ความรู้สึกหนาวเหน็บค่อยๆเลือนหายไป สติของไป๋ฉางเซิงเริ่มกลับคืนมา
พอมองไปรอบๆก็พบว่าตามผนังอุโมงค์เหมืองที่มีเขาเป็ศูนย์กลาง มีหยาดน้ำแข็งเกาะอยู่เต็มไปหมดเป็หลักฐานยืนยันได้อย่างดีว่าในฐานะต้นกำเนิดของความเย็นนี้ไป๋ฉางเซิงเพิ่งผ่าน่เวลาแห่งความทุกข์ทรมานแบบไหนมา
“นอกจากวิวัฒนาการครั้งแรกแล้วอีกสามครั้งหลังจากนั้นล้วนแต่เ็ปเจียนตาย แถมยังรุนแรงขึ้นเรื่อยๆทุกครั้งเลยแฮะ”
“สองครั้งก่อนเหมือนโดนไฟคลอก ครั้งนี้กลับเหมือนตกขุมนรกน้ำแข็งไม่รู้ว่าครั้งหน้าจะต้องเจอกับอะไรอีก”
ไป๋ฉางเซิงทอดถอนใจในอกแต่เมื่อััได้ถึงร่างกายที่เบาสบายหลังวิวัฒนาการเสร็จสิ้นอารมณ์เขาก็ดีขึ้นทันตาเห็น
“ถึงการวิวัฒนาการแต่ละครั้งจะไม่ต่างอะไรกับการถูกทัณฑ์ทรมานแต่พอเสร็จแล้ว ความรู้สึกผ่อนคลายสบายตัวมันก็อธิบายเป็คำพูดได้ยากจริงๆ”
“แต่ก็นะ อยากจะเติบโต ถ้าไม่ผ่านความเ็ปมาบ้างจะเป็ไปได้ยังไง”
ในเมื่อขัดขืนไม่ได้ก็ต้องลองยอมรับมันดู ไป๋ฉางเซิงนับว่าเป็คนที่มีสภาวะจิตใจค่อนข้างดีเลยทีเดียว
“หลังการวิวัฒนาการครั้งที่สี่ ขนาดตัวพุ่งทะยานขึ้นอีกครั้งตอนนี้ความยาวลำตัวน่าจะเกินห้าเมตรไปแล้ว”
“แถมด้วยค่าพลังเืหนึ่งพันแต้มตอนนี้เราก้าวเข้าสู่ทำเนียบทหารอสูรระดับสองอย่างเต็มตัวแล้วสินะ”
“ปัญหาเดียวคือเกณฑ์การวิวัฒนาการครั้งที่ห้าดันะโไปถึงสามพันแต้มแม้แต่แต้มวิวัฒนาการก็ยังต้องใช้ถึงหนึ่งพันแต้มเลยเหรอเนี่ย”
“เกณฑ์สูงขนาดนี้ ท่าจะงานช้างแฮะ”
“แต่ถ้าสามารถเก็บเนื้อของราชันหมาป่ากระดูกเหล็กเอาไว้ได้ละก็...”
ไป๋ฉางเซิงลอบคำนวณในใจหากมีเนื้อของสัตว์อสูรระดับจ้าวอสูรมาช่วยเสริมเป้าหมายค่าพลังเืสามพันแต้มก็ดูเหมือนจะไม่ใช่เื่ที่ยากเกินเอื้อมนัก
แน่นอนว่าเงื่อนไขคือต้องรักษาซากราชันหมาป่ากระดูกเหล็กเอาไว้ให้ได้เสียก่อน!
“แถวนี้ค้นรึยัง? ไปดูตรงนั้นหน่อย”
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันขัดจังหวะความคิดของไป๋ฉางเซิง
ทั้งที่หลบเข้ามาลึกขนาดนี้แล้วยังหนีพวกเ้าพวกนี้ไม่พ้นอีกเหรอ?
