จางหย่งก้มหน้าก้มตากล่าวออกมาเสียงเบาแม้จะไม่อยากยอมรับ แต่เขาก็ไม่มีทางเลือกเพราะเขาสัมผัสได้ว่าหากเขาเลือกที่จะไม่พูดออกมาละก็ศีรษะของเขาคงหลุดจากบ่าแล้วเป็นแน่
สิ้นเสียงของเขาชายวัยกลางคนที่เป็นคนควบคุมการประลองก็ประกาศให้หลางเยว่เป็นฝ่ายชนะในรอบนี้ไปในที่สุด
"คู่ต่อไป ขึ้นมา"
ชายวัยกลางคนประกาศเรียกให้คู่ประลองคู่ต่อไปขึ้นมาอย่างไม่คิดจะหยุดพัก ซึ่งการประลองในครั้งนี้เป็นการประลองระหว่างมู่เฉินและชายหนุ่มหน้าตาธรรมดา ๆ คนหนึ่ง แต่กลับสามารถประมือกับมู่เฉินได้อย่างสูสีหรืออาจจะเหนือกว่าเล็กน้อยเสียด้วยซ้ำ
การประลองของมู่เฉินและชายหนุ่มคนดังกล่าวกินเวลาไปราวสองก้านธูป ก็เหมือนจะใกล้ถึงจุดจบของการประลองและดูเหมือนว่าชายหนุ่มธรรมดา ๆ คนดังกล่าวจะเป็นฝ่ายกำชัยชนะไปในรอบนี้แต่ในช่วงสุดท้ายของการตัดสินมู่เฉินได้นำเม็ดยาระงับปราณออกมาใช้อีกครั้งจนเป็นฝ่ายพลิกกลับมาเอาชนะไปในที่สุด
ผู้คนโดยรอบต่างเริ่มรู้สึกสงสัยว่าเหตุใดมู่เฉินที่ควรจะแพ้ไปถึงสามารถพลิกกลับมาชนะในช่วงสำคัญได้ตลอด แต่แม้จะสงสัยแต่ก็ไม่มีใครเอะใจถึงการกระทำของมู่เฉินเลยแม้แต่คนเดียว ยกเว้นฉินหยางและอีกคนชายชรานามเฉินเทียนที่นั่งชมการประลองจากที่นั่งพิเศษที่สามารถมองออกถึงการกระทำทุกอย่างของมู่เฉินแต่เขาก็ไม่ได้คิดจะกล่าวสิ่งใดออกมา
หลังจากชายวัยกลางคนประกาศผู้ชนะในรอบนี้ เรียบร้อยแล้ว จึงเรียกให้ฉินหยางกับชายอีกคนที่มีหน้าตาหยิ่งผยองราวกับเป็นจางหย่งอีกคน ซึ่งเขามีนามว่าเฟิงเหมียนขึ้นมาบนเวทีและประกาศให้เริ่มทำการประลองในทันที
แต่ก่อนที่จะเริ่มการประลองชายหนุ่มนามเฟิงเหมียนก็ได้พูดจาถากถางและดูถูกเหยียดหยามฉินหยางสาระพัดแต่ฉินหยางเองกลับไม่ได้ตอบโต้สิ่งใดกลับไปเลยแม้แต่อย่างเดียว เขาทำเพียงยืนเอามือไขว้หลังและจ้องมองเฟิงเหมียนด้วยสีหน้านิ่งเรียบ แต่การกระทำของเขาก็ยิ่งทำให้เฟิงเหมียนเกิดโทสะ
เมื่อรู้ว่าการพูดจาถากถางไม่เป็นผลเฟิงเหมียนก็ไม่กล่าวสิ่งใดอีกและเริ่มเปิดฉากจู่โจมในทันที
เฟิงเหมียนปลดปล่อยการโจมตีด้วยสาระพัดรูปแบบแต่ฉินหยางกลับไม่สะทกสะท้านใด ๆ เลยแม้แต่น้อย เขายังคงยืนเอามือไขว้หลังอยู่กับที่ราวกับไม่ทุกข์ร้อนใด ๆ บนตัวของเขามีเปลวเพลิงที่คล้ายอาภรณ์ที่คอยดูซับการโจมตีทั้งหมดเอาไว้
