เกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ)

    เล่มที่ 2 ตอนที่ 38 ครอบครัวสกุลเฉิงทั้งสี่คน

            พื้นที่เพาะปลูกที่แห้งแล้งกว่าแปดหมู่ของสกุลติงได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจริงๆฝักข้าวโพดขนาดใหญ่แกว่งไปมาท่ามกลางแสงแดดในฤดูใบไม้ร่วงทำให้ชาวบ้านที่ผ่านไปผ่านมาอดที่จะรู้สึกอิจฉาไม่ได้

            ร้านอาหารของบ้านสกุลติงที่อยู่ริมทางก็ปิดอยู่เช่นกันเนื่องจากผู้อาวุโสติงและลูกชายคนโตของเขากำลังยุ่งอยู่กับการเก็บเกี่ยวแค่สองคนทำให้แม่นางหลิวรู้สึกโมโหอยู่บ้างที่น้องรองไม่กลับมาช่วยนางจึงอดไม่ได้ที่จะแสดงออกทางสีหน้านิดหน่อย เมื่อผู้อาวุโสติงเห็นเช่นนั้นเขาจึงให้ลูกชายคนโตไปส่งข่าวที่จวนสกุลอวิ๋นเพื่อให้ฮูหยินของเขารีบกลับมาช่วยถึงแม้เขาเองก็รู้สึกสงสารลูกสาวของเขาทว่าประการที่หนึ่งลูกสาวอยู่เดือนเสร็จแล้วและประการที่สองครอบครัวของเราก็กำลังขาดแคลนกำลังคนจริงๆ

            เมื่อแม่นางหลี่ว์ได้รับข่าวสารนางก็หอมแก้มหลานชายของนางครั้งแล้วครั้งเล่าจากนั้นก็ลากลูกสาวมาคุยสัพเพเหระตลอดทั้งช่วงบ่ายและในที่สุดแม่นางหลี่ว์ก็เดินกลับบ้านไปท่ามกลางความมืด

            อันที่จริงติงเหว่ยออกจากอยู่เดือนมาเจ็ดแปดวันแล้วและนางเองก็ได้ขอให้ท่านแม่กลับบ้านไปตั้งนานแล้วแต่น่าเสียดายที่แม่นางหลี่ว์มักจะผลัดวันประกันพุ่งอยู่เสมอและวันนี้ก็ถึงเวลาที่ท่านแม่ต้องไปแล้วจริงๆติงเหว่ยจึงรู้สึกอาลัยอาวรณ์อยู่ไม่น้อย นางอุ้มลูกพลางเดินวนไปวนมาในห้องสองรอบแล้วก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างขาดหายไป

            อวิ๋นอิ่งสังเกตเห็นสีหน้าที่อ่อนเพลียของติงเหว่ยนางจึงปลอบไปว่า “คืนนี้ลมไม่หนาวเย็นสักเท่าไร และเมื่อครู่เสี่ยวชิงก็เพิ่งส่งองุ่นสดใหม่มาให้จำนวนหนึ่งหรือให้ข้าไปล้างองุ่นมาสักหน่อยแล้วพาท่านกับอันเกอเอ๋อร์ไปนั่งเล่นที่ใต้ชายคาสักพักหนึ่ง”

            ในคืนเทศกาลไหว้พระจันทร์ติงเหว่ยกำลังอยู่เดือนในห้องอย่างน่าเบื่อทำให้นางอดดูพระจันทร์ไปโดยปริยายเมื่อตอนนี้ได้ยินอวิ๋นอิ่งพูดขึ้นมาก็รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาทันที ดังนั้นนางจึงสวมหมวกรูปเสือให้ลูกชายและสองแม่ลูกก็พากันก้าวขาออกไปนอกห้องซึ่งเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง

            ในสนามได้รับการทำความสะอาดไว้อย่างดีแสงของโคมไฟสีแดงที่แขวนอยู่ใต้ชายคาสะท้อนลงไปที่พุ่มไม้เหล่านั้นทำให้เห็นเป็นสีแดงจางๆปกคลุมอยู่ แต่ก็ยังถือว่าสวยงามไม่น้อย

