ตอน 07
น้องสาว
(ส่วนตอนต้น)
ล่วงเข้าเดือนตุลาคมได้เก้าวัน หลายสถานศึกษาเริ่มทยอยปิดภาคเรียน บางแห่งเพิ่งมีสอบบางที่ก็สอบเสร็จไปแล้ว ส่วนสุรีย์รัตน์ต้องออกจากบ้านั้แ่่ใกล้สาย ก่อนเที่ยงจะมีฟังผลสอบและลุ้นเกรด
เกริกไกรรีบออกจากบ้านั้แ่ตีห้า ทำงานชดเชยชั่วโมงที่ต้องลาหยุดในวันอื่น เ้านายอนุญาตให้เข้ามาเคลียร์งานเอกสารั้แ่เวลาทำการออฟฟิศยังไม่เปิด พอกลับบ้าน่สายจึงประจวบเวลาที่ลูกสาวจะออกไปมหาวิทยาลัย
สองพ่อลูกบริหารเวลาทุกชั่วโมงอย่างรู้ค่า อย่างน้อยใครสักคนควรจะอยู่เพื่อทุ่มเทดูแลลอริส ่เช้าลูกสาวอยู่บ้าน่สายพ่อผลัดมาช่วย ตกบ่ายลูกสาวกลับมาพ่อก็ต้องไปทำงานตามเดิม
อันที่จริง สุรีย์รัตน์ไม่ได้ไปมหาวิทยาลัยเพราะปิดภาคเรียนมาได้ห้าวันแล้ว นับเป็่เวลามีค่าที่จะได้ดูแลลอริสเต็มที่
พ่อขับรถกลับเข้ามาสุรีย์รัตน์ก็ต้องออกไปฟังผลสอบ มื้อเช้าเตรียมให้ลอริสเพิ่งจะเสิร์ฟเสร็จ พ่อจึงรับหน้าที่ต่อดั่งทำงานเป็ทีม
“หนูกอดลอริสก่อนออกจากบ้านแล้วล่ะค่ะ น้องอาบน้ำแต่เช้าแล้วกำลังจะทานมื้อเช้า ดีใจน้องเศร้าน้อยลงแล้ว ฝากพ่อดูแลต่อนะคะ”
วาจาลูกสาวคราวนี้คล้ายเป็คำฝากฝังถึงพ่อ คนรับดูแลต่อพยักหน้าเบิกแย้มบาง ๆ “ได้ ๆ ไม่ต้องห่วงนะลูก ขอให้วันนี้โชคดีนะ”
สาวรุ่นยิ้มน้อย ๆ แทนคำขอบคุณ ค่อยเดินลาจากเพื่อรอขึ้นรถเมล์หน้าปากซอย ส่วนพ่อเมื่อส่งลูกสาวจนลับตาแล้วจึงก้าวย่างกลับมาที่ห้องกระจก หน้าที่สำคัญต้องทำต่อยังรออยู่
แม้วันนี้ลอริสรับมื้อเช้าช้ากว่าเดิม ทว่าก็ไม่ได้เป็ปัญหาใดเลย
“ดู ยู ไลก์ ซาลั๊ด” เกริกไกรยิ้มถามดั่งคำทักทาย สบมองหญิงสาวรัสเซียที่เงยหน้าสบตาเช่นกัน ไม่นึกไม่ฝันลอริสตอบเป็ภาษาอังกฤษ
“ไอ... ไลก์... สลัด...”
สิ้นวาจาแ่เบาลอริสจึงก้มหน้าลง มองจานผักสลัดที่รับประทานได้เกินครึ่ง พลางรวบช้อนส้อมข้างจานเพื่อสื่อว่าอิ่มแล้ว
หญิงสาวผมสีน้ำตาลเริ่มพูดอังกฤษเพียงคำง่าย ๆ บางทีอาจยังเรียนรู้ไม่มากนัก หรือล้ำลึกกว่านั้นอาจเป็คนไม่กล้าพูด ประวัติการศึกษานอกจากวนัสที่แปลเอกสารออกก็ไม่มีใครรับรู้ได้มากกว่านั้น
แต่คำขอบคุณหลังมื้ออาหารหรือรับยา กลับเป็ภาษารัสเซียคำเดิมที่เริ่มคุ้นเคย...
