กวินกานต์ย้ายเข้ามาอยู่ที่นี่ได้เกือบหนึ่งเดือนแล้วั้แ่วันแรกจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเหตุการณ์ผิดปกติเกิดขึ้น ที่นี่เงียบสงบทำให้เขาสามารถคิดงานได้ง่ายขึ้น และทุกอย่างก็เหมือนจะผ่านไปได้ด้วยดี
หลังจากนั่งเขียนหนังสือจนรู้สึกเหนื่อยล้าสายตาเหลือบไปมองนาฬิกาที่แขวนอยู่ผนังห้องบอกเวลาเกือบเที่ยงคืนแว่นกรองแสงถูกถอดออกวางเป็ที่ แล้วไฟหน้าจอคอมพิวเตอร์ก็ดับลง
กวินกานต์ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงนุ่มเพราะความเหนื่อยล้าทำให้เปลือกตาค่อย ๆ ปิดลง ภาพสุดท้ายที่เห็นก่อนจะหลับไปก็คือนาฬิกาที่บอกเวลาเที่ยงคืนพอดี เขาหลับสนิทโดยที่ไม่รับรู้ถึงความน่าสะพรึงกลัวที่กำลังรออยู่ในความฝัน
ในฝันร้ายกวินกานต์พบว่าตัวเองยืนอยู่เพียงลำพังที่ชั้นแรกของบ้านหลังนี้ แสงจันทร์ลอดผ่านหน้าต่างที่เต็มไปด้วยฝุ่นทำให้เกิดเงาอันน่าขนลุกบนพื้นไม้ที่ผุพัง
ความหนาวเย็นแล่นผ่านลงมาตามกระดูกสันหลังในขณะที่เขารู้สึกได้ว่ามีบางอย่างกำลังซุ่มซ่อนอยู่ในความมืด
ทันใดนั้นเสียงกระซิบเบาแ่ก็ก้องอยู่ในความมืด
“มึงไม่มีทางจะหนีได้” เสียงจากสิ่งไร้ตัวตนน่าสะพรึงกลัวทำให้หัวใจของกวินกานต์เต้นรัว ลมหายใจติดขัดอยู่ในลำคอเขาจึงพยายามเพ่งสายตามองหาที่มาของเสียง แต่มองเท่าไหร่ก็ไม่เจอ
จนสายตามาหยุดอยู่ที่ประตูหน้าบ้าน ร่างหนึ่งยืนอยู่ตรงนั้นผู้หญิงที่ท่าทางน่ากลัว ผิวซีดจนเกือบจะโปร่งแสง ดวงตาของเธอกลวงโบ๋ไร้ลูกตาขาวและดำมีเืสีคล้ำไหลออกมาตลอดเวลา
“มึงจะต้องทนทุกข์ทรมานเหมือนกับที่กูเป็!” น้ำเสียงที่เต็มไปด้วยความโกรธแค้นและเ็ปตวาดก้องไปทั่วบริเวณ
“ผะผมไม่รู้ว่าคุณเป็ใคร แต่ผมจะทำบุญไปให้นะ”
เสียงของกวินกานต์เต็มไปด้วยความสั่นเทา เขาหวาดกลัวอยากจะหนีออกไปจากตรงนี้ แต่ขาก็ไม่ยอมขยับเขยื้อนตามที่ใจ้า
“กูไม่้าบุญกู้าให้มึงทรมาน ที่นี่มีแต่ความทรมานชั่วนิจนิรันดร์ให้กับมึง!”
เสียงผีร้ายดังก้องไปทั่วบ้านพร้อมกับกลิ่นเหม็นสาบที่ปะทุแรงขึ้น ความกลัวเข้าครอบงำจิตใจของกวินกานต์ ทันใดนั้นเองรูปร่างของผีตนนั้นก็เริ่มบิดเบี้ยวร่างที่เต็มไปด้วยเืกระโจนเข้าหาตัวเขาทันที
เฮือก!
