บทที่20ค่ำคืนแห่งความโหดร้าย
การรักษาผ่านพ้นไปด้วยดีพิษกลืนชีพในกายของฮุ่ยไป๋ล้วนถูกกำจัดจนหมดสิ้น ร่างกายของนางเนื่องจากได้รับพิษมานานปีจึงมีความอ่อนล้าแลทรุดโทรมอยู่บ้างเส้นชีพจรก็บอบซ้ำเป็อย่างมาก เป็ตั้วซุนฮงที่ให้คำชี้แนะเปิดประเด็นแกฮุ่ยจวิน ซึ่งฮุ่ยจวินก็ใช้ภูมิปัญญาที่มีและความหลักแหลมเกินคนธรรมดาตีความหมายในคำชี้แนะหาสมุนไพร ศึกษาสรรพคุณจนกระทั่งเวลาผ่านไปเพียงสามวันมันก็สามารถหลอมยาลูกกลอนบำรุงชีพจรขึ้นมาได้ชุดหนึ่งสร้างความปลาบปลื้มแก่ตั้วซุนหงยิ่ง ทว่าบุรุษชราก็มิได้แสดงออกมาเท่าใดนัก
“มิเลวมิเลว ยาลูกกลอนของเ้านับว่ามีความบริสุทธิ์สูงใช้ได้"
ตั้วซุนหงกล่าววาจาไปพลางลูบเคราไปพลาง
ฮุ่ยจวินผงกศีรษะด้วยความยินดีก่อนหันไปยื่นถุงยาเ่าั้ให้แก่ฮุ่ยไป๋
“นี่คือยาลูกกลอนบำรุงชีพจรมีทั้งหมดสามสิมเม็ด กินทุกวันติดต่อกันอย่าได้ขาด แล้วชีพจรขีวิตของเ้าจะคืนกลับสู่ภาวะปกติเ้าจะกลับมาเป็เด็กที่แข็งแรงสดใสอีกครั้ง”
ฮุ่ยไป๋รับมาด้วยรอยยิ้มที่ยินดีจนยากจะอธิบายเป็เพราะพวกมันทั้งสองผ่านความลำบากมามาก วันนี้จึงนับเป็วันที่พวกมันได้มีความสุขอย่างแท้จริง
“อื้ม ข้าจะกินทุกวันไม่มีทางลืมเด็ดขาด”
เมื่อมอบยาให้แก่ฮุ่ยไป๋ฮุ่ยจวินก็หันไปหาตั้วซุนหงหมายที่จะคารวะขอบคุณมันจากใจจริงที่เป็ส่วนสำคัญทำให้ความตั้งใจแลตั้งมั่นของตนสำเร็จในวันนี้ทว่าพอหันกลับไป ร่างของบุรุษชราที่เคยอยู่ตรงนั้นก็หายไปแล้ว มันคือเทพดาเร้นกาย ไปมายากรู้ร่องรอยเมื่อได้รับการปล่อยตัวจากธรรมบาลมุทรา มันก็เสมือนเสือติดปีกที่จะไปไหนก็ยากตามตัวพบ
ฮุ่ยจวินรู้สึกเสียดายที่มิอาจแลกเปลี่ยนเรียนรู้วิชาแพทย์ให้ลึกซึ้งมากกว่านี้แต่ทุกอย่างที่ผ่านมามันก็รู้สึกสำนึกขอบคุณอย่างหาที่สุดไม่ได้ ฮุ่ยจวินคุกเข่าลงพร้อมกับโขกศีรษะกับพื้นเพื่อเป็การคำนับขอบคุณบุรุษชราปากกล่าววาจาอย่างตั้งมั่น
“ความรู้ที่ข้าได้รับข้าจะนำไปช่วยเหลือผู้ตกยาก เพื่อผดุงวิชาแพทย์ของท่านให้ประจักษ์ไปทั้งปฐี และข้าจะไม่ลืมเลือนบุญคุณของท่านไปตลอดชีวิต"
เห็นฮุ่ยจวินโขกศีรษะฮุ่ยไป๋ก็กระทำตาม ก่อนที่นางจะหันไปคำนับต่อธรรมบาลมุทราที่คอยออกหน้าช่วยเหลือนางมาโดยตลอดเป็ธรรมบาลมุทราที่เข้ามารับนางไว้อย่างรวดเร็ว
“เด็กอันประเสริฐเ้าลุกขึ้นเถิด”
ฮุ่ยไป๋จ้องมองสตรีตรงหน้าดวงตาใสกระจ่างของนางมองดวงตาที่ลึกล้ำของสตรีวัยกลางคนแล้วกล่าวถาม
“เหตุใดท่านจึงช่วยข้า?"
