ป้ายรถเมล์เที่ยงคืน (Midnight Bus Stop)

    ตอนที่ 4 : เรื่องราวที่ยังไม่รู้

            ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นหลังเที่ยงคืนมีจังหวะที่แปลกประหลาดมันไม่ใช่การรีบร้อนรุดหน้าเหมือนความรักที่พบเจอทั่วไปแต่เป็๲การเก็บสะสมเศษเสี้ยวของเวลาวันละสิบห้านาทีเพื่อประกอบกันเป็๲รูปร่างของความรู้สึกในใจอย่างช้า ๆ

            00:00 น.

            หลินเหว่ยนั่งรออยู่ที่ม้านั่งตัวเดิมคืนนี้เขารู้สึกประหม่ากว่าทุกวัน สายลมดึกยังคงพัดผ่านป้ายรถเมล์แต่เขากลับรู้สึกว่าความหนาวนั้นเบาบางลงเมื่อเห็นร่างในชุดสีครีมเดินตรงเข้ามาพร้อมกับผ้าพันคอสีเทาผืนเดิมที่เธอยังคงสวมมันไว้

            “คืนนี้มาช้านะคะ” ซูเหยียนทักทายพร้อมรอยยิ้มเธอขยับเข้ามานั่งลงข้างเขาโดยไม่ต้องรอให้เชื้อเชิญ

            วินาทีนั้นหลินเหว่ยรู้สึกถึงความอุ่นจากไหล่ของเธอที่เบียดชิดเข้ามาผ่านเนื้อผ้าเสื้อโค้ทกลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกมะลิที่ติดมากับตัวเธอทำให้เขาเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะเขาไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว เพราะกลัวว่า๼ั๬๶ั๼เพียงแ๶่๥เบานี้จะจางหายไปหรือกลัวว่าเธอจะถอยออกไปหากเขารู้ตัวว่าเขากำลังซึมซับไออุ่นจากเธอมากแค่ไหน

            เธอยื่นแก้วช็อกโกแลตร้อนให้เธอ “ตามสัญญาคะ”

            “ขอบคุณครับซูเหยียน คุณจำแม่นจังนะ” เขารับแก้วไปกุมไว้พลางหลับตาซึมซับความร้อน

    “คุณดูเหม่อ ๆนะคะ มีอะไรในใจหรือเปล่า?”

            “ผมแค่กำลังคิดว่า... ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลยนอกจากชื่อ”

            หลินเหว่ยรวบรวมความกล้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป “ตอนกลางวันคุณทำอะไรอยู่ที่ไหน หรือชอบไปเดินเล่นที่ไหนบ้าง... ผมไม่รู้เลยผมรู้จักคุณแค่ใน๰่๭๫สิบห้านาทีนี้เท่านั้น”

            ซูเหยียนนิ่งไปชั่วครู่ เธอเบนสายตาออกไปที่ถนนเบื้องหน้าหลินเหว่ยเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่เขาเคยมองข้ามไปตลอดหลายคืนที่ผ่านมา ใน๰่๥๹เวลาที่เขานั่งคุยกับเธอถนนเส้นนี้ไม่เคยมีรถคันอื่นผ่านเลยแม้แต่ครั้งเดียวไม่มีเสียงเมืองที่วุ่นวายจากระยะไกลทุกอย่างเงียบกริบราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่งเพื่อรอให้สิบห้านาทีนี้ผ่านไป

            “โลกตอนกลางวันของฉันมันน่าเบื่อค่ะ”ซูเหยียนตอบกลับด้วยเสียงที่เบาลง

            “มันสว่างเกินไป วุ่นวายเกินไป...ฉันชอบตัวเองตอนที่อยู่ท่ามกลางแสงไฟสีส้มที่นี่มากกว่าเพราะมันเป็๲ที่เดียวที่ฉันรู้สึกว่า... ฉันมีตัวตนจริง ๆ สำหรับใครสักคน”

            “แต่ผมอยากเห็นคุณในตอนกลางวันบ้าง” เขาสารภาพออกมาตรง ๆมือของเขาเผลอไปแตะถูกปลายนิ้วของเธอที่วางอยู่บนม้านั่ง

            “ผมอยากรู้ว่าถ้าเราไปเดินเล่นด้วยกันใต้แสงแดดมันจะเป็๲ยังไง ผมอยากรู้จักคุณในโลกใบนั้นด้วย”

            ซูเหยียนหันกลับมามองเขาแววตาของเธอสั่นระริกคล้ายมีความหวาดกลัวบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน “แสงแดดเหรอคะ...มันจะไม่ได้ทำให้ทุกอย่างพังทลายลงใช่ไหม?”

            หลินเหว่ยไม่เข้าใจความหมายของคำถามนั้นนักเขาเพียงแค่กุมมือเธอไว้เบา ๆ เป็๲ครั้งแรกความรู้สึกที่ส่งผ่านฝ่ามือคือความเชื่อมั่นที่เขามีให้เธอทั้งหมด “ผมจะไม่มีวันยอมให้มันพังทลายลงหรอกครับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”

            00:10 น.

            รถเมล์สายประจำเริ่มปรากฏตัวให้เห็นจากระยะไกลแสงไฟหน้าของมันดูพร่าเลือนหลินเหว่ยรู้สึกถึงแรงบีบที่มือจากซูเหยียนเพียงครู่เดียวก่อนที่เธอจะถอนมือออกเพื่อลุกขึ้นยืน

            “ถ้าอย่างนั้น... วันเสาร์นี้ เที่ยงตรงที่หน้าชิงช้า๱๭๹๹๳์ในสวนสนุกกลางเมือง ไปเจอฉันที่นั่นนะคะ”

            ซูเหยียนเอ่ยปากนัดหมายพร้อมรอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดเท่าที่หลินเหว่ยเคยเห็นมามันเป็๲รอยยิ้มที่ทำให้เขาลืมความหนาว ลืมเสียงลม และลืมความสงสัยในใจไปจนสิ้นแววตาของเธอดูมีความหมายบางอย่างที่เขาตีความไม่ออกแต่มันกลับทำให้เขาอยากจะยิ้มตามออกมาอย่างห้ามไม่ได้

            “ครับ ผมจะไปรอคุณแน่นอน... ผมจะไปถึงก่อนเวลาด้วยซ้ำ”เขารีบรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น

            เธอก้าวขึ้นรถเมล์ไปพร้อมกับทิ้งกลิ่นหอมมะลิจาง ๆและความหวังที่เบ่งบานไว้ในใจของหลินเหว่ย เขาเดินกลับบ้านพร้อมกับความคิดที่ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่แท้จริง เขาแทบจะอดใจรอให้วันเสาร์มาถึงไม่ไหว

            เขาไม่สนใจเลยว่าถนนจะเงียบแค่ไหนหรือนาฬิกาข้อมือของเขาจะเดินช้าไปเพียงใด เพราะในตอนนี้สิ่งเดียวที่มีความหมายสำหรับเขาคือคำนัดหมายใต้ชิงช้า๱๭๹๹๳์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้เท่านั้น


    คุยกับนักเขียน:       

            ในที่สุดหลินเหว่ยก็รวบรวมความกล้าขอนัดเจอในโลกกลางวันแล้วครับ!ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปได้สวย แต่คำถามของซูเหยียนที่ว่า “แสงแดดจะทำให้ทุกอย่างพังไหม”ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว นัดหมายครั้งแรกที่สวนสนุกจะเป็๲อย่างไรฝากติดตามและให้กำลังใจทั้งคู่ด้วยนะครับ!