ไป๋ฉางเซิงไม่ได้ทำให้อีกฝ่ายไหวตัวทันเขาหันหลังแล้วเลื้อยกลับไปยังจุดที่พวกเจียงจืออวี๋ทั้งสามคนพักอยู่
เมื่อััได้ว่าไป๋ฉางเซิงกลับมาเจียงจืออวี๋ที่เดิมทีหลับตาอยู่ก็ลืมตาขึ้นแต่พอเห็นว่าซินซวงและจางสิงยังคงนั่งขัดสมาธิฟื้นฟูพลังอยู่เธอก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พวกเขายังต้องใช้เวลาอีกพักใหญ่กว่าจะฟื้นฟูพลังเืให้คงที่ได้”
“เดี๋ยวก่อน ขนาดตัวของนาย...”
แม้ในอุโมงค์เหมืองจะมืดสลัวแต่ก็พอมีแสงให้เห็นลางๆโดยเฉพาะขนาดตัวของไป๋ฉางเซิงที่เปลี่ยนไปอย่างชัดเจนขนาดนี้มีหรือที่เธอจะไม่สังเกตเห็น
“ทหารอสูรระดับสอง...”
“นึกไม่ถึงเลยว่านายจะพัฒนาได้เร็วกว่าฉันเสียอีก”
เมื่อััได้ถึงการเปลี่ยนแปลงของพลังเืในตัวไป๋ฉางเซิงเจียงจืออวี๋ก็รู้สึกใยิ่งกว่าเดิมแต่ความในั้นเกิดขึ้นเพียงวูบเดียวเธอก็ระงับมันไว้ได้
“นายไปล่อพวกมันไปทางอื่นที ช่วยดึงเวลาให้สองคนนี้อีกหน่อย”
ถ้าไป๋ฉางเซิงยังเป็แค่ทหารอสูรระดับหนึ่งเจียงจืออวี๋ย่อมไม่ยอมให้เขาไปเสี่ยงอันตรายแน่
แต่ในเมื่อตอนนี้เขาเป็ถึงทหารอสูรระดับสองภายใต้อุโมงค์เหมืองที่มืดมิดแบบนี้ การแค่ดึงเวลาไว้นั้นไม่ใช่อุปสรรคใหญ่นัก
ไป๋ฉางเซิงรู้สึกจนใจอยู่บ้าง
ทั้งที่เขาน่าจะเป็ตัวที่อ่อนแอที่สุดแท้ๆแต่ทำไมถึงกลายเป็ว่าผู้ฝึกยุทธ์ระดับสามสองคนาเ็สาหัสเจียงจืออวี๋ก็อยู่ในสภาวะพลังจิตเหือดแห้งสุดท้ายต้องเป็เขาที่ออกไปล่อศัตรูแทนเนี่ยนะ
แต่ไป๋ฉางเซิงที่รู้ดีว่าสถานการณ์เข้าขั้นวิกฤตก็ไม่ได้ลังเลใจ
ตอนนี้พวกเขาเปรียบเสมือนตั๊กแตนที่ถูกมัดอยู่บนเชือกเส้นเดียวกันหากพวกเจียงจืออวี๋ถูกหาจนเจอ สุดท้ายคนพวกนั้นก็คงไม่ปล่อยเขาไปแน่
ร่างเพรียวสะบัดตัวเลื้อยสวนไปยังทิศทางที่ได้ยินเสียงเมื่อครู่จนกระทั่งถึงหัวมุมหนึ่ง เขาก็ประจันหน้ากับคนจากทีมอัคคีล้างผลาญสองคนเข้าอย่างจัง
“เฮ้ย! ตัวอะไรเนี่ย!”
หนึ่งในนั้นร้องอุทานด้วยความใแต่สิ่งที่ตอบกลับไปคือไป๋ฉางเซิงที่พุ่งทะยานเข้าใส่พร้อมอ้าปากงับลงไปเต็มแรง
เสียงฉีกขาดดัง“สวบ!” กลิ่นคาวเืคละคลุ้งไปทั่วปากของไป๋ฉางเซิงทันที
การจู่โจมครั้งนี้ถึงกับกระชากแขนข้างหนึ่งของชายคนนั้นจนหลุดออกมาทั้งยวง!