“สปาซิบะ”
ลอริสรับประทานได้มากขึ้นกว่าเคย แทบใกล้เคียงวันแรก ๆ ที่รับมาดูแล หรือก่อนถึงวันร้องห่มร้องไห้เพราะทราบข่าวร้าย
หลายวันก่อนช่างน่าเห็นใจ หญิงสาวกำพร้าต้องรู้สึกขมขื่นสุดรวดร้าว จนสองพ่อลูกเกรงว่าจะคิดสั้น หรือไม่ก็หัวใจวายไม่อาจยื้อชีวิตได้อีก
แต่ก็ผ่านมาได้เพราะกำลังใจจากพ่อลูกทั้งสอง รวมทั้งคนรอบข้างเช่นน้าไสว
บางทีน้ำตาพรากก็อาจช่วยเยียวยา ช่วยระบายความอัดอั้นตันใจไม่ให้กดดันเกินไป ลอริสจึงไม่ได้เป็ลมหมดสติอย่างคราวที่แล้ว
ความอาดูรนับแต่รู้ข่าวต้องสูญเสียพ่อแม่ค่อยเลือนมลาย เหลือไว้เพียงหยาดน้ำตาคลอยามมองรูปถ่ายครอบครัว
เมื่อถึงคราวให้ยารักษา ลอริสรับประทานยาง่ายจึงไม่เป็ภาระผู้เลี้ยงดู พอเสร็จมื้อเช้าจึงลุกจากเก้าอี้นวม ค่อยเดินช้า ๆ ไปเข้าห้องน้ำนอกห้องกระจก
เกริกไกรเฝ้าดูอยู่ห่างยามลอริสทำธุระส่วนตัวด้วยตนเอง เข้าออกห้องน้ำแต่ละครั้งแลเห็นชัดเจน เดรสยาวขาวแกมครีมคลุมเท้าช่างสะดุดตา ช่างน่ารักน่าเอ็นดูเหมือนตุ๊กตาลูกคุณหนู
วันนี้ลอริสสวมเดรสจากฝีมือของน้าไสว และใส่วนร่วมกับชุดเดิมจากรัสเซียเป็ครั้งที่สองแล้ว แต่ความจริงสุรีย์รัตน์เตรียมชุดให้สวมใส่นอนนับแต่คืนก่อน
กิ๊บโบผ้าขาวประดับผมก็เป็ของใหม่ ยังน่าเอ็นดูน่าทะนุถนอมไม่เปลี่ยนแปร
หญิงสาวตุ๊กตานั่งลงบนเก้าอี้นวมสีไข่ ที่เก่าที่เดิมเคยใช้พักกายพักใจ สองมือวางแนบบนตักแลสงบเสงี่ยม บางคราวก็หยิบรูปถ่ายครอบครัวที่วางข้าง ๆ แล้วจดจ้องก้มมองเนิ่นนาน
เท่าที่ััจากเกริกไกรผู้เฝ้าดู ลอริสโศกเศร้าที่สุดเพียงแค่น้ำตาคลอ ยามรำลึกห้วงทรงจำเคยอยู่ร่วมพร้อมหน้าผ่านรูปถ่ายใบเดิม
คงเป็ปกติของคนที่สูญเสียคนรักแล้วยังอาลัยอาวรณ์ เกริกไกรพอคลายกังวลได้กว่าแต่ก่อน เื่หนักปานหัวใจวายหรือตรอมใจตายคงไม่เกิดขึ้นง่าย ๆ
มือหยาบกร้านหยิบซองแผ่นเสียง 'เยื่อไม้' จากกล่องครอบใส ดึงแผ่นกลมสีดำออกมาแล้ววางบนถาดเล่น เลื่อนตำแหน่งก้านเข็มอ่านที่แทร็กแรกแล้วกดปุ่ม PLAY
ดนตรีไวโอลินเริ่มบรรเลงผ่านลำโพง บทเพลงละเมียดไพเราะแสนเพราะพริ้ง หยิบมาฟังครั้งใดเหมือนได้ผ่อนคลายกายใจ
เกริกไกรยิ้มละมุนส่งมอบให้หญิงสาวรัสเซีย
“เพลงเพราะไหม... ลอริส”
