10. เปลี่ยนแซ่
ตอนนี้ก็เข้าสู่ฤดูเหมันต์แล้ว หิมะตกโปรยปรายตลอดจนพื้นที่เป็สีขาวโพลนหลังคาและพื้นดินปกคลุมไปด้วยหิมะสีขาว ชีวิตของครอบครัวนางก็สงบเรียบเรื่อยดีและปีนี้มีอาหารตุ๋นไว้เพียงพอเสื้อผ้าก็อบอุ่นทำให้หน้าหนาวนี้ครอบครัวนางไม่ลำบาก
มันสีม่วงที่นางหามากับน้องเล็กก็นำมาต้มแล้วหันเป็ชิ้นเล็กๆ นำไปตากจนแห้งกรอบแล้วนำมาตำบดละเอียดเก็บไว้เป็ผงมันม่วงชิงเหมยคิดไว้ว่าจะเอามาผสมแป้งทำหมั่นโถวหรือซาลาเปา น่าจะอร่อยดี
ส่วนชาวบ้านที่ก่อนนี้ได้รวมตัวกันขึ้นเขาไปล่าสัตว์และหมีดำก็ปลอดภัยดีมีาเ็บ้างแต่ไม่สาหัส และไม่มีใครถึงแก่ชีวิต นับว่าโชคดีนัก
ตอนนี้ครอบครัวปรึกษากันว่าเมื่อหมดหนาวแล้วจะปลูกผักขายเป็อาชีพหลักกันก่อนแล้วค่อยขยับขยายหาทำอย่างอื่นเพิ่มเติมเพราะผักที่ชิงเหมยปลูกนั้นโตไวและขายดีมาก โดยใช้ชื่อว่าผักบ้านเหอแต่ท่านพ่อก็เกิดสะดุดชื่อขึ้นมาเพราะหากใช้ชื่อนี้ซึ่งเป็แซ่สกุลเดิมที่แยกบ้านมาเมื่อผักหรือกิจการครอบครัวนางเป็ที่รู้จักมากกว่านี้ไปอีกในอนาคตจะทำให้ผู้คนสับสนว่ามีความเกี่ยวข้องกับบ้านเหอสายหลักได้ถึงแม้จะแยกบ้านออกมาและอยู่หากไกลกันหลายลี้ และคนละเมืองแล้วก็ตาม
เื่นี้จึงทำให้ท่านพ่อมีความคิดที่จะเปลี่ยนแซ่เพราะท่านพ่อเองก็ไม่ใช่ลูกแท้ๆของบ้านเหอจึงไม่มีความเกี่ยวพันกันทางสายเือยู่แล้ว
“พ่อคิดเื่นี้มานานแล้วพวกเ้ามีความเห็นว่าอย่างไร”
“เื่นี้ข้าแล้วแต่ท่านพี่เ้าค่ะ”ท่านแม่เอ่ยพร้อมมองสบตาท่านพ่อด้วยความเข้าใจ
“ข้าก็เห็นด้วยกับท่านพ่อขอรับในเมื่อแยกบ้านแล้วและไม่คิดเกี่ยวข้องกันอีกก็ควรเปลี่ยนแซ่จะได้ไม่ต้องมีความเกี่ยวข้องใดๆกันอีกขอรับท่านพ่อ”
“ข้าก็เห็นด้วยเ้าค่ะแต่จะเปลี่ยนไปใช้แซ่ใดดีเ้าคะ” หรือจะใช้แซ่หยาง แซ่เดิมของนางเมื่อภพก่อนนี้ดีแต่ชิงเหมยยังไม่ทันได้เอ่ย ท่านพ่อก็พูดขึ้นพร้อมทั้งยื่นมือทั้งสองข้างออกไปกุมมือท่านแม่ไว้แล้วสบตาท่านแม่อย่างจริงจัง
“ลี่เอ๋อร์ หากพี่และลูกๆจะเปลี่ยนมาใช้แซ่จางของบ้านเ้า เ้าจะรังเกียจหรือไม่”
“โถ่ท่านพี่ เหตุใดกล่าวเยี่ยงนั้นข้ามีแต่จะดีใจจะรังเกียจได้อย่างไรเ้าคะ ข้ายินดียิ่งนักเ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่ข้าคงดีใจเป็อย่างยิ่งที่จะมีลูกหลานสืบสกุลใช้แซ่จางต่อไป”ท่านแม่เอ่ยไปพร้อมทั้งยิ้มให้ท่านพ่ออย่างอ่อนหวานและพลิกมือข้างหนึ่งขึ้นมากุมมือท่านพ่อ
“ขอบใจเ้ามากลี่เอ๋อร์พวกเ้าคิดเห็นอย่างไรหากจะเปลี่ยนมาใช้แซ่จางตามมารดาของพวกเ้า”
