เพลิงพรหม (จบ)

    บทที่ 10

    เมื่อทรุดตัวลงนั่งหัวเข่าของเธอดูจะเสียดสีอยู่กับเขาตลอดเวลา แม้เธอจะพยายามนั่งเบียดเข่าอย่างที่สุดแล้วก็ตาม เนื่องจากเก้าอี้ตัวของเธอติดอยู่กับเก้าอี้อันเป็นที่นั่งของลูกค้าผู้ชายอีกคนหนึ่ง แอ๊บบี้จึงไม่มีทางขยับหนีไปไหนได้“ขอโทษค่ะ” แอ๊บบี้ต้องกล่าวคำนั้นออกมา เมื่อหัวเข่าไปชนกับเขาเข้าไปเป็นครั้งที่สี หวังแต่เพียงเขาจะทำอย่างมีเจตนาเท่านั้น“ที่นั่งตรงนี้มันค่อนข้างแคบไปหน่อย” เซธพูดอย่างเข้าใจ แต่ประกายในดวงตาของเขาทำให้เธอรู้สึกใบหน้าร้อนผ่าวขึ้นอย่างช่วยไม่ได้“จริงด้วยค่ะ” แอ๊บบี้เปิดเมนูออกอย่างให้ความสนใจกับมันมากกว่า บอกกับตัวเองอยู่ว่า บางทีถ้าเธอนั่งนิ่งๆ ตัวตรงเข้าไว้มันคงไม่สู้กระไรนัก“คุณจะทานอะไร” เขาถามเมื่อเปิดเมนูตรงหน้าของตน“คงจะสลัดนั่นแหละค่ะ” ขณะนี้ท้องไส้ของเธอไม่ปกติเลย จึงไม่อยากจะใส่อาหารหนักลงไป “แล้วคุณล่ะคะ”แต่เมื่อเธอเงยหน้าขึ้นก็เห็นสายตาของเขาที่กำลังสำรวจเรือนร่างของเธออยู่ มันเป็นการมองด้วยสายตาของผู้ชายคนหนึ่งที่ทำให้สัญญาณอันตรายดังระงมขึ้นในสมอง“คุณกำลังไดเอ็ทหรือนี่” ในที่สุดเซธก็เลื่อนสายตาจากเนินทรวงที่ซ่อนเร้นอยู่ในเสื้อหลวมๆ ขึ้นมองหน้า “ขอโทษนะครับ ผมถามเพียงเพราะอยากรู้เท่านั้น ผมไม่เห็นว่า การกินอาหารที่หนักกว่าสักหน่อยจะทำให้รูปร่างคุณเสียตรงไหนเลย”ในตอนแรกเธอไม่ใคร่แน่ใจนักว่าเขาจะสังเกตเห็นในสิ่งนี้หรือไม่ แต่ถึงจะเห็นอยู่ก็ไม่ควรเอ่ยแสดงความคิดเห็นใดๆ ออกมา แต่คนธรรมดาจะไปกล่าวตำหนิคนที่เป็นสาวกของพระเจ้าได้อย่างไร แอ๊บบี้พอใจที่จะคิดว่าเมื่อครู่เธอแปลความหมายในสายตาของเขาผิดไปเองมากกว่า“ในวันที่อากาศร้อนๆ อย่างนี้ฉันไม่อยากกินอาหารหนักหรอกค่ะ” เธอเลือกที่จะให้เหตุผลในการไม่อยากรับประทานอาหารแบบนั้น“ซึ่งก็เป็นความคิดที่ฉลาดดีทีเดียว” เขาสนองตอบเมื่อพนักงานบริการเดินเข้ามา เซธก็สั่งสลัดสำหรับเธอและเขา และแอ๊บบี้ก็นึกขึ้นมาได้ว่าจะต้องซื้ออาหารกลับไปฝากพ่อด้วย“ขอโรส บีฟ แซนด์วิชใส่กล่องด้วยนะคะ” เมื่อพนักงานบริการเดินจากไปแล้วเธอก็รีบอธิบายเพื่อความเข้าใจของเซธ “ตอนนี้พ่อกำลังมีงานติดพันอยู่เลยออกมากินอาหารกลางวันไม่ได้ค่ะ”“คุณพ่อคุณเป็นทนายความประจำเมืองนี้หรือครับ”“ใช่ค่ะ แต่ก็เป็นสำนักงานเล็กๆ เท่านั้น พ่อน่ะ พูดอยู่ตลอดเวลาว่าจะเลิกทำงาน แต่ก็ไม่เห็นยอมเลิกสักทีนี้คะ พ่อรักงานที่ทำอยู่ทุกวันนี้มาก” แอ๊บบี้รู้สึกสบายใจที่ได้เปลี่ยนเรื่องสนทนา และพร้อมที่จะคุยได้ทุกเรื่องที่โอกาสเปิดให้แม้ในเรื่องของดินฟ้าอากาศ “พ่อชอบบ่นด้วยนะคะว่า