"บัดซบ!! ไอ้ขี้ขลาดคิดจะมุดหัวอยู่แต่ในกระดองเหมือนเต่าอย่างนั้นรึ? แน่จริงก็มาสู้กับข้าตรง ๆ ซะ "
เฟิงเหมียนตะคอกออกมาด้วยความฉุนเฉียวที่การโจมตีของตนไม่สามารถสร้างบาดแผลใด ๆ ให้ฉินหยางได้เลยแม้แต่น้อย
"งั้นสินะ"
ฉินหยางกล่าวเพียงประโยคสั้น ๆ พร้อมยกยิ้มมุมปากขึ้นมาเบา ๆ แต่นั้นยิ่งทำให้เฟิงเหมียนโกรธเกรี้ยวขึ้นไปอีกเพราะคิดว่าฉินหยางไม่เห็นเขาอยู่ในสายตา ซึ่งจริง ๆ แล้วก็เป็นเช่นนั้น
ในฐานะอดีตจักรพรรดิสวรรค์ที่ยิ่งใหญ่การประลองในครั้งนี้ไม่ได้นับว่าเป็นอันใดสำหรับเขาต่อให้ระดับพลังของเขาจะลดเหลือเพียงเท่านี้ก็ตามแต่ประสบการณ์การต่อสู้นับพันนับหมื่นปีที่เขาสั่งสมมา ไม่ใช่สิ่งที่ผู้วิเศษระดับหลอมรวมลมปราณเล็กจ้อยจะสามารถทัดเทียมได้
หลังจากที่ฉินหยางเอ่ยประโยคดังกล่าวจบเขาก็เก็บเปลวเพลิงที่ห่อหุ้มร่างกายกลับไปก่อนที่ร่างของเขาจะเลือนลางและหายไปจากจุดที่เขายืนอยู่และพริบตาต่อมาร่างของเขาก็ไปปรากฏอยู่ตรงหน้าของเฟิงเหยียนราวกับภูติผี
เฟิงเหมียนยังไม่ทันได้มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ ฉินหยางก็ซัดฝ่ามือที่ห่อหุ้มไปด้วยเปลวเพลิงตรงเข้าไปยังบริเวณหน้าท้องอย่างจังส่งให้เฟิงเหมียนลอยละลิ่วหลุดออกจากขอบเวทีไปไกล
ตู้มมมม !! อัก!!!
ร่างของเฟิงเหมียนกระแทกเข้ากับผนังบ้านเรือนด้านหลังเกิดเสียงดังจนต้องกระอักออกมาคำหนึ่งเพราะความจุก แต่เขายังสามารถประคองสติไว้ได้ นั่นก็เพราะฝ่ามือเมื่อครู่ฉินหยางได้ออมแรงไว้หลายส่วนแล้วหากไม่เช่นนั้นเขาอาจจะต้องสลบไปอีกหลายวันหลายคืนเป็นแน่
"เฟิงเหมียนออกจากเวทีประลองฉินหยางเป็นฝ่ายชนะ"
"อะ...อะไรกัน ข้า?...ได้อย่างไรกัน?"
เฟิงเหมียนที่หยัดกายลุกขึ้นยังคงงุนงงและไม่เข้าใจเรื่องราวที่เกิดขึ้น เมื่อครู่เขาเห็นเพียงว่าฉินหยางยืนยิ้มอยู่กับที่ไม่ได้ทำสิ่งใด แต่พอรู้ตัวอีกทีก็รู้สึกเจ็บบริเวณหน้าท้องและกระเด็นตกเวทีไปเช่นนี้
"เมื่อครู่นี้มันหรือว่าจะเป็น ท่าร่างเพลิงสงัด? นี่เป็นไปได้อย่างไรหรือว่าเขาจะมีอาจารย์ที่คอยให้คำชี้แนะอยู่แล้วเช่นนั้นงั้นรึ?"