“ดียิ่งขอรับ /ดียิ่งเ้าค่ะ”ส่วนน้องเล็กก็พยักหน้าหงึกหงักอย่างเห็นด้วย
“เช่นนั้นวันพรุ่งพ่อจะไปแจ้งผู้ใหญ่บ้านเื่เปลี่ยนแซ่สกุลเมื่อหมดหนาวเราจะได้เริ่มกิจการในนามบ้านสกุลจางกัน”
เช้าวันรุ่งขึ้นหิมะไม่ตกแล้วท่านพ่อและทุกคนเดินทางย้ำหิมะเข้ามาที่บ้านผู้ใหญ่บ้าน แจ้งว่าจะขอเปลี่ยนแซ่เป็แซ่จางของภรรยาทั้งของลูกทั้ง 3 ด้วยผู้ใหญ่บ้านจึงรับเื่และให้ทุกคนลงชื่อหนังสือยินยอมเปลี่ยนแซ่สกุลส่วนน้องเล็กยังเขียนหนังสือไม่ได้ก็ให้ผู้ใหญ่บ้านเขียนลงชื่อรับรองให้ก็ไม่มีปัญหาอะไรจากนั้นผู้ใหญ่บ้านก็จะเอาหนังสือไปแจ้งที่อำเภอให้ก็เป็อันเรียบร้อย
เมื่อผู้ใหญ่บ้านถามถึงสาเหตุที่เปลี่ยนแซ่สกุลท่านพ่อก็ไม่ได้คิดปิดบังแต่อย่างใด
“ตัวข้าและครอบครัวได้แยกบ้านจากสกุลเหอมาแล้วและอีกทั้งไม่ได้มีพันธะทางสายเืกันเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดปัญหาความยุ่งยากในภายภาคหน้าจึงตัดสินใจเปลี่ยนใช้แซ่สกุลภรรยาขอรับ”
“อืม เป็เช่นนั้นก็ดีแล้วล่ะนะ”เมื่อได้ฟังเหตุผลแล้วผู้ใหญ่บ้านก็เข้าใจและเห็นด้วย
“อ้อจริงสิข้าได้รับแจ้งมาจากทางการว่าหลังจากหมดหนาวนี้ในเมืองจะมีการจัดงานเทศกาลผลัดเปลี่ยนฤดู ซึ่งจะจัดในอีก 1 เดือนข้างหน้านี้จะมีการละเล่นและมีการจองเช่าพื้นที่ขายของกันเป็เทศกาลขึ้นชื่อของเมืองเราเชียวละมีผู้คนจากต่างอำเภอต่างเมืองมาท่องเที่ยวกันมากมายหากพวกเ้าสนใจจะขายของในงานก็ไปลงชื่อจองพื้นที่ได้นะ เห็นว่าอีก 7 วันก็จะเปิดให้ลงชื่อจองพื้นที่เช่าขายของแล้วล่ะ"
“จริงหรือเ้าคะ ถ้าเป็เช่นนั้นข้าอยากไปขายของกินในงานเ้าค่ะท่านพ่อท่านแม่”ชิงเหมยรีบหันมาเอ่ยบอก
“งานนี้เรียกว่าเป็งานประจำปีเลยทีเดียวตอนเด็กๆท่านตาท่านยายก็เคยพาแม่ไปเที่ยวงานเทศกาลนี้ หากเ้าอยากขายของแม่ก็เห็นด้วยจ๊ะ”
เมื่อพูดคุยธุระเรียบร้อยกับผู้ใหญ่บ้าน ครอบครัวของชิงเหมยก็พากันเดินกลับบ้าน
เมื่อมาถึงบ้านแล้วชิงเหมยก็ปรึกษากับท่านแม่ว่าจะขายอะไรดีนางอยากจะขายของกิน ในหัวตอนนี้มีขอกินอยู่เต็มไปหมด ทั้งหมั่นโถวมันม่วงข้าวเหนียวหมูปิ้ง น้ำเต้าหู้ เกี้ยว ขนมจีบหรือจะทำป๊อปคอนดีนางจำได้ว่ามีเมล็ดข้าวโพดอยู่ เมนูอื่นๆ อีกมากๆ ลอยมาเต็ม
ยังมีเวลาอยู่นางจะค่อยๆ ทยอยทำทีละเมนูให้ท่านพ่อ ท่านแม่ พี่ใหญ่และน้องเล็กลองชิมว่าอะไรอร่อยจะได้เลือกกันว่าจะขายอะไรดีในงานเทศกาลครั้งนี้หวังว่าจะถูกปากชาวเมืองและขายดีๆ …....