            ติงเหว่ยกอดลูกชายของตนแล้วค่อยๆเดินอย่างช้าๆ ปากของนางฮัมเพลงคลอไปเบาๆเมื่อเด็กน้อยตัวอ้วนได้ยินก็เริ่มมีท่าทีสะลึมสะลือและรู้สึกง่วงขึ้นมานิดหน่อยติงเหว่ยจับลูกชายของนางเข้าไปพิงอยู่ในอ้อมกอดด้วยความรักและเอ็นดูแล้วนางก็บ่นออกมาว่า “เจ้าเด็กบ้าคนนี้นี่ เขาวางแผนจะเป็นลูกหมูอย่างนั้นหรือถ้าเจ้าไม่กินก็นอนได้ทั้งวัน กว่าแม่จะคลอดเจ้าออกมาให้ลืมตาดูโลกไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะแล้วนี่เจ้ายังจะไปหาโจวกง [1] อีก ชายชราท่านนั้นมีนมให้เจ้ากินอย่างนั้นหรือ?”

            ในขณะที่นางกำลังพูดอย่างมีความสุขไหนเลยจะคิดว่าท่านลุงอวิ๋นจะเดินเข้ามา หลังจากที่เขาได้ยินคำพูดเหล่านี้ก็อดไม่ได้ที่จะเรียกร้องความยุติธรรมให้คุณชายน้อย“อันเกอเอ๋อร์ยังเด็กขนาดนี้ ดังนั้นโดยธรรมชาติแล้วเขาแค่กินและนอนเท่านั้น”

            ใบหน้าของติงเหว่ยขึ้นสีแดงเล็กน้อยและนางก็รีบโค้งเอวคำนับอย่างรวดเร็วทว่าท่านลุงอวิ๋นกลับยื่นมือออกมาห้ามเอาไว้เสียก่อนเขากำลังมองใบหน้าที่ยิ่งขาวยิ่งกลมขึ้นเรื่อยๆ ของเด็กน้อยอย่างพิจารณาและเขาก็ยิ้มอย่างมีความสุขจนดวงตาแทบจะไหลออกมากองรวมกันในที่เดียว…

            ในที่สุดทั้งสองก็นั่งลงอยู่บริเวณใต้ชายคาทางเดินอวิ๋นอิ่งยกน้ำชาและองุ่นที่ล้างแล้วออกมาให้ จากนั้นนางก็ส่งอันเกอเอ๋อร์กลับเข้าไปนอนพักในห้ององุ่นที่อยู่ในจานลูกใหญ่มากและเป็นสีม่วงใสดูอย่างไรก็ไม่ใช่ของที่ครอบครัวชาวนาปลูกขึ้นมาติงเหว่ยเดาว่าหลินลิ่วคงไปคัดสรรมาจากที่ไหนสักแห่งเป็นแน่ก็เหมือนกับของบำรุงร่างกายต่างๆ เช่น เหยียนวัว [2] เออเจียว [3] เป็นต้นซึ่งช่วงนี้ต่างก็ถูกส่งมาให้นางอย่างไม่ขาดสาย

            ในใจของติงเหว่ยรู้สึกซาบซึ้งมากขึ้นไปอีกนางใช้มือของตนเองรินชาให้ท่านผู้อาวุโสด้วยความเคารพจากนั้นก็ใช้สองมือประคองแก้วชาและส่งให้ท่านลุงอวิ๋น และพูดอย่างจริงจังว่า“ท่านลุงอวิ๋น การดูแลเอาใจใส่จากท่านในตลอดช่วงเวลาที่ผ่านมาติงเหว่ยรู้สึกซาบซึ้งอย่างถึงที่สุดในวันหน้าโปรดอนุญาตให้ข้าน้อยได้ตอบแทนพระคุณของท่านด้วยเถิด”

            “เอาเถอะๆมันก็เป็นแค่เรื่องเล็กน้อยเท่านั้น” ท่านลุงอวิ๋นโน้มตัวไปดื่มชาและในขณะที่ดื่มชาก็แอบมองติงเหว่ยอย่างประเมินไปด้วยเขารู้สึกว่านางอ้วนขึ้นกว่าตอนที่เจอครั้งแรกเล็กน้อยไม่ง่ายเลยกว่าที่ใบหน้าของนางจะมีสีเลือดฝาด เห็นได้ชัดว่าร่างกายของนางได้ฟื้นตัวโดยสมบูรณ์แล้วดังนั้นในใจของท่านลุงอวิ๋นเองก็รู้สึกผิดน้อยลงไปบ้าง