“อ๊ากกก!”
ความเ็ปแสนสาหัสในชั่วพริบตาทำให้ชายคนนั้นทรุดลงไปคุกเข่ากับพื้นร้องโหยหวนปานจะขาดใจ
ตามหลักแล้วอีกฝ่ายนับว่าเป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสอง ไม่น่าจะถูกทำร้ายได้ง่ายดายขนาดนี้
แต่ในอุโมงค์เหมืองที่มืดมิดประกอบกับไป๋ฉางเซิงที่ซุ่มรอจังหวะอยู่ก่อนแล้ว เมื่อถูกโจมตีทีเผลอต่อให้เป็ผู้ฝึกยุทธ์ระดับสองก็ยากจะรับมือได้ทัน
เมื่อลงมือสำเร็จไป๋ฉางเซิงก็ไม่รอช้ารีบหันหลังแล้วพุ่งหนีไปทิศทางตรงกันข้ามทันที
“ไอ้บ้าเอ๊ย!”
“นั่นมันเ้างูเกล็ดขาวตัวนั้นนี่!”
จนถึงตอนนี้อีกคนที่เหลือเพิ่งจะได้สติ เขาสบถด่าออกมาก่อนจะทิ้งคำพูดไว้ว่า“แกคอยอยู่นี่!” แล้วถือดาบไล่ตามไป๋ฉางเซิงไปติดๆ
หลังจากค้นหามาหลายจุดแล้วไม่เจอวี่แววของทีมอื่นเลยถึงจะแน่ใจว่าฝ่ายนั้นยังติดอยู่ในอุโมงค์เหมือง แต่พวกเขาก็เริ่มล้ากันเต็มที
ทว่าการปรากฏตัวกะทันหันของไป๋ฉางเซิงในตอนนี้กลับกลายเป็เครื่องกระตุ้นชั้นดีที่ทำให้พวกเขากลับมาฮึดสู้อีกครั้ง
“ลูกพี่ ทางนี้!”
เสียงะโเรียกกำลังเสริมของคนจากทีมอัคคีล้างผลาญดังไล่หลังมาไม่ขาดสายไป๋ฉางเซิงไม่กล้าหยุดแม้แต่วินาทีเดียว เขาเลื้อยคดเคี้ยวหลบหลีกอย่างสุดกำลัง
แต่ไอ้หมอนั่นกลับตามติดมาดั่งิญญาตามหลอกหลอนสลัดยังไงก็ไม่หลุด
ถึงจะอยู่ในระดับสองเหมือนกันแต่ไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะก้าวข้ามผ่านธรณีประตูทหารอสูรระดับสองมาได้เพียงนิดเดียวย่อมไม่อาจนำไปเปรียบเทียบกับอีกฝ่ายได้อย่างเต็มภาคภูมิ
ยังโชคดีที่เมื่อครู่เขาสามารถลอบโจมตีจนศัตรูพิการไปได้คนหนึ่งไม่อย่างนั้นสถานการณ์ในตอนนี้คงลำบากกว่านี้หลายเท่า
และในจังหวะที่ไป๋ฉางเซิงเพิ่งจะเลี้ยวโค้งต่อเนื่องจนเริ่มทิ้งระยะห่างออกมาได้เล็กน้อยทันทีที่พ้นหัวมุม ร่างกายก็พลันเกร็งขึ้น
แสงเย็นวาบสายหนึ่งปรากฏขึ้นกะทันหันดาบเล่มหนึ่งฟันดิ่งลงมาหมายจะผ่าหัวเขาให้แยกเป็สองซีก
เหตุการณ์ไม่คาดฝันนี้ทำให้ไป๋ฉางเซิงรู้สึกเสียวสันหลังวาบเขาหดตัวกลับตามสัญชาตญาณเพื่อหยุดแรงส่งของร่างกายอย่างกะทันหัน
“เคร้ง!”