กวินกานต์สะดุ้งตื่นพร้อมกับลมหายใจหอบเหนื่อยร่างกายของเขาเต็มไปด้วยเหงื่อเย็น เขายกมือขึ้นมาเกาะกุมหน้าอกข้างที่หัวใจเต้นแรงเอาไว้ มันเป็ความฝัน แต่ความรู้สึกนั้นมันเหมือนจริงราวกับว่าเขาได้เจอกับผีตนนั้นจริงๆ
/////
เช้าวันใหม่ กวินกานต์ดูไม่สดชื่นอย่างทุกวัน ซึ่งมันก็ควรเป็อย่างนั้นเพราะหลังจากฝันร้ายเมื่อคืน เขาก็นอนไม่หลับอีกเลยจนถึงตอนนี้
สายตาจ้องไปยังคอมพิวเตอร์ที่เปิดเอาไว้กว่าสองชั่วโมงแล้วแต่ก็ยังไม่ได้เริ่มเขียนงานแม้สักตัวเดียว เขาเอาแต่คิดถึงเื่ความฝันเมื่อคืนพลันก็นึกไปถึงเื่เล่าของบ้านหลังนี้
“บ้าน่ามันก็แค่เื่เล่าต่อ ๆ กันมา”
เขาส่ายหัวไปมาพยายามสลัดความคิดเกี่ยวกับเื่เล่าของบ้านหลังนี้ออกจากหัวแต่ยิ่งทำก็ยิ่งคิดมากขึ้นเรื่อย ๆ
กวินกานต์ตัดสินใจออกมาเดินเล่นในสวนหน้าบ้านต้นไม้แถวนี้ร่มรื่น ช่วยให้จิตใจสงบได้เป็อย่างดี
“พ่อหนุ่มพึ่งย้ายมาอยู่เหรอ”
ขณะที่เขากำลังมองดูต้นไม้ใบหญ้าอยู่ในสวนก็มีเสียงหนึ่งดังมาจากทางรั้วบ้าน เมื่อหันไปมองก็เห็นชายวัยกลางคนยืนอยู่ที่ประตูรั้ว
“ครับลุงผมพึ่งย้ายเข้ามาครับ ยังไงก็ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะครับ” กวินกานต์ตอบคำถามพร้อมกับยกมือไหว้
“ลุงชื่อมิตรบ้านอยู่ถัดไปสองหลังนี่เอง มีอะไรให้ช่วยก็ไปบอกได้นะ ว่าแต่เอ็งมาอยู่นี่ไม่กลัวคำสาปเสือสมิงเรอะ”
คำถามของลุงมิตรทำเอาชายหนุ่มเลิกคิ้วสูงเขาเอื้อมมือปลดล็อคประตูรั้วบ้าน พร้อมกับออกมายืนคุยกับลุงมิตรทันที
“คำสาปเสือสมิงเหรอครับผมไม่เห็นจะเคยได้ยิน”
จริงอยู่ที่บ้านของคุณทวดหลังนี้มีเื่เล่ามากมายแต่ไอ้เื่คำสาปนี้ เขาเองก็เพิ่งเคยได้ยินเป็ครั้งแรก
“แถวนี้ใครๆ ก็รู้กันทั้งนั้นแหละ เมื่อร้อยปีก่อน นางเสือสมิงหลงรักพ่อเรืองเ้าของบ้านแปลงกายเป็หญิงงามมาอยู่กินกับพ่อเรือง จนพ่อเรืองรู้ความจริงก็กลัวสุดท้ายก็ได้พ่อหมอคงมาช่วยปราบ แต่นางเสือสมิงโกรธมาก ก็เลยสาปแช่งเอาไว้ว่าครบร้อยปีเมื่อไหร่ ลูกหลานของพ่อเรืองจะต้องพบจุดจบที่ทรมานแล้วปีนี้ก็ครบร้อยปีพอดี”
สีหน้าของลุงมิตรดูจริงจังแถมชื่อชายเ้าของบ้านก็เหมือนกับชื่อคุณทวดของเขา
“ระวังๆ ตัวหน่อยนะไอ้หนุ่ม ยังไงก็ไปหาพ่อครูที่บ้านดูแกเป็หลานหมอคงได้รับถ่ายทอดวิชามา ช่วยเหลือชาวบ้านมานักต่อนักแล้ว”เมื่อเห็นกวินกานต์ยืนนิ่ง ลุงมิตรก็พูดต่อ
