ความสัมพันธ์ที่เกิดขึ้นหลังเที่ยงคืนมีจังหวะที่แปลกประหลาดมันไม่ใช่การรีบร้อนรุดหน้าเหมือนความรักที่พบเจอทั่วไปแต่เป็การเก็บสะสมเศษเสี้ยวของเวลาวันละสิบห้านาทีเพื่อประกอบกันเป็รูปร่างของความรู้สึกในใจอย่างช้า ๆ
00:00 น.
หลินเหว่ยนั่งรออยู่ที่ม้านั่งตัวเดิมคืนนี้เขารู้สึกประหม่ากว่าทุกวัน สายลมดึกยังคงพัดผ่านป้ายรถเมล์แต่เขากลับรู้สึกว่าความหนาวนั้นเบาบางลงเมื่อเห็นร่างในชุดสีครีมเดินตรงเข้ามาพร้อมกับผ้าพันคอสีเทาผืนเดิมที่เธอยังคงสวมมันไว้
“คืนนี้มาช้านะคะ” ซูเหยียนทักทายพร้อมรอยยิ้มเธอขยับเข้ามานั่งลงข้างเขาโดยไม่ต้องรอให้เชื้อเชิญ
วินาทีนั้นหลินเหว่ยรู้สึกถึงความอุ่นจากไหล่ของเธอที่เบียดชิดเข้ามาผ่านเนื้อผ้าเสื้อโค้ทกลิ่นหอมจาง ๆ คล้ายดอกมะลิที่ติดมากับตัวเธอทำให้เขาเผลอกลั้นหายใจไปชั่วขณะเขาไม่กล้าขยับตัวแม้แต่นิดเดียว เพราะกลัวว่าััเพียงแ่เบานี้จะจางหายไปหรือกลัวว่าเธอจะถอยออกไปหากเขารู้ตัวว่าเขากำลังซึมซับไออุ่นจากเธอมากแค่ไหน
เธอยื่นแก้วช็อกโกแลตร้อนให้เธอ “ตามสัญญาคะ”
“ขอบคุณครับซูเหยียน คุณจำแม่นจังนะ” เขารับแก้วไปกุมไว้พลางหลับตาซึมซับความร้อน
“คุณดูเหม่อ ๆนะคะ มีอะไรในใจหรือเปล่า?”
“ผมแค่กำลังคิดว่า... ผมแทบไม่รู้อะไรเกี่ยวกับคุณเลยนอกจากชื่อ”
หลินเหว่ยรวบรวมความกล้าพูดสิ่งที่อยู่ในใจออกไป “ตอนกลางวันคุณทำอะไรอยู่ที่ไหน หรือชอบไปเดินเล่นที่ไหนบ้าง... ผมไม่รู้เลยผมรู้จักคุณแค่ใน่สิบห้านาทีนี้เท่านั้น”
ซูเหยียนนิ่งไปชั่วครู่ เธอเบนสายตาออกไปที่ถนนเบื้องหน้าหลินเหว่ยเพิ่งสังเกตเห็นความผิดปกติบางอย่างที่เขาเคยมองข้ามไปตลอดหลายคืนที่ผ่านมา ใน่เวลาที่เขานั่งคุยกับเธอถนนเส้นนี้ไม่เคยมีรถคันอื่นผ่านเลยแม้แต่ครั้งเดียวไม่มีเสียงเมืองที่วุ่นวายจากระยะไกลทุกอย่างเงียบกริบราวกับโลกทั้งใบหยุดนิ่งเพื่อรอให้สิบห้านาทีนี้ผ่านไป
“โลกตอนกลางวันของฉันมันน่าเบื่อค่ะ”ซูเหยียนตอบกลับด้วยเสียงที่เบาลง
“มันสว่างเกินไป วุ่นวายเกินไป...ฉันชอบตัวเองตอนที่อยู่ท่ามกลางแสงไฟสีส้มที่นี่มากกว่าเพราะมันเป็ที่เดียวที่ฉันรู้สึกว่า... ฉันมีตัวตนจริง ๆ สำหรับใครสักคน”
“แต่ผมอยากเห็นคุณในตอนกลางวันบ้าง” เขาสารภาพออกมาตรง ๆมือของเขาเผลอไปแตะถูกปลายนิ้วของเธอที่วางอยู่บนม้านั่ง
“ผมอยากรู้ว่าถ้าเราไปเดินเล่นด้วยกันใต้แสงแดดมันจะเป็ยังไง ผมอยากรู้จักคุณในโลกใบนั้นด้วย”
ซูเหยียนหันกลับมามองเขาแววตาของเธอสั่นระริกคล้ายมีความหวาดกลัวบางอย่างซ่อนอยู่ข้างใน “แสงแดดเหรอคะ...มันจะไม่ได้ทำให้ทุกอย่างพังทลายลงใช่ไหม?”
