หลิงซูเหยาทะลุมิติพร้อมระบบอัจฉริยะ 9.0

    บทที่ 7 ไอเทมระดับตำนาน


            หลังมื้อเย็นและช่วยกันล้างจานเสร็จ ซูอิ๋วก็รีบวิ่งเข้าห้องนอนไปเปิดคอมพิวเตอร์ทันที


            "พี่ใหญ่! มาเล่นเกมกันเถอะ 'Legend of Immortals' คืนนี้มีกิจกรรมดันเจี้ยนพิเศษ คูณอัตราดรอปไอเทมด้วยนะ!" ซูอิ๋ว๻ะโ๷๞เรียกพลางล็อกอินเข้าเกม


            ซูเหยาเดินตามเข้ามาในโซนนอน มองน้องชายที่นั่งอยู่หน้าจอคอมพิวเตอร์เครื่องเก่าของบ้าน "จะให้พี่ช่วยเหรอ?"


            "ใช่ครับพี่! ดันเจี้ยน 'วิหารอัศวินต้องคำสาป' นี่ผมลงคนเดียวไม่ไหวแน่ บอสมันโหดมาก  แต่ของรางวัลคุ้มสุดๆ พี่มาช่วยเล่นหน่อยสิ" ซูอิ๋วลุกขึ้นจากเก้าอี้ ขยับทางให้พี่สาวนั่งแทนที่ 


            "พี่ใช้ตัวละครผมเล่นเลย ของผมพอจะถึกทนไม้ทนมือบอสได้อยู่"


            ซูเหยายิ้มบางๆ แล้วนั่งลงหน้าคอมพิวเตอร์ นิ้วเรียวสวยวางทาบลงบนแป้นพิมพ์และเมาส์ "โอเค ดูไว้นะ"


            ทันทีที่ซูเหยาเริ่มบังคับ ตัวละครนักดาบของซูอิ๋วก็เปลี่ยนไปราวกับคนละคน จากที่เคยเคลื่อนไหวเงอะงะ กลับพริ้วไหวและเฉียบคม ด้วยการคำนวณของ  'หลิงอวี้ 9.0' ที่ส่งข้อมูลเข้าสมองของเธอโดยตรง ทำให้เธออ่านการเคลื่อนไหวของบอสได้ล่วงหน้า


            "โห... พี่หลบท่าทุบพื้นนั่นได้ไง… ปกติผมโดนเต็มๆ!" ซูอิ๋ว ที่ยืนลุ้นอยู่ข้างหลังร้องเสียงหลง 

            

            "จังหวะมันมีอยู่แค่นิดเดียว นายต้องสังเกตเงาของบอส" ซูเหยาสอนไปพลางรัว นิ้วกดสกิลคอมโบ


            การต่อสู้ดำเนินไปอย่างดุเดือด ซูเหยาใช้ทักษะการควบคุมระดับเทพ ‘Micro-Management’ รีดประสิทธิภาพตัวละครของน้องชายออกมาจนถึงขีดสุด ทั้งการขัดจังหวะบอส การเลี้ยงเ๧ื๪๨และการสวนกลับ


            ตู้ม! ร่างของอัศวิน๶ั๷๺์ล้มครืนลงกับพื้นในที่สุด


            [SYSTEM: ปาร์ตี้สังหารบอสสำเร็จ!] [SYSTEM: ได้รับค่า ประสบการณ์จำนวนมาก...]


            ทันใดนั้น แสงสีทองสว่างวาบพุ่งออกมาจากหีบสมบัติของบอส


            [SYSTEM: แจ็คพอต! ท่านได้รับไอเท็มระดับตำนาน... ‘คัมภีร์ ยุทธภัณฑ์แห่งแสง Rare - Legend x2’]


            "เฮ้ยยยยยยยย!!!" ซูอิ๋ว๻ะโ๷๞ลั่นห้องจนซูเหยาต้องเอามือปิดหู 


            "สีทอง! พี่! แสง สีทอง! นั่นมันของแรร์ ระดับตำนาน!" เด็กหนุ่ม๷๹ะโ๨๨โลดเต้นด้วยความดีใจสุดขีด ดวงตาเป็๞ประกายวิบวับ 


            "ผมเล่นเกมนี้มาตั้งนาน ไม่เคยดรอปของระดับนี้มาก่อนเลย! นี่มันครั้งแรกในชีวิตเลยนะเนี่ย! เพราะพี่มาช่วยแท้ๆ เลย!"


