืองเยี่ยเฉิงปราชัยแล้ว
"นี่มันการเริ่มต้นระดับนรกชัด ๆ "
หยางเจากลืนหมั่นโถวลงคอ แต่เพราะมันชิ้นเล็กเกินไปทำให้ไม่อิ่มท้องเลยสักนิด
หลังมื้อเย็น ทหารโพกผ้าเหลืองไม่ได้มาบุกตีเมืองอีก
แต่พวกเขาก็คาดเดาออกว่า วันพรุ่งนี้คือเส้นตายสุดท้าย การบุกโจมตีของกองฏโพกผ้าเหลืองหลังจากนี้จะหนักหน่วงยิ่งกว่าที่เพิ่งจบไปอย่างแน่นอน
จะอยู่หรือตาย ย่อมตัดสินกันในวันพรุ่งนี้
"หยางจวินโฮ่ว!"
หวังเฟินกำลังตรวจตราสถานการณ์การป้องกันเมือง ถือโอกาสปลอบขวัญเหล่าทหาร ประจวบเหมาะกับเดินมาถึงประตูเฟิ่งหยาง จึงกล่าวว่า "ประตูเมืองทิศใต้ทั้งสามแห่ง มีเพียงประตูเฟิ่งหยางที่ท่านจวินโฮ่วรับผิดชอบเท่านั้นที่สถานการณ์ดีที่สุด ลำบากท่านแล้ว!"
"คารวะท่านผู้ตรวจการ"
หยางเจาประสานมือคารวะกล่าวว่า "้ข้าเพียงทำหน้าที่รักษาเมืองอย่างสุดความสามารถเท่านั้นขอรับ ขอเรียนถามท่านผู้ตรวจการว่า พอจะมีข่าวคราวของท่านหลูจงหลางบ้างหรือไม่ขอรับ?"
หวังเฟินส่ายหน้าเล็กน้อย "ตอนนี้ยังไม่มี ข้าเตรียมตัวเตรียมใจเื่เมืองแตกคนตายไว้แล้ว เมื่อครู่นี้ที่ประตูทิศตะวันออก ถูกศัตรูบุกขึ้นมาตั้งหลายครั้ง เกือบจะพินาศไปตั้งหลายคราว จวนเจียนจะเสียเมือง สุดท้ายก็ยังขับไล่ศัตรูกลับไปได้"
หยางเจาเอ่ยด้วยความประหลาดใจว่า "กำแพงเมืองทิศตะวันออกมีท่านตูเว่ยคุมทหารด้วยตนเอง เหตุใดจึงจวนเจียนจะเสียเมืองได้ขอรับ?"
หวังเฟินอธิบายว่า "หลังจากพวกเราใช้ไฟ กองกำลังหลักของฏโพกผ้าเหลืองก็ไปรวมกันที่ประตูทิศตะวันออก รวบรวมกำลังทั้งหมดบุกตีทิศตะวันออกอย่างหนักหน่วง ส่วนทิศตะวันตกและทิศเหนือ มีเพียงทหารหลายพันนายตรึงกำลังไว้ ประตูทิศใต้มีกำลังบุกตีเป็รองเพียงทิศตะวันออกเท่านั้น"
"พูดอีกอย่างคือ กำแพงเมืองทิศตะวันตกและทิศเหนือ ไม่ได้เกิดการศึกขึ้นเลยหรือขอรับ?"
หยางเจาได้ยินข่าวนี้ ความคิดหลากหลายพลันแล่นผ่านสมองอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวว่า "ท่านผู้ตรวจการ ข้ามีวิธีขับไล่ศัตรูวิธีหนึ่ง พวกเราไปพูดคุยกับท่านตูเว่ยหน่อยดีหรือไม่ขอรับ?"
