ณ ยอดหุบเขาตะวันตกหนึ่งในหกหุบเขาแห่งสำนักศาสตราวุธเหอหยาง
ท่ามกลางบรรยากาศเงียบสงบผ่อนคลายเสียงนกเจือยแจ้วขับขานดั่งดนตรีธรรมชาติยามเช้า
มีศาลาหลังหนึ่งตั้งอยู่ใต้ร่มโพธิ์โบราณอายุหลายร้อยปี
มีชายชราสองคนกำลังนั่งเล่นหมากรุกสนธนาพาธีดั่งสหายรู้ใจ
“สหายยุทธหลิงฝีมือล้ำเลิศกลยุทธการวางหมากช่างโดดเด่นยิ่ง”
“ท่านต่างหากสหายยุทธสวีกลหมากล้อมเมืองของท่านยากหาผู้ทัดเทียมได้”
ชายชราทั้งสองพูดจาเจือยแจ้วถ้อยทีถ้อยอาศัย เอ่ยชมกันมิขาดปาก
”ท่านว่าปีนี้จะมีศิษย์สายนอกที่เข้าตาหรือไม่?”
ชายชรานามหลิงกวังเอ่ยถามสหายด้านข้าง
“คงมีแค่ระดับพอใช้หรือต่อให้มีจริงคงจะไปสมัครเข้าสำนักกระบี่พิรุณโลหิตหมดกระมัง”
“คงกล่าวโทษพวกเขามิได้ใครใช้ให้ในหลายปีนี้สำนักเรารั้งท้ายการจัดอันดับสิบสุดยอดสำนักเล่า”
สวีเล่ยกล่าวตอบพร้อมทอดถอนใจ
ทันใดนั้นเองเสียงดังโหวกเวก ทำลายบรรยากาศดังขึ้น
“ท่านอาจารย์สวีเล่ยขอรับเกิดเื่ใหญ่แล้วขอรับ!”
ชายหนุ่มคนหนึ่งวิ่งหน้าตั้งมายังศาลาใต้ร่มไม้
แฮ่ก แฮ่ก
“เจาเฉิงค่อยๆพูดค่อยๆจา เ้ามิเห็นรึว่าข้ากำลังเล่นหมากรุกกับท่านหลิงกวังอยู่เสียมารยาทจริงๆ”
“โฮะ โฮะ อย่าถือสาเด็กมันเลยท่าน ข้าว่าคงมีเื่ด่วนเป็แน่ มิเช่นนั้นมันคงมิรีบร้อนถึงเพียงนี้หรอกกระมัง”
หลิงกวังเอ่ยกับสวีเล่ยอย่างใจเย็น
“มีเื่อันใดเล่าเจาเฉิง ถ้าเื่ที่เ้ากล่าวมิใช่เื่ด่วนล่ะก็เตรียมรับบทลงโทษได้เลย”
ผู้คุมสอบที่เป็ศิษย์สายในนามเจาเฉิงผ่อนลมหายใจพร้อมกับเอ่ยคำพูดตะกุกตะกัก
“ข้าเป็ผู้คุมสอบด่านแรกของการทดสอบศิษย์สายนอกในปีนี้ของยอดเขาตะวันตกของเราขอรับ..”
“เมื่อครู่นี้ข้าพบว่า..’
“มะ..มีม้ามืด..ไม่สิ..มีสุดยอดช้างเผือกปรากฏตัวขึ้นในการทดสอบรับศิษย์สายนอกขอรับ!”
ยิ่งมาคำพูดของเจาเฉิงยิ่งตื่นเต้น
“เขาอายุสิบเอ็ดปี ระดับการบ่มเพาะขั้นหลอมกลั่นไขกระดูกระดับปลาย!”
“แถมช้างเผือกตัวนี้มีพร์ระดับปฐีขั้นกลางขอรับ!”
พรวด!
เสียงลุกจากเก้าอี้ไม้ดังขึ้นชายชราทั้งสองสบตากัน ั์ตาเบิกกว้าง
ความคิดอย่างแรกที่ผุดขึ้นในหัวของชายชราทั้งสอง..อัจฉริยะ..ไม่สิ ปีศาจเย้ยฟ้าปรากฏตัวแล้ว!
