บทที่ 17 การท้าทายที่ไม่อาจเลี่ยง
ในวันหนึ่ง หวังเฉินยังคงนั่งขัดสมาธิอยู่ในเรือนเล็กๆ ในตอนนี้ภายในร่างกายของเขาเต็มไปด้วยพลังที่รุนแรงและดุดัน จิตใจของเขาจดจ่ออยู่กับการฝึกฝน ทุกๆ ลมหายใจที่เขาดูดซับเข้ามา ลมปราณรอบๆ ทั้งป่าเขาก็ถูกดูดซึมไปอย่างต่อเนื่องและแปรเปลี่ยนเป็พลังเก้าสังวรแห่งการหลอมกายและหลอมกระดูกของเขาให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้นเรื่อยๆ
ในครั้งนี้ การฝึกฝนของเขาใน วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย กำลังเข้าสู่จุดสำคัญ การฝึกในขั้นต้นที่เรียกว่า "การหลอมกระดูก" กำลังจะทะลุผ่านไป หวังเฉินจึงจดจ่อทุกความคิดในการฝึกฝนนี้ แม้ว่าโลกจะถล่มลงมารอบตัวเขาก็ไม่มีสิ่งใดสามารถขัดจังหวะได้
ฮู่วว... ซูดดดด... ทันทีที่หวังเฉินฝึกฝนอย่างไม่หยุดหย่อน เรือนหลังเล็กของเขาก็เหมือนจะสั่นะเื เสียงลมที่พัดแรงและเสียงะเิดังออกมา เป็เสียงของการหายใจดูดซับลมปราณและการกลั่นกรองพลังิญญาของเขา
พลังของลมปราณสีเขียวอมฟ้าเบาบางและเข้มข้นมากขึ้นเรื่อยๆ จนกระทั่ง
ปังงง!
เสียงะเิก็ดังขึ้นจากภายในร่างกายของเขาเหมือนกับการทำลายข้อจำกัดบางอย่าง ราวกับว่าประตูโบราณบานหนึ่งได้เปิดออก!
ในขณะนั้น พลังในการดูดซับพลังจากฟ้าดินของหวังเฉินพุ่งสูงขึ้นเป็ทวีคูณ และการสั่นะเืของพลังปราณครั้งนี้ยังส่งผลไปทั่วทั้งูเาที่เขาอยู่ ทำให้ศิษย์ภายนอกจำนวนมากตื่นตระหนก
เสียงหวีดหวิว! ทั่วทั้งท้องฟ้าเหมือนจะสั่นะเื ร่างของหวังเฉินถูกห่อหุ้มไปด้วยแสงสีเขียวอมฟ้าที่บางเบา พลังิญญารอบตัวกลายเป็รูปธรรม ดูคล้ายกับหมอกบางๆ แสดงให้เห็นว่าการดูดซับพลังิญญาของเขาในขณะนั้นรุนแรงเพียงใด!
แกรก แกรก!
เสียงกระดูกแตกดังมาไม่หยุดจากภายในร่างกายของเขาอย่างไม่หยุดหย่อน กระดูกในร่างกายของหวังเฉินค่อยๆเปลี่ยนแปลงไปทีละนิด กระดูกที่เคยขาวบริสุทธิ์เหมือนหยก เริ่มกลายเป็สีทองอ่อน และพลังของเขาก็เหมือนจะกระจายออกมาจากกระดูก ส่งกลิ่นอายของความแข็งแกร่งที่น่าหวาดหวั่นออกมา
“หลอมกระดูกดั่งเหล็กกล้า ครึ่งก้าวสู่กายทองคำ! ในที่สุดก็ทะลวงผ่านได้แล้ว!” หวังเฉินถอนหายใจยาว ก่อนจะลุกขึ้นยืนอย่างกระตือรือร้นและดีใจอย่างยิ่ง เมื่อครู่นี้เองที่เขาทะลวงผ่าน “ขั้นหลอมกระดูก” และก้าวเข้าสู่ “ขั้นหลอมไขกระดูก”! ตราบใดที่เขาสามารถหลอมไขกระดูกและเปลี่ยนเืได้สำเร็จ เขาจะเข้าสู่ขั้น “โพ้นฟ้าขั้นสมบูรณ์” และในเวลานั้น เขาก็จะสามารถฝึกฝนขั้นที่สองของ “วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย” และก้าวเข้าสู่ระดับ “เหนือฟ้า” ได้อย่างแท้จริง!
