“เดี๋ยวฉันออกไปล่าสัตว์อสูรมาให้ไง” เตชินท์อ้อนวอนอีกฝ่าย
“ไม่ได้ ๆ ต้องจ่ายมาเดี๋ยวนี้” ยามเฝ้าประตูมิติพูดออกมาอย่างเด็ดขาด
“แต่ในกฎมีบอกว่าสามารถจ่ายเป็สัตว์อสูรได้นี่” เตชินท์พยายามโต้แย้ง
“ใช่มันมี แต่นั่นสำหรับคนที่เตรียมมาแล้ว” ยามเฝ้าประตูมิติอธิบายเพิ่มเติมว่า “แต่สำหรับคนที่ไม่ได้เตรียมมาจำเป็ต้องจ่ายเป็เงินสดก่อน แล้วเมื่อได้สัตว์อสูรมาครบถึงจะกลับมาแลกเอาเงินคืนไปได้”
เหนือฟ้ายังมีฟ้าจริง ๆ ถ้าเลือกไม่จ่ายก็ทำอะไรไม่ได้นอกจากกลับโลกไป ด้วยกฎของประตูมิติ เข้าที่ไหนออกที่นั่น เท่ากับเขาไม่มีทางหนีไปจากหมู่บ้านต้นหอมได้เลย คนพวกนี้วางกลยุทธ์ไว้กันคนหนีได้ยอดเยี่ยมจริง ๆ เตชินท์ยอมรับอยู่ในใจแต่โดยดี
“แล้วฉันต้องจ่ายเท่าไร?” แม้จะคำนวณมาคร่าว ๆ แล้ว แต่เขาก็ยังอยากรู้ว่าอีกฝ่าย้าให้เขาจ่ายค่าอะไรบ้าง
“หนึ่งหมื่นเหรียญ” ยามเฝ้าประตูมิติพูดออกมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย แต่เตชินท์แสร้งทำหน้าตาใทันทีแล้วกล่าวว่า “โห บ้าไปแล้ว เมื่อวานยังบอกฉันแค่หนึ่งพันอยู่เลย แล้วแบบนี้ฉันจะไปหาเงินมากมายแบบนั้นจากไหนกันล่ะ?”
“เพราะนายใช้ประตูมิติแล้ว นั่นเท่ากับนายต้องจ่ายค่าที่ใช้ประตูมิติเพิ่ม” เตชินท์พยายามโต้เถียงว่า “ก็เมื่อวานลูกพี่ของนายอนุญาตให้ฉันใช้เองนี่นา”
“เขาบอกให้ใช้ฟรีงั้นเหรอ? ก็เปล่า” ยามเฝ้าประตูมิติยิ้มอย่างเย้ยหยัน เตชินท์คิดไว้แล้วว่าอีกฝ่ายต้องมาไม้นี้ แต่เขาก็ทำเป็แสดงด้วยท่าทีของพวกมือใหม่และต่อว่าอีกฝ่ายว่า “แบบนี้มันโกงกันนี่”
แต่ยามเฝ้าประตูมิติไม่สนใจการต่อว่าของเตชินท์ เพราะเขาชินแล้ว เขาแจกแจงค่าใช้จ่ายต่อว่า “และอีกเจ็ดพันเป็ค่าสมาชิกหมู่บ้าน”
“จะบ้าเหรอ? ฉันไม่ได้บอกสักหน่อยว่าฉันจะอยู่ที่นี่” อันนี้เตชินท์ยอมรับไม่ได้จริง ๆ แต่ยามเฝ้าประตูมิติกล่าวสวนกลับมา “ในใบได้แจ้งไว้แล้วว่าบังคับจ่าย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ในหัวเตชินท์มีภาพการที่เขาถล่มทั้งเมืองเมื่อในสมัยก่อนจุติแวบขึ้นมาทันที แต่ก็หยุดลงทันทีเพราะตอนนี้เขาทำเช่นนั้นไม่ได้แล้วจริง ๆ เขาไม่ได้มีเกราะและดาบเทพศาสตราเหมือนแต่ก่อนแล้ว ตอนนี้เขามีแค่มีดพร้าเท่านั้น นั่นทำให้เขามีแต่ต้องใช้สมองเพื่อทำให้ค่าใช้จ่ายเขาลดน้อยลงมากที่สุด