ธรรมบาลมุทราแรกสนใจนางเพราะนางสามารถใช้ออกด้วยมุทราสะท้านเทพได้ทั้งนางยังมีจุดชีพจรลมปราณพิเศษเปิดถึงสามจุด แต่พอได้ใกล้ชิดกับเด็กหญิงมาหลายวันเห็นความหลักแหลม ความอดทนอดกลั้นเกินเด็กหญิงทั่วไป รวมถึงความหนักแน่นของนาง ก็กลับกลายเป็ความถูกชะตาเช่นนั้นธรรมบาลมุทรานางจึงได้ลูบฝ่ามือลงยังศีรษะของฮุ่ยไป๋แ่เบา
“แรกอาจสนใจเพราะเ้าสามารถใช้มุทราสะท้านเทพได้แต่บัดนี้อยากช่วยเพราะถูกชะตา"
เห็นสตรีวัยกลางคนกล่าวอย่างตรงไปตรงมาฮุ่ยไป๋ก็ผงกศีรษะหากสตรีตรงหน้ากล่าวว่าถูกชะตาแต่แรกฮุ่ยไป๋นางคงไม่มีทางยอมรับแน่ เพราะแรกเริ่มสตรีกลางคนนางนี้ไม่เห็นพวกมันอยู่ในสายตาแม้เพียงนิดแต่นับว่าตอนนี้นางแตกต่างจากตอนนั้นมาก
แม้ฮุ่ยไป๋เป็เด็กแต่ทว่าเหมือนเด็กที่ผ่านโลกอันโหดร้ายมามากจึงมองทุกสิ่งได้แทบทะลุปรุโปร่ง เช่นเดียวกับแววตาที่สตรีกลางคนมองตน บัดนี้นางรู้สึกว่าสตรีกลางคนกลับเป็ห่วงตนจากใจจริงฮุ่ยไป๋ที่เป็เด็กกำพร้า ั้แ่ทารกจนโตก็เห็นเพียงฮุ่ยจวินและท่านลุง มิเคยได้ัักับความรู้สึกที่เรียกว่ามารดาแม้เพียงครั้งพอเห็นแววตาแลความรู้สึกที่มีต่อตนของสตรีวัยกลางคนเบื้องหน้า นางก็พลอยรู้สึกอบอุ่นใจแลบังเกิดความถูกชะตากับสตรีกลางคนนางนี้ขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
ธรรมบาลมุทรากล่าวถาม
“หลังจากรักษาหายแล้วชีวิตเ้าต่อจากนี้จะเอาอย่างไรต่อ"
ฮุ่ยไป๋กล่าวตอบ
“พี่ฮุ่ยจวินไปที่ใดข้าก็ไปที่นั่น"
เป็ครั้งแรกที่ธรรมบาลมุทราได้พินิจมองฮุ่ยจวินอย่างถี่ถ้วน
“พวกเ้าเป็พี่น้องกันหรือดูไปแล้วไม่มีที่ใดคล้ายกันซักนิด"
ฮุ่ยจวินกล่าวว่า
“หากมิใช่พี่น้องจะให้เป็อื่นใด”
ธรรมบาลมุทรามองปราดเดียวก็พอรู้แล้วว่าพวกมันไม่น่าจะใช่พี่น้องกันจริงๆนางจึงหันไปกล่าวกับฮุ่ยไป๋ว่า
“เ้าจะทนลำบากไปทำไมกลับนิกายเทวะวจนะกับข้าเถิด เด็กที่มีพร์เหนือฟ้าประทานเช่นเ้าควรได้รับการขัดเกลาที่ดีกว่านี้”
ฮุ่ยไป๋ประสานมือ
“ขอบพระคุณผู้าุโที่เมตตาในตัวข้าแต่ข้ามิได้มีพร์อะไร เกรงจะทำให้ผู้าุโผิดหวังแล้ว”
ธรรมบาลมุทราส่ายศีรษะ