"จริงหรือ!?" หวังเฟินเอ่ยด้วยความยินดี
บนหอคอยกำแพงเมืองทิศตะวันออก
เมื่อเห็นพัวหอง หยางเจาก็เอ่ยถึงแผนการของตนเองออกมา
"ข้ามีแผนเสี่ยงตายอยู่แผนหนึ่ง หากสำเร็จ กองฏโพกผ้าเหลืองนอกเมืองจะพ่ายแพ้ไปเองโดยไม่ต้องออกรบ แต่หากล้มเหลว พวกเราคงต้องจบชีวิตลงพร้อมกัน"
"ด้านนอกประตูทิศตะวันตกและทิศเหนือ มีศัตรูคุมเชิงอยู่เพียงไม่กี่พันนาย นี่คือโอกาสเดียวของพวกเราขอรับ"
"ท่านผู้ตรวจการ ท่านตูเว่ย ข้าขอกำลังทหารห้าร้อยนาย คืนนี้ข้าจะนำทัพลอบออกจากประตูทิศตะวันตก อ้อมไปตลบหลังพวกฏโพกผ้าเหลือง"
"เช้าตรู่วันพรุ่งนี้ เตียวเหลียงต้องยกทัพมาบุกตีเมืองอีกแน่ ตอนที่พวกมันเคลื่อนพลออกไปทั้งหมด ทัพหลังย่อมว่างเปล่า ถึงตอนนั้นข้าจะนำกำลังห้าร้อยนายบุกทะลวงจากทัพหลังของพวกฏ สังหารแม่ทัพอย่างเตียวเหลียงและพวกพ้อง"
"เมื่อเตียวเหลียงและพวกพ้องตาย กองฏโพกผ้าเหลืองก็จะไร้หัวหน้า ไม่อาจสร้างความคุกคามใด ๆ ได้อีก"
"ต่อให้ท่านหลูจงหลางมาไม่ทัน วิกฤตของเมืองเยี่ยเฉิงก็คลี่คลายลงได้ชั่วคราว"
"ท่านทั้งสองคิดเห็นอย่างไรขอรับ?"
หยางเจากล่าวจบ ก็หันไปมองพวกเขา
แผนการนี้อันตรายยิ่งนัก หากผิดพลาดแม้แต่น้อยก็คือการรนหาที่ตาย
หลังจากฟังแผนการทั้งหมดจบ หวังเฟินและพัวหองก็เงียบไป พวกเขาพิจารณาว่าการกระทำเช่นนี้เป็ไปได้หรือไม่ ทั้งยังรู้สึกว่าด้วยความสามารถของหยางเจา ต่อให้สังหารเตียวเหลียงไม่ได้ ก็สามารถก่อกวนกองทัพหลังของศัตรู สร้างเงื่อนไขในการรักษาเมืองได้ แต่การสูญเสียค่อนข้างใหญ่หลวง
"หยางจวินโฮ่ว เ้าแน่ใจหรือว่าจะทำเช่นนี้?"
หวังเฟินพิจารณาซ้ำแล้วซ้ำเล่า ในใจเห็นด้วยกับคำแนะนำของหยางเจา
การแบ่งทหารห้าร้อยนายออกไปเดิมพัน สำหรับกำลังพลของเมืองเยี่ยเฉิงแล้ว ผลกระทบไม่ได้ยิ่งใหญ่อะไร เดิมพันชนะก็ขับไล่ศัตรูได้ เดิมพันแพ้ก็ไม่ต่างอะไรกับไม่ได้เดิมพัน ไม่เมืองแตกก็รอทัพหนุนมาช่วย
เขาคิดว่าคุ้มค่าที่จะเสี่ยง
พัวหองเองก็ไม่ได้ปฏิเสธ เอ่ยด้วยความจริงจังว่า "หากหยางจวินโฮ่วคิดจะทำเช่นนี้จริง ข้ามีองครักษ์สนิทห้าสิบนาย ติดตามข้าผ่านศึกมาอย่างโชกโชน ยกให้เ้าทั้งหมด เดิมทีควรเป็ข้าที่ออกไปลอบโจมตี แต่หอคอยทิศตะวันออกไม่อาจขาดข้าไปได้"
เขาในฐานะตูเว่ยแห่งเมืองเยี่ยเฉิง ทั้งยังเป็แม่ทัพใหญ่ของทหารรักษาการณ์ จึงไม่สะดวกที่จะออกไปเสี่ยง
"ขอรับ ผู้น้อยขออาสานำทหารไปลอบโจมตีด้วยตนเองขอรับ"
เมื่อหยางเจายินยอมที่จะเสี่ยง ในใจย่อมมีความคิดของตนเอง