ชายชราเฉินเทียนที่เห็นการเคลื่อนไหวเมื่อครู่ของฉินหยางเอ่ยขึ้นกับตัวเองด้วยความประหลาดใจอีกครั้ง
แต่เจียงเฉินที่นั่งอยู่บนที่นั่งไม่ห่างไปจากชายชรามากนักกลับมีสีหน้ามืดทะมึน ไม่สบอารมณ์ราวกับเคยมีเรื่องบาดหมางกับฉินหยางมาก่อนอย่างไรอย่างนั้น
"กระบวนท่าเดียว!! กระบวนท่าเดียวอีกแล้วเด็กคนนี้เป็นใครกันเหตุใดเขาถึงแข็งแกร่งเช่นนี้ ข้าว่าเขาที่แหละที่จะเป็นคนที่ได้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์"
"ใช่!! ข้าก็คิดเช่นนั้น แต่ว่าข้าอยากรู้จริง ๆ ว่าเขาเป็นใคร ข้าไม่เห็นจะเคยได้ยินมาก่อนเลยว่าเขตดาราใต้ที่ 137 ของเราจะมีเด็กหนุ่มที่มากพรสวรรค์เช่นนี้อยู่ด้วย"
เสียงของผู้คนที่ยืนดูการประลองส่งเสียงพูดคุยกันอย่างตื่นเต้นแม้การต่อสู้จะไม่ได้มีการปะทะกันไปมาอย่างดุเดือดแต่ฝีมือที่ฉินหยางแสดงออกมาก็เพียงพอจะก่อให้เกิดคลื่นกระเพื้อมภายในเขตดาราใต้ 137 แห่งนี้แล้ว
หลังจากเฟิงเหมียนตกเวทีไปแล้วฉินหยางก็ยืนนิ่งอยํ่กับที่ไม่ได้รู้สึกยินดียินร้ายกับเสียงของผู้คนโดยรอบเลยแม้แต่น้อย
"ไม่ข้าไม่ยอมรับ ข้ายังไม่แพ้ ข้ายังสู้ไหว เจ้ามาสู้กับข้าอีกรอบซะ!!!"
เฟิงเหยียนกล่าวคัดค้านออกมาเสียงดังอย่างไม่อยากยอมรับทำให้ผู้คนที่กำลังพูดคุยเรื่องของฉินหยางอย่างออกรสต้องเงียบเสียงหันไปให้ความสนใจบนเวทีอีกครั้ง
"มาสู้กับข้าอีกรอบซะ!! ครั้งนี้ข้าจะไม่แพ้แน่"
เฟิงเหยียนกล่าวออกมาราวกับคนสิ้นสติเขาตะโกนก้องพร้อมกับกระโจนขึ้นไปบนเวทีและปลดปล่อยการโจมตีใส่ฉินหยางหวังเล่นงานทีเผลอ
ตั้งแต่ต้นจนจบฉินหยางยังคงมีสีหน้าไม่เปลี่ยนแปลงเขายินมองการโจมตีของเฟิงเหมียนที่ทะยานใกล้เข้ามาจนอีกเพียงไม่กี่คืบการโจมตีดังกล่าวก็จะพุ่งเข้ามาถึงตัวเขาแล้ว แต่ในขณะนั้นเอง...
"บังอาจ!!!"
เสียงชายวัยกลางคนที่เป็นคนคอยควบคุมการประลองตะโกนก้องขึ้นเสียงดังพร้อมปลดปล่อยพลังปรานระดับผู้ใช้ปราณแท้จริงขั้นที่ 7 ออกมาซัดการโจมตีที่ใกล้จะถึงตัวของฉินหยางให้สลายหายไปพร้อม ๆ กับร่างของเฟิงเหมียนที่ลอยละลิ่วจนไปชนเข้ากับผนังบ้านเรือนบริเวณด้านหลังของเขาอีกครั้ง
"เจ้ากล้าคัดค้านคำตัดสินของข้างั้นรึ? รีบไสหัวไปซะถ้าเจ้ายังอยากมีชีวิต"
ชายวัยกลางคนตะหวาดเสียงดังก้องพลังปรานระดับผู้ใช้ปราณแท้จริงขั้นที่ 7 สาดซัดไปรอบทั้งสี่ทิศแปดด้านทำให้ผู้คนรอบบริเวณต่างหายใจติดขัด
เฟิงเหยียนเองเมื่อถูกชายวัยกลางคนตวาดลั่นก็ได้สติกลับมาใบหน้าของเขาซีดเผือดลงด้วยความหวาดกลัวก่อนจะรีบกล่าวขอโทษออกมาอย่างรนรานและรีบเดินออกไปจากลานประลองในทันที
