แสงแดดยามเช้าสาดกระทบเปลือกตาจนเสี่ยวหลงเปาค่อยๆ ลืมตาตื่นขึ้นอย่างงุนงง
ลำแสงทองที่ลอดผ่านกิ่งไม้เหนือหัวส่องกระทบใบหน้าเขาอย่างอบอุ่น ตัดกับความหนาวเย็นที่ยังคงแทรกซึมอยู่ในร่างกายจากการนอนกลางป่าตลอดทั้งคืน นกร้องทักทายเช้าวันใหม่แว่วมาจากทุกทิศทาง เสียงน้ำไหลเบาๆ ข้างกายผสานเป็ท่วงทำนองแห่งความสงบที่ดูขัดแย้งกับสิ่งที่เกิดขึ้นในใจเขาอย่างสิ้นเชิง
ทุกส่วนของร่างกายปวดร้าวไปหมด กล้ามเนื้อทุกมัดแข็งเกร็งจากการนอนขดตัวอยู่กับพื้นดินชื้นตลอดทั้งคืน เขาพยายามขยับตัวลุกขึ้นนั่ง แต่ความเ็ปที่แล่นผ่านร่างกายทำให้ต้องหยุดชะงักไปชั่วครู่
เสียงน้ำไหลเซาะโขดหินดังแว่วอยู่ข้างกาย เขามองไปรอบตัวด้วยความสับสน ป่าที่ไม่คุ้นเคยล้อมรอบตัวเขาอยู่ทุกทิศทาง ไม่มีวัดเขาเหลียงซาง ไม่มีเสียงระฆังยามเช้า ไม่มี...
ความทรงจำของคืนที่ผ่านมาถาโถมกลับเข้ามาในหัวทั้งหมดพร้อมกันในทันที
ทุกภาพเหตุการณ์ผุดขึ้นมาราวกับม่านภาพที่ฉายซ้ำไปมาไม่มีที่สิ้นสุด เสียงประตูวัดพังทลาย เสียงกรีดร้อง เสียงดาบกระทบกัน กลิ่นเืคละคลุ้ง ทุกอย่างประดังเข้ามาในความทรงจำของเขาราวกับเพิ่งเกิดขึ้นเมื่อครู่ ทั้งที่ร่างกายของเขาได้หนีมาไกลจากที่นั่นแล้วหลายลี้
ประตูวัดที่พังทลาย
เืที่ไหลนองจากาแของอาจารย์
ดาบยาวที่จมลึกเข้าที่หน้าอก
คำพูดสุดท้ายที่แ่เบาจนแทบไม่ได้ยิน
เสี่ยวหลงเปาโอบกอดเข่าตัวเองไว้แน่น ร่างกายสั่นเทาไปทั้งตัว เสียงสะอื้นที่พยายามกลั้นไว้หลุดออกมาจากลำคอโดยไม่อาจต้านทานได้ น้ำตาไหลรินลงมาอีกครั้งท่วมท้นเหมือนไม่มีวันหยุด
เขาเห็นภาพใบหน้าอาจารย์ที่ยิ้มให้เขาทุกเช้า เห็นภาพมือที่เคยลูบศีรษะเขาอย่างอ่อนโยน เห็นภาพชามข้าวต้มร้อนๆ ที่ท่านตักให้ทุกวันโดยไม่เคยขาด ทุกความทรงจำเ่าั้บัดนี้กลายเป็มีดที่กรีดลึกเข้าไปในหัวใจซ้ำแล้วซ้ำเล่า ยิ่งพยายามผลักไสมันออกไปเท่าไหร่ มันก็ยิ่งทวีความเ็ปมากขึ้นเท่านั้น
เขานั่งร้องไห้อยู่ตรงนั้นเป็เวลานานเท่าไหร่ก็ไม่อาจรู้ได้ ดวงอาทิตย์เคลื่อนสูงขึ้นเรื่อยๆ บนท้องฟ้า แสงแดดที่ส่องผ่านใบไม้ลงมาเป็ลายจุดกระจายทั่วตัวเขา ราวกับโลกภายนอกไม่รับรู้เลยว่าชีวิตของเด็กหนุ่มคนหนึ่งได้เปลี่ยนไปตลอดกาลแล้วเมื่อคืนที่ผ่านมา