            ติงเหว่ยไม่รู้ว่าการคลอดก่อนกำหนดของนางมีเรื่องน่าสงสัยอยู่นางยังเข้าใจไปเองว่าท่านผู้อาวุโสคงมีเรื่องลำบากใจที่พูดออกมาได้ยากดังนั้นนางจึงพูดว่า “ท่านลุงอวิ๋นข้าไม่ได้ลงมือปรนนิบัติรับใช้นายน้อยทางนั้นมาเดือนกว่าแล้วไม่รู้ว่าตอนนี้ดีขึ้นบ้างหรือยัง? เดี๋ยววันพรุ่งนี้ข้าจะไปทำงานหลังจากที่ข้าดูและพิจารณาอย่างละเอียดแล้วข้าค่อยนำวิธีการรักษาในอนาคตมาปรึกษากับท่านอีกที”

            นึกไม่ถึงว่าท่านลุงอวิ๋นกลับโบกมือแล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า“ไม่ต้องกังวลไป เจ้าต้องดูแลสุขภาพของตนเองให้ดีเสียก่อนนอกจากนี้ข้ากำลังขอให้หลินลิ่วช่วยหาแม่นมให้กับอันเกอเอ๋อร์เดี๋ยวเจ้าลองดูหากรู้สึกว่าคนไหนเหมาะสมก็บอกมาได้เลย”

            “แม่นมอย่างนั้นหรือ?”ติงเหว่ยฟังแล้วก็รู้สึกสับสนมึนงงไปหมด นางเป็นแค่แม่ครัวคนหนึ่งถึงแม้จะช่วยรักษาอาการของนายท่านก็ถือว่ามีประโยชน์อยู่บ้าง แต่อย่างไรก็ไม่ควรจะปฏิบัติต่อนางราวกับเป็นคุณนายน้อยในครอบครัวที่ร่ำรวยอะไรเช่นนั้นข้างกายของนางมีอวิ๋นอิ่งคอยช่วยก็รู้สึกซาบซึ้งใจมากพออยู่แล้ว และวันนี้ยังเพิ่มแม่นมเข้ามาอีกคนช่างเป็นเรื่องที่น่ากลัวจริงๆยิ่งไปกว่านั้นน้ำนมของนางเพียงคนเดียวก็เพียงพอสำหรับการเลี้ยงลูกอยู่แล้วด้วย

            “ท่านลุงอวิ๋นข้าเกรงว่าเรื่องนี้จะไม่ค่อยเหมาะสมเท่าไร ประการแรก…”

            ท่านลุงอวิ๋นไม่รอให้ติงเหว่ยพูดจบเขาพูดตัดบทขึ้นมาและเกลี้ยกล่อมว่า “เจ้าอย่าได้กังวลเกินไปเลยเหตุผลที่ข้าหาแม่นมมาก็เพื่อให้ช่วยเจ้าดูแลอันเกอเอ๋อร์เป็นหลัก ยังไงอวิ๋นอิ่งก็เป็นหญิงสาวที่ยังไม่ได้แต่งงานต่อให้นางจะละเอียดรอบคอบมากสักแค่ไหนก็ยังไม่สู้ฮูหยินที่มีประสบการณ์แล้วอยู่ดีอีกอย่างการรักษาของนายน้อยก็ล่าช้าไปกว่าหนึ่งเดือนแล้วแม้ว่าวันนี้มือซ้ายของนายน้อยจะฟื้นตัวขึ้นมาได้ไม่เลว แต่ยังไงก็ยังไม่สามารถที่จะลุกขึ้นมาเดินได้อยู่ดีเจ้าคงจะต้องมีภาระเพิ่มขึ้นหน่อยในช่วงเวลากลางวันดังนั้นหากมีแม่นมมาคอยช่วยเหลือเจ้าเพิ่มสักคน เจ้าจะได้ลดภาระลงไปได้บ้าง”

            ติงเหว่ยมักจะรู้สึกอยู่เสมอว่ามีอะไรบางอย่างผิดปกติแต่เมื่อท่านลุงอวิ๋นพูดเช่นนี้นางก็ยากที่จะคัดค้านในเมื่อรับเงินเดือนที่สูงลิ่วของสกุลอวิ๋นมาแล้วนางยังทำงานได้ไม่กี่วันก็หยุดพักไปตั้งเดือนกว่าทั้งยังได้รับเงินเดือนตามปกติอีกต่อให้เป็นโลกที่นางเคยอยู่ก็ไม่มีเจ้านายที่ใจดีและใส่ใจมากขนาดนี้ยิ่งไม่ต้องพูดถึงสังคมศักดินาที่แบ่งชั้นแบ่งขั้นอย่างชัดเจน