ไม่มีเสียงตอบแม้สักวาจา ถูกอยู่แล้วที่ลอริสจะแปลภาษาไทยไม่ออก แต่ปฏิกิริยาตอบรับกลับน่าพอใจยิ่ง สายตาอ่อนโยนสบมองผู้อุปการะมิเบือนหลบ แววตาใสซื่อเหมือนอย่างวันแรกที่ได้พำนักไม่มีผิด
น้ำตาคลอเอ่อที่เคยมีค่อยเหือดแห้ง แม้รูปถ่ายอดีตครอบครัวยังวางบนตักดุจของรักที่สุดในชีวิต
บทเพลงละเมียดละมุนกลับช่วยเยียวยา ดั่งเลือนลบรอยตราเศร้าหมองทีละน้อย ๆ
เ้าของแผ่นเสียงลอบคิดเพียงว่า บางทีลอริสคงอาจชอบฟังเพลงบรรเลงแบบนี้ เพราะรู้ดีว่าดนตรีไพเราะช่วยรักษาาแใจได้
แผ่นเสียงหมุนวนบรรเลงดนตรีไวโอลินตามวิถีของมัน ยังคงอบอวลบรรยากาศห้องนั่งเล่นจนเคลิบเคลิ้ม
ไม่ทันสังเกตว่าเริ่มเมื่อใด เกริกไกรยืนดูแผ่นเสียงหมุนวนจนจบทุกเพลงของหน้าแรก เหลียวมองเก้าอี้นวมกลับเห็นตุ๊กตาฝรั่งนั่งหลับเสียแล้ว
“ฟังไวโอลินจนเคลิบเคลิ้มใจแน่เลย” ชายวัยสี่สิบผลิยิ้มบาง ๆ มองลอริสพักกายพักใจเช่นนี้ยิ่งมีความสุข เห็นประโยชน์ของเก้าอี้นวมที่ซื้อมาเมื่อปีก่อนยิ่งคิดถูก ด้านข้างโค้งเว้าเข้าจนหญิงสาวตุ๊กตาใช้พิงแนบแก้มได้
ชุดเดรสขาวครีมคลุมกายแสนหวาน สองมือผ่องงามวางแนบตัก หลับใหลสนิทดุจดั่งนางฟ้า
เมื่อเพลงบรรเลงจบลง ชายวัยสี่สิบกลับแผ่นอีกด้าน เลื่อนเข็มอ่านยังตำแหน่งแทร็กแรก บรรเลงต่อเนื่องเพื่อให้บรรยากาศเคลิบเคลิ้มคงอยู่
มีสิ่งหนึ่งอยู่เคียงชั้นวางเหล่าตลับเทปและแผ่นเสียง เกริกไกรเลื่อนกระจกเปิดแล้วหยิบขึ้นมา เป็กล้องถ่ายรูปสีเงินตัวเก่าที่นานทีจะนำออกมาใช้ ภายในไม่ได้บรรจุฟิล์มไว้ เลนส์ที่ถอดเปลี่ยนได้ไม่เคยถูกนำออกจากตัวกล้องเลย ใส่ก้อนแบตเตอรี่เช็กสภาพยังอยู่เต็มพร้อมใช้งาน
พอค้นดูในชั้นวางอีกที จึงพบกล่องฟิล์มยังผนึกอยู่เพียงกล่องเดียว หยิบออกมาดูวันหมดอายุเหลืออีกเกือบหนึ่งปี
นึกขึ้นได้ว่าเป็ฟิล์มที่เผื่อใช้สำรอง กล้องตัวนี้ใช้ครั้งสุดท้ายเมื่อห้าเดือนก่อน ตนเคยถ่ายรูปงานอำลาเ้านายเก่าเพื่อจะไปทำงานที่ญี่ปุ่น
ถึงอย่างไรกล้องตัวนี้จะได้ใช้งานบ่อย ๆ แน่ สุรีย์รัตน์เคยบอกไว้เมื่อเนิ่นนาน เปิดเทอมเดือนพฤศจิกายนจะมีวิชาถ่ายภาพ
หยิบผ้าขาวนุ่มจากซองแล้วเช็ดเลนส์อย่างระวัง เปิดฝาหลังแล้วใส่กลักฟิล์มใหม่ เสียงโหลดฟิล์มเข้าตัวกล้องพร้อมถ่ายรูปแรกเมื่อฝาครอบปิดสนิท
เมื่อยกกล้องขึ้นมาส่องฉากเป้าหมาย พลางยกหลังมืออีกข้างหันเข้าหาเลนส์เพื่อวัดแสง
รูปแรกของฟิล์มม้วนนี้คือ...