ยืนคุยกันอยู่อีกสักพักลุงมิตรก็กลับเข้าบ้านตัวเองส่วนกวินกานต์ก็กลับมานั่งเงียบ ๆ คนเดียวที่ห้องนั่งแล่นพลันสายตาก็เหลือบไปมองรูปวาดของหญิงสาวที่ติดอยู่บนผนัง ดูเหมือนว่าสีภาพจะซีดลงกว่าวันแรกที่เขาเห็นอยู่มาก
“พ่อครูอย่างนั้นเหรอ”
เสียงทุ้มพึมพำกับตัวเองเมื่อนึกถึงคำพูดของลุงมิตรว่าให้ไปหาพ่อครูลองไปดูหน่อยก็ไม่เสียหาย อย่างน้อย ๆ เผื่อจะได้ไอเดียในการเขียนหนังสือเล่มใหม่
คิดแบบนั้น กวินกานต์ก็หยิบของที่จำเป็แล้วไปขึ้นรถที่จอดอยู่ทันทีเขาขับรถมาเรื่อย ๆ ถามทางกับชาวบ้านเพื่อที่จะหาบ้านพ่อครูจนในที่สุดก็มาถึงบ้านไม้ยกสูงที่ห่างจากบ้านของเขาพอสมควร
กวินกานต์จอดรถเทียบข้างทางหน้าบ้านจากนั้นก็เดินลงไป ชะเง้อคอมองแต่ไม่เห็นใคร หรือจะไม่มีคนอยู่
“มาหาใครเหรอครับ”
“อุ้ย! ใหมด”
ขณะที่กำลังชะเง้อคอมองเข้าไปข้างในเสียงหนึ่งก็ถามขึ้นมาจากด้านหลัง ทำเอาเขาสะดุ้งใเล็กน้อยเด็กชายวัยน่าจะไม่เกินสิบขวบมองหน้ากวินกานต์อย่างรอคำตอบ
“มาหาพ่อครูพอดีลุงมิตรบอกว่าให้มาที่นี่”
“ถ้าอย่างนั้นก็ตามมาครับพ่อครูทำสมาธิอยู่ข้างใน แต่พี่ต้องเดินเงียบ ๆ นะ อย่าเสียงดัง”
เด็กน้อยบอกพลางเดินนำหน้าของเขาเข้าไปข้างในกวินกานต์พยายามเดินให้เงียบที่สุดตามคำบอก เมื่อเข้ามาถึงเขาก็เห็นชายผู้หนึ่งนั่งหันหน้าไปทางพระพุทธรูป แผ่นหลังกว้างที่ยิ่งดูก็ยิ่งคุ้น
“พี่วัต”
กวินกานต์เอ่ยชื่อชายตรงหน้าด้วยความแปลกใจเมื่อคนผู้นั้นหันมาแล้วพบว่าคือภวัตชายหนุ่มที่เขาเคยพยายามจะลบลืมไปจากหัวใจเมื่อหลายปีก่อน..
“มาเจอกันอีกจนได้นะกานต์” ภวัตเอ่ยทักั์ตาสีนิลของเขาจ้องมองมาทางกวินกานต์แน่นิ่ง ความรู้สึกมากมายเมื่อหลายปีก่อนถาโถมเข้ามาหาพวกเขาทั้งคู่
“เอ่อกานต์ไม่มีธุระอะไรแล้วครับ ขอตัวกลับก่อนนะครับ”หลังจากที่เล่าเื่ที่ได้ยินมาให้ภวัตฟัง กวินกานต์ก็รีบขอตัวกลับก่อน เพราะสภาพจิตใจของเขาตอนนี้ยังไม่สามารถสู้หน้าของภวัตได้
ภวัตได้แต่มองตามแผ่นหลังของคนที่เพิ่งลงจากบ้านไปความรู้สึกเป็ห่วงเอ่อล้นอยู่ในหัวใจ เพราะเขารู้ดีว่ากวินกานต์กำลังตกอยู่ในอันตราย
คำสาปเมื่อร้อยปีก่อนมันเริ่มทำงานแล้ว
/////////////////////////////////////////////////