            เมื่อคิดได้เช่นนั้นติงเหว่ยก็พยักหน้าแต่นางก็ไม่ลืมที่จะพยายามพูดว่า “หากว่าช่วงเวลากลางวันยุ่งขึ้นมาจะให้มีแม่นมมาคอยช่วยก็ได้ แต่ตอนกลางคืนยังต้องให้ข้าเป็นคนดูแลด้วยตนเอง”

            “นั่นเป็นเรื่องที่แน่นอนอยู่แล้ว”เมื่อท่านลุงอวิ๋นได้ยินดังนั้นเขาก็พูดอย่างติดตลกว่า“อันเกอเอ๋อร์เป็นลูกของเจ้า ใครจะแย่งเอาเขาไปไม่ได้เด็ดขาด!”

            หลังจากที่ติงเหว่ยได้ฟังนางก็หน้าแดงระเรื่อขึ้นมาและนางจึงรู้สึกว่าเมื่อครู่ตนเองคงจะคิดมากเกินไปจึงรีบรินน้ำชาให้ท่านผู้อาวุโสชายชราคนหนึ่งและเด็กคนหนึ่งพูดคุยกันอยู่เป็นเวลานานกว่าจะแยกย้ายกันไป

            ……

            ไม่รู้ว่าเป็นเพราะกลัวว่าติงเหว่ยจะเปลี่ยนใจหรือไม่วันรุ่งขึ้นหลินลิ่วก็พาแม่นมของอันเกอเอ๋อร์กลับมาด้วย

            ท่านลุงอวิ๋นพาแม่นมไปถึงเรือนของติงเหว่ยด้วยตนเองติงเหว่ยเห็นว่าแม่นมมีหน้าตาสะสวยทั้งยังสุภาพแล้วก็ขี้อายติงเหว่ยมองไปที่แม่นมนางนี้อย่างพิจารณา พบว่านิ้วมือและหลังหูของนางต่างก็สะอาดดีชุดสีน้ำเงินที่นางใส่อยู่ก็ถูกซักจนซีดขาว รวมๆแล้วคงเป็นคนที่สะอาดและขยันขันแข็ง

            “พี่สาวท่านมีชื่อว่าอะไรหรือ?”

            “ข้ามิบังอาจ”เมื่อสะใภ้นางนั้นได้ยินติงเหว่ยเรียกว่าพี่สาวก็รู้สึกตื่นตระหนกเป็นอย่างมากนางจึงรีบก้มศีรษะและตอบอย่างระมัดระวังว่า “ข้าน้อยเป็นคนสกุลเฉิงปกติทุกคนจะเรียกข้าว่าเฉิงเหนียงจื่อ”

            “ตกลงต่อไปนี้ข้าจะเรียกท่านว่าพี่เฉิงก็แล้วกัน”ติงเหว่ยได้ฟังเสียงที่อบอุ่นและไม่แหลมมากของเฉิงเหนียงจื่อก็รู้สึกพอใจมากขึ้นไปอีกจากนั้นนางก็หันหน้ากลับมาส่งสัญญาณให้อวิ๋นอิ่งที่รออยู่แถวประตูห้องด้านในมาพาเฉิงฮูหยินเข้าไปให้นมอันเกอเอ๋อร์