“เ้าคือผู้ที่มีพร์สูงเพียงแต่ว่ายึดติดกับพี่ชายเกินไป นั่นจึงทำให้มรรคจิตของเ้ามิอาจชูพร์ให้โดดเด่นได้ขอเพียงเ้าละทิ้งซึ่งความรู้สึก ละทิ้งซึ่งห่วงทุกอย่าง เ้าจะเป็ยอดวีรสตรีที่ยากหาผู้เทียบเทียมและจะไม่มีผู้ใดกล้าตอแยสร้างความลำบากแก่เ้าเหมือนเช่นที่ผ่านมาอีก"
“แม้ข้าอยากจะเก่งขึ้นกว่านี้ก็จริงอยากมีพลังปกป้องผู้อื่นก็จริง แต่หากให้ไร้ซึ่งความรู้สึก ไร้ซึ่งห่วง แล้วชีวิตในฐานะมนุษย์ของข้าจะมีความสุขหรือผู้าุโข้ามิ้าความเป็หนึ่ง ข้าเพียง้าความสุข ชีวิตนี้ขอเพียงมีพี่ฮุ่ยจวินมีท่านลุง ก็เพียงพอแล้ว"
ธรรมบาลมุทราผงกศีรษะด้วยความผิดหวัง
“เช่นนั้นก็ไม่บังคับฝืนใจเ้าเพราะการบังคับฝืนใจก็เป็อีกเื่ที่ส่งผลต่อมรรคจิตเช่นกัน เอาเป็ว่าเมื่อไหร่ที่เ้า้าพลังก็ให้มาหาข้าที่นิกายเทวะวจนะ"
กล่าวจบนางก็ยื่นแผ่นป้ายหยกขาวให้แก่ฮุ่ยไป๋พร้อมกล่าวต่อ
“ใช้สิ่งนี้เพื่อตามหาข้า"
ฮุ่ยไป๋รับป้ายหยกขาวนั่นมาก่อนย่อกายคารวะให้แก่สตรีกลางคนตรงหน้าธรรมบาลมุทรายื่นมือมาลูบศีรษะของนางอย่างแ่เบาคราหนึ่ง ก่อนที่จะพุ่งร่างจนหายลับจากไปไกลเพียงชั่วพริบตาก็ไม่เห็นแม้แต่เงาของนางแล้ว
บัดนี้สองตัวตนในสองมหาวิถีวจนะขั้นสูงสุดก็ต่างจากไปส่งให้ที่ทุ่งร้างแห่งนี้เหลือเพียงฮุ่ยจวินและฮุ่ยไป๋เพียงสองคน พวกมันในที่สุดก็ผ่านเื่เลวร้ายและฝันที่มิอาจจะข่มตาหลับมาได้ความสุขจึงบังเกิดขึ้นในจิตใจ พวกมันรีบสวมกอดกันกลมและโห่ร้องด้วยความยินดีจนดังก้องไปทั่วบริเวณ
เนิ่นนานฮุ่ยจวินจึงละจากการสวมกอดแล้วกล่าวถาม
“เหตุใดโอกาสอันดีเช่นนั้นจึงไม่คว้าเอาไว้"
ฮุ่ยไป๋จ้องมองชายหนุ่ม
“หากนางยอมให้ท่านติดตามไปที่นิกายด้วยข้าย่อมไม่ปฏิเสธแต่ความตั้งใจของนาง้าให้ข้าละทิ้งซึ่งทุกอย่าง ข้าทิ้งความเป็ตัวของตัวเองได้แต่ถ้าให้ละทิ้งซึ่งท่าน ข้าขอเป็เช่นนี้จะประเสริฐกว่า"
ฮุ่ยจวินขยี้ฝ่ามือลงบนศีรษะของนาง
“เด็กโง่"
“ข้ายอมฉลาดไม่สู้ท่านก็ได้"
“ไปกันเถอะกลับบ้านของพวกเรา หากท่านลุงรู้ข่าวที่เ้าหายจากพิษนี้ ท่านจะดีใจเพียงไหน"
บรรยากาศที่ทุ่งร้างยามค่ำคืนแม้หนาวเหน็บแต่ทว่าที่แห่งนี้กลับมีแต่ความอบอุ่นและความสุขที่เปี่ยมล้นยากอธิบายเป็คำพูดพวกมันอยากซึมซับบรรยากาศที่ทำให้เกิดสุขนี้อีกซักพัก แต่พวกมันทั้งสองได้อยู่ที่แห่งนี้มานานพอสมควรแล้วจึงควรที่จะจากไป