ในขณะนี้ หวังเฉินรู้สึกว่าร่างกายของตนอยู่ในสภาพที่ดีอย่างที่ไม่เคยเป็มาก่อน ทุกครั้งที่หายใจเข้าออก เขาสามารถััได้อย่างชัดเจนถึงการสั่นไหวเล็กๆ ของไขกระดูก เืล้ำค่าถูกสร้างขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกัน เืเสียภายในร่างกายก็ถูกหลอมละลายกลายเป็ลมปราณเสีย และถูกขับออกไปพร้อมกับการหายใจเข้าออกของเขา
“สมแล้วที่เป็ส่วนที่ลึกซึ้งที่สุดของการฝึกขั้นแรก ในระดับโพ้นฟ้าเช่นนี้ กลับสามารถฝึกฝนไปถึงขั้นหลอมไขกระดูกและเปลี่ยนเืได้!” หวังเฉินซึ่งตอนนี้ไม่ใช่คนที่ไร้ความรู้อีกต่อไป ย่อมรู้ดีว่า เส้นทางการฝึกตนตามวิชาทั่วไป การจะหลอมไขกระดูกและเปลี่ยนเื เพื่อให้ร่างกายก้าวหน้าไปสู่ความสมบูรณ์นั้น ไม่ใช่เื่ที่จะทำได้เพียงในชั่วข้ามคืน แต่ต้องอาศัยการกลั่นร่างกายด้วยพลังจากฟ้าดินในทุกๆครั้งที่ทะลวงผ่านระดับขั้นต่างๆ
แม้แต่ในขั้น “กำเนิดแก่นแท้” ของผู้ฝึกตนระดับสูง ยังไม่สามารถหลอมไขกระดูกได้อย่างสมบูรณ์ เช่นนั้นจึงมีแต่เหล่าผู้าุโระดับตำนานในขั้น “หลอมจิต” เท่านั้นที่จะทำได้ แต่เขาที่ฝึก “วิชาเก้าสังวรแห่งการหลอมกาย” กลับสามารถหลอมไขกระดูกและเปลี่ยนเืได้ั้แ่ในขั้นแรกแล้ว นี่มันช่างเป็ความแตกต่างที่เหนือจินตนาการจริงๆ!
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหลายคู่ดังมาจากนอกประตูรั้วเรือนเล็กๆ ของหวังเฉิน เขารับรู้ได้ทันทีว่า การทะลวงผ่านของเขาเมื่อครู่คงจะส่งแรงสั่นะเืที่รุนแรงเกินไป จนทำให้เหล่าศิษย์ภายนอกทั้งหมดพากันมาที่นี่
เมื่อหวังเฉินเปิดประตูออกไป ก็พบกับศิษย์ภายนอกมากมายยืนออกันอยู่เต็มหน้าเรือนของเขา แต่ละคนต่างมองมาที่เขาด้วยสีหน้าตกตะลึงและเต็มไปด้วยความสงสัย
เพียงแค่กระดิกหูเบาๆ หวังเฉินก็ได้ยินเสียงการพูดคุยซุบซิบของพวกเขาทั้งหมด
“เขาเป็ใครกัน? ทำไมข้าไม่ค่อยเห็นเขามาก่อนเลย?”