            ท่านลุงอวิ๋นที่เอาแต่นั่งดื่มชาบนเก้าอี้มาโดยตลอดตอนนี้เขาก็พูดด้วยรอยยิ้มว่า “เฉิงเหนียงจื่อนางเป็นคนทางทิศใต้ ไม่มีญาติให้ความช่วยเหลือสามีของนางก็มาป่วยอีก พวกเขาไม่มีทั้งเสื้อผ้าและอาหาร ดังนั้นเมื่อหลินลิ่วไปพบเข้าจึงพากลับมาด้วยกันสามีของนางชื่อว่าเฉิงต้าโหยวเคยทำงานเป็นผู้ช่วยในร้านผ้าไหม แต่ว่าไปทำให้นายน้อยของบ้านหลังนั้นไม่พอใจจึงถูกไล่ออกมาจากร้านมองดูแล้วน่าจะเป็นคนมีมารยาทมีการศึกษาและมีบุคลิกเปิดเผยซื่อตรงลูกของพวกเขาเป็นเด็กเล็กทั้งสองคน คนหนึ่งอายุ 4 ปี อีกคนเพิ่งจะครบ 5 เดือนดังนั้นหากว่าเจ้าพอใจก็ตกลงทำสื่อชี่ [4] กับพวกเขาทั้งครอบครัวเลยเถอะต่อไปเฉิงฮูหยินก็คอยช่วยดูแลอันเกอเอ๋อร์ เฉิงต้าโหยวก็คอยช่วยดูแลกิจการส่วนเด็กทั้งสองคนก็ให้เป็นเพื่อนกับอันเกอเอ๋อร์ พอพวกเขาเติบโต ถึงตอนนั้นจะให้เรียนหนังสือเป็นเพื่อนหรือว่าคอยติดตามก็ยังได้”

            เดิมทีติงเหว่ยคิดว่านางแค่ซื้อเฉิงเหนียงจื่อเท่านั้นไหนเลยจะนึกว่าซื้อทั้งครอบครัว และยิ่งไปกว่านั้นเมื่อได้ฟังคำพูดของผู้อาวุโสนางก็รู้สึกว่าไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กหรือเรื่องใหญ่ท่านลุงอวิ๋นต่างก็คิดแทนพวกนางสองแม่ลูกไว้อย่างรอบคอบทั้งหมดแล้วในใจของนางไม่รู้ว่าจะแสดงความรู้สึกซาบซึ้งใจออกมาได้อย่างไร?

            “ท่านลุงอวิ๋นข้า…”

            “เอาเถอะเจ้าไม่รังเกียจที่ข้าจู้จี้จุกจิกก็พอแล้ว”ท่านลุงอวิ๋นเห็นขอบตาของติงเหว่ยเป็นสีแดงจางๆ เขาจึงรีบพูดเปลี่ยนเรื่องว่า“อีกอย่างอันเกอเอ๋อร์ก็เป็นที่รักของทุกคน แล้วเขายังเกิดในจวนสกุลอวิ๋นอีกอย่างไรก็ถือว่าเป็นคนสกุลอวิ๋นกึ่งหนึ่งดังนั้นถึงข้าจะลำเอียงรักเขามากกว่าสักหน่อยก็เป็นเรื่องที่สมควรแล้ว”

            ติงเหว่ยพยายามกลั้นน้ำตาอย่างเต็มที่และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้ท่านผู้อาวุโสลำเอียงรักเขามากขนาดนี้ข้าเกรงว่าเมื่อเด็กน้อยโตขึ้นคงจะซุกซนจนท่านปวดหัวเป็นแน่”

            “อย่าได้กังวลไปข้าเองก็ชอบเด็กซุกซนเช่นกัน!” ท่านลุงอวิ๋นคงจะนึกถึงอีกสองปีข้างหน้าที่อันเกอเอ๋อร์วิ่งไปมาทุกที่เขาจึงหัวเราะจนหนวดสีขาวของเขากระดกขึ้นมา

            ติงเหว่ยนึกเรื่องสมาชิกครอบครัวทั้งสี่คนของสกุลเฉิงขึ้นมาจึงพูดว่า“ท่านลุงอวิ๋น ในเมื่อครอบครัวของเหนียงจื่อเฉิงทั้งครอบครัวอยู่ช่วยเหลือข้าไม่ว่าการซื้อขายครั้งนี้จะใช้เงินมากเท่าไรขอให้หักออกจากเงินค่าแรงของข้าทั้งหมดหากท่านไม่รับปากข้าจะไม่รับไว้แม้สักคนเดียว และข้าเองก็คงไม่มีหน้าจะอยู่ที่จวนสกุลอวิ๋นอีกต่อไปแล้ว”

            ท่านลุงอวิ๋นยังมีอะไรอยากพูดต่อแต่เมื่อเขาคิดไปคิดมาและเกรงว่าติงเหว่ยจะสงสัย ดังนั้นเขาเลยตอบว่า “ตกลงเรื่องนี้จัดการตามที่เจ้าว่า อีกอย่างครอบครัวสกุลเฉิงจะได้ไม่จำเจ้านายผิดคนด้วย”