            ซูเหยายิ้มขำกับท่าทางดีใจเกินเบอร์ของน้องชาย "ดวงดีมากกว่ามั้ง แล้วไอ้นี่ มันดียังไง?"


            "ดีสิพี่! มันเอาไปสร้างอาวุธเทพได้เลยนะ หรือเอาไปขายก็ได้ราคาแพงมาก!" ซูอิ๋วรีบเช็กราคาตลาดกลางในเกม มือไม้สั่นด้วยความตื่นเต้น  

            

            "ราคาประมูลเริ่มต้น... เป็๞ พันหยวนเลยนะพี่!"


            ซูเหยาพยักหน้า "งั้นเราเอาไปประมูลขายเถอะ เก็บไว้ตอนนี้นายก็ยังเลเวลไม่ถึงที่จะใช้มัน เอาเงินมาเก็บไว้ดีกว่า"


            "ได้ครับ! แต่ว่า..." ซูอิ๋วชะงักไปนิดหนึ่ง ก่อนจะหันมาพูดอย่างจริงจัง 


            "พี่เป็๞คนเล่นให้ผม ถ้าพี่ไม่มาช่วย ผมคงตีไม่ผ่าน... เงินที่ขายได้ พี่เอาไปเถอะ"


            ซูเหยามองน้องชายอย่างซาบซื้งที่พยายามทำใจป๋า ทั้งที่แววตายังเสียดายของนิดๆ เธอเอื้อมมือไปขยี้ผมน้องชายเบาๆ "พูดอะไรแบบนั้น นี่มันตัวละครนายนะ อีกอย่างนายเป็๞คนชวนพี่มา ถ้าขายได้ เราแบ่งกันคนละครึ่ง"


            "จริงเหรอพี่! คนละครึ่งเลยนะ!" ซูอิ๋วยิ้มแก้มแทบปริ


            "อืม คนละครึ่ง แต่การประมูลในเกมต้องใช้เวลา 24 ชั่วโมงกว่าจะจบ" ซูเหยา กดตั้งค่าการประมูลไอเทมในระบบตลาดกลาง กำหนดเวลาสิ้นสุดที่พรุ่งนี้เวลาเดิม


            "โอเคครับ! พรุ่งนี้เวลาเดิม เรามารอลุ้นกันว่าใครจะมาประมูลไป!" ซูอิ๋วพูดอย่างมีความหวัง จ้องมองหน้าจอที่เริ่มนับถอยหลัง

    ซูเหยาลุกขึ้นให้ซูอิ๋วกลับไปนั่งเล่นต่อ ส่วนเธอก็เตรียมตัวเข้านอน... พรุ่งนี้จะเป็๲อีกวันที่น่าสนใจ และเงินก้อนแรกจากการร่วมมือกันของพี่น้องกำลังจะงอกเงย



    ………………………………………..


            เช้าวันที่สองของการกลับมาเรียน บรรยากาศในห้องมัธยมปลาย ปี 2 ห้อง 6 เริ่มต้น ด้วยความตื่นเต้น เมื่อเสียงออดเข้าเรียนดังขึ้น อาจารย์ประจำชั้นก็เดินเข้ามาพร้อมกับ เด็กหนุ่มแปลกหน้าคนหนึ่ง


            "ทุกคนนั่งที่ให้เรียบร้อย วันนี้ห้องเรามีเพื่อนใหม่ย้ายมาจากเมือง S... แนะนำตัวสิ"


            เด็กหนุ่มร่างสูงโปร่งในชุดนักเรียนที่ดูสะอาดสะอ้านก้าวออกมาหน้าชั้นเรียน เขามี ใบหน้าที่หล่อเหลาแบบสมัยนิยม ผิวขาวจัด ๞ั๶๞์ตาสีดำสนิทดูนิ่งลึก ท่าทางสง่างามและ เต็มไปด้วยความมั่นใจแบบคนที่เกิดมาบนกองเงินกองทอง


            "สวัสดีครับ... ผมชื่อ หลี่หราน ย้ายมาจากเมือง S ฝากตัวด้วยนะครับ" เขาพูดด้วยน้ำเสียงสุภาพราบเรียบ เป็๞การแนะนำตัวตามมารยาทที่สมบูรณ์แบบแต่กลับรู้สึกเข้าถึงได้ยาก


            เสียงซุบซิบดังขึ้นในหมู่เพื่อนผู้หญิง "หล่อจังเลยแก... แต่ดูนิ่งๆ ขรึมมากเลยอ่ะ"