“ฉันก็บอกแล้วั้แ่เมื่อคืนแล้วนี่ว่าฉันจะไปจากที่นี่” เตชินท์กล่าวพร้อมกับยื่นเงินให้อีกฝ่ายเพียง 1,000 เหรียญเท่านั้น นี่คือจำนวนเงินที่เขายินยอมที่จะจ่ายให้
“หนึ่งหมื่นโว้ย ไม่ใช่หนึ่งพัน” ยามเฝ้าประตูมิติโวยวายใส่เตชินท์ ส่วนเตชินท์ก็ทำเป็อธิบายต่อว่า “ก็ฉันบอกแล้วว่า ฉันเข้าใจว่าต้องจ่ายแค่หนึ่งพันเหมือนกับเมื่อคืน”
ยามเฝ้าประตูมิติกัดฟัน เขาเริ่มหงุดหงิดกับเตชินท์
“เดี๋ยวฉันจ่ายให้เขาเอง”
แต่ก่อนเื่จะบานปลายไปกว่านี้ ทันใดนั้นมีเสียงใครบางคนพูดขัดขึ้นมา และเตชินท์จดจำได้ทันทีว่าคนที่พูดขึ้นมาคือเบิร์ดที่ช่วยเหลือเขาเมื่อวาน
“นี่แกบ้าไปแล้วเหรอ! แกไม่ได้รวยถึงขนาดที่จะคอยช่วยเหลือคนไปทั่วนะ” ดาม็องดุเบิร์ดทันทีที่เห็นเพื่อนเขาพยายามช่วยเหลือเตชินท์อีกแล้ว
“ไม่เป็หรอก เมื่อวานเขาคนนี้ก็ช่วยทำให้เราได้กลับบ้านในรอบหลายสัปดาห์เหมือนกันนะ” เบิร์ดยิ้มให้กับเพื่อน ดาม็องได้แต่กัดฟันไม่มีคำพูดใดตอบกลับมา เพราะมันเป็เื่จริง หากเตชินท์ตัดสินใจไม่ตามพวกเขากลับมายังหมู่บ้านต้นหอม พวกเขาก็ต้องก้มหน้าก้มตาล่าสัตว์อสูรไปวัน ๆ จนไม่รู้ว่าอีกนานแค่ไหนกว่าจะได้กลับบ้านสักที
ดูเหมือนยามเฝ้าประตูมิติจะไม่สนใจการโต้เถียงของเพื่อนสองคนนี้ เขายื่นมือมาเพื่อจะคว้าเงินหมื่นที่อยู่ในมือเบิร์ด แต่ดูเหมือนเขาจะช้ากว่าใครบางคน เตชินท์ผลักมือของเบิร์ดกลับและกล่าวว่า “เก็บเงินของคุณไปเถอะครับ แค่ช่วยพาฉันมาที่นี่มันก็ดีเกินพอแล้ว ฉันไม่อยากติดหนี้บุญคุณพวกคุณไปมากกว่านี้”
“ไอ้หมอนี่ ไม่รู้เจียมกะลาหัวเสียเลย” ยามเฝ้าประตูมิติขบกรามอย่างขุ่นเคือง แต่ดาม็องกลับรู้สึกต่างออกไป เขามองเตชินท์ในแง่มุมที่ดีขึ้น แม้จะไม่ชอบขี้หน้าเตชินท์เพราะเขาตราหน้าเตชินท์ว่าเป็พวกขี้ขโมยไปแล้วก็ตาม แต่เมื่อเตชินท์ปฏิเสธความช่วยเหลือจากเบิร์ดทั้งทีที่ตัวเองก็เดือดร้อนอยู่ จึงทำให้ดาม็องคิดว่าเตชินท์ไม่ใช่พวกฉวยโอกาสอย่างที่เขาคิด และเตชินท์อาจไม่ได้คิดแย่งหมูป่าหนังกรอบอย่างที่เตชินท์พูดไว้จริง ๆ
“เกิดอะไรขึ้น? เอะอะโวยวายอะไรกัน?”