งานในอาชีพทนายความนี่เป็นอุปสรรคต่อการตกปลาของท่านเป็นอย่างยิ่ง” เธอเสริมปนหัวเราะในตอนท้าย“คุณพ่อของคุณคงมีความเชี่ยวชาญในเรื่องการตกปลามาก” เซธพูดยิ้มๆ“ไม่ใช่แค่เชี่ยวชาญเท่านั้นนะคะ หลงใหลที่เดียวละ”“เมื่ออาทิตย์ที่ผ่านมานี่ ผมไม่มีโอกาสคุยกับท่านเลย แต่คิดว่าอีกไม่นานน่าจะได้รู้จักกันบ้าง แล้วคุณทำงานกับพ่อมานานเท่าไหร่แล้วครับ”“ถึงเวลานี้ก็เกือบปีแล้วละค่ะ” แอ๊บบี้เอนหลังพิงพนักเก้าอี้ เมื่อพนักงานนำแก้วชาดำเย็นมาวางลงให้พร้อมกับแก้วนมสดของเซธ ซึ่งการขยับตัวดังกล่าวทำให้หัวเขาเบียดชิดกับเขามากยิ่งขึ้น“อย่ากังวลเลย” น้ำเสียงต่ำๆ ของเขาที่บอกให้เธอทำตัวตามสบายนั้นสร้างความรู้สึกแปลกๆ ให้เกิดขึ้นกับแอ๊บบี้อีก “รับรองว่าผมไม่ได้คิดว่าคุณเจตนาชนเข่าผมอยู่ใต้โต๊ะหรอก”แอ๊บบี้ไม่เคยหน้าตาร้อนผ่าวเช่นนี้มาก่อนเลยในชีวิต รู้สึกอยู่ว่านวลแก้มของตนเองแดงปลั่งขึ้นอย่างช่วยไม่ได้ จิตใจว่างเปล่าเสียจนเหลือจะคิดสรรหาคำพูดมาโต้ตอบ เซธดูจะอ่านความรู้สึกของเธอออกจึงถามต่อว่า“แล้วก่อนหน้านั้นคุณทำอะไรล่ะ เรียนหนังสืออยู่หรือครับ”“เปล่าค่ะ ฉันทำงานอยู่กับบริษัทที่ดับบลิวเอในคันซัส ซิตี้” เธอรู้สึกโล่งใจไม่น้อยที่เขาเปลี่ยนเรื่องพูดเสียได้“เป็นพนักงานต้อนรับหรือครับ”“ไม่ใช่หรอกค่ะ อยู่ฝ่ายบริหาร นั่งทำงานอยู่แต่ในสำนักงาน”ความสนใจของเขาดูจะเพิ่มขึ้น แอ๊บบี้เตรียมพร้อมที่จะตอบคำถามต่อไปของเขาอยู่ รู้ว่าเขาจะต้องถามถึงเหตุผลในการลาออกจากบริษัทสายการบินแห่งนั้น แต่เซธก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไรออกมา เขาเพียงแต่นั่งมองหน้าเธอเฉยๆ เป็นครู่“โทมัส วูลฟ์ คิดผิดถนัดที่ปล่อยให้คุณกลับบ้าน” เขาแสดงความคิดเห็นออกมาสั้นๆ“ฉันเป็นสาวบ้านนอกทั้งจิตใจและร่างกายเลยค่ะ” เธอตอบอย่างยอมรับตอนที่พนักงานเสิร์ฟนำอาหารที่สั่งมาวางลงให้ตรงหน้า ผู้พิพากษาประจำท้องถิ่นก็เดินเข้ามาหยุดอยู่ตรงโต๊ะแอ๊บบี้รู้จักเซสซั่นส์มาตั้งแต่ครั้งยังเด็ก ดังนั้นจึงไม่ได้แปลกใจอะไรที่เขาเข้ามาทักทายเมื่อเป็นเธอเข้า“ไฮยายหนูสบายดีหรือเปล่า” เขาโยกศีรษะเธอเล่นอย่างคุ้นเคย“สบายดีมากทีเดียวค่ะ จั้ดจ์” เธอเงยหน้าขึ้นยิ้มให้เขา และสายตาของบุรุษสูงอายุก็เหลือบมองไปทางเซธ ที่นั่งอยู่ตรงข้ามกับเธอ“แล้วพ่อหนุ่มคนนี้เป็นใครกันล่ะ เพื่อนหนุ่มคนใหม่หรือไง” เขาถามอย่างยั่วเย้าพร้อมกับหลิ่วตาอย่างล้อเลียน“โอ ไม่ใช่หรอกค่ะ” แอ๊บบี้รีบปฏิเสธอย่างรวดเร็วสังเกตเห็นอยู่ว่าเซธ ลุกขึ้นยืนแล้ว “นี่คือบาทหลวงเซธ ทัลบอท ไงคะ ขอถือโอกาสแนะนำให้รู้จักกันเสียเลย...” เธอมองหน้าเซธเมื่อบอกว่า “ท่านผู้นี้คือจั้ดจ์ เซสซั่นส์ค่ะ เป็นเพื่อนสนิทของครอบครัวเรา”“นี่น่ะเรอะบาทหลวง” สีหน้าของผู้พิพากษาเต็มไปด้วยความตกใจและแปลกใจเต็มที่ ก่อนจะสัมผัสมือกับเธอพร้อมกับหัวเราะออกมาดังลั่น “ผมว่ากิริยาท่าทางรวมทั้งรูปร่างหน้าตาของคุณ ทำให้ผมเข้าใจผิดไปถนัดทีเดียว นะนี่”“หลายคนครับที่เข้าใจผิดเกี่ยวกับตัวผม” เซธยอมรับความเป็นจริงในเรื่องนี้ปรายตามองมาทางแอ๊บบี้แว่บหนึ่ง“ผมว่าคุณดูมีความเป็นคนธรรมดาสามัญมากกว่าจะเป็นสาวกของพระเจ้านะนี่” ผู้พิพากษากล่าวต่อ“ผมเป็นส่วนผสมของทั้งสองอย่างนั้นแหละครับ” เซธตอบเรียบๆ ท่าทางของขาไม่ได้เดือดเนื้อร้อนใจกับคำพูดของผู้พิพากษาเลยแม้แต่น้อยแอ๊บบี้มีความรู้สึกว่าคำวิจารณ์ของผู้พิพากษาเซสซั่นส์ที่เกี่ยวกับตัวเซธนั้นตรงต่อความจริงอย่างยิ่ง เพราะโดยรูปลักษณ์ภายนอกแล้ว เขามีความเป็นชายชาตรีที่สมบูรณ์ด้วยเลือดเนื้อ แม้แต่เสื้อผ้าที่สวมใส่ก็ไม่อาจอำพรางความจริงในเรื่องนี้ไว้ได้“ผมดีใจนะครับที่ได้ยินอย่างนี้” บุรุษสูงอายุพยักหน้า “ทุกคนที่นี่ก็อยากจะให้มีอะไรที่มันแปลกใหม่สำหรับโบสถ์ของเราเสียบ้าง ไม่ใช่มีแต่บาทหลวงแก่ๆ มาเทศน์โปรดสัตว์เพราะตัวท่านเองแก่จนเกินกว่าจะทำบาปได้อีกแล้ว” เขาวางมือลงบนไหล่แอ๊บบี้อย่างเอ็นดู “แล้วก็กรุณาแสดงน้ำใจต่อสาวน้อยคนนี้ด้วยนะครับ ผู้หญิงสาวคนไหนในเมืองนี้ที่จะดีเท่าแอ๊บบี้อีกแล้ว” เขายกมือขึ้นโบกอำลาก่อนจะเดินออกจากโต๊ะไปครั้งนี้หัวเข่าของเซธกระทบเข้ากับแอ๊บบี้เต็มแรงเมื่อเขาทรุดตัวลงนั่ง แอ๊บบี้ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าเธอจะรู้สึกสบายใจหรือไม่ ถ้าไม่มีการสัมผัสทางร่างกายอยู่กับเขาตลอดเวลาเช่นนี้ ชายกระโปรงถลกขึ้นมาเหนือเข่า แต่ก็ไม่มีทางดิ่งลงได้โดยที่มือไม่ไปสัมผัสกับเขาเข้า แต่เมื่อนึกได้ว่าถึงอย่างไรเขาก็ไม่มีโอกาสเห็นอยู่แล้ว เนื่องจากโต๊ะบังไว้ เธอจึงไม่จำเป็นต้องดึงลง“คุณรู้จักท่านผู้พิพากษามานานแล้วหรือครับ” เซธชวนคุยต่อเมื่อหยิบส้อมขึ้นมาจิ้มอาหารในจานตรงหน้ารับประทาน“จะเรียกว่าทั้งชีวิตก็ยังได้นะคะ” เธอพลอยรับประทานอาหารตามเขาไปด้วย “มันไม่ใช่เรื่องน่าแปลกอะไรหรอกค่ะที่ใครๆ เขาจะต้องผงะหงายหลังเป็นแถวพอรู้ว่าคุณเป็นบาทหลวง ที่จริงคุณน่าจะแต่งตัวแบบนั้นเสียเลยนะคะ อย่างน้อยก็เท่ากับเป็นการเตือนให้ทุกคนรู้ตัวล่วงหน้า”ถ้าเขาแต่งตัวด้วยชุดของศาสนจักรอย่างที่ว่า ผู้พิพากษาก็คงจะไม่เข้าใจผิดว่าเขาเป็นเพื่อนชายของเธอแน่ และสองสาวที่ธนาคารก็คงจะไม่กรี๊ดกร๊าดเมื่อเห็นเขาเข้า และเธอก็ยังรู้สึกปลอดภัยสบายใจกว่านี้ด้วย