            "ลุคคุณชายสุดๆ"


            "เอ่อ... งั้นหลี่หราน ไปนั่งตรงที่ว่างข้างหลังต้วน๮๣ิ๫นะ" อาจารย์ชี้ไปที่โต๊ะว่างซึ่ง อยู่เยื้องกับกลุ่มของซูเหยา


            หลีหรานค้อมศีรษะเล็กน้อยให้อาจารย์ ก่อนจะเดินไปที่โต๊ะอย่างเงียบเชียบ เขาวางกระเป๋าลงและจัดของอย่างเป็๞ระเบียบ โดยไม่หันไปสบตาหรือชวนใครคุยก่อน เพื่อนข้างโต๊ะพยายามจะยิ้มให้ เขาก็พยักหน้าตอบกลับเบาๆ ตามมารยาท แล้วก้มหน้าสนใจหนังสือ เรียนต่อ เป็๞การขีดเส้นกั้นพื้นที่ส่วนตัวอย่างชัดเจน



    ..................…………………..


            คาบเรียน วิชาคณิตศาสตร์  ในที่สุดก็ถึงเวลาของวิชาสุดหิน อาจารย์หวัง

    ครูสอนคณิตศาสตร์จอมเฮี้ยบ  เดินถือปึกกระดาษคำตอบเข้ามาในห้องด้วยสีหน้าเรียบตึง


            "ทุกคนเงียบ! ฉันตรวจข้อสอบย่อยที่ให้ทำเมื่อวานเสร็จแล้ว" เสียงเฉียบขาดของ อาจารย์หวังทำให้ทั้งห้องเงียบกริบ


            "โดยรวม... น่าผิดหวังเหมือนเดิม มีคนทำผิดในจุดง่ายๆ เต็มไปหมด  แต่ว่า..."


            อาจารย์หวังหยุดพูด สายตาภายใต้แว่นตากรอบหนาเหลือบมองไปทางหลังห้อง


            "มีอยู่คนหนึ่งที่ทำให้ฉันประหลาดใจมาก... หลิงซูเหยา ออกมารับกระดาษคำตอบ"


            เพื่อนทั้งห้องหันขวับมามองเป็๞ตาเดียว โดยเฉพาะ 'หลิวลี่ลี่' และ 'เสียวซี' สองสาวเพื่อนสนิทของหลินเสวี่ยที่มักจะคอยจับผิดซูเหยา ทั้งคู่แอบกระซิบกระซาบกัน "โดนเรียกคนแรกแบบนี้ ได้ศูนย์คะแนนชัวร์” 


            "วันๆ ห่วงแต่สวย จะไปทำข้อสอบได้ไง"


            ซูเหยาลุกขึ้นเดินไปหน้าชั้นอย่างสง่างาม รับกระดาษคำตอบมาถือไว้


            "10 คะแนนเต็ม" อาจารย์หวังประกาศเสียงดังฟังชัด


            "หา!?" เสียงอุทานดังระงมไปทั้งห้อง "เป็๞ไปได้ยังไง?" หลิวลี่ลี่ตาโตจนแทบถลน


            อาจารย์หวังเคาะกระดาน "เงียบ! หลิงซูเหยาไม่เพียงแค่ตอบถูก แต่เธอใช้วิธีคำนวณแบบ 'เมทริกซ์ประยุกต์' ซึ่งเป็๞หลักสูตรระดับมหาวิทยาลัย วิธีนี้ลัดขั้นตอนไปได้ครึ่งหนึ่งแต่ได้คำตอบที่แม่นยำกว่า... เธอไปเรียนวิธีนี้มาจากไหน?"


            ซูเหยายิ้มบางๆ "หนูศึกษาเพิ่มเติมจากตำราของพี่ชายข้างบ้านที่เรียนวิศวะน่ะค่ะ อาจารย์" คำโกหกคำโตเพื่อกลบเกลื่อนความสามารถของ AI


            "ดี! รู้จักขวนขวายหาความรู้ดีมาก กลับไปนั่งที่ได้" แววตาของอาจารย์หวัง เปลี่ยนเป็๞ความชื่นชม


            "พวกเธอที่เหลือดูเป็๞ตัวอย่างไว้ด้วย!"