ต้องรับมาเป็ศิษย์ของตนให้จงได้!
“เ้าเฒ่าหลิงข้านึกได้ว่ามีธุระด่วน ขอตัวก่อน!” คำเรียกขานอย่างสุภาพจางหายราวสายลมพัดผ่าน
“เดี๋ยวข้าไปเป็เพื่อนเราต่างเป็สหายกันนี่ตาแก่สวี โฮะโฮะโฮะ”
“ข้ารู้เป็คนแรกเด็กนั่นต้องเป็ศิษย์ข้า!”
“ก็ต้องดูว่าใครดีใครได้แล้ว..ฮ่าฮา!”
ชายชราเคราขาวผมสีดอกเลาทั้งสองคนที่เหมือนดังสหายรู้ใจเมื่อครู่นั้น..บัดนี้กลายเป็ดั่งคู่แข่ง หวังชิงดีชิงเด่น!
ฟุ่บ!ฟิ้ววว!
ไม่รอให้เจาเฉิงตอบสนองชายชราทั้งสองกระโจนเหยียบอากาศ พุ่งทะยานลงเขาในชั่วพริบตา
กระโจนหนึ่งครั้งไปไกลถึงหลายสิบจั้ง!
ทิ้งไว้ให้ชายหนุ่มยืนนิ่งบื้ออยู่ใต้ร่มไม้…
“เฮ้อ หมอนี่คงนำมาซึ่งคลื่นลมมากมายในภายหน้าเป็แน่..”
เจาเฉิงทอดถอนใจพุ่งตัวลงเขา ตามชายชราทั้งสองอย่างรีบร้อน
……
ณลานคัดเลือกศิษย์สายนอก
แถวที่สิบแปด
เด็กชายที่ยืนอยู่ด้านหน้าแถวกำลังถูกจับจ้อง
เขารูปร่างสูงโปร่งใบหน้าเกลียงเกลา สวมชุดผ้าป่านเนื้อหยาบสีขาว ผิวขาวราวหยกเทพเจียระไนผมดำขลับแผ่สยายล้อกับสายลม
บนหลังพาดไว้ด้วยคันธนูสีดำมะเมื่อมคันหนึ่งสะพายคู่กับกล่องไม้ทรงกระบอกสีน้ำตาลอ่อน ด้านในบรรจุลูกธนูหลายสิบดอก
แต่ที่ทำให้เขาดูแปลกตาไปกว่านั้นคือเอวด้านซ้ายคล้องไว้ด้วยดาบยาวอีกเล่มหนึ่ง!
นี่คือเซี่ยจิ่งหลินนั่นเอง
โดยปกติแล้วผู้เชี่ยวชาญการใช้ศาสตราวุธประเภทต่างๆ ในตอนเริ่มต้นนั้นมักจะฝึกใช้อาวุธทีละหนึ่งชนิด
ไม่เว้นแม้แต่ในสำนักอันยิ่งใหญ่อย่างสำนักศาสตราวุธเหอหยาง!
นั่นเพราะมันยากเกินไปที่จะเชี่ยวชาญอาวุธมากกว่าหนึ่งชนิดในตอนเริ่มต้น
เพราะหากว่ากันตามแก่นแล้วสิ่งที่เด็กในวัยนี้ต้องขัดเกลาเป็อย่างแรกหาใช่ทักษะการใช้อาวุธ หากแต่เป็การขัดเกลารากฐานการบ่มต่างหาก
“นี่มันเื่ใหญ่แล้ว!”
“อายุสิบเอ็ดปีระดับการบ่มเพาะขั้นหลอมกลั่นไขกระดูกระดับปลาย..พร์ระดับปฐีขั้นกลาง
พร์ระดับนี้เทียบเท่ากับผู้าุโ‘ชิงไห่’ผู้าุโสูงสุดแห่งสำนักกระบี่พิรุณโลหิตเลยนี่!”
“หากเป็ข้าคงไปทดสอบเป็ศิษย์ของงสำนักอันดับหนึ่งนั่นแล้ว!”
“ปีศาจเย้ยฟ้าปรากฏตัวที่สำนักเราแล้ว!”