บัดนี้พวกมันล้วนเต็มเปี่ยมไปด้วยพลังชีวิตแลพลังใจความสุขทำให้พวกมันกระปี้กระเป่า ทั้งได้ยาสมุนไพรฤทธิ์ร้อนที่ฮุ่ยจวินทำขึ้นเพื่อใช้รับมือกับสภาพอากาศตอนค่ำคืนทำให้พวกมันแทบไม่ได้รับผลกระทบจากสภาพภูมิประเทศและภูมิอากาศของพื้นที่ทุ่งร้างเท่าใดนักพวกมันจึงตัดสินใจไม่โอ้เอ้ชักช้า เพราะตอนนี้ผู้ที่เคยปกป้องล้วนจากไปหมดแล้ว การรั้งอยู่ที่เดิมนานๆอาจมีศัตรูเก่าที่จ้องเล่นงานรอเวลาอยู่ก็ได้ ทั้งสองจึงได้เร่งเดินทางในยามค่ำคืนเพื่อคืนกลับสู่แผ่นดินใหญ่อีกครั้ง
พวกมันมิได้ติดอยู่ในค่ายกลของเทพดาเร้นกายตั้วซุนหงเหมือนที่ผ่านมาการเดินทางจึงไม่มีอุปสรรค เพียงไม่นานก็เห็นเงาสีดำขนาดใหญ่ของเขาเถาิซานที่ทอดตัวยาวสุดลูกหูลูกตาดั่งกำแพงที่กั้นขวางระหว่างแผ่นดินใหญ่และทุ่งร้างไว้เดินทางชั่วค่อนคืนในที่สุดก็บรรลุถึงเขาเถาิซาน ใช้เวลาอีกชั่วยามเศษก็ขึ้นไปสู่้าของยอดเขาเตรียมที่จะข้ามไปอีกฝั่งตอนนี้เวลาก็ล่วงเลยจนดึกสงัดแล้ว กอปรกับความเหน็ดเหนื่อยทำให้พวกมันต้องหยุดพัก และเป็เพราะกลางป่าเขาที่สูงชันเช่นนี้ใช้หลบสายตาของผู้คนได้ดีไม่เหมือนที่ทุ่งร้างพวกมันจึงเลือกที่จะพักยังที่นี่
ฮุ่ยจวินวางสัมภาระลงเดินถือผงสมุนไพรที่มันเตรียมขึ้นมาั้แ่แรกโรยไว้บริเวณโดยรอบเป็เวิ้งวงกลม ฮุ่ยไป๋เห็นก็กล่าวถาม
“ท่านกำลังทำอะไร"
“นี่คือยาสมุนไพรที่ออกฤทธิ์ต่อประสาทััของสัตว์และแมลงทำให้พวกมันมิกล้าที่จะผ่านเข้ามา”
“ท่านนับเป็แพทย์อันดับหนึ่งที่มิได้เก่งแค่เพียงรักษาแล้ว"
“นอนพักผ่อนเถอะอีกไม่นานก็เช้าแล้วจักต้องเดินทางต่อ"
ฮุ่ยไป๋ล้มตัวลงใช้ผ้าคลุมร่างส่วนฮุ่ยจวินเองก็ต้องหาสิ่งมาคลุมกายเพื่อลดความหนาวเย็น มันไม่ก่อกองไฟเพราะกลัวจะเป็จุดเด่นตรงกลางป่าเขาจนเกินไปแต่จังหวะที่จะล้มตัวนอน เสียงกรีดอากาศจนดังหวีดหวิวเสียงหนึ่งก็ดังขึ้น ฮุ่ยจวินรีบหมุนกายหลบออกไปทางด้านข้างอย่างรวดเร็วก่อนจะพบว่าตำแหน่งที่ตนเคยนอนอยู่ได้มีกระบี่เล่มหนึ่งปักตรึงลงมา!
แม้จะเป็ยามค่ำคืนแต่แสงจันทร์ยังคงส่องกระจ่าง แสงนวลเมื่อกระทบต้องกับตัวกระบี่ก็ให้แสงกำจายส่งให้อวิ๋นเซ่อได้มองเห็นลักษณะกระบี่ได้อย่างชัดตากระบี่นี้เนื่องด้วยครั้งหนึ่งมันเคยหยิบใช้จึงจดจำได้ว่าเป็ของสตรีชุดคลุมดำที่อาฆาตแค้นมันกับฮุ่ยไป๋นางนั้น!