ดาบฟันลงบนเศษหินในอุโมงค์เหมืองเกิดเสียงโลหะปะทะหินพร้อมประกายไฟที่แลบออกมาวูบหนึ่ง
ไป๋ฉางเซิงมองเห็นชัดเจนเลยว่า ดาบเล่มนั้นอยู่ห่างจากหัวของเขาไปไม่ถึงสองนิ้วด้วยซ้ำ!
ขอเพียงอีกฝ่ายลงมือเร็วกว่านี้อีกนิดหรือคมดาบเบี่ยงมาทางเขาอีกหน่อย...
เมื่อการโจมตีแรกพลาดเป้าอีกฝ่ายก็สะบัดคมดาบทันที เปลี่ยนจากการฟันเป็การตวัดแทงขึ้น้า
แต่ครั้งนี้ไป๋ฉางเซิงระวังตัวอยู่แล้วเขาดีดร่างถอยหลังหลบการโจมตีไปได้อย่างหวุดหวิดอีกครั้ง
เห็นการจู่โจมต่อเนื่องสองครั้งพลาดเป้าทั้งหมดผู้มาใหม่ก็ส่งเสียงประหลาดใจในลำคอ แต่เขาก็ไม่ได้บุกต่อเพราะมันไม่จำเป็อีกต่อไปแล้ว
ด้านหลังคนจากทีมอัคคีล้างผลาญที่ไล่ล่าไป๋ฉางเซิงมาั้แ่ต้นตามมาทันแล้วในมือถือดาบยาวจ้องมองมาด้วยแววตาอำมหิต
ข้างหน้ามีคนซุ่มโจมตีข้างหลังมีผู้ติดตาม หลังจากหนีมาเป็ระยะทางไกลสุดท้ายไป๋ฉางเซิงก็ถูกล้อมกรอบไว้ในอุโมงค์เหมืองแห่งนี้จนได้แถมรอบด้านยังไร้ซึ่งทางแยกอื่นใด นี่คือสถานการณ์ที่หนีไปไหนไม่ได้อีกแล้ว
“ไม่ได้เจอกันแค่แป๊บเดียว ขนาดตัวโตขึ้นขนาดนี้เลยเหรอ?”
“สัตว์อสูรที่กลายพันธุ์รอบสองนี่มันไม่ธรรมดาจริงๆ”
คนที่ซุ่มโจมตีเมื่อครู่มองดูขนาดตัวของไป๋ฉางเซิงที่ใหญ่ขึ้นกว่าเดิมพลางเอ่ยออกมาด้วยความประหลาดใจ
“ไอ้เดรัจฉานนี่มันก้าวเข้าสู่ทหารอสูรระดับสองแล้วเมื่อกี้มันเพิ่งลอบกัดจนแขนน้องชายฉันขาดไปข้างหนึ่ง!”
“ฆ่ามันซะ! ล้างแค้นให้น้องฉัน!”
สำหรับผู้ฝึกยุทธ์สิ่งที่น่ารังเกียจที่สุดคือการพิการ เพราะเมื่อร่างกายไม่สมประกอบย่อมหมายถึงชีพจรติดขัด พลังเืไม่ไหลเวียนชั่วชีวิตนี้ย่อมยากจะก้าวหน้าไปได้มากกว่าเดิมหรือแม้แต่จะรักษาระดับพลังเดิมเอาไว้ก็ยังยากลำบากแสนเข็ญ
พูดง่ายๆก็คือ ทันทีที่พิการ ก็เท่ากับกลายเป็คนไร้ค่า!
เมื่อเห็นเพื่อนร่วมทีมที่ร่วมเป็ร่วมตายกันมาถูกไป๋ฉางเซิงทำร้ายจนอยู่ในสภาพนี้ทันทีที่สิ้นคำพูดแม้แต่คนที่ซุ่มโจมตีอยู่เมื่อครู่ก็ยังเผยสีหน้าโกรธแค้นออกมาอย่างปิดไม่มิด!