“เสียงตอนเขาฝึกฝนเมื่อครู่ดังเกินไปแล้ว! เขาเป็แค่ศิษย์ภายนอก แต่เขาฝึกวิชาอะไรกันแน่? ทำไมถึงมีพลังมหาศาลขนาดนี้?”
ทันใดนั้น เสียงหนึ่งก็ได้ดังมาจากด้านนอกกลุ่มคน “ศิษย์พี่หวังเฉิน!” ได้ยินดังนั้นหวังเฉินจึงหันกลับไปมอง ก็เห็นร่างที่คุ้นเคยคนหนึ่ง
“ศิษย์พี่ ข้าคือเว่ยหรานนะ! ก่อนหน้านี้ข้ามาหาท่าน แต่ไม่เคยพบตัวเลย” เว่ยหราน กล่าวด้วยใบหน้าตื่นเต้น ดวงตาเปล่งประกายประหนึ่งได้พบกับไอดอลของตัวเอง
ทันทีที่ได้ยินเว่ยหรานแนะนำตัว หวังเฉินก็นึกขึ้นได้ทันที บุคคลตรงหน้าก็คือเว่ยหราน ศิษย์ภายนอกที่เขาเคยช่วยเหลือไว้ครั้งแรกตอนทำภารกิจของสำนักที่ “เทือกเขาอสูร” เว่ยหรานคนนั้นเอง ในตอนนี้นั้นเขายังอยู่ร่วมกับศิษย์ภายนอกคนอื่นๆ ที่ดูคุ้นหน้าคุ้นตา ตอนที่มีการปะทะกับสำนักอวี้เจี้ยน พวกเขาก็อยู่ที่นั่นด้วย
“เว่ยหราน พวกเ้ามาข้างในเถอะ!” หวังเฉินยิ้มบางเบา ก่อนจะโบกมือเรียกพวกเขา ส่วนพวกศิษย์ภายนอกที่ยืนมุงดูอยู่รอบๆ เขาไม่ได้สนใจที่จะใส่ใจนัก
พูดจบ เขาก็หันหลังกลับเตรียมจะเดินกลับไปในเรือนของตนเอง
“ศิษย์พี่จางหู่มาแล้ว! ศิษย์พี่จางหู่มาแล้ว!”
ยังไม่ทันได้เดินกลับเข้าไป ก็มีเสียงโห่ร้องของเหล่าศิษย์ภายนอกดังขึ้น ทันใดนั้นฝูงชนที่มุงดูอยู่ก็แหวกออกเป็ทางเดินกว้าง ปรากฏชายหนุ่มกลุ่มหนึ่งเดินเข้ามาในลักษณะวางก้าม หยิ่งยโส เว่ยหรานที่เพิ่งเดินมาถึงข้างๆ หวังเฉิน พอเห็นคนกลุ่มนี้ ใบหน้าก็พลันซีดเผือดทันที!
“โอ้! นี่มันเว่ยหรานน้อยไม่ใช่หรือ? เ้าก็มาอยู่ที่นี่ด้วยหรือ? เรานี่ไม่ได้เจอกันเสียนานเลยนะ! เมื่อครั้งที่เ้าแพ้ข้าแล้วต้องยกเม็ดยาเพิ่มพลังให้ ข้าต้องขอบใจเ้าจริงๆ นะ ยานั่นช่วยข้าได้มากเลยล่ะ!”
เสียงพูดจาหยอกล้ออย่างดูแคลนดังขึ้นมา หวังเฉินขมวดคิ้วเล็กน้อย เขาไม่ชอบความขัดแย้งระหว่างศิษย์ภายนอกเหล่านี้มาั้แ่ต้น ดังนั้นปกติแล้วเขาจึงไม่ค่อยออกจากเรือนและมักจะหมกตัวอยู่กับการฝึกฝน แต่ก็ใช่ว่าเขาจะไม่รู้เื่อะไรเลยเกี่ยวกับศิษย์ภายนอกเหล่านี้
“ที่ไหนมีผู้คน ที่นั่นก็ย่อมมีความวุ่นวาย” คำกล่าวนี้ใช้ได้ทุกยุคทุกสมัย ไม่มีผิดเพี้ยน!