มีโปรแกรมโกงอย่างระบบอยู่กับตัว ต่อให้ลอบโจมตีล้มเหลว คนรอบข้างตายสิ้น เขาก็มีความมั่นใจว่าจะเอาชีวิตรอดได้
สิ่งที่เขาขาดแคลนในยามนี้คือชื่อเสียง ในยุคสมัยนี้ หากไร้ซึ่งชื่อเสียงก็ไม่อาจเรียกร้องความสนใจจากผู้คน ไม่อาจทำเื่ใหญ่โตได้
ยกตัวอย่างเช่นเล่าปี่ที่อ้างตนเป็เชื้อพระวงศ์ฮั่น เผยแพร่ความเมตตากรุณาของตน ใน่แรกไม่ว่าจะไปสวามิภักดิ์ต่อเ้าเมืองคนใด ต่างก็ปฏิบัติต่อเขาด้วยความให้เกียรติ นี่คือประโยชน์ของชื่อเสียง
หยางเจาเป็เพียงชาวบ้านธรรมดา หาก้าชื่อเสียงก็ทำได้เพียงสังหารศัตรูสร้างผลงานาออกมาเท่านั้น
ตรงหน้ามีโอกาสอันดีงามอยู่แล้ว
หากล้มเหลว เขามีความมั่นใจว่าจะหนีรอดไปได้
หากสำเร็จ เขาคือวีรบุรุษผู้ช่วยชีวิตเมืองเยี่ยเฉิง
การหิ้วหัวของเหรินกงเจียงจวินเตียวเหลียงกลับมา ต่อให้เป็เพียงพลทหารตัวเล็ก ๆ ก็จะกลายเป็ที่จับตามองทันที
หยางเจากล่าวอีกว่า "ขอท่านผู้ตรวจการและท่านตูเว่ยโปรดอนุญาตด้วยขอรับ"
หวังเฟินกล่าวเสียงดังว่า "ดี! พานตูเว่ย รีบไปเกณฑ์ทหารเจนศึกมาห้าร้อยนายโดยด่วน ความหวังของเมืองเยี่ยเฉิง ต้องฝากไว้ที่ตัวหยางจวินโฮ่วแล้ว"
การทำงานของพัวหองรวดเร็วยิ่งนัก
ไม่ถึงครึ่งชั่วยาม ทหารห้าร้อยนายก็มารวมตัวกันที่ประตูทิศตะวันตก
หยางเจากลับไปที่ประตูเฟิ่งหยางรอบหนึ่ง มอบหมายงานรักษาการณ์ให้แก่จวินโฮ่วคนถัดไปที่มารับ่ต่อ แล้วเดินทางมาถึงหน้าประตูจินิทางทิศตะวันตก
"หยางจวินโฮ่ว ต้องกลับมาให้ได้นะ!" หวังเฟินเอ่ยด้วยความซาบซึ้ง
หยางเจายิ้มเล็กน้อย เอ่ยด้วยความมั่นใจว่า "ข้าจะตีฝ่ากลับมาอย่างแน่นอนขอรับ"
กล่าวจบ พวกเขาก็เฝ้ารออยู่ ณ ที่แห่งนั้น
เวลาผ่านไปอย่างรวดเร็ว จนกระทั่งถึงยามจื่อ*[1]
นอกเมืองเงียบสงบมาก ทหารโพกผ้าเหลืองหลายพันนายเ่าั้คงกำลังพักผ่อน ไม่มีใครนึกฝันว่าทหารรักษาการณ์เมืองเยี่ยเฉิงจะมีแผนการซ่อนเร้นเช่นนี้
หยางเจาสั่งให้คนเปิดประตูเมือง เปิดออกเพียงช่องแง้มพอให้คนเดินผ่าน ในตอนที่กำลังจะนำทหารออกนอกเมือง แอบเดินทางไปซุ่มซ่อนอยู่ด้านหลังของพวกฏโพกผ้าเหลืองอย่างเงียบเชียบ
"ท่านจวินโฮ่ว ข้าอยากออกไปสังหารศัตรูนอกเมืองกับท่านขอรับ!"
ตอนนั้นเอง ฟางรุ่ยก็วิ่งเข้ามาด้วยความเร่งรัด กล่าวต่อว่า "ข้าไม่กลัวตายขอรับ!"
เขาตัดสินใจแล้วว่าจากนี้ไปจะติดตามหยางเจา ไม่ว่าอยู่หรือตาย บางทีนี่อาจเป็โอกาสในการเปลี่ยนชีวิตของเขาก็เป็ได้
[1] ยามจื่อ คือ ่เวลา 23 : 00 - 01 : 00 น.