เมื่อน้ำตาเริ่มเหือดแห้ง เสี่ยวหลงเปาก้มมองลงไปที่จี้หยกที่ยังคงคล้องคออยู่ ลูบไล้ผิวเรียบเย็นของมันด้วยนิ้วที่สั่นเทา ความทรงจำเื่คำพูดสุดท้ายของอาจารย์ผุดขึ้นมาอีกครั้ง
แสงแดดที่ส่องกระทบผิวจี้หยกทำให้มันเรืองประกายสีเขียวเข้มอ่อนๆ ราวกับมันมีชีวิตเป็ของตัวเอง เสี่ยวหลงเปารู้สึกได้ถึงความอบอุ่นเล็กน้อยที่แผ่ออกมาจากมันทุกครั้งที่ัั เหมือนเป็สิ่งเดียวที่ยังคงเชื่อมโยงเขาไว้กับความทรงจำอันแสนอบอุ่นของชีวิตที่ผ่านมา
จี้หยกปกป้องเ้า
เ้าไม่ใช่คนชั่ว ไม่ว่าโลกจะบังคับให้เ้าเป็อะไร
เขากำจี้หยกไว้แน่นในฝ่ามือ รู้สึกถึงความอุ่นแปลกประหลาดที่แผ่ออกมาจากมันอีกครั้ง ราวกับเป็สิ่งเดียวที่เหลืออยู่ที่ยังเชื่อมโยงเขากับทุกสิ่งที่เคยรักและสูญเสียไป
เขาตัดสินใจว่าจะไม่มีวันถอดจี้ชิ้นนี้ออกจากคอไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม มันคือชิ้นส่วนสุดท้ายของอาจารย์ที่ยังคงอยู่กับเขา และอาจจะเป็กุญแจไขความลับเกี่ยวกับตัวตนที่แท้จริงของเขาเองในสักวันหนึ่งข้างหน้า
เสี่ยวหลงเปาลุกขึ้นยืนด้วยขาที่ยังคงสั่นเทา เดินไปที่ลำธารเพื่อล้างหน้าล้างตา น้ำเย็นเฉียบกระทบผิวหน้าทำให้สติเริ่มกลับคืนมาทีละน้อย เขาก้มมองเงาสะท้อนของตัวเองในผิวน้ำนิ่ง
ใบหน้าที่สะท้อนอยู่นั้นดูแก่กว่าเดิมหลายปี แม้จะผ่านไปเพียงคืนเดียว ดวงตาที่เคยเต็มไปด้วยความไร้เดียงสาบัดนี้กลับมีบางอย่างเปลี่ยนไป เป็ความว่างเปล่าปนความมุ่งมั่นที่เขาไม่เคยเห็นในตัวเองมาก่อน
เขาเพ่งมองเงาของตัวเองอยู่นาน ราวกับกำลังพยายามจดจำใบหน้าเดิมของตัวเองไว้เป็ครั้งสุดท้าย ก่อนที่มันจะเปลี่ยนไปตลอดกาลจากประสบการณ์ในคืนที่ผ่านมา รอยขีดข่วนจากกิ่งไม้ที่วิ่งฝ่าเข้ามายังคงปรากฏอยู่ตามแขนขา เสื้อผ้าที่เคยสะอาดสะอ้านบัดนี้เปื้อนโคลนและเืจนแทบจำสีเดิมไม่ได้
เขาคิดถึงคำพูดของชายแผลเป็ก่อนจะจากไป
ใบหน้าเยียบเย็นและดวงตาข้างเดียวที่มองมาอย่างไร้ความรู้สึกยังคงติดตาเขาอยู่ไม่จางหาย เสี่ยวหลงเปาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าชายคนนั้นชื่ออะไร มาจากสำนักไหน หรือทำไมถึง้าตัวเขาถึงเพียงนี้ รู้เพียงว่าใบหน้านั้นจะถูกจดจำไว้ในความทรงจำของเขาไปตลอดชีวิต ไม่มีวันลืมเลือน