หนนี้เสียงไม่คุ้นหู แต่เมื่อเตชินท์หันไปตามเสียงกลับไปได้เห็นใบหน้าที่เขาคิดว่าคุ้นเคย เนื่องด้วยเมื่อคืนต้องอาศัยแสงไฟจากคบเพลิง จึงทำให้ยังไม่เห็นรายละเอียดหน้าตาชัดมากนัก แต่วันนี้แสงจากอาทิตย์ทำให้เห็นว่าซานเชสนั้นเป็ชายผิวสีน้ำผึ้ง หน้าตาออกแนวละติน และทำทรงผมถักเดทร็อกสีดอกเลาติดหนังหัว ซึ่งทำให้เมื่อคืนเตชินท์เข้าใจผิดคิดว่าเขาใส่เกราะหมวกเสียอีก
“ก็เ้าเด็กใหม่นี่สิครับไม่ยอมจ่ายค่าธรรมเนียมหมู่บ้าน” ยามเฝ้าประตูมิติรีบฟ้องนายทันที
“ทำไมถึงทำอย่างไรนั้นล่ะครับคุณ...?” ซานเชสพูดค้างไว้เพื่อเป็การเชิงถามชื่อเตชินท์ และเตชินท์ก็ตอบกลับแต่โดยดีว่า “เตชินท์”
เตชินท์ยอมบอกชื่อจริงของเขาเพราะเขาคิดดีแล้ว เนื่องจากเขายังไม่ใช่คนดังเหมือนก่อนจุติ การตามหาตัวตนเขาในมิติโลกจึงเป็เื่ค่อนข้างยาก กว่าจะเจออาจต้องใช้เวลาเป็สิบปี กว่าจะถึงตอนนั้น ซานเชสอาจจะลืมหรือเขาอาจจะตายไปแล้ว ถึงอย่างไรมิติมาตุภูมิเมื่อ้าขึ้นไปอยู่ในระดับสูงกว่านี้ อันตรายก็มากขึ้นตามไปด้วย หากไม่แข็งแกร่งจริง ก็มีแต่ตายกับตาย
และที่สำคัญ เตชินท์ไม่เคยได้ยินชื่อซานเชสมาก่อนเมื่อครั้งที่เขายังไม่จุติ นั่นก็แสดงให้เห็นแล้วว่า ถ้าซานเชสไม่ดำรงความอ่อนแอต่อไป เขาก็คงตายและสิ้นชื่อไปก่อนที่เตชินท์จะโด่งดังเป็เทพดาบเสียอีก
“ก็เมื่อคืนเขาเรียกเก็บฉันแค่หนึ่งพันเหรียญเท่านั้น ฉันก็เลยเตรียมมาแค่นั้น ไม่ได้คาดคิดว่าจะต้องมาจ่ายถึงหมื่นเหรียญ ฉันเลยไม่ได้เตรียมมา” เตชินท์อธิบายตามที่เตรียมจะพูดไว้ “ฉันเลยขอออกไปล่าสัตว์อสูรมาจ่ายให้ตามที่ใบอะไรนั่นบอกว่าทำได้อยู่นี่ไง”
“ฉันคิดว่าทางคนของฉันคงได้แจ้งไปตามระเบียบการแล้วว่าคุณจำเป็ต้องวางเงินก่อน และค่อยมาถอนคืนหลังได้สัตว์อสูรกลับมาครบตามจำนวนวงเงินแล้วใช่ไหมครับ?”