เมื่อชายวัยกลางคนเห็นว่าเฟิงเหยียนจากไปแล้วเขาก็เก็บพลังปราณกลับคืน บรรยากาศโดยรอบกลับมาเป็นปกติอีกครั้งทำให้ผู้คนโดยรอบต่างสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความโล่งอก
พื้นที่โดยรอบกลายเป็นเงียบสงัดไม่มีใครเลยแม้แต่คนเดียวที่จะกล้าเอ่ยปากพูดในเวลานี้
ชายวัยกลางคนกวาดตามองโดยรอบเห็นท่าทีหวาดกลัวของผู้คนเขาก็เงียบสักพักและเอ่ยขึ้นว่า
"เอาล่ะการประลองรอบที่สองสิ้นสุดลงแล้ว ข้าขอแสดงความยินดีกับพวกเจ้าทุกคนด้วยที่สามารถฝ่าฟันจนมาถึงรอบนี้ได้"
ชายวัยกลางคนกล่าวยินดีพลางมองไปยังฉินหยาง หลางเยว่และมู่เฉินทั้งสามที่สามารถเอาชนะคู่ต่อสู้และยืนอยู่ตรงนี้ได้ แม้มุมปากของเขาจะกล่าวยินดีแต่สายตาของชายวัยกลางคนก็ยังคงแฝงความดูถูกอยู่ดังเดิม ยกเว้นสายตาที่มองไปยังฉินหยางมีมีแววความชื่นชมแสดงออกมาให้เห็น
โลกของผู้วิเศษก็เป็นเช่นนี้ ผู้แข็งแกร่งและผู้ที่มีพรสวรรค์ต่างก็มักจะได้รับความเคารพและการสรรเสริญส่วนผู้อ่อนแอและไร้พรสวรรค์ต่างก็จะถูกดูถูกเหยียดหยามและไม่เห็นอยู่ในสายตา
"แต่ว่าการประลองยังไม่จบเพียงเท่านี้ ยังคงเหลือการประลองรอบสุดท้ายที่พวกเจ้าทั้งสามต้องต่อสู้กันเองเพื่อหาผู้ชนะเพียงหนึ่งเดียวและคน ๆ นั้นจะถูกรับเลือกให้เข้าเป็นศิษย์ของสำนักอัคคีสวรรค์ที่ผู้คนต่างใฝ่ฝันในทันที"
ชายวัยกลางคนกล่าวอีกครั้งพร้อมกวาดตามองท่าทีตื่นเต้นของผู้คนด้วยรอบ
"ต่อสู้พร้อมกันสามคน?"
"นี่มันชักจะสนุกแล้วสิ"
"เจ้าว่าในสามคนนั้นใครจะชนะกันข้าว่าหลางเยว่ก็แข็งแกรทงไม่เลวอาจจะเป็นคนที่จะชนะในรอบนี้ก็เป็นได้"
"ไม่ข้าว่าคุณมู่บุตรชายของมู่หลงเสวี่ยเพราะดูเหมือนเขาจะมีบางสิ่งที่สามารถทำให้พลิกกลับมาชนะได้ในหลาย ๆ ครั้งเจ้าไม่เห็นงั้นรึ"
เสียงของผู้คนกล่าวโต้เถียงถึงคนที่จะชนะการประลองในครั้งนี้อย่างออกรสชายวัยกลางคนที่กวาดตามองเห็นดังนั้นก็ยกยิ้มขึ้นมุมปากและเอ่ยต่ออีกครั้งว่า
"กฏในการประลองในครั้งนี้ก็เช่นเดิมใครกล่าวยอมแพ้หรือออกจากเวทีประลองคนนั้นจะถูกปรับแพ้ในทันที..เอาล่ะถ้าไม่มีคำถามใดแล้วพวกเจ้ามีเวลากันคนละหนึ่งก้านธูปในการฟื้นฟูพลังปราณหลังจากครบหนึ่งก้านธูปแล้วข้าจะประกาศให้เริ่มเริ่มการประลองในทันทีเอาล่ะแยกย้ายกันไปฟื้นฟูพลังปราณของพวกเจ้าได้"
ได้ยินดังนั้นมู่เฉินและหลางเยว่ก็รีบหาสถานที่นั่งฟื้นฟูพลังปราณกันอย่างเร่งรีบในทันที ฉินหยางเองแม้ว่าเขาจะไม่จำเป็นต้องโคจรพลังเพื่อฟื้นฟูเพราะเขาพึ่งจะใช้พลังปราณไปได้ไม่เท่าไหร่แต่เขาก็กวาดสายตามองหาที่นั่งเมื่อพบที่นั่งที่ต้องการเขาก็เดินตรงไปก่อนจะนั่งหลับตาลงเหมือนเช่นคนอื่น ๆ
พริบตาเดียวเวลาหนึ่งก้านธูปก็ผ่านไปชายวัยกลางคนจึงประกาศเรียกให้ทั้งสามคนขึ้นไปบนเวทีและเริ่มทำการประลองในทันที