เราจะกลับมาอีก เด็กน้อย จำไว้ให้ดี
ความกลัวที่เคยครอบงำใจเขาเมื่อคืนเริ่มเปลี่ยนแปลงไปเป็ความรู้สึกอื่นที่เข้มข้นกว่า ร้อนแรงกว่า และอันตรายกว่ามากนัก
ความแค้น
เสี่ยวหลงเปากำมือแน่นจนข้อนิ้วขาว สาบานกับตัวเองในใจว่าจะไม่ยอมอ่อนแอเช่นนี้อีกต่อไป เขาจะต้องแข็งแกร่งขึ้น แข็งแกร่งพอที่จะปกป้องตัวเองและคนที่เขารัก แข็งแกร่งพอที่จะเผชิญหน้ากับชายแผลเป็คนนั้นได้อย่างสมศักดิ์ศรี
ความรู้สึกที่ผุดขึ้นมาในอกนั้นแปลกใหม่และน่ากลัวในเวลาเดียวกัน มันไม่ใช่ความกล้าหาญแบบที่อาจารย์เคยสอน ไม่ใช่ความเมตตาที่ท่านปลูกฝังมาตลอด แต่เป็พลังดิบบางอย่างที่ผลักดันให้เขาอยากมีชีวิตอยู่ต่อไปด้วยเหตุผลเดียวเท่านั้น นั่นคือการได้ล้างแค้นให้อาจารย์สักวันหนึ่ง
แต่ในขณะเดียวกัน คำพูดสุดท้ายของอาจารย์ก็ยังคงดังก้องอยู่ในใจไม่จางหาย
สองความรู้สึกที่ขัดแย้งกันนั้นต่อสู้กันอยู่ในหัวใจของเขาไม่หยุดหย่อน ด้านหนึ่งคือความแค้นที่เผาไหม้อย่างรุนแรง อยากให้ชายแผลเป็และพวกพ้องต้องชดใช้ในสิ่งที่ทำลงไป อีกด้านหนึ่งคือเสียงของอาจารย์ที่ยังคงกังวานอยู่ในหัวใจ เตือนให้เขาไม่ลืมว่าตัวตนที่แท้จริงของเขาคือใคร
เ้าไม่ใช่คนชั่ว
เขาไม่รู้ว่าจะรักษาสมดุลระหว่างความแค้นที่กำลังเผาไหม้อยู่ในอกกับคำสอนเื่ความเมตตาที่อาจารย์ปลูกฝังมาตลอดสิบแปดปีได้อย่างไร แต่เขารู้ดีว่าทั้งสองอย่างนี้จะต้องอยู่ร่วมกันในตัวเขาต่อไปจากนี้ ไม่ว่าจะยากลำบากเพียงใดก็ตาม
ท้องของเขาร้องครวญครางด้วยความหิวโหย เตือนให้นึกขึ้นได้ว่าตัวเองไม่ได้กินอะไรมาั้แ่มื้อกลางวันของเมื่อวาน เสี่ยวหลงเปามองไปรอบตัวอย่างประเมินสถานการณ์ ไม่มีเสบียงติดตัว ไม่มีเงินทอง ไม่มีที่พักพิง มีเพียงเสื้อผ้าที่สวมใส่อยู่กับจี้หยกรอบคอเท่านั้น
เขานั่งลงข้างลำธาร มองเงาสะท้อนของตัวเองอีกครั้งพลางคิดทบทวนสถานการณ์ทั้งหมด ไม่มีเงินติดตัว ไม่มีอาหาร ไม่มีที่พักพิง ไม่รู้แม้แต่ว่าตอนนี้ตัวเองอยู่ที่ไหนบนแผ่นดินอันกว้างใหญ่นี้ ทุกอย่างที่เขาเคยรู้จักและพึ่งพาได้สูญสลายไปในคืนเดียว เหลือเพียงตัวเขาคนเดียวที่ต้องเผชิญหน้ากับโลกที่โหดร้ายกว่าที่เคยจินตนาการไว้มาก
เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตอนนี้อยู่ที่ไหน ห่างจากวัดเขาเหลียงซางไปไกลแค่ไหน
ความคิดที่ว่าตัวเองอาจกำลังหลงอยู่ในป่าที่ไม่มีใครรู้จัก ห่างไกลจากผู้คนและความช่วยเหลือใดๆ ทำให้ความหวาดกลัวแทรกซึมเข้ามาในใจอีกครั้ง แต่เขาก็บังคับตัวเองให้สงบสติอารมณ์ พยายามคิดทบทวนอย่างมีเหตุผลตามที่อาจารย์เคยสอนไว้เสมอ ไม่ว่าสถานการณ์จะเลวร้ายเพียงใด การตื่นตระหนกไม่เคยช่วยแก้ปัญหาอะไรได้
แต่เขารู้ดีอย่างหนึ่งว่า จะไม่มีวันหันหลังกลับไปที่นั่นอีกแล้ว
เสี่ยวหลงเปาสูดหายใจเข้าลึก ปาดน้ำตาที่ยังหลงเหลืออยู่บนแก้มออกจนหมด เขามองไปยังทิศทางที่ดวงอาทิตย์กำลังเคลื่อนสูงขึ้น ตัดสินใจเดินตามแสงนั้นไปโดยไม่รู้ว่าจะพาไปสู่จุดหมายใด
บางทีทางข้างหน้าอาจจะมีหมู่บ้านที่เขาสามารถหางานทำแลกอาหารได้ บางทีอาจจะมีคนใจดีที่ยอมช่วยเหลือเด็กหนุ่มไร้ที่พึ่งอย่างเขา หรือบางทีอาจจะมีเพียงความโหดร้ายรอคอยอยู่เบื้องหน้า แต่ไม่ว่าจะเป็อย่างไร เขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องก้าวเดินต่อไป
ก้าวแรกที่เดินออกจากลำธารสายนั้น เป็ก้าวแรกของชีวิตใหม่ที่เขาไม่เคยเลือกเอง แต่ก็ต้องยอมรับมันให้ได้ไม่ว่าจะเต็มใจหรือไม่
เขาเดินผ่านต้นไม้ใหญ่น้อยที่ขึ้นหนาแน่นในป่า สายลมเช้าพัดผ่านใบไม้ดังซู่ซ่า แสงแดดที่ลอดผ่านกิ่งก้านลงมาเป็ทางยาวส่องนำทางให้เขาเดินต่อไปโดยไม่หยุดพัก ทุกย่างก้าวที่เดินออกห่างจากลำธารสายนั้น ราวกับเป็การเดินออกห่างจากชีวิตเดิมที่เขาเคยรู้จักมากขึ้นเรื่อยๆ
เด็กหนุ่มไร้เดียงสาที่เคยฝึกวิชากับหลวงจีนใจดีบนยอดเขาได้ตายจากไปแล้วในคืนที่ผ่านมา
เขาไม่รู้เลยว่าเส้นทางข้างหน้าจะพาไปพบเจอกับอะไรบ้าง จะโหดร้ายเพียงใด หรือจะเปลี่ยนแปลงตัวตนของเขาไปมากน้อยแค่ไหน รู้เพียงว่าไม่มีทางเลือกอื่นใดนอกจากต้องก้าวต่อไป
สิ่งที่ก้าวเดินอยู่ตอนนี้ คือคนที่ต้องเรียนรู้จะมีชีวิตอยู่ต่อไปในโลกที่ไม่เคยปรานีใครเลยแม้แต่คนเดียว