เตชินท์ยักไหล่พร้อมตอบกลับไปว่า “แจ้งแล้ว แต่ฉันไม่ได้้าเป็สมาชิกหมู่บ้านสักหน่อยนี่นา”
“ทำไมถึงทำอย่างนั้นล่ะครับคุณเตชินท์? การเป็สมาชิกหมู่บ้านต้นหอมของพวกเรา คุณมีแต่ได้กับได้นะครับ” ซานเชสพยายามโฆษณาชวนเชื่อ
“ฉันไม่ชอบอยู่กับที่น่ะ ฉันรักการผจญภัย ฉันอยากไปท่องโลกกว้าง ค่ำไหนนอนนั่นอะไรแบบนั้น” เตชินท์ก็หาเหตุผลให้อีกฝ่ายยอมถอนความพยายาม
“ลองคิดใหม่ได้นะครับคุณเตชินท์ ที่นี่ไม่เหมือนกับที่โลกนะครับ” ซานเชสยังคงไม่ยอมแพ้ เขารู้วิธีรับมือกับพวกมือใหม่ที่มั่นใจในตัวเองอย่างที่เตชินท์กำลังแสดงออกมาเป็อย่างดี
เขาอธิบายเพิ่มเติมด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มต่อว่า “แต่ละเมืองอยู่ห่างกันเป็สิบเป็ร้อยกิโล คุณอาจเดินเป็วันสองวันหรือมากกว่าถึงจะเจอเมืองสักเมืองเลยนะครับ ถ้าเป็แบบนั้นคุณก็จะไม่ได้เจอกับประตูมิติ นั่นเท่ากับคุณจะไม่ได้กลับบ้านที่โลก และคนที่บ้านของคุณก็จะเป็ห่วงคุณนะ ถ้าคุณหายไปหลาย ๆ วัน”
เตชินท์นิ่งเงียบ เขาแค่กำลังคิดว่า สิ่งแต่ซานเชสพูดเป็เื่จริง หากไม่รู้ทาง อาจต้องเดินเป็สิบวันถึงจะเจอหมู่บ้านสักแห่งเลยก็ได้ แต่นั่นไม่ใช่ปัญหาสำหรับเขา เขามีหมู่บ้านขวานเหล็กให้กลับ จะมาเสียเงินเพื่อสถานที่ที่เขาหวังแค่มาเพื่อล่าสัตว์อสูรที่้าแล้วกลับไปเพื่ออะไร
อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ซานเชสกำลังยกเหตุผลเพื่อโน้มน้าวเพิ่มเติม ทันใดนั้นเตชินท์ก็นึกอะไรบางอย่างออก เขาคิดกับตัวเองว่า ‘เขาเป็ถึงระดับเ้าของหมู่บ้านมานาน และมีคอนเนกชั่นมากมาย บางทีเขาอาจจะมีก็ได้’
เตชินท์กำลังปวดหัวกับภารกิจประจำวันของวันนี้อยู่ และคิดว่าเขาคงไม่มีทางผ่านภารกิจของวันนี้แน่ ๆ หากยังอยู่ที่หมู่บ้านนี้ต่อไป เขาจึงพยายามรีบออกจากหมู่นี้เพื่อไปหาหมู่บ้านหรือเมืองอื่นที่มีเผ่าพันธุ์ที่ไม่ได้มีแค่มนุษย์อย่างเขาเพื่อตามหาสิ่งที่ภารกิจ้า
แต่เหมือน์มาโปรด เตชินท์ได้ลืมนึกไปว่าคนระดับเ้าของเมืองอย่างซานเชสอาจจะมีมันอยู่ก็ได้ เตชินท์จึงเปลี่ยนแผนเพื่อลองเลียบเคียงซานเชสว่ามีสิ่งที่ภารกิจประวันจำ้าหรือไม่
< ภารกิจประจำวัน 5 : บุรุษผู้ร่ำรวย
เป้าหมาย : ได้รับเงินนัต 0/10
ระยะเวลาที่คงเหลือ : 6 ชั่วโมง 58 นาที 23 วินาที
รางวัล : ผักบุ้ง 1 มัด
บทลงโทษ : ระงับการเพิ่มแต้มพัฒนา 24 ชั่วโมง >
กดใจหรือคอมเมนต์เป็กำลังใจกันด้วยนะครับ