เกริกไกรหมุนพลิกตัวกล้องแนวตั้ง เล็งยังเก้าอี้นวมแล้วหมุนเลนส์ปรับโฟกัส นิ้วชี้จากอีกมือเริ่มกดชัตเตอร์
แชะ!
ชายวัยสี่สิบลดกล้องลงต่ำ ยิ้มกริ่มดีใจที่ได้บันทึกภาพ
เป็ภาพแรกที่ตุ๊กตารัสเซียแสนน่ารักนั่งหลับปุ๋ย
กล้องถูกเก็บเข้าที่เดิม เสียงเพลงไวโอลินยังบรรเลงเรื่อยไป
ผ่านล่วงจวบจนบ่ายโมงเศษ ได้ยินเสียงหวานใสจากด้านนอกค่อยเข้าใกล้ห้องกระจก มืองามสาวรุ่นเลื่อนเปิดดั่งอยากทายทัก
“กลับมาแล้วค่ะพ่อ...”
สุรีย์รัตน์แย้มรวยรินแล้วยกมือไหว้สวย ๆ พลันเห็นเกริกไกรนั่งอ่านนิตยสารบนโซฟานวม คนเฝ้าบ้านเงยหน้าสบตายิ้มกริ่ม ชักชวนสนทนาเื่ใหม่ทันที
“เพลงเพราะไหมน้ำ ลอริสหลับเคลิ้มเกือบสองชั่วโมงเลย”
“ว้าว!ดีจังเลย เพลงไวโอลินจากแผ่นเสียง” สุรีย์รัตน์เบิกตาโต เมียงมองตุ๊กตารัสเซียที่กำลังสบมองคนเยือนเช่นกัน
“น้องมองตาแป๋วเลย น่าร้าก...” พี่เลี้ยงสาวเอื้อนคำหวาน สบมองจ้องตาละมุนให้ลอริสชั่วครู่ ก่อนจะหันไปมองต้นกำเนิดเสียงเพลงไวโอลินที่อบอวลห้องนั่งเล่นจนเคลิบเคลิ้ม
“พ่อเปิดเครื่องเล่นแผ่นเสียง เล่นไปนานแล้วหรอคะ”
เกริกไกรลุกจากโซฟา เท้าก้าวเข้าหาเครื่องเล่น สุรีย์รัตน์เริ่มสนอกสนใจจึงเข้ามาดูด้วย
“เปิดวนไปสามรอบแล้วล่ะลูก ลอริสเหมือนจะชอบฟังนะ เพลงมันละเมียดฟังเคลิ้มเลย มื้อกลางวันเพิ่งเสร็จตะกี้นี้เอง น้องทานมักกะโรนีแฮมและก็สลัด ฟังเพลงไปด้วย อยากให้ช่วยเจริญอาหาร ก็ทานได้มากขึ้นนะ”
ลูกสาวหยีตาพริ้มตอบรับให้พ่อ พลางหันไปทางลอริสที่ยังนั่งมองสองพ่อลูกตาแป๋ว “สอนหนูเปิดเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้ไหมคะ อยากจะใช้ดนตรีเพราะ ๆ ขับกล่อมจิตใจลอริสให้หายเศร้า”
“ได้สิ มาเดี๋ยวสอนให้ เปิดแบบนี้นะ”
เกริกไกรปิดเครื่องเล่นทั้งหมด แล้วเริ่มขั้นตอนใหม่ั้แ่เสียบปลั๊ก เปิดเครื่อง วางแผ่นเสียง การเลื่อนก้านเข็มอ่าน ข้อควรระวัง สารพัดขั้นตอนที่อาจดูแล้วยากหากเพิ่งใช้ครั้งแรก แต่ก็ไม่ยากนักเมื่อใช้จนเคยชิน