            ……

            ในขณะนั้นเองอวิ๋นอิ่งก็พาเฉิงเหนียงจื่อเดินออกมาจากด้านใน และอวิ๋นอิ่งก็รายงานด้วยเสียงเบาๆว่า “อันเกอเอ๋อร์กินอิ่มแล้ว และพี่เฉิงก็ช่วยเปลี่ยนผ้าอ้อม ตอนนี้อันเกอเอ๋อร์จึงนอนหลับไปอีกครั้ง”

            เมื่อได้ยินเช่นนี้ติงเหว่ยก็รู้สึกโล่งใจเป็นอย่างมากหากอันเกอเอ๋อร์เป็นเด็กเลือกกิน สิ่งที่ท่านลุงอวิ๋นลำบากเตรียมการเอาไว้ทั้งหมดก็คงจะสูญเปล่าไปแล้วติงเหว่ยยกถ้วยชาขึ้นมาดื่มอย่างช้าๆจากนั้นก็เงยหน้ามองสีหน้ากังวลของพี่เฉิงที่ยืนอยู่ด้านข้าง และนางก็พูดออกมา

            “พี่เฉิงจากนี้ไปครอบครัวของพวกท่านสามารถอยู่กับพวกเราสองแม่ลูกได้ขอแค่ท่านช่วยข้าดูแลอันเกอเอ๋อร์ให้ดีตราบใดที่ข้าติงเหว่ยมีข้าวกินก็จะไม่มีวันปล่อยให้ครอบครัวของพวกท่านต้องหิวท้องแต่หากว่าพวกท่านกล้ามีเจตนาร้ายในใจก็อย่าโทษว่าข้าไม่ปราณีก็แล้วกัน!”

            “ข้าไม่ทำเช่นนั้นอย่างแน่นอน”พี่เฉิงรีบคุกเข่าลงและคำนับอย่างรวดเร็วบางทีนางอาจพูดไม่ค่อยเก่งจึงตอบไปเท่าที่นางรู้ว่า “นายหญิงโปรดวางใจข้าน้อยจะดูแลคุณชายน้อยเป็นอย่างดีราวกับลูกทั้งสองของข้า ไม่สิข้าจะดูแลให้ดีกว่าลูกทั้งสองคนของข้าอีก”

            ติงเหว่ยได้ฟังแล้วก็รู้สึกขบขันเล็กน้อยแต่ก็ชอบในความเรียบง่ายของพี่เฉิงดังนั้นติงเหว่ยจึงเข้าไปประคองนางให้ลุกขึ้นด้วยตนเองและพูดกำชับว่า“ข้าได้ยินมาว่าพ่อของลูกพี่สุขภาพไม่ค่อยแข็งแรง เดี๋ยวข้าจะเชิญให้ท่านหมอซานมาตรวจชีพจรให้เขาข้าจะเป็นผู้รับผิดชอบค่ายาให้เอง เจ้าแค่ให้เขาดูแลรักษาตนเองดีๆ ก็พอ อีกอย่างเขาเป็นบุรุษคนเดียวคงไม่เหมาะถ้าจะเข้ามาในเรือนดังนั้นเกรงว่าพวกพี่คงต้องแยกกันอยู่เสียแล้วแต่ลูกทั้งสองก็ยังเด็กอยู่ไม่ควรจะแยกตามแม่ พี่พาลูกๆ เข้ามาอยู่ในเรือนนี้ได้หากของกินของใช้อะไรขาดเหลือก็ให้บอกอวิ๋นอิ่งในช่วงกลางวันพี่คอยช่วยข้าดูแลมากสักหน่อยส่วนช่วงกลางคืนข้าจะดูแลอันเกอเอ๋อร์เอง ส่วนพี่ก็ไปดูแลสามีและลูกๆ เถอะ”

            “นายหญิง…”เฉิงเหนียงจื่อฟังตั้งแต่ต้นจนจบแล้วก็อดไม่ได้ที่จะคุกเข่าลงเดิมทีนางแค่หวังว่าจะขายตนเองเพื่อหาเงินไปรักษาสามีเพื่อให้ต่อไปครอบครัวของนางจะได้มีกินอิ่มท้องนึกไม่ถึงเลยว่าเจ้านายกลับใจดีและเป็นกันเองมากขนาดนี้ทั้งยังวางแผนทุกเรื่องให้กับครอบครัวของพวกเขาอีกทำให้นางรู้สึกตกใจและซาบซึ้งใจมากจริงๆ

            “ครอบครัวของข้าน้อยจะต้องตั้งใจทำงานให้ดีอย่างแน่นอนขอบคุณนายหญิง!”