หลินเหว่ยไม่เข้าใจความหมายของคำถามนั้นนักเขาเพียงแค่กุมมือเธอไว้เบา ๆ เป็ครั้งแรกความรู้สึกที่ส่งผ่านฝ่ามือคือความเชื่อมั่นที่เขามีให้เธอทั้งหมด “ผมจะไม่มีวันยอมให้มันพังทลายลงหรอกครับไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม”
00:10 น.
รถเมล์สายประจำเริ่มปรากฏตัวให้เห็นจากระยะไกลแสงไฟหน้าของมันดูพร่าเลือนหลินเหว่ยรู้สึกถึงแรงบีบที่มือจากซูเหยียนเพียงครู่เดียวก่อนที่เธอจะถอนมือออกเพื่อลุกขึ้นยืน
“ถ้าอย่างนั้น... วันเสาร์นี้ เที่ยงตรงที่หน้าชิงช้า์ในสวนสนุกกลางเมือง ไปเจอฉันที่นั่นนะคะ”
ซูเหยียนเอ่ยปากนัดหมายพร้อมรอยยิ้มที่สว่างไสวที่สุดเท่าที่หลินเหว่ยเคยเห็นมามันเป็รอยยิ้มที่ทำให้เขาลืมความหนาว ลืมเสียงลม และลืมความสงสัยในใจไปจนสิ้นแววตาของเธอดูมีความหมายบางอย่างที่เขาตีความไม่ออกแต่มันกลับทำให้เขาอยากจะยิ้มตามออกมาอย่างห้ามไม่ได้
“ครับ ผมจะไปรอคุณแน่นอน... ผมจะไปถึงก่อนเวลาด้วยซ้ำ”เขารีบรับคำด้วยน้ำเสียงหนักแน่น
เธอก้าวขึ้นรถเมล์ไปพร้อมกับทิ้งกลิ่นหอมมะลิจาง ๆและความหวังที่เบ่งบานไว้ในใจของหลินเหว่ย เขาเดินกลับบ้านพร้อมกับความคิดที่ว่านี่คือจุดเริ่มต้นของบทใหม่ที่แท้จริง เขาแทบจะอดใจรอให้วันเสาร์มาถึงไม่ไหว
เขาไม่สนใจเลยว่าถนนจะเงียบแค่ไหนหรือนาฬิกาข้อมือของเขาจะเดินช้าไปเพียงใด เพราะในตอนนี้สิ่งเดียวที่มีความหมายสำหรับเขาคือคำนัดหมายใต้ชิงช้า์ในอีกไม่กี่วันข้างหน้านี้เท่านั้น
คุยกับนักเขียน:
ในที่สุดหลินเหว่ยก็รวบรวมความกล้าขอนัดเจอในโลกกลางวันแล้วครับ!ทุกอย่างดูเหมือนกำลังไปได้สวย แต่คำถามของซูเหยียนที่ว่า “แสงแดดจะทำให้ทุกอย่างพังไหม”ยังคงวนเวียนอยู่ในหัว นัดหมายครั้งแรกที่สวนสนุกจะเป็อย่างไรฝากติดตามและให้กำลังใจทั้งคู่ด้วยนะครับ!