“มิใช่นางติดตามบุรุษชุดแพรเงินไปแล้วหรือเหตุใดจึงยังติดตามพวกเราได้ทัน"
ฮุ่ยจวินครุ่นคิดขึ้นด้วยความยุ่งยากสตรีนางนั้นมีจิตสังหารต่อพวกตนมิยอมลดละ จนกระทั่งถึงตอนนี้ก็ยังจะติดตามมาอีก คำกล่าวของนางที่เคยบอกว่าจะติดตามไล่ล่าสังหารพวกมันจนสุดหล้าฟ้าเขียวดูจะไม่เกินเลยไปซักนิด
กระบี่พึ่งโผล่มาเพียงชั่วอึดใจคนก็มา ภายใต้แสงจันทร์สลัวที่กระทบต้อง เห็นบุคคลชุดคลุมดำปกปิด ปล่อยผมยาวให้ปลิวสยายไปตามแรงลมเคลื่อนที่มาชายหนุ่มก็เข้าใจทันทีว่านางมาแล้ว แต่ยังมิทันได้เตรียมเข็มเงินขึ้นมาเพื่อซัดเป็อาวุธลับฮุ่ยไป๋ที่นอนอยู่ก็พลิกกายขึ้นในท่ามุทราที่นางเฝ้าจดจำแลทบทวนฝึกปรือมาตลอดการเดินทางนี้
แสงแห่งมุทราพุ่งวาบขึ้นแต่ถึงนางจะจดจำได้ดีเพียงใด สติปัญญาล้ำเลิศแค่ไหน แต่เมื่อไร้ซึ่งผู้ขัดเกลาแลชี้แนะพลังที่ใช้ออกย่อมมิอาจใช้ออกอย่างมีประสิทธิภาพ เพียงแสดงพลังปาฏิหาริย์ขึ้นแวบหนึ่งก็มิอาจคงสภาพโจมตีออกไปได้ส่งให้สตรีในชุดคลุมดำมิได้รับการจู่โจมของพลังใดจากมุทราสายนี้ ทั้งยังทำให้สตรีชุดคลุมดำแปรเปลี่ยนทิศทางการลงมือจู่โจมเข้าใส่นางแทน!
ฝ่ามือของสตรีชุดคลุมดำปกปิดฟาดเข้าใส่ร่างของฮุ่ยไป๋จนนางกระเด็นล้มกลิ้งคืนกลับหลังพร้อมกระอักโลหิตคำใหญ่
“ไป๋เอ๋อร์!”
ฮุ่ยจวินเห็นเช่นนั้นก็เคลื่อนกายซัดเข็มเงินเข้าใส่สตรีชุดคลุมดำหยุดการรุกคืบของนางพร้อมไปยืนขวางหน้าของฮุ่ยไป๋ไว้
“เหตุใดต้องจองล้างจองผลาญพวกเราถึงเพียงนี้”
สตรีชุดคลุมดำนิ่งเฉยไม่กล่าวตอบเป็ฮุ่ยจวินที่กล่าวต่อ
“ข้าขอร้องหากไว้ชีวิตพวกเรา ท่าน้าสิ่งใดขอเพียงไม่ผิดต่อมโนธรรมข้ายินดีกระทำให้”
สตรีชุดคลุมดำยังคงไม่กล่าวตอบจะมีก็เพียงจิตสังหารที่แผ่พุ่งมิยอมลดละ นางแผ่พุ่งพลังยุทธ์ในมหาวิถีแห่งวจนะยุทธ์ออกมาสองหมัดซ้ายขวาจึงเจือไปด้วยไอพลังปาฏิหาริย์ที่แผ่กำจาย ฮุ่ยจวินกัดฟันกรอด อุตส่าห์หางทางจนมีชีวิตรอดอยู่ต่อแล้วแท้ๆอุตส่าห์คิดคีทำดีแล้วแท้ๆ แต่จนถึงป่านนี้ฟ้าก็หาได้เมตตามันซักนิด หรือจะให้มันแข็งแกร่งจนไร้ผู้ต่อต้านจริงๆจึงจะส่งเสริมให้ชีวิตมันประสบพานพบกับความสุข!