            ในขณะที่เฉิงเหนียงจื่อพูดอยู่นางก็เริ่มคำนับอีกครั้งทว่าครั้งนี้ใช้แรงอย่างมากยังไม่ทันคำนับถึงสองครั้งหน้าผากของนางก็เปลี่ยนเป็นสีแดงแล้วติงเหว่ยแทบจะอดทนไม่ไหวแต่ก็ยังรอให้นางคำนับจนเสร็จจากนั้นก็เข้าไปพยุงนางขึ้นมา ต่อไปความเป็นความตายของครอบครัวนี้ก็ขึ้นอยู่กับพวกนางสองแม่ลูกแล้วเมื่อติงเหว่ยสั่งให้พวกเขาไปทำงานพวกเขาก็จะกลายเป็นทั้งความรับผิดชอบและภาระของติงเหว่ย ดังนั้นการคำนับเมื่อครู่ก็ถือว่านางควรได้รับ

            ท่านลุงอวิ๋นและอวิ๋นอิ่งที่ยืนมองนายบ่าวสองคนนี้คุยกันอย่างเงียบๆอยู่ข้างๆ พวกเขาทั้งสองคนสบตากันโดยไม่ได้ตั้งใจ และต่างก็สงสัยเหมือนกันว่าครอบครัวสกุลติงเป็นแค่ชาวนาธรรมดาทั่วไปจริงๆ อย่างนั้นหรือ เพราะเหตุใดถึงเลี้ยงลูกสาวออกมาได้เช่นนี้?ทั้งวิธีการข่มขู่และเมตตาในคราเดียวกันยามใช้เลือกบ่าวเมื่อเอาไปเทียบกับนายหญิงของครอบครัวใหญ่ไม่มีอะไรต่างกันเลยแม้แต่นิดเดียว

            -----------------------------------------

            [1] ไปหาโจวกง 去会周公เป็นคำแสลงหมายถึงนอนหลับเปรียบได้กับคำในภาษาไทยว่า ‘ไปเฝ้าพระอินทร์’

            [2] เหยียนวัว 燕窝 หมายถึงรังนก

            [3] เออเจียว 阿胶หมายถึงกาวที่เตรียมได้จากหนังแห้งหรือหนังสดของสัตว์ หรือเรียกว่า กาวหนังลาโดยจะมีลักษณะเป็นชิ้นรูปแผ่นสี่เหลี่ยมผืนผ้า สี่เหลี่ยมจัตุรัส หรือเป็นชิ้นเล็กๆสีน้ำตาลถึงน้ำตาลเข้ม เป็นมันวาว เนื้อแข็ง เปราะ ส่วนหน้าตัดเป็นสีน้ำตาลมันวาว เมื่อส่องภายใต้แสงจะโปร่งแสงมีกลิ่นอ่อนๆ รสหวานเล็กน้อย

            [4] สื่อชี่ 死契หมายถึง“สัญญาที่ผูกพันตลอดชีวิต” เป็นแนวคิดของกฎหมายและวัฒนธรรมในสมัยโบราณโดยหมายถึงสัญญาระหว่างคนสองคน เมื่อพวกเขาตกลงทำการแลกเปลี่ยนในธุรกรรมที่เฉพาะเจาะจงเอาไว้ในสัญญานี้ทั้งสองฝ่ายต่างก็สัญญาว่าหากฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งฝ่าฝืนหรือผิดสัญญาพวกเขาจะต้องรับผลที่ตามมาอย่างร้ายแรง รวมถึงการเสียชีวิตด้วยมีจุดประสงค์หลักเพื่อใช้รับรองความเป็นธรรมและความน่าเชื่อถือ ทั้งยังช่วยเพิ่มภาระผูกพันอันแข็งแกร่งให้กับสัญญาดังกล่าวด้วย

    คล้ายกับเรื่องเกิดใหม่มาเป็นหม่ามี้ของเจ้าก้อนก้อน (จบ) ที่คุณอ่าน