สุรีย์รัตน์ซึมซับรับรู้ทุกขั้นตอนพลางพยักหน้า “ขอบคุณค่ะพ่อ พอเข้าใจแล้วล่ะค่ะ หนูจะได้เปิดเพลงกล่อมให้ลอริส น้องจะได้มีความสุขเหมือนที่พ่อทำวันนี้เลย”
“งั้นเดี๋ยวพ่อไปทำงานแล้วล่ะ ก็เปิดกล่อมให้ลอริสไปเรื่อย ๆ เล่นจบก็เปิดแทร็กแรกวนใหม่เนอะ”
เกริกไกรเตรียมตัวจะเดินจากลา แต่ลูกสาวพลันฉุดมือรั้ง
“พ่อลืมไปอย่างนึงนะคะ กล่อมลอริสจนลืมหนูเลย”
“เออ... ใช่... ลืมสนิท เป็ไงบ้าง” เกริกไกรทำหน้าตื่นเต้น
ลูกสาวไม่ตอบสักคำ ควักแผ่นกระดาษพับจากกระเป๋ากระโปรงยาวชุดนักศึกษา พ่อรับไว้แล้วคลี่ออกช้า ๆ
“ไม่เลวนี่... สามจุดสี่ห้า... ไหนบอกทำข้อสอบไม่ได้ไงลูก” เกริกไกรยิ้มหน้าบาน
“หนูเดาเก่งมั้งคะ ฮ่า ๆ แต่ก็มีอัตนัยด้วยนะคะ ก็พอทำได้” สุรีย์รัตน์ตอบไปยิ้มเขินไป
พ่อลูบศีรษะเป็รางวัล “เก่งมากลูก ตั้งใจต่อไปนะ”
เสียงกริ่งโทรศัพท์ดังขึ้นเหมือนขัดจังหวะ สองพ่อลูกตื่นใเล็กน้อย แม้แต่ลอริสก็ผินมองไปทางเครื่องโทรศัพท์สีดำ
ชายวัยสี่สิบเดินเข้าหา ยกหูรับสายแล้วสนทนา
“บ้าน 'สุขสรวง์' ครับ... อ้าว... มีอะไรหรอ...”
สองหญิงสาวสุรีย์รัตน์และลอริสตั้งตารอฟัง แม้สาวรัสเซียยังแปลภาษาไทยไม่ออกสักคำ
“หืม... จะมาห้าโมงเย็นกันหรอ เดี๋ยวนะ... อ้อ ได้อยู่ ๆ พอดีวันนี้วันศุกร์ ออฟฟิศมีจัดสันทนาการผ่อนคลาย่บ่าย ว่าจะใช้จังหวะนั้นลางานกลับมาเร็วกว่าเดิมพอดีเลย แล้วเจอกันนะ”
สายสนทนาจบลง เกริกไกรวางหูโทรศัพท์ สองหญิงสาวไม่ได้ยินวาจาจากปลายสายเพราะอยู่ไกลเกิน
“วนัสกับสารวัตรสานิตย์จะเข้ามาเยี่ยม แต่เขาบอกไม่ต้องเตรียมต้อนรับอะไรนะ มาแบบสบาย ๆ แค่มาเยี่ยมลอริส”
สุรีย์รัตน์แย้มหวาน “ตื่นเต้นจัง คงมีอะไรแจ้งพวกเราหรือเปล่านะ”
“ไม่รู้เหมือนกัน” เกริกไกรได้แต่ยิ้มแล้วส่ายหน้า ยื่นใบเกรดคืนใส่มือลูกสาว สองเท้าก้าวไวออกจากห้องกระจก “พ่อไปก่อนนะ เดี๋ยวก็กลับมา ทำงานแค่สองชั่วโมงกว่า ๆ”
สิ่งสุดท้ายที่ไม่อาจลืม เกริกไกรจึงโบกมือลาให้ตุ๊กตาสาวสวย “ไปก่อนนะ ลอริส...”