“ไป๋เอ๋อร์หนีไป"
“ไม่ข้าจะขอสู้ตายอยู่กับท่าน"
“หากเ้าหนีตอนหนีข้ายังพอจะหาทางหนีต่อได้และพวกเราจะไม่ตาย หนีไป!”
ฮุ่ยไป๋มองแผ่นหลังของบุรุษหนุ่มแยกกันย่อมมีโอกาสรอดจริงๆ แต่ฮุ่ยจวินมันไม่ได้มีพลังปาฏิหาริย์ อาศัยเพียงพลังยุทธ์จากเส้นชีพจรลมปราณสามัญจะไปสู้ผู้มีเส้นชีพจรลมปราณพิเศษได้อย่างไร ทว่าสิ่งหนึ่งที่ยังพอวางใจได้สำหรับฮุ่ยจวินคือวิชาตัวเบาของมัน
คิดเช่นนี้ฮุ่ยไป๋ก็กัดฟันและวิ่งหลบหนีไปยังอีกทางที่มีแต่ป่าใหญ่แลโขดหินมากมายเรียงรายสลับซับซ้อนเหมาะแก่การใช้วิ่งหนีแลหลบซ่อนจากสายตาได้อย่างดียิ่ง ส่วนสตรีชุดคลุมดำเมื่อเห็นฮุ่ยไป๋วิ่งหนีนางก็ฟาดฝ่ามือปลดปล่อนพลังยุทธ์ให้แผ่พุ่งออก
ตูมมม!
ฝ่ามือนั้นของนางเมื่อฟาดออกก็ถึงกับทำให้ต้นไม้ใหญ่เื้ัของฮุ่ยไป๋หักโค่นดีที่ฮุ่ยไป๋ตัวเล็กจึงมุดร่างหลบใต้ซอกหินได้ทันท่วงทีรอดจากการถูกต้นไม้ทับอย่างหวุดหวิดก่อนจะมุ่งหน้าหลบหนีจนหายลับไปพร้อมกับความมืด
สตรีชุดคลุมดำนางนั้นคิดจะไม่ให้ฮุ่ยไป๋หลบหนีแต่ฮุ่ยจวินได้ซัดเข็มเงินเข้าใส่นาง พร้อมกับหมุนกายวาดเท้าเตะสกัด ตามด้วยชกหมัดทั้งสองข้างเข้าใส่ลำตัวของนางแต่นางเป็ผู้ฝึกมหาวิถีวจนะยุทธ์ พลังจากหมัดที่ชกออกมาต้านรับจึงรุนแรงกว่า เพียงหมัดปะทะหมัดร่างของฮุ่ยจวินก็กระเด็นคืนกลับหลัง สองมือเ็ปรวดร้าวราวกับกระดูกจะแตกหัก แต่เพราะโอกาสนี้เองฮุ่ยจวินจึงสามารถชิงจังหวะใช้ออกด้วยวิชาตัวเบาที่ปานเหยียบอยู่บนม่านหมอกหลบหนีจากนางไปได้
การหลบหนีของฮุ่ยจวินเพื่อ้าหลอกล่อให้สตรีชุดคลุมดำติดตามตนไปอีกทางเพื่อจักได้ทิ้งระยะห่างจากฮุ่ยไป๋ได้ไกลยิ่งขึ้นแต่ทว่าสตรีชุดคลุมดำกลับรู้ทันแผนของมัน นางจึงมิได้ติดตามมัน แต่เลือกที่จะติดตามไปยังทิศทางที่ฮุ่ยไป๋มุ่งหลบหนีไปแทน
แม้ฮุ่ยจวินจะถ่วงเวลาได้ครู่ใหญ่จนฮุ่ยไป๋สามารถหลบไปได้ไกลพอสมควรแล้วแต่มันก็อดที่จะเป็ห่วงนางมิได้จึงย้อนกลับทิศทางเดิมติดตามสตรีชุดคลุมดำไป ทว่าดูเหมือนสตรีชุดคลุมดำจะอ่านจิตใจของมันออกนางจึงดักรออยู่ก่อนแล้ว เพียงฮุ่ยจวินปรากฏตัวมา กระบี่สีเงินวาวที่สะท้อนแสงจันทร์จนแยงตาก็พุ่งวาบแทงสวนเข้าใส่แผ่นอกของชายหนุ่มทันที!
ฉึก!!!