แม้ว่าสำนักชิงหยุนจะเป็สำนักแห่งการบำเพ็ญเซียน แต่ศิษย์ในสำนักก็ไม่ได้มีจิตใจสงบนิ่งเหมือนผู้ฝึกตนทั้งหมด ด้วยเหตุนี้จึงมักเกิดความขัดแย้งกันอยู่เนืองๆ ทำให้กลายเป็การแบ่งแยกออกเป็กลุ่มเล็กๆ ภายในสำนัก ซึ่งเหล่าผู้าุโชั้นสูงของสำนัก แม้จะเห็นเื่เหล่านี้อยู่เต็มตา แต่พวกเขาก็ไม่ได้ห้ามปรามแต่อย่างใด ขอเพียงแค่ไม่เกิดเหตุการณ์ถึงแก่ชีวิต เหล่าศิษย์ของหอผู้คุมกฏก็จะไม่เข้ามายุ่งเกี่ยวอย่างแน่นอน
เห็นได้ชัดว่า จางหู่ และ เว่ยหราน ต่างก็เป็หัวหน้ากลุ่มเล็กๆ ของตนเอง แต่ในสายตาของหวังเฉินแล้ว เว่ยหรานยังมีฝีมือด้อยกว่าจางหู่อยู่เล็กน้อย
“หึ! จางหู่ ข้ามีเื่จะคุยกับศิษย์พี่หวังเฉินของข้า เื่ระหว่างเรา ไว้มีโอกาสเราค่อยมาสะสางกันเถอะ ข้าขอตัวก่อน!” เว่ยหรานแค่นเสียงเ็า ก่อนจะหมุนตัวเตรียมก้าวเข้าไปในเรือนของหวังเฉิน
“หยุดก่อน! ศิษย์พี่หวังเฉินงั้นรึ? เ้าหมายถึงคนผู้นี้น่ะหรือ?” จางหู่ชี้นิ้วไปที่หวังเฉินพร้อมกับแสยะยิ้มอย่างเย้ยหยัน “แค่คนที่ไม่มีชื่อเสียงอะไรเลย เ้าคิดว่าเขาจะมาขัดขวางความบาดหมางระหว่างเราได้รึ? ข้ามาวันนี้ก็เพื่อจะพาเ้าไปที่เวทีประลอง กับข้า!”
หวังเฉินหรี่ตาลงเล็กน้อย ไม่ได้เอ่ยสิ่งใด เพียงแค่ก้าวเข้าไปในเรือนของตนเองทันที เว่ยหรานก็รีบเดินตามติดไป ทิ้งให้จางหู่และกลุ่มพวกพ้องของเขายืนอยู่ด้านนอก
เมื่อเห็นว่าหวังเฉินกับเว่ยหรานไม่ไว้หน้าตน ใบหน้าของจางหู่ค่อยๆ เปลี่ยนเป็สีแดง ก่อนจะกลายเป็สีเขียวคล้ำ เขาโกรธจัด!
จากนั้นจางหู่แค่ออกคำสั่งเบาๆ ลูกน้องที่ยืนอยู่ด้านหลังก็รู้ใจ พวกเขารู้ดีถึงนิสัยของศิษย์พี่ตนเอง แต่ละคนก็เริ่มคึกคะนอง กำหมัดแน่น และทันใดนั้น เสียง “โครม!” ดังสนั่นลั่นขึ้นมา ประตูเรือนของหวังเฉินก็กลายเป็ผุยผงไปในพริบตา
จางหู่ถึงกับบุกเข้ามาอย่างอุกอาจ โดยไม่เห็นหวังเฉิน ซึ่งเป็เ้าของเรือนอยู่ในสายตาแม้แต่น้อย!