“คุณพี่เจ้าคะ อย่าได้ต่อว่ากันในเวลานี้เลย เราหาทางกลับเรือนกันก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ” แก้วจันตาพยายามยันตัวเองลุกขึ้นยืน ก่อนที่พระพายจะเข้ามาช่วยพยุงหญิงสาวเข้ามานั่งในร่มไม้ใกล้ๆ กัน พร้อมกับถอดเสื้อที่เปียกปอนบิดเอาน้ำออก สะบัดสองสามครั้งแล้วสวมกลับที่เดิม พร้อมหันไปหาหญิงสาว
“ตัวเจ้าเปียกชุ่มเยี่ยงนี้ เราหาทางอื่นกลับเรือนก่อนเถิด ขืนรอเวลา หากวันนี้ไม่มีเรือสักลำแล่นผ่าน จักทำให้เจ้าเป็นไข้เอาได้”
“หากเราจักเดินกลับเรือนเจ้าไหวฤาไม่กลิ่นจันทร์” แก้วจันตาหันไปถามบ่าวรับใช้ที่นอนหมดแรงอยู่ใกล้ๆ
“ไหวเจ้าค่ะ” กลิ่นจันทร์ดันตัวเองลุกขึ้นมาช้าๆ
“อวดดี” พระพายค้อนหญิงสาวก่อนจะพูดจาถากถาง บ่าวรับใช้รู้ตัวจึงก้มหน้าลงอย่างเจียมเนื้อเจียมตัวเช่นเดิม
ทั้งสามพากันเดินลัดเลาะออกมาตามทางเกวียนที่ชาวบ้านใช้สัญจรระหว่างไปไร่ไปนา สองข้างทางเป็นป่ารกทึบ มีเพียงทางเกวียนที่ไม่ได้ระดับขรุขระตลอดสาย ที่สำคัญไม่มีเกวียนของชาวบ้านผ่านมาให้เห็นสักคัน เมื่อเดินมาได้สักระยะ พระพายแสดงอาการกังวลออกมาจนแก้วจันตาจับสงสัย
“มีอันใดฤาคุณพี่”
“ทางเกวียนนี้ จักทำให้เรากลับถึงเรือนช้า ดีไม่ดีอาจจะถึงเรือนในยามค่ำเลยทีเดียว เพราะมันลัดเลาะอ้อมไปอ้อมมา ทำให้ใช้ระยะเวลาในการเดินทางมากขึ้น” แก้วจันตาหันมองรอบๆ ก่อนจะขยับตัวเข้าหาชายหนุ่มด้วยความกลัว เป็นที่รู้กันดีว่ายามค่ำมืดมีสัตว์ดุร้ายออกหากินจำนวนมาก อีกทั้งไม่มีแสงไฟนำทางเช่นนี้ อาจจะต้องพักการเดินทาง
“วันนี้แรมหนึ่งค่ำเดือนหงายเจ้าค่ะ หากเมื่อใดที่ตะวันตกดินพวกเราสามารถเดินทางต่อไปได้โดยมีแสงจันทร์นำทาง” กลิ่นจันทร์ที่เดินตามหลังทั้งคู่ พยายามพูดให้แก้วจันตาคลายกังวล ทั้งสามใช้ความพยายามในการเดินเท้าเพื่อกลับเรือนกันอย่างทุลักทุเล อีกทั้งเนื้อตัวที่เปียกชุ่มทำให้เกิดอาการหนาวสั่นเป็นระยะ พระพายประคองแก้วจันตาไว้โดยตลอด จนเดินมาถึงโขดหินใหญ่จึงทำการหยุดพักเอาแรง
“แก้วจันตาเจ้าอยู่ที่นี่ ข้าจักไปดูรอบๆ เผื่อมีผลไม้หรือน้ำมาประทังหิว กลิ่นจันทร์เจ้าจงดูแลแก้วจันตาให้ดี” ชายหนุ่มออกคำสั่งเสร็จ จึงเร่งย่างเท้าออกไป ก่อนจะเดินไปเหยียบก้อนหินที่มีคม ตำเข้าที่เท้าอย่างจังในระยะไม่กี่เมตร คนตัวใหญ่ล้มลงในทันที
“โอ้ย!” เขาร้องออกมาด้วยความเจ็บปวด
“คุณพระพาย” กลิ่นจันทร์รีบวิ่งเข้าไปดูว่าเกิดอะไรขึ้นกับเจ้านาย เธอเห็นแผลที่เท้าของเขามีเลือดไหลออกมาจำนวนมาก พร้อมกับปากแผลใหญ่พอควร
“คุณพระพายค่อยๆ ลุกนะเจ้าคะ” หญิงสาวพยุงตัวคนเจ็บเข้ามานั่งใกล้กับแก้วจันตา แล้วฉีกผ้านุ่งของตัวเองออก นำไประงับเลือดที่ไหลออกมา