หญิงสาวผมสีน้ำตาลได้แต่ผินหน้ามองตาแป๋วตอบรับ
“แอบเหนื่อยแทนเลยค่ะพ่อ ขับรถไปกลับ” ลูกสาวส่งแววตาห่วงใย แต่พ่อโบกมือส่ายพลางยิ้มกริ่ม เพียงชั่วอึดใจเดินกลับเข้าไปสตาร์ตรถแล้วเคลื่อนจากลา
แผ่นเสียงหนุนวนเล่นเพลงเรื่อยไป เสียงดนตรีไวโอลินขับกล่อมคนนั่งพักในห้องกระจก มีเพียงหญิงสาวตุ๊กตานั่งสงบเสงี่ยมลำพัง
พี่เลี้ยงหายขึ้นไปบนบ้านพักใหญ่ เดินกลับลงมาอีกครั้งด้วยชุดใหม่ ชุดนอนลายทางแสนโปรดที่พ่อเกริกไกรชอบแซว
ก่อนขึ้นไปอาบน้ำชั้นบนและเดินกลับลงมาก็ยิ้มทายทักลอริสเสมอ ทั้งเอ่ยประโยคง่าย ๆ “เวท มี, ไอ วิล คัม แบ็ก” และ “ไอ คัม แบ็ก” ลอริสก็จะก้มผงกเล็กน้อยแล้วเอื้อนเสียงหวาน “ด๊า...” เช่นกัน
เป็คำที่พี่เลี้ยงได้ยินจนเคยชินแล้ว พอนึกย้อนทั้งก่อนและหลังวันรับลอริสมาดูแล ไม่คิดเลยว่าบ้านนี้จะมีคนพูดรัสเซียให้ได้ยินทุกวัน
หากเพียง... ลอริสช่างเป็สาวเงียบขรึมพูดน้อยคำ หนำซ้ำยังไม่เคยยิ้มแย้มใดเลย แต่กลับน่ารักน่าทะนุถนอมเหมือนตุ๊กตาสวยงาม
มีบางครั้งที่น้ำตาคลอเบ้าเพราะอาวรณ์ผู้จากไป แต่ก็มักเหือดแห้งคลายหมองเศร้าได้เอง
สุรีย์รัตน์เปิดแทร็กแรกซ้ำเมื่อแทร็กสุดท้ายจบลง พลิกหน้าแผ่นวนเล่นใหม่ให้บรรยากาศเคลิบเคลิ้มเรื่อยไป ลอริสสบมองพี่เลี้ยงผ่านประกายตาซื่อ ๆ เช่นเคย
“เลิฟลี่ ลอริส... ยู อาร์ เลิฟลี่...” สาวชุดนอนลายทางนอนคว่ำราบพื้น เงยหน้าเท้าคางแล้วแย้มยิ้มให้ พลางนึกคำรัสเซียที่เกือบลืมก่อนจะเอื้อนเสียงหวาน “คราซิวา...”
“สปาซิบะ...” เสียงแ่เบาแต่ละมุนนุ่มนิ่มจากสาวรัสเซีย เสียงที่ทำให้พี่เลี้ยงหัวใจพองฟู แต่ไม่คาดคิดว่าจะมีประโยคผสมภาษาตามมาอีก
“ยู อาร์ เลิฟลี่ ทู... คัค คราซิวา...”