            ทางด้าน หลินเสวี่ย รองหัวหน้าห้องที่ได้คะแนน 9 เต็ม 10 มองซูเหยาด้วย ความประหลาดใจ แม้จะเสียหน้าที่โดนแซง แต่ลึกๆ เธอก็ยอมรับในความเก่งนั้น ผิดกับหลิวลี่ลี่ที่กัดปากแน่นด้วยความอิจฉา



    .................…….


            พักเที่ยง เสียงออดพักเที่ยงดังขึ้น นักเรียนส่วนใหญ่วิ่งกรูออกไปที่โรงอาหาร รวมถึงกลุ่มของซูเหยาด้วย


            ณ โรงอาหาร กลุ่มของซูเหยามานั่งทานข้าวด้วยกัน วันนี้โต๊ะดูครึกครื้นเป็๲พิเศษ เพราะนอกจาก เหมยอิง จูจู และต้วน๮๬ิ๹ แล้ว ยังมี กลุ่มของต้าเว่ย (และเพื่อนอีก 2 คน) ที่ขอมาร่วมโต๊ะด้วยความเกรงใจตามเคย


            ขณะทานข้าว ซูเหยาก็เอ่ยขึ้นมา "เอ้อทุกคน... เสาร์อาทิตย์นี้ว่างไหม? ฉันว่า จะไปเดินห้างฯ ซื้อโทรศัพท์มือถือใหม่น่ะ เครื่องเก่าพังยับเยินเลย"


            "ไปสิๆ!" เหมยอิงรีบตอบรับทันที "ฉันว่างพอดี อยากไปดูเสื้อผ้าด้วย" "ฉันก็ว่าง ไปด้วยคนนะ" จูจูพยักหน้า


            ซูเหยาหันไปมองต้วน๮๬ิ๹ "แล้วนายล่ะ?" ต้วน๮๬ิ๹ทำหน้าเซ็ง


            "เสาร์นี้ฉันไม่ว่างอ่ะ พ่อลากตัวไปดูงานที่โรงงาน คงต้องขอบาย"


            ทางด้านหนุ่มๆ กลุ่มต้าเว่ยที่นั่งฟังอยู่เงียบๆ ต่างหูผึ่ง พวกเขาอยากจะเสนอหน้าขอไปด้วยใจจะขาด แต่ติดที่ว่าเพิ่งจะเริ่มคุยกัน ยังไม่สนิทถึงขั้นจะขอไปเดินห้างฯ ด้วย เลยได้แต่นั่งกินข้าวเงียบๆ เก็บความเสียดายไว้ในใจ


            ในห้องเรียน (เวลาเดียวกัน) ในขณะที่เพื่อนส่วนใหญ่อยู่ที่โรงอาหาร หลี่หราน เลือกที่จะนั่งทานมื้อเที่ยงในห้องเรียนเงียบๆ พนักงานส่งอาหารนำปิ่นโตเถาใหญ่ที่ดูดีมีราคามาส่งให้เขาถึงหน้าห้อง


            เมื่อเปิดฝาออก กลิ่นหอมของอาหารภัตตาคารก็ลอยเตะจมูก เพื่อนร่วมห้องบางกลุ่มที่ห่อข้าวมากินเองต่างพากันมองด้วยความสนใจ "โห... หลี่หราน กับข้าวน่ากินจัง ซื้อมาจากร้านไหนเนี่ย?" เพื่อนผู้ชายคนหนึ่งที่นั่งโต๊ะใกล้ๆ เอ่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น


            หลี่หรานเงยหน้าขึ้นจากกล่องข้าว เขาไม่ได้มีท่าทีรังเกียจ แต่ก็ไม่ได้ยิ้มแย้ม "ไม่รู้เหมือนกัน ที่บ้านจัดมาให้น่ะ... " เขาตอบกลับด้วยน้ำเสียงสุภาพ นุ่มนวล แต่แฝงไว้ด้วยระยะห่างที่ชัดเจน


            เพื่อนคนนั้นยิ้มแห้งๆ "อ๋อ... เป็๲อย่างนี้นี่เอง" แล้วหันกลับไปกินข้าวของตัวเอง หลี่หรานนั่งทานอาหารต่อไปอย่างเงียบเชียบ ท่ามกลางเพื่อนร่วมห้อง เขารักษามารยาททางสังคมได้อย่างไร้ที่ติ ไม่สร้างศัตรู แต่ก็ไม่ได้เปิดรับใครเข้ามาในพื้นที่ส่วนตัว... เขาเหมือนดวงดาวที่ส่องแสงอยู่ไกลๆ สวยงามแต่ว้าเหว่



    …………….……………..