“เลือดไหลไม่หยุดแบบนี้ ดูท่าจะแผลลึกเจ้าค่ะ” กลิ่นจันทร์พูดพร้อมกับพิจารณาอาการของพระพาย เขาเจ็บจนหน้าแดงก่ำ หากแต่พยายามอดทนเอาไว้
“จักทำอย่างไรดีกลิ่นจันทร์ ที่นี่ไม่มีผู้คนผ่านไปมาพอให้เราขอความช่วยเหลือได้เลย” แก้วจันตาประคองชายหนุ่มไว้ พร้อมกับถามความเห็นของบ่าวใกล้ชิดด้วยความกังวล
“พวกท่านทั้งสองรอข้าอยู่ที่นี่นะเจ้าคะ ประเดี๋ยวข้ามา” หญิงสาวเร่งฝีเท้าหายเข้าไปในป่า ไม่นานนักก็ออกมาพร้อมกับใบไม้ในมือหนึ่งกำ และฝักอ่อนของกระถินจำนวนหนึ่ง เมื่อมาถึงเธอจัดการนำใบสาบเสือบดให้ละเอียดแล้วนำมาโปะที่แผลของพระพายพร้อมกับฉีกผ้านุ่งออกอีกครั้งแล้วมาพันไว้รอบๆ แผล ก่อนจะหันไปหยิบฝั่งกระถินอ่อนยื่นให้แก้วจันตากับพระพายคนละครึ่ง
“ฝักอ่อนกระถินนี้ช่วยแก้กระหายน้ำได้เจ้าค่ะ ข้าพยายามมองหาแหล่งน้ำแล้วหากแต่ไม่พบ พวกท่านกินฝักกระถินนี้ก่อนนะเจ้าคะ พักอีกประเดี๋ยวพวกเราต้องเดินทางต่อแล้วเจ้าค่ะ” พระพายหยิบฝักกระถินมาหยิบกินที่ละฝักช้าๆ ก่อนจะจับจ้องไปยังกลิ่นจันทร์ด้วยสายตาแปลกหลาด เขาหาสายตาเสน่ห์หาเหมือนยามก่อนจากเธอไม่ได้อีกแล้ว พบเพียงแววตาที่เต็มไปด้วยความจริงใจและการเจียมเนื้อเจียมตัวโดยแท้จริง
“เจ้าไม่กินรึ” พระพายแสร้งทำเสียงเข้ม
“ข้ากินมาแล้วเจ้าค่ะ” กลิ่นจันทร์ปฏิเสธแม้ไม่มีอะไรตกถึงท้องเลยก็ตาม แก้วจันตาเห็นดังนั้นจึงแสร้งว่ากินพอแล้ว ก่อนยื่นที่เหลือใหักับกลิ่นจันทร์
“ข้าพอแล้ว ที่เหลือข้าให้เจ้า” รอยยิ้มหวานของแก้วจันตาแสดงความจริงใจให้กับเธอ หญิงสาวรับรู้ถึงความเมตตาที่แก้วจันตาส่งให้ จึงเอื้อมมือไปรับด้วยความรู้สึกปลื้มปีติเป็นอย่างมาก
“เหตุใดจนป่านนี้ ลูกชายของข้ายังมิกลับเรือน” คุณเอื้องฟ้าวุ่นวายใจอย่างมาก จนไม่เป็นอันทำอะไร เดินวนไปมาพร้อมกับโบกพัดในมือเช่นเดียวกัน ระยะทางจากบ้านไปตลาดแม้จะไกลก็จริงอยู่ แต่ไม่น่าเกินเวลามานานถึงเพียงนี้ อาหารเย็นที่บ่าวไพร่ตระเตรียมไว้ยังคงวางเด่นอยู่บนเรือนอย่างเรียบร้อย โดยไม่มีใครได้แตะ
“ฤาว่าจักเกิดเหตุการณ์ไม่ดีขึ้น อีนวลเอ็งคิดเห็นเป็นเช่นใด” บ่าวรับใช้คนสนิทอ้ำอึ้งไม่กล้าพูดสิ่งที่คิดออกไป
“อ้าวอ้ำอึ้งอยู่นั่น คิดว่าอย่างไร” เสียงตวาดของเจ้าของเรือนทำให้บ่าวไพร่ที่เหลือพากันหดหน้าลงอย่างหวาดกลัว
“ไอ้ช้อยพาบ่าวไปตามแล้ว ประเดี๋ยวคงได้ความเจ้าค่ะ อย่าได้ร้อนรนไปเลยเจ้าค่ะ” บ่าวคนสนิทเห็นท่าไม่ดีจึงพยายามพูดปลอบให้เจ้านายใจเย็นขึ้น ด้วยเพราะหัวหน้าครอบครัวอย่างหลวงไชยพิชิตออกว่าราชการ การตัดสินใจทั้งหมดจึงขึ้นอยู่กับคุณเอื้องฟ้าแต่ผู้เดียว