ฮุ่ยไป๋ซึ่งอยู่ไม่ไกลจากบริเวณดังกล่าวนางหลบซ่อนตัวอยู่ที่โขดหินอันมิดชิดก้อนหนึ่ง ได้เห็นฮุ่ยจวินถูกกระบี่แทงผ่านร่างอย่างชัดตาทั้งบริเวณนั้นยังเป็หน้าผาสูง ร่างที่ถูกแทงด้วยกระบี่ของมันจึงได้ล้มลงแลร่วงตกยังหุบเหวลึกไป!
ฮุ่ยไป๋แทบหลุดเสียงหลงออกมานางจึงรีบยกฝ่ามือขึ้นมากุมปากของตนเองเอาไว้ ได้แต่ปล่อยให้น้ำตาไหลทะลัก ร่างสั่นพร่าจิตใจเย็นเยียบราวกับตกลงสู่ห้วงแห่งความเ็ปจนยากลืมเลือน
ที่นางไม่หลุดปากที่นางไม่กระเสือกกระสนวิ่งออกไป เพราะนางไม่อยากให้ปณิธานการปกป้องของชายหนุ่มต้องมาจบลงเพราะความโง่งมของนางและประการสำคัญหากนางออกไปตาย แล้วผู้ใดจะแก้แค้นคืนกลับให้แก่มัน!
ฮุ่ยไป๋กัดฟันหลั่งน้ำตาจนเป็สายเืฝ่ามือที่ปิดปากตัวเองไว้มีโลหิตไหลซึมเพราะฟันได้ขบแน่น ความเ็ปทางร่างกายเหล่านี้หาได้เ็ปรวดร้าวเท่ากับจิตใจของนางไม่เห็นคนที่ตนผูกพันธ์มากที่สุดตายต่อหน้าต่อตา คงจะมีแต่มารไร้หัวใจเท่านั้นที่จะไม่รู้สึกอะไร
สายตาที่เหี้ยมเกรียมของฮุ่ยไป๋มองผ่านม่านโลหิตที่เจิ่งนองบนั์ตานางจดจำสตรีในชุดคลุมดำนั้นไว้ จดจำปิ่นหยกดำที่พวกมันขโมยมาจากนางไว้ จดจำฟ้าที่มอบโชคชะตาอันโหดร้ายแก่พวกตนไว้จนกระทั่งสตรีชุดคลุมดำผู้นั้นจากไปไกลแล้ว นางค่อยวิ่งออกไปคุกเข่าร่ำไห้บริเวณหน้าผาสูงปานจะขาดใจค่ำคืนแห่งความสุขเพียงคงอยู่ได้ไม่นานก็ได้มอบความโหดร้ายที่ยากจะรับได้ให้แก่นางรู้เช่นนี้ให้นางได้ตกตายเพราะพิษร้ายยังจะประเสริฐกว่า
ฮุ่ยไป๋ร่ำไห้แลคุกเข่าเศร้าโศกเสียใจเช่นนี้อยู่นานจนเวลาสามวันเวียนผ่านนางจึงค่อยเงยหน้าขึ้นมองผืนฟ้าอันดำมืดด้วยั์ตาที่แดงก่ำก่อนกล่าวเสียงรอดผ่านไรฟันพร้อมมือที่กำแน่น
“ในเมื่อท่านคะยั้นคะยอที่จะมอบชะตาชีวิตเช่นนี้ให้แก่ข้าเช่นนั้นข้าก็จะขอรับมันเอาไว้!”
กล่าวจบนางก็ยกมือที่เปื้อนด้วยโลหิตเช็ดคราบน้ำตาซึ่งก็เป็โลหิตพร้อมกับล้วงเอาแผ่นหยกขาวที่ธรรมบาลมุทรามอบให้ขึ้นมา เด็กหญิงผู้ที่มีโชคชะตาอันโหดร้ายแลอาภัพผู้นี้สูดลมหายใจเข้าลึกก่อนตัดสินใจอย่างเด็ดขาดก้าวเดินจากหน้าผาแห่งนี้ไป
ฮุ่ยไป๋ในตอนนี้เสมือนถูกทำลายจิตใจจนเป็คนที่มีจิตใจอันตายด้านไปแล้วสมองของนางตอนนี้จึงมีเพียงสิ่งเดียวที่คงอยู่นั่นก็คือ ความเครียดแค้น!