สุรีย์รัตน์ยิ่งยิ้มไม่หุบ ดีอกดีใจที่ลอริสสื่อสารภาษาง่าย ๆ ได้บ้างแล้ว ทั้งแอบคิดเล็กน้อยว่า บางทีอาจเคยเรียนภาษาอื่นเช่นภาษาอังกฤษมาบ้างก็ได้ เพราะเคยพูดอังกฤษง่าย ๆ ให้ฟังแล้วก็ยังตอบรับด้วยดีเสมอ
เมื่อเข็มสั้นบนหน้าปัดนาฬิกาชี้ที่เลขห้า สามบุรุษเยือนสู่บ้านและห้องกระจกพร้อมกัน สองคนคือแขกเยี่ยมฐานะตำรวจส่วนอีกคนก็คือเ้าบ้าน ดูไม่ยากว่านัดเจอกันข้างนอกมาก่อนแล้ว
เกริกไกรทักทายลูกสาวก่อนใคร ที่ขาดไม่ได้คือกล่าวทักหญิงสาวตุ๊กตาที่น่ารักน่าเอ็นดู
“กู๊ด อีฟนิ่ง” ดูจะเป็คำง่าย ๆ ที่ทั้งสามบุรุษใช้ทักทายลอริส และสิ่งตอบแทนจากตุ๊กตารัสเซียก็ยังเช่นเดิม
ลอริสยืนขึ้นแล้วผงกศีรษะเล็กน้อย เอื้อนวาจาหวาน ๆ “ซดราสท์ วุย ถิ”
บรรยากาศผ่อนคลายกว่าครั้งเก่าก่อนมาก ดนตรีไวโอลินจากแผ่นเสียงเงียบลงแล้ว แววตาอาทรและสีหน้าแย้มยิ้มปรากฏจากทุกคน ล้วนมอบให้ลอริสเสมือนของขวัญปลอบประโลม
สาวผมน้ำตาลย่อตัวนั่งเก้าอี้นวมดุจเดิม สบมองสามบุรุษที่นั่งบนพื้นไม้ล้อมวงสนทนาใกล้ ๆ แววตาแสนซื่อและจริงใจยิ่งทำให้ทุกคนหลงรัก
สุรีย์รัตน์กุลีกุจอเสิร์ฟน้ำหวานน้ำอัดลมให้ทุกคน แม้แต่ลอริสก็ยังได้รับน้ำหวานที่วางบนโต๊ะเคียงใกล้ ไม่ช้าจึงนั่งเคียงข้างวงสนทนาร่วมฟังด้วย
อุปกรณ์สื่อสารทุกชนิดวางอยู่ระเบียงนั่งเล่นนอกห้อง ทั้งวนัสและสานิตย์ต่างแต่งเครื่องแบบครึ่งท่อน ไร้อาวุธพกพาอย่างเมื่อคราวก่อน
มาเยี่ยมคราวนี้ ทั้งสองตำรวจมองว่านี่ก็คืองานราชการอย่างหนึ่ง ถึงแม้ดูแปลกและไม่ทางการ ส่วนใหญ่สานิตย์และวนัสจะผลัดกันพูด บอกเล่าความคืบหน้าหรือแม้แต่สิ่งที่เคยทำทว่ายุติลงแล้ว
“ผมลองไปถามอินเตอร์โพล ก็ไม่มีข้อมูลอะไรกลับมาเลย พวกเขาบอกแค่ว่าตระกูลนี้ไม่มีประวัติ”
วนัสเล่าทั้งที่ยังประหลาดใจไม่หาย สานิตย์ก็ช่วยบอกให้งงงวยกว่าเดิม “มันสวนทาง มันขัดแย้งนะ ผมล่ะประหลาดใจกับพวกทูต ไม่รับดูแลน้องลอริสแถมยังบอกพวกอดีตเคจีบีไม่อยากแตะ”
ลูกน้องจึงสาธยายให้ฟังจนหมดเปลือก “หรือใครก็ตามที่ผมไปถาม ถ้าเขาไม่ใช่คนรัสเซีย หรือโซเวียตจะไม่มีข้อมูลเชิงลึกของคนตระกูลนี้เลย ยกตัวอย่างอินเตอร์โพลที่ผมถามแล้วให้เขาช่วยสืบ พวกเขาก็ไม่ใช่รัสเซีย แต่พอลองถามหน่วยงานทางการอื่นของรัสเซีย เื่กลับเงียบกริบ ไม่ตอบอะไรกลับมาเลย พอผมจนใจก็ลองกลับไปที่จุดเริ่มต้น กลับไปถามสถานทูต ก็ได้คำตอบเดิม ๆ แถมไล่ส่งอีกต่างหาก เบื่อจังเลย”
“ตอนนี้วนัสยังพยายามสืบต่อไหม”
วนัสก้มหน้าสารภาพ “ั้แ่ปั๊มผ่านเข้าเมืองให้ลอริส ผมก็เลิกกิจกรรมสืบความจริงทุกอย่างเลย ยุติทุกอย่าง ขอโทษที่ไม่ได้บอกพี่นะครับ”
สานิตย์ไม่ทันทราบมาก่อน หน้าที่สืบประวัติคนตระกูลเปรีตินที่เคยมอบหมายได้ยุติแล้ว ลูกน้องมือขวาขอตัดสินใจเอง แต่ก็ไม่ได้ติดใจอะไร เพราะสืบไปก็คงไร้ประโยชน์อยู่ดี
“อืม ลอริสก็อยู่ที่ไทยแล้ว ผ่านเข้าเมืองแล้ว พ่อแม่ก็จากไปแล้ว เราคงแค่บอกทางการรัสเซีย บอกสถานทูต บอกไปให้มากที่สุดแล้วกันว่า มีคนของตระกูลเปรีติน หรือเปรีติน่า อยู่ที่ไทยขอลี้ภัยอยู่หนึ่งคน”
“ลอริสจะปลอดภัยไหมครับ”
จู่ ๆ เกริกไกรพลันห่วงใยหญิงสาวรัสเซียสุดจับใจ สานิตย์รีบชี้แจงสิ่งที่ทุ่มเททำทั้งหมดเพื่อลอริส
“ปลอดภัยแน่นอน ถ้าคุณเกริกไม่พาไปที่เสี่ยง ทำตามกฎที่ผมเขียนทุกอย่างทุกข้อ พวกเขาทำอะไรลอริสไม่ได้แน่ ต่อให้ผ่านเข้าเมืองมาผมก็จะจับตาดูไม่ห่าง ผมทั้งรู้จักทั้งมีผู้ช่วยทีมสายสืบอีกเพียบ ใครกล้าแตะต้องลอริสผมมีบทลงโทษเฉียบขาด”
สองพ่อลูกสาวหันหน้าสบมองตา ดั่งรู้ว่ากระดาษคำสั่งที่ฝ่ายลูกชอบพูดล้อเล่นว่า 'กฎอัยการศึก' ไม่ใช่เื่นึกอยากบังคับก็บังคับ กลับเริ่มเข้าใจเจตจำนงของสารวัตรสานิตย์อย่างลึกซึ้ง เพราะแท้จริงแล้ว มันเป็ทั้งระเบียบวินัยและความหวังดีต่อลอริสที่ยื่นมอบ
วนัสขอสาธยายทบทวนภารกิจ “ที่พี่สานิตย์อยากให้ผมแจ้งข่าวกับรัสเซีย เพราะว่า เผื่อจะมีญาติที่รับฟัง ให้เขารับรู้สักหน่อยว่ามีคนตระกูลของเขาพำนักอยู่ที่ไทยเรานะ อะไรประมาณนี้ ส่วนเขาจะทำอะไรต่อหรือจะตามตัวอะไรก็อยู่ที่เขา แต่ถ้าเขาจะทำอะไรกับลอริสล่ะก็ เราก็จะจับตาดูไม่ให้คลาดเลย”
“แบบนั้นเลย วนัสพูดถูก”
สานิตย์เบิกยิ้มชื่นชมให้ลูกน้อง ไม่บ่อยนักที่จะเห็นคนขึงขังเอาการเอางานมีสีหน้าผ่อนคลาย ฝ่ายถูกชมพลันแย้มแก้มปริดีใจ
แต่วาจาของคนยศใหญ่ยังคงจริงจังไม่เปลี่ยน
“ผู้หญิงคนนี้ใจสู้จริง ๆ